กรุงเทพธุรกิจ

  • เข้าสู่ระบบ

Life Style

วันที่ 15 กันยายน 2555 09:00

'ตรัง' เมืองน้อย...หรอยจังฮู่!!

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ทำไมคนส่วนมากคิดถึงเมืองตรัง-เมืองใต้ได้แค่ทะเล อันที่จริงยังมีอะไรอีกมากมายให้สัมผัส โดยไม่ต้องตัวเหนียวเพราะน้ำเค็ม

ไม่ต้องตัวดำเพราะตากแดดกลางทะเล...แค่เงยหน้า ย่ำไปย่ำมา อาจถึงกับอุทานว่า "หรอยจังฮู่!!"

ชีวิตชาวกรุงกำลังดำเนินไปไม่หยุด ไม่มีแม้กระทั่งเวลาพักเพื่อหายใจเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าเต็มปอด ผมก้มมองสองเท้าที่ยืนอยู่บนบาทวิถีกลางกรุงเทพมหานคร ไม่ต้องใช้หลักการหรือข้อมูลใดมาอ้างอิง เชื่อว่ามันเป็นที่ที่คนนับพันนับหมื่น (บางทีอาจจะนับล้าน) เคยยืนอยู่และจากไป วนเวียนเช่นนี้...ผมกำลังยืนอยู่ และจะจากไปในอีกไม่ช้า

ณ ตำแหน่งเดิมบนบาทวิถี ผมแหงนหน้าขึ้นหวังจะเห็นท้องฟ้าสีครามเข้ม มีเมฆขาวนวลลอยเด่นเป็นเครื่องประดับฟากฟ้า...แต่ผมไม่เห็นทั้งฟ้าใสและเมฆสวย

ตึกระฟ้าบ้าง อาคารพาณิชย์บ้าง แย่งกันแทงตัวเองจากพื้นดินอ่อนนุ่มอย่างไม่ใยดีว่าแผ่นดินจะทรุดตัวหรือรับน้ำหนักไม่ไหวในวันใดวันหนึ่งหรือไม่ สิ่งปลูกสร้างรูปทรงทันสมัยกลายเป็นเอกลักษณ์ของเมืองหลวงเกือบทุกประเทศทั่วโลก ขึ้นชื่อว่าเมืองหลวงต้องมีตึกสูงเสียดฟ้าทั้งสิ้น

ผมไม่ใช่มนุษย์ประเภทรังเกียจสถาปัตยกรรมล้ำสมัย หรือต่อต้านเทคโนโลยีแบบสุดลิ่มทิ่มประตู เพราะผมก็ยังอาศัยในบ้านจัดสรร ยังทำมาหากินในตึกสูง และยังนิยมเดินเล่นตามห้างสรรพสินค้ายามว่าง (แต่ไม่ว่างพอจะไปไหนไกล)

ตั้งแต่กลับมาจากที่นั่น...สายตาที่มองต่ำ (เพราะต้องอยู่แต่ในอาคารสูง) ก็ปรับองศาขึ้นมองสูง หลังคาเอย...บานหน้าต่างเอย...บานประตูเอย... แม้แต่โครงสร้างของอาคารบ้านเรือนล้วนถูกจับจ้องและประมวลผลเปรียบเทียบกับสิ่งที่ผมได้ไปเห็นจาก "ที่นั่น"

...

"เมืองตรัง" นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมมาเยือน และไม่น่าจะเป็นครั้งสุดท้ายแน่นอน ครั้งแรกที่ผมกับตรังได้รู้จักกัน มันคือความสนุก สดใส คือสีสันแห่งท้องทะเล มีแดดจ้า เข้ามาตัวเมืองก็มีแต่ของกินอร่อย สมกับที่ได้ชื่อว่า 'เมืองแห่งอาหารการกิน' แต่วันนี้หัวใจของตรังที่ผมจะสัมผัสไม่ใช่เรื่องเดิมๆ อย่างแน่นอน

จะหาว่าผมเป็นพวก 'เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง' ก็ได้ เพราะแม้ไม่อยากพูดถึงเรื่องเดิมๆ แต่กองทัพต้องเดินด้วยท้อง สองเท้าของผมก็เช่นกัน

หมูย่างเมืองตรัง ยังหอมหวานกรอบนอกนุ่มในอร่อยไม่เปลี่ยนแปลง ติ่มซำร้อนๆ หลากชนิดรสละมุนลิ้นเชื้อเชิญให้สั่งเพิ่มจนเต็มโต๊ะ ตามด้วย โกปีช้ำ (กาแฟใส่น้ำตาล นม และชา รสชาติกลมกล่อม มีกลิ่นหอมของชาเจืออยู่) แล้วซ้ำด้วย โกปีออ (กาแฟดำใส่น้ำตาล รสเข้มถึงใจคอกาแฟ) ได้เพิ่มพลังทั้งยังตาสว่าง พร้อมแล้วที่จะเตร็ดเตร่ในเมืองเล็กๆ แห่งนี้

มีคนเคยบอกว่าตรังหรือภาคใต้เป็นแอ่งอารยธรรมแห่งใหญ่รองจากภาคอีสาน แต่ถ้าต้องการรู้จักสถาปัตยกรรมทักษิณ (ภาคใต้) ที่ตรังนั้นไม่เป็นรองใคร

การเดินทางในเมืองตรังครั้งนี้จึงมีเป้าหมายคือแหงนหน้ามองสถาปัตยกรรมอันงดงามซึ่งน้อยคนจะสนใจ ความงามเหล่านี้จึงถูกมองข้ามและเลือนหายไปจากการรับรู้ของคนรุ่นใหม่ ตึกหลังไหน อาคารหลังใด หากโชคร้ายหน่อยก็อาจถูกรื้อทิ้งแล้วแปรสภาพเป็นอาคารตามสมัยนิยม โดยหารู้ไม่ว่าสถาปัตยกรรมแบบเดิม ช่างเหมาะสมกับภูมิศาสตร์และภูมิอากาศมากที่สุดแล้ว

ผมกำลังยืนอยู่บน ถนนราชดำเนิน ไม่ใช่ราชดำเนินใกล้สนามหลวง (หรือสนามหลวงใกล้ราชดำเนิน) เอาเป็นว่าไม่ใช่แห่งเดียวกับกรุงเทพฯ ที่ผมจากมาก็แล้วกัน

ย่านถนนราชดำเนินนี้มีเรือนแถวมากมายทั้งไม้และปูนให้เดินดูไม่รู้เบื่อ แต่จะดูเปล่าๆ ปลี้ๆ ก็กระไรอยู่ และถือเป็นโชคดีของนักชมสถาปัตยกรรมฝึกหัดอย่างผมที่มีคณาจารย์จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตตรัง คอยอธิบายให้ความรู้ แต่ต้องขออภัยคณาจารย์ทุกท่านอย่างสุดจิตสุดใจเพราะข้อมูลที่ทุกท่านถ่ายทอดมาให้มากมายเหลือเกินซึ่งสวนทางกับพื้นที่สมองอันน้อยนิด ดังนั้น สถาปัตยกรรมงดงามจะถูกบอกต่อผ่านหัวใจดิบๆ ดวงนี้แทน

อย่างที่บอกไปว่าผมอยู่อาศัยในบ้านจัดสรร ภายในหมู่บ้านเก่าๆ แห่งหนึ่งย่านชานเมือง แม้จะเป็นหมู่บ้านเก่า แต่การต่อเติม ตกแต่ง ซ่อมแซม บ้านแต่ละหลังเป็นไปอย่างเสรี ใครมีกำลังเท่าไรก็ใส่ไปเท่านั้น ปะ ต่อ แต่ง ตัด จนกระทั่งเกิดความหลากหลายทางสถาปัตยกรรม ภาษาชาวบ้านอาจเรียกว่า มั่วซั่ว เละเทะ หรืออะไรก็ตามที่ให้ความหมายประมาณนี้

แม้ที่ย่านถนนราชดำเนินปัจจุบันจะมีสถาปัตยกรรมหลากหลายมาก แต่ยังน่าชื่นใจที่บ้านเก่าหรือเรือนแถวโบราณยังมีให้เห็นอยู่ไม่น้อยเลย ผ่านหลังนี้ไม่นานก็เจออีกหลังหนึ่ง อายุอานามก็ลุร้อยปีกันหมดแล้ว แต่บางหลังยังคงสภาพสมบูรณ์อย่างน่าประหลาดใจ

...สองเท้าของผมยังไม่ขยับไปไหนไกล แค่เคลื่อนจากจุดเดิมเพียงเล็กน้อยเพื่อเลี่ยงสายตาจากเสาไฟฟ้าซึ่งกำลังบังสิ่งที่ผมกำลังมองอยู่ ชั้นสองของอาคารพาณิชย์หลังหนึ่ง ประตูกระจกขอบอลูมิเนียมติดฟิล์มสีเข้ม ประตูบานนี้เลื่อนเปิด-ปิดได้ เมื่อเปิด...ฝุ่นผงจากภายนอกจะเข้าห้อง แต่เมื่อไม่เปิด...อากาศย่อมไม่ถ่ายเท เครื่องปรับอากาศจึงรับบทพระเอก...

ที่ถนนราชดำเนิน เมืองตรัง ผมกวาดสายตาไปจนสุดทาง รู้เพียงว่าหากไปสุดถนนจะพบกับ ถนนกันตัง แค่ใช้สายตาเดินทางยังเห็นสถาปัตยกรรมน่าสนใจมากมาย จะรอช้าอยู่ไย เท้าซ้ายและขวาแบ่งหน้าที่สลับกันไปมาพาผมล่องถนนสายนี้

การเดินทางบนถนนนี้ไม่มีอะไรมากมาย แค่เงยหน้า สอดส่ายสายตา ชมอาคารบ้านเรือนทั้งใหม่และเก่า สังเกตสังกาสักนิดว่ามีอะไรแปลกตาบ้าง แค่มองขึ้นไปบนเรือนแถวแรกก็พบหน้าต่างบานเกล็ดสไตล์จีน ว่ากันว่าเป็นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษที่ต้องการให้อากาศถ่ายเทสะดวกผ่านบานเกล็ดแบบนี้ บ้านสมัยก่อนจึงไม่ร้อนอบอ้าว และไม่ต้องพึ่งพาเครื่องปรับอากาศ

ด้วยค่าที่เรือนแถวนี้เป็นเรือนแถวรุ่นแรกมีอายุร่วมร้อยปี โครงสร้างจึงเป็นแบบโบราณ คือ ไม่มีเสาและคานแต่จะใช้ผนังรับน้ำหนักแทน ซึ่งวิธีการก่อสร้างสถาปัตยกรรมแบบนี้เป็นอิทธิพลจากชาวจีนฮกเกี้ยนและไหหลำ ทว่าอาคารลักษณะดังกล่าวต้องอาศัยการดูแลเอาใจใส่มากกว่าปกติ คนรุ่นใหม่จึงย้ายออกด้วยเหตุผลว่าขี้เกียจซ่อมแซม เหลือไว้เพียงคนเฒ่าคนแก่ที่ยังผูกพันกับบ้านเรือนของบรรพบุรุษ

นอกจากหน้าต่างบานเกล็ดที่เห็นเป็นเอกลักษณ์ของบ้านเรือนย่านนี้แล้ว ช่องลมที่เจาะออกจากผนังยังตอบโจทย์วิถีชีวิตคนท้องถิ่นได้ดีเยี่ยม หากมองขึ้นไปสูงอีกนิดจะเห็นหลังคามุงด้วยกระเบื้องว่าวสวยคลาสสิค ว่ากันว่าสมัยก่อนประเทศไทยต้องนำเข้ากระเบื้องว่าวนี้จากปีนัง ประเทศมาเลเซีย เพราะที่นั่นคือแหล่งผลิตใหญ่ แต่ก็มีผู้ผลิตรายย่อยในประเทศไทยเองด้วย จะเชื่อหรือไม่หากบอกว่าบ้านของคนดังระดับประเทศท่านหนึ่งเคยผลิตกระเบื้องว่าวแสนสวยนี้

คนดังที่ว่าไม่ใช่ใครอื่นไกล ท่านเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีที่ได้ชื่อว่ามือสะอาดที่สุดคนหนึ่งของไทย 'ชวน หลีกภัย' แต่กำลังการผลิตของบ้านนายกชวนไม่มากมาย พอขายแค่ในพื้นที่ ซึ่งก็เลิกผลิตนานมากแล้ว ปัจจุบันเทคโนโลยีล้ำสมัยไปมากจึงมีผู้ผลิตหลายรายนำวัสดุอื่นมาทดแทน แต่ยังคงลักษณะของกระเบื้องว่าวเอาไว้ อารมณ์ประมาณไม้เฌอร่า...ไม่ใช่ไม้แต่คล้ายมาก

อย่างที่ทราบกันว่าชาวจีนฮกเกี้ยนและไหหลำเข้ามาตั้งถิ่นฐานที่เมืองตรัง และนำอัตลักษณ์ของสถาปัตยกรรมเข้ามาด้วย เช่น เราจะรู้ได้อย่างไรว่าบ้านไหนเป็นของชาวฮกเกี้ยนหรือไหหลำ อาจารย์ มอ.ตรัง อธิบายว่า ชาวฮกเกี้ยนนิยมทาสีบ้านสีฟ้าหรือเขียว แต่ชาวไหหลำไม่ทาสีบ้าน และนอกเหนือจากสองจีนดังกล่าว ตรังยังมีชาวจีนกวางตุ้งอยู่ด้วย ลักษณะบ้านคือกระต๊อบ

ผมเดินริมถนนราชดำเนินเงยหน้ามองซ้ายที-ขวาที แม้ที่นี่จะมีเรือนแถวไม้เก่าแก่อยู่มาก แต่ก็แซมด้วยตึกสมัยใหม่ อันที่จริงต้องเรียกว่าเรือนไม้เก่าแซมแทรกท่ามกลางตึกจะถูกต้องกว่า ใช่ว่าคนที่นี่จะเบื่อบ้านเก่าเสียเต็มประดาถึงขั้นต้องทุบทิ้งแล้วสร้างตึกเพื่อสนองตอบกับกระแสโลกาภิวัฒน์ แต่เป็นเพราะเรือนแถวบริเวณนี้เคยถูกไฟไหม้ใหญ่ถึงสองหน จากเรือนแถวไม้ทั้งหมดก็ถูกพระเพลิงกลืนไปกว่า 30 คูหา โดยเฉพาะฝั่งซ้ายมือ (หากหันหน้าไปทางถนนกันตัง) ได้รับการบูรณะเป็นตึกสมัยใหม่สร้างด้วยคอนกรีตยืมแบบบางส่วนจากยุโรปหมดแล้ว

จะว่าน่าเสียดายก็ได้ แต่จะมองอย่างเข้าใจก็ดี ถึงแม้ไม่มีอาคารเก่าให้เห็นเต็มทั้งแถบ แต่อย่างน้อยวิถีชีวิตของผู้คนก็กลับมาดำเนินได้ดังเดิม เรือนแถวที่เหลืออยู่ยังแสดงพลังอันเข้มขลังแห่งสถาปัตยกรรมได้ดีเยี่ยม

เดินมาจนสุดทางตอนนี้ผมยืนอยู่บนถนนกันตังเรียบร้อยแล้ว และตรงนี้เองที่ทำให้เข้าใจว่าทำไมบ้านเรือนโบราณที่ไม่มีเสาไม่มีคานจึงตั้งตระหง่านได้นับร้อยปี

ณ มุมตึกหนึ่งมีรอยกระเทาะใหญ่เผยให้เห็นอิฐก้อนเขื่องเรียงรายเป็นผนัง อิฐที่ใช้ก่อเป็นผนังรับน้ำหนักบ้านทั้งหลังคืออิฐโบราณ ขนาดใหญ่และหนามาก เมื่อเรียงตัวกันแล้วจะเกิดความแข็งแรงมากพอจะรับน้ำหนักบ้านได้สบาย

ผมกำลังจะทดลองยกก้อนอิฐที่แตกออกจากตึก แต่ไม่ทันได้สัมผัสก็มีเสียงดังระงมมาจากด้านบนศีรษะ เสียงอะไรกันฟังคุ้นหู แต่ยังไม่พบต้นเสียง จำต้องปล่อยความสงสัยให้ค้างคาในใจไปก่อน เพราะที่หมายต่อไปไม่ไกลจากนี้คือโบราณสถานของจังหวัดตรัง

ที่ตั้งตระหง่านท้าแดดอยู่ตรงหน้าผมคือ โบสถ์ตรัง โบราณสถานสำคัญของตรัง เป็นสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิค นับเป็นโบสถ์คริสต์ที่เก่าแก่ที่สุด เพราะสร้างตั้งแต่ปี ค.ศ.1915 นอกจากโบสถ์คริสต์แห่งนี้จะงดงามทางสถาปัตยกรรมแล้ว ยังบอกเล่าประวัติศาสตร์ของพี่น้องชาวจีนที่ตั้งรกรากที่นี่ได้ด้วย เพราะคนจีนสมัยก่อนจะถูกตีตราเป็นกุลี แบกหามเป็นกรรมกร เพื่อเลี่ยงการตีตราเป็นกุลี ชาวจีนเหล่านี้จึงหนีไปนับถือศาสนาคริสต์ ตรังจึงมีผู้นับถือคริสต์ศาสนามากพอสมควร

น่าเสียดายที่ผมไม่มีโอกาสเข้าไปภายในโบสถ์แห่งนี้ ด้วยมาในวัน-เวลาที่ไม่เปิดให้คนภายนอกเข้าเยี่ยมชม เมื่อพลาดหวังเช่นนี้ ไป ศาลเจ้าฮกเกี้ยน แทนก็ได้ (ตัดอารมณ์กันอย่างแรง)

ศาลเจ้าฮกเกี้ยนตั้งอยู่ตรงข้ามท่าเรือกันตัง ที่นี่ไม่ใช่ศาลเจ้าโดยกำเนิด สมัยก่อนย้อนไปเมื่อ 112 ปี ชาวจีนฮกเกี้ยนสร้างไว้เป็นโรงแรม เมื่อเรือเทียบท่าก็หยุดพักที่นี่ ต่อมาเมื่อจำนวนเรือเทียบท่าน้อยลง ความสำคัญในฐานะโรงแรมจึงลดน้อยลงตาม จากโรงแรมก็กลายสภาพเป็นสมาคมชาวจีน ภายหลังก็กลายเป็นศาลเจ้าในที่สุด ซึ่งเป็นที่ประทับของเทพเจ้ากวนอูและเจ้าแม่ทับทิม

ผ่านประตูบานใหญ่เข้าไปก็แทบระลึกชาติ ไม่ใช่ระลึกอดีตชาติ แต่ระลึกถึงหนังจีนกำลังภายใน เพราะช่างให้อารมณ์แบบนั้นเสียจริง ลวดลายแบบจีน โครงสร้างไม้ เสาสีแดง มีช่องเปิดตรงกลาง แสงแดดส่องทะลุลงมาสมกับความเชื่อที่ว่าเทพเจ้าจะเสด็จลงมาทางช่องนี้

ยิ่งเข้าไปข้างในลึกเท่าไรก็ยิ่งต้องระมัดระวังตัว เกรงว่าจะมีจอมยุทธ์แฝงกายออกมาดวลกระบี่กันมันหยด แต่หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ ไม่มีชอลิ้วเฮียง ไม่มีก๊วยเจ๋ง มีแต่เสียงปริศนาเหมือนกับที่ได้ยินริมถนนกันตัง

"จิ๊บ...จิ๊บ...จิ๊บ..."

เสียงดังระงมไม่หยุด หรือที่นี่จะมีจอมยุทธ์นกนางแอ่นซ่อนตัวอยู่กันแน่

"นกนางแอ่น!" ใช่แล้วเสียงนกนางแอ่น ผมพยายามหาตัวนกเจ้าของเสียง แต่ก็ไม่เห็น เห็นเพียงช่องบนอาคารหลังหนึ่งติดกับศาลเจ้าฮกเกี้ยน มีเครื่องขยายเสียงติดอยู่ เสียงนกนางแอ่นดังมาจากเครื่องขยายเสียงนั่น

เพราะอำเภอกันตังเป็นพื้นที่ติดทะเล มีนกนางแอ่นอยู่มาก อย่างที่รู้กันว่ารังนกนางแอ่นมีค่าดั่งทอง การสัมปทานรังนกตามธรรมชาติก็ใช่ว่าใครๆ จะทำได้ (หากเส้นไม่ใหญ่จริง) ชาวบ้านจึงยอมสละอาคารเก่าเป็น บ้านนกนางแอ่น เปิดเสียงนกเพื่อเรียกให้มาอยู่อาศัยกันได้ฟรีๆ แต่มีของแลกเปลี่ยนเป็นรังนกแสนเลอค่า โดยไม่สนใจว่าอึและฉี่ของนกจะทำลายบ้านหลังนั้นหรือไม่ ซึ่งสิ่งที่ถูกทำลายไม่ใช่แค่บ้านแต่เป็นสถาปัตยกรรมโบราณที่หาไม่ได้อีกต่อไปแล้ว

...

ผมละเท้าออกจากบาทวิถี ขึ้นรถประจำทางเพื่อเดินทางตามปกติ ลมผสมควันพิษปะทะหน้าตลอดทาง บางขณะผมสะอิดสะเอียนกลิ่นความเจริญเสียจนต้องเบือนหน้าหนี แต่บ่อยครั้งที่ทิวทัศน์ข้างทางทำให้ลืมคิดถึงมลพิษ, รถติด หรืออะไรก็ตาม หลังคาบ้านในเมืองช่างเหมือนกันไปเสียหมด ตึกรามก็ไร้ซึ่งเสน่ห์เสียจริง

หากที่นั่น...ที่ตรังเป็นอย่างนี้เข้าสักวัน คงน่าเสียดาย

Tags : ตรัง

advertisement

advertisement

AD Position a2

advertisement

advertisement