กรุงเทพธุรกิจ

Life Style

วันที่ 17 กันยายน 2555 09:33

ฉากหลังของ "ฮีโร่"

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

วินาทีนี้ "พวกเขา" คือ “ฮีโร่” ที่คนไทยปลาบปลื้มดีใจ แต่ใครจะรู้บ้างว่า กว่าจะได้เหรียญรางวัลเหล่านั้นมา ไม่ใช่แค่นักกีฬาเท่านั้นที่เหนื่อย

เหรียญทอง 4 เหรียญ เหรียญเงิน 2 เหรียญ และเหรียญทองแดง 2 เหรียญ คือผลงานทะลุเป้าของเหล่านักกีฬาคนพิการไทย ที่ไปร่วมการแข่งขันพาราลิมปิกเกมส์ 2012 ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ


 แน่นอนว่า พวกเขาถูกประทับตราให้เป็น “ฮีโร่” ของคนไทยไปในทันที แต่ถ้าลองเอ่ยปากถามนักกีฬาว่า ใครคือซุปเปอร์ฮีโร่ในดวงใจของเขา คำตอบที่เราได้มานั้นแทบไม่ต่างกันเลย นั่นก็คือ “โค้ช” หรือผู้ฝึกสอน


 ถึงไม่ได้ขึ้นไปยืนอยู่บนแท่นรับเหรียญรางวัล แต่โค้ชทุกคนก็ควรได้รับการยกย่องไม่ต่างกัน เพราะนักกีฬาทุกคนยืนยันว่า โค้ชของพวกเขาคือ “ผู้ปิดทองหลังพระ” ตัวจริง
 
นิ่มๆ แล้วจิ้ม "ดาบ"


 เป็นเวลากว่า 10 ปีแล้วที่ คันฉัตร คงไพรสันต์ ทำหน้าที่เป็นผู้ฝึกสอนกีฬาวีลแชร์ฟันดาบให้กับนักกีฬาคนพิการ โดยเฉพาะ "สายสุนีย์ จ๊ะนะ" ราชินีพาราลิมปิกที่เพิ่งคว้าเหรียญทองจากการแข่งขันครั้งล่าสุดมาครองได้สำเร็จ ซึ่งคันฉัตรเล่าว่า ก่อนจะมาเป็นโค้ชให้นักกีฬาพิการ เขาเคยทำให้หน้าที่เดียวกันนี้ให้นักกีฬาปกติมาก่อน


 "ตอนแรกเพื่อนผมเป็นโค้ชให้ทีมฟันดาบคนพิการอยู่ แต่เขาติดทีมชาติเอเชี่ยนเกมส์เลยไม่ค่อยมีเวลา เขาก็ติดต่อให้ผมมาสอน ตอนแรกผมไม่มั่นใจเลยขอไปนั่งดูก่อน เพราะผมเคยสอนแต่คนปกติมาตลอด ไม่เคยสอนคนพิการ ผมไปดูอยู่ 2-3 วัน ก็เห็นว่าเขาขยันนะ นักกีฬาชุดนี้ขยันมาก ดูท่าทางที่เขาซ้อมแล้วก็ไม่ถึงกับถูกต้องนะ แต่ก็ไม่ผิดอะไรมากมาย แต่ดูๆ ไปแล้วรู้สึกว่าไม่รอดแน่ ผมก็เลยลองดู"


 คันฉัตร ว่า ช่วงแรกที่เริ่มเข้ามาสอนจะเป็นการเรียนรู้ซึ่งกันและกันมากกว่า เพราะคนพิการมีความแตกต่างจากคนปกติในแง่ของสรีระร่างกาย วิธีการเล่นบางอย่างจึงต่างออกไป ซึ่งเรื่องเหล่านี้นักกีฬาที่เป็นลูกศิษย์ของเขาจะคอยบอกตลอด เรียกว่า ไม่มีใครเป็นลูกศิษย์หรืออาจารย์เลยในระยะแรก


 "ผมบอกเขาว่า ผมไม่รู้ว่าจะทำให้พวกคุณได้เหรียญหรือเปล่านะ แต่ผมจะลองดู" คันฉัตรหมายถึง การพานักกีฬาไปแข่งขัน ซึ่งเมื่อ 10 ปีก่อนนั้น กีฬาวีลเแชร์ฟันดาบไทยยังไม่มีโอกาสได้ไปไกลถึงในระดับโลก แต่เมื่อคันฉัตรลงมือสอนนักกีฬาของเขาได้เพียง 4 เดือน โค้ชคนนี้ก็กล้าพอที่จะพานักกีฬาไปร่วมแข่งขันกีฬาเฟสปิกเกมส์ที่เกาหลีใต้ และก็ไม่ทำให้คนไทยผิดหวังเพราะตอนนั้นนักกีฬาวีลแชร์ฟันดาบสามารถนำเหรียญทอง 2 เหรียญ และเหรียญเงินอีก 2 เหรียญมาฝากชาวไทยได้จากการเดินทางร่วมแข่งขันในครั้งแรก


 "มันยากแน่นอน อย่างน้อยๆ เราต้องทุ่มเทมากกว่าปกติ บางครั้งนักกีฬาก็เกเรบ้าง คือนักกีฬาไม่ว่าจะพิการหรือไม่พิการ พอเขาเก่งระดับหนึ่งแล้วเขาจะเริ่มไม่เชื่อฟัง ไม่ว่าสอนอะไรเขาจะต่อต้าน เพราะคิดว่าตัวเองเก่ง พอเราจะสอน เขาจะปิด ไม่รับเลย ถ้าเป็นอย่างนี้ผมจะปล่อย ตามใจไปก่อนเหมือนเด็กๆ เอาเลย ตามสบาย บางครั้งเราก็เลี้ยงเขาเหมือนลูก"


 ถามว่าไม่มีบทลงโทษนักกีฬาที่ขัดคำสั่งบ้างเลยหรือ โค้ชคันฉัตรตอบแบบติดตลกว่า


 "ลงโทษเหรอ อืม...ผมไม่เคยลงโทษเลยนะ เออ...ผมลืมข้อนี้ไปเลย ต่อไปต้องมีบ้างแล้ว(หัวเราะ) ผมไม่ลงโทษ ผมจะให้กำลังใจ ผมดีใจกับทุกครั้งที่เขาไปแข่ง"


 นั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมคันฉัตรจึงได้รับรางวัลผู้ฝึกสอนนักกีฬาคนพิการดีเด่นจากงานวันกีฬาแห่งชาติถึง 2 ปีซ้อน
 แม้จะบอกว่าไม่โหด แต่ทุกวันนี้โค้ชคันฉัตรก็จับนักกีฬาซ้อมเหนื่อยทุกวัน วันละ 6 ชั่วโมง โดยเขาให้เหตุผลที่นักกีฬาคนพิการต้องใช้เวลาในการซ้อมมากกว่านักกีฬาปกติพื้นฐานทั่วไปว่า


 "ตอนผมเป็นนักกีฬาผมซ้อมวันละ 6 ชั่วโมง แล้วประสบความสำเร็จ ผมตัวเล็ก แต่ผมติดทีมชาติ เพราะอาศัยขยัน ผมเลยให้นักกีฬาของผมซ้อม 6 ชั่วโมง และถ้าเขาปรับตัวได้ เขาจะไปได้ไกล"


 วันนี้นักกีฬาวีลแชร์ฟันดาบของคันฉัตรมาไกลแล้วจริงๆ

มือปราบ "ปิงปอง" โหด


 เจอบทนิ่มนวลไปแล้ว คราวนี้มาพบกับบทที่เล่นจริง เจ็บจริงกันบ้าง หากใครติดตามการแข่งขันกีฬาคนพิการหลายๆ ทัวร์นาเม้นท์จะรู้ได้ทันทีว่า ผู้ชายคนนี้รักจริงและโหดจริง


 ใช่แล้ว เขาคือ ร.ต.อ.สุริยะ พ่วงสมบัติ หรือ โค้ชเบิร์ด โค้ชคู่ใจของหนุ่มวัย 26 อย่าง "รุ่งโรจน์ ไทยนิยม" นักเทเบิลเทนนิสเหรียญทองแรกจากการแข่งขันพาราลิมปิกเกมส์ 2012


 "พ่อเขาดุไม่ได้ มีอะไรเลยให้ผมเป็นคนจัดการ" โค้ชเบิร์ด เกริ่น ก่อนจะเริ่มต้นเล่าว่า เขาเริ่มสอนรุ่งโรจน์ตั้งแต่ตัวเองยังเป็นนักศึกษาปริญญาตรีอยู่ในร่มรั้วนนทรีของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์


 "ถ้าพูดถึงรุ่งโรจน์คนเดียว ผมว่าไม่แตกต่างจากนักกีฬาปกติทั่วไป นักกีฬาปกติวิ่ง 10 รอบ รุ่งโรจน์ก็วิ่ง 10 รอบได้ คือแรกๆ เราสั่งให้เขาวิ่ง 10 รอบ ก็ต้องวิ่งให้ได้ แต่พอเขาวิ่งเสร็จมีอาการเจ็บขา เรามารู้ทีหลังว่า ขาน้องเขาดามเหล็กด้วย คือแรกๆ เรารู้แค่ว่าพิการ แต่ไม่รู้ว่าดามเหล็กที่ขา เขาไม่บอกเรานะ เขาพยายามจะทำ พอเห็นแบบนี้แล้วเราก็ต้องลดลง แต่ไม่มาก 10-20 เปอร์เซ็นต์"


  อย่างที่โค้ชเบิร์ดบอก รุ่งโรจน์อาจแตกต่างจากนักกีฬาทั่วไปในแง่ที่ว่า ขาของเขาลีบมาตั้งแต่กำเนิด จึงทำให้ถูกจัดไปอยู่ในกลุ่มของคนพิการ แต่ในความเป็นจริงแล้ว รุ่งโรจน์สามารถใช้ชีวิตทุกอย่างไม่ต่างจากคนปกติทั่วไป เผลอๆ จะดีกว่าด้วยซ้ำ


 "ผมจะสอนเขาทั้งเรื่องกีฬาและการใช้ชีวิต ให้เขาใช้ชีวิตให้ทันคน ส่วนเรื่องกีฬาผมจะฝึกเขาหนัก แล้วผมจะไม่ทำอะไรเลย หมายถึงไม่ช่วยหยิบจับ ถ้าเขาล้มผมให้เขาลุกขึ้นมาเอง มาสายเหรอ ไปวิ่งรอบสนาม วิ่งจนเป็นลม ผมค่อนข้างโหด ผมฝึกนักกีฬาของผมหมดทุกคนว่า เราต้องช่วยเหลือตัวเองให้มากที่สุด ถ้าคนปกติซ้อม 1 ชั่วโมง เราต้องซ้อม 2 ชั่วโมง ถ้าเขาวิ่ง 2 รอบ เราต้องวิ่ง 4 รอบ เราต้องซ้อมให้หนักกว่าคนอื่น "


 ผลจากการฝึกซ้อมอย่างหนัก กอปรกับเห็นพัฒนาการที่ค่อนข้างก้าวกระโดดของรุ่งโรจน์ ทำให้โค้ชเบิร์ดกล้าพาลูกศิษย์คนนี้ติดอาวุธแล้วเดินทางออกไปรบเป็นครั้งแรก


 "เราไปแข่งที่ฮ่องกง เดินทางกัน 2 คน ไปด้วยการปรามาสของคนอื่นว่า ไปทำไม ไปก็แพ้ แต่สรุปตอนนั้นเราได้เหรียญมา เลยลบคำปรามาสต่างๆ นั้นได้"


 ถามว่า ไม่มีช่วงเวลาแห่งการท้อแท้ใจเกิดขึ้นบ้างเลยหรือ โค้ชเบิร์ดยอมรับว่า มีบ้างเหมือนกัน แต่ไม่ได้เกิดขึ้นกับเขา เพราะเขาถือคติ แพ้ได้แต่ไม่ท้อ


 "เมื่อ 4 ปีที่แล้วเราหวังมากคือต้องแชมป์ แต่บังเอิญว่าตอนนั้นโค้ชที่พาไปไม่ใช่ผม สมาคมส่งคนอื่นไปแทน ซึ่งจริงๆ ตอนนั้นเกมง่ายกว่าวันนี้มาก แต่รุ่งโรจน์ไม่ได้เหรียญ กลับมาเขาบอกจะเลิก ผมเลยบอกว่า เรายังไม่เคยลองสู้ด้วยกันเลยจะเลิกได้ไง หลังจากนั้นมาเราก็เลยซ้อมหนักมาเรื่อยๆ จนรอบนี้เราได้ไปด้วยกัน แล้วเขาก็ทำได้"


 แม้จะยื่นบทโหดให้ลูกศิษย์มาเสมอ แต่นอกสนามโค้ชเบิร์ดคือพี่ชายใจดีของรุ่งโรจน์ นั่นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนไทยจะเห็นภาพนักกีฬาเทเบิลเทนนิสชาย กระโดดกอดผู้ฝึกสอนของตัวเองทันทีที่จบเกม พร้อมกับก้มลงกราบเท้าอย่างไม่เคอะเขิน ราวกับว่าโค้ชคนนี้คือบุพการีอีกคนหนึ่งของเขา


 "น้ำตาจะไหล" โค้ชเบิร์ด สารภาพ ก่อนจะเผยถึงความฝันของลูกศิษย์คนนี้ให้ฟังว่า รุ่งโรจน์อยากเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์เช่นเดียวกับคุณพ่อ ในฐานะรุ่นพี่โค้ชเบิร์ดเห็นดีด้วย และว่าแม้สรีระไม่เอื้ออำนวยให้เป็นตำรวจสายปราบปรามได้ แต่สายอำนวยการก็ไม่น่าจะเหนือบ่ากว่าแรง


 "ผมอยากให้มองคนพิการเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา เราไม่มีคนพิการในครอบครัวเราก็โอเคไป แต่วันใดที่คุณท้อ คุณหันมามองพวกเขาเถอะ พวกเขาคือกำลังใจอย่างดีของพวกคุณ เราสบายกว่าพวกเขาเยอะ"  โค้ชเบิร์ด ทิ้งท้าย

โลดแล่นในโลก  "บอคเซีย"


 หนึ่งในขวัญใจคนไทยปีนี้ถ้าไม่มีชื่อ "พัทธยา เทศทอง" กัปตันทีมบอคเซียไทยก็คงจะแปลก เพราะพัทธยานำทีมไทยไปปักธงไทยบนเวทีโลกได้สำเร็จ โดยการคว้าเหรียญทองการแข่งขันกีฬาบอคเซียประเภทเดี่ยวและประเภททีมมาครอง ซึ่งผู้ฝึกสอนที่อยู่เบื้องหลังของชัยชนะครั้งนี้ก็ไม่ใช่ใคร แต่เป็น สวัสดิ์ เทศทอง คุณพ่อ และดาบตำรวจพวงพล พันธ์พวงพิลา พี่เขยของกัปตันพัทธยานั่นเอง


 คุณพ่อสวัสดิ์ เล่าว่า พัทธยา หรือแดง มีความพิการทางสมองมาตั้งแต่กำเนิด ทำให้วิถีชีวิตไม่ได้รับการพัฒนาไปตามปกติเหมือนเด็กทั่วไป จนกระทั่งพัทธยาอายุได้ 18 ย่าง 19 ปี เขาเริ่มมีความสนใจในการเรียน ครอบครัวจึงส่งเขาไปเรียนที่โรงศึกษาพิเศษขอนแก่น และที่นั่นเองที่พัทธยาเริ่มรู้จักกับกีฬาบอคเซีย


 ในช่วงแรกที่ฝึกซ้อม คุณพ่อสวัสดิ์ว่า จะเน้นที่การฝึกโยนลูก ค่อยๆ โยนจนแม่น ก่อนจะขยับไปสอนเรื่องการวางแผนการเล่นในแต่ละเกม ซึ่งคุณพ่อว่า ปัญหาของพัทธยาคือสมองบางส่วนไม่สามารถควบคุมกล้ามเนื้อได้ เพราะฉะนั้นถ้าเขาตั้งใจเกินไปจะเกิดอาการเกร็ง วิธีแก้ไขจึงต้องให้กำลังใจและบอกให้เขาเล่นแบบสบายๆ


 "ตอนปี 2004 พัทธยาเป็นคนจุดประกายกีฬาบอคเซียให้คนไทยรู้จักจากการที่เขาได้เหรียญรางวัลมา แต่พอมาปักกิ่งเราพลาด แต่เราก็วางแผนว่าไม่เกิน 8 ปีเราจะต้องทวงเหรียญกลับมา หลังจากนั้นเราก็ซ้อมหนักจนปีนี้สามารถคว้าแชมป์ได้"


 ด้านโค้ชคนล่าสุดอย่าง ดาบตำรวจพวงพล หรือโค้ชโชติ บอกว่า ข้อเสียอย่างหนึ่งของพัทธยาคือหงุดหงิดง่าย ดังนั้นนอกจากเทคนิคการเล่นบอคเซียแล้ว สิ่งที่โค้ชโชติต้องทำคือต้องพยายามสอนเรื่องการปรับอารมณ์เพื่อควบคุมจังหวะในการปล่อยลูกด้วย


 "อุปสรรคในการเล่นคือระบบประสาทที่ควบคุมการเกร็ง ทำให้การปล่อยลูก การคลายนิ้วไม่คงที่ ถ้าจังหวะเกร็งจะปล่อยลูกไม่ออก เราก็ต้องทำยังไงก็ได้ให้เขารู้สึกผ่อนคลายที่สุด ต้องศึกษาอารมณ์เขามากที่สุด คือเรื่องอารมณ์สำคัญ เขากับเราบางทีอารมณ์ก็ไม่ไปด้วยกัน ซึ่งบางทีเราก็ท้อ แต่ก็มาคิดว่า เราต้องปรับตัวเข้าหาเขา เราจะต้องทำยังไงก็ได้ให้นักกีฬาทุกคนรู้สึกสบายใจ อย่างช่วงรอบก่อนชิงชนะเลิศ พัทธยาค่อนข้างเกร็ง เราก็เข้าไปในลักษณะผู้ช่วยเขา กติกาคือเขาจะไม่ให้โค้ชพูดอะไรเลย เราก็เข้าไปขยับเก้าอี้แล้วสัมผัสตัวเขา ลูบหลังเขา ให้เขารู้สึกว่า เราอยู่ข้างๆ เขานะ" โค้ชโชติ บอก


 แน่นอนว่า กำลังใจคือสิ่งสำคัญ นอกจากคนปกติที่มีอวัยวะครบ 32 จะเป็นกำลังใจให้นักกีฬาผู้พิการได้แล้ว คนพิเศษกลุ่มนี้ยังเป็นกำลังใจที่ดีให้กับคนปกติได้ด้วยเหมือนกัน


 และนี่คือฉากหลังของนักกีฬาคนพิการ ที่แม้จะเป็นเพียงส่วนหนึ่งเล็กๆ แต่ก็ทำให้ฮีโร่เหล่านี้หอบความสำเร็จกลับมาให้คนไทยได้ภาคภูมิใจ
 

Tags : พาราลิมปิก พิการ

advertisement

advertisement

AD Position a2

advertisement

advertisement