กรุงเทพธุรกิจ

  • เข้าสู่ระบบ

Life Style

วันที่ 10 กันยายน 2555 13:17

ส่อง ‘นก’ สำรวจ ‘เมือง’

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ไม่ได้ชวนมาชมนกชมไม้ แต่ความหลากหลายของนกในเมืองบอกอะไรได้มากมาย โดยเฉพาะคุณภาพของสิ่งแวดล้อมที่มีความหมายเท่ากับคุณภาพชีวิตของคนเมือง

 "ตอนนี้เรียกว่าน้ำตาลเริ่มสูงแล้วนะครับ แต่ก็ถือว่าอยู่ในระดับที่เยียวยาได้ อาจจะต้องเริ่มดูแลสุขภาพให้ดี เริ่มเจาะเลือดดูน้ำตาล เอกซเรย์ปอดอะไรทำนองนี้"


 นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ อาจารย์แพทย์โรคหัวใจ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แถลงผลตรวจสุขภาพล่าสุดซึ่งไม่ใช่ของผู้ป่วยรายใด แต่เป็นสุขภาวะของเมืองเชียงใหม่ที่ได้จากการสำรวจประชากรนก เมื่อกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา


 ในมุมมองของคุณหมอนักอนุรักษ์ นกหลากหลายสายพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในเมือง คือ แบบประเมินสุขภาพที่วัดได้ทั้งความสมบูรณ์และความเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อม


 “นกมีความหลากหลายสูง สามารถเคลื่อนย้ายตัวเองได้ เพราะฉะนั้น มันจะมีความเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อมได้อย่างชัดเจน นกแต่ละชนิดมีความต้องการในชีวิตไม่เหมือนกัน บางชนิดกินผลไม้เป็นอาหารหลัก ก็ต้องอาศัยต้นไม้ที่มีผลไม้มากพอ นกบางชนิดกินแมลง บางชนิดเป็นนกผู้ล่า บางชนิดเป็นนกกินปลา เพราะฉะนั้น ด้วยความหลากหลายตรงนี้ ทำให้สามารถที่จะจับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมได้ในทุกๆ มิติ ในน้ำ ในอากาศ ในต้นไม้”

 นพ.รังสฤษฎ์ หรือ “หมอหม่อง” ที่บรรดานักอนุรักษ์นกรู้จักกันดี ยกตัวอย่างการใช้นกตรวจวัดสภาพอากาศ ซึ่งมีมาตั้งแต่ครั้งอดีต เช่น พนักงานเหมืองแร่จะนำนกใส่กรงเล็กๆ ลงไปในเหมือง เพื่อคอยสังเกตอาการ ถ้านกหงอยซึม เป็นอันรู้กันว่าปริมาณออกซิเจนน้อย หรืออาจมีก๊าซพิษอยู่ ถือเป็นการเตือนภัยว่าเริ่มจะมีอันตรายแล้ว นอกจากนี้ ในต่างประเทศยังมีการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยเกี่ยวกับนกมานานกว่าร้อยปี 


 “ยกตัวอย่างภาวะโลกร้อน ครั้งแรกของโลกที่รู้เรื่องโลกร้อนเขาก็ดูจากการเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านี้ ที่ประเทศอังกฤษมีงานวิจัยชื่อ Garden Bird Watch เขาจะให้คนดูนกในสวนของตัวเองแล้วก็ให้ส่งข้อมูลไป ดูว่านกตัวไหนมาเมื่อไรกลับเมื่อไร ข้อมูลนี้เขาทำมาร้อยปีแล้ว และเขาก็พบว่าทำไมหน้าหนาวนกไม่อพยพไปสักที ทั้งที่นกบางชนิดต้องอพยพหนีหนาวไปแล้ว แล้วพวกที่ไปก็ไปแป๊บเดียวก็บินกลับมา มันก็เริ่มเป็นตัวกระตุ้นให้คนคิดว่า เอ๊ะ มันเกิดอะไรขึ้น นี่อาจเป็นผลจากภาวะโลกร้อนที่ทำให้หน้าหนาวมันไม่ได้หนาวมากเหมือนเมื่อก่อนแล้ว รูปแบบการอพยพของนกจึงเปลี่ยนไป”


 หรืออีกตัวอย่างที่ประเทศอินเดียก็มีการติดตามประชากรของแร้ง ซึ่งลดลงไปถึง 90 เปอร์เซ็นต์ ในระยะเวลา 10 ปี พบว่าเกิดจากแร้งไปกินยาที่ใช้ในปศุสัตว์ซึ่งเป็นยาแก้ปวด แล้วยาตัวนี้ก็ไปตกตะกอนอยู่ที่ไตของแร้ง ทำให้พวกมันตายลงด้วยอาการไตวายเป็นจำนวนมาก ในที่สุด งานวิจัยชิ้นนี้ก็นำมาซึ่งการดูแลปัญหาการใช้ยาในปศุสัตว์ และแน่นอนว่า ยาเหล่านี้ไม่ได้เป็นอันตรายต่อแร้งเท่านั้น แต่ยังเป็นอันตรายต่อมนุษย์ด้วย


 งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่น่าสนใจ คือ การค้นหาสาเหตุที่นกกระจอกบ้านตามฟาร์มในอังกฤษลดลงถึง 80-90 เปอร์เซ็นต์ พบว่าเกี่ยวข้องกับการทำเกษตรกรรมสมัยใหม่ ที่ใช้เครื่องจักรใหญ่ต่างๆ


 “เมื่อก่อนการเกษตรยังเป็นแบบดั้งเดิม การเก็บเกี่ยวก็มีเมล็ดพืชตกหล่นบ้าง แต่พอมาเป็นสมัยใหม่มีการใช้สารเคมีเยอะ เก็บเกี่ยวโดยใช้เครื่องจักร เหล่านี้มีส่วนทำให้นกลดลงไปจนเกือบจะสูญพันธุ์ เขาก็เลยพยายามที่จะให้เงินองค์กรหนึ่ง ซึ่งสนับสนุนให้ชาวนาชาวไร่เก็บพื้นที่ส่วนหนึ่งเพื่อเอาไว้ทำการเกษตรแบบดั้งเดิม เพื่อให้รักษานกเหล่านี้ไว้ แล้วเขาให้ความสำคัญมาก ไม่ใช่แค่นักดูนกนะ แต่คนทุกคนตื่นตัวและช่วยกันอนุรักษ์นกชนิดนี้”


 สำหรับประเทศไทยก็มีข้อมูลที่น่าตกใจเช่นกัน แต่ไม่ใช่พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของนกชนิดใดชนิดหนึ่ง ทว่าเป็น “การไม่มีข้อมูล” หรือมีอยู่น้อยมาก แม้แต่โครงการสำรวจนกปิ๊ดจะลิวเชียงใหม่ ซึ่งเป็นความร่วมมือกันระหว่างชมรมอนุรักษ์นกและธรรมชาติล้านนา มูลนิธิไทยรักษ์ป่าภายใต้การสนับสนุนของเอ็กโกกรุ๊ป เทศบาลนครเชียงใหม่ และเชียงใหม่เขียวสวยหอม ก็เพิ่งออกสตาร์ทเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา


.......................


 เสียงร้อง ปิ๊ด ปิ้ว ที่ดังอยู่ไกลๆ ดึงดูสายตาของใครต่อใครให้มองไปที่ต้นไม้ต้นนั้น...


 และไม่ว่ามันจะเป็นที่มาของชื่อ “ปิ๊ดจะลิว” ที่คนเหนือใช้เรียกนกชนิดนี้หรือไม่ แต่ที่แน่ๆ เสียงใสๆ แบบนี้เองที่ทำให้พวกมันมีราคาค่าตัวค่อนข้างสูงในฐานะสัตว์เลี้ยงและงานอดิเรกของคนบางกลุ่ม


 วันนี้ ปิ๊ดจะลิว หรือ นกปรอดหัวโขน หรือในภาษาของคนเลี้ยงนกที่บาดใจนักอนุรักษ์ ว่า "นกกรงหัวจุก" กำลังถูกจับจ้องด้วยสายตาที่อ่อนโยนและชื่นชม เพราะมันได้รับเลือกให้เป็นพระเอกของการสำรวจประชากรนกในเมืองด้วยเหตุผลที่ไม่เกี่ยวกับสุ้มเสียงหรือสีสันอันสวยงาม


 "นกปรอดหัวโขน เป็นนกที่กินผลไม้เป็นอาหาร เพราะฉะนั้น ถ้าเห็นนกชนิดนี้แสดงว่าบริเวณนั้นมีความหลากหลายของต้นไม้และผลไม้ที่เป็นอาหาร อีกอย่างมันมีความสำคัญในฐานะนกคู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่ เพราะแม้จะพบได้เกือบทั่วประเทศไทย แต่ส่วนใหญ่ที่อื่นจะพบตามชายป่า แต่ที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะที่เชียงใหม่มันเป็นนกที่เข้ามาใช้ชีวิตผูกพันกับคนมาก อยู่กับเทือกสวนไร่นาของคน


 เมื่อสิบปีที่แล้วเราจะเห็นนกชนิดนี้เต็มเมือง แต่ตอนนี้มันหายไปมาก จากการถูกจับไปขาย เราก็เลยอยากจะติดตามประชากรที่เป็นตัวเลขให้ชัดเจน" หมอหม่องให้เหตุผลที่ใช้ปิ๊ดจะลิวเป็นสัญลักษณ์


 ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อมีนกพระเอก ก็ต้องมีบางตัวที่รับบทร้ายแบบไม่ตั้งใจ เป็นที่รู้กันใจกลุ่มนักดูนกว่า ถ้าเห็นนกพิราบและนกกระจอกจำนวนมาก ให้สันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่าสิ่งแวดล้อมบริเวณนั้นเริ่มมีปัญหา


 "นกพิราบเป็นนกที่เราพบตามผาหิน ไม่ชอบที่อยู่ที่เป็นป่า ชอบที่แล้งๆ การสร้างเมืองขึ้นมาเป็นคอนกรีต ก็คือ ผาหินที่นกพิราบชอบ เพราะฉะนั้น การพบนกพิราบเพิ่มขึ้น ก็บ่งบอกว่าบ้านเมืองเป็นอย่างไร


 ส่วนนกบางชนิดชอบขยะ กินของเสียอะไรต่างๆ พวกนี้ก็อาจจะเจอมากขึ้นถ้าสุขาภิบาลไม่ดี ตรงกันข้ามนกหลายชนิดต้องการสภาพแวดล้อมที่ดี เพราะฉะนั้นถ้าต้นไม้หายไป ความหลากหลายของต้นไม้ลดลง พื้นที่สีเขียวลดลงก็ไม่สามารถที่จะดำรงเผ่าพันธุ์ได้ ฉะนั้นภาพรวมตรงนี้ก็จะตอบโจทย์ว่าสุขภาพเมืองเป็นอย่างไร ถ้านกอยู่ได้ สัตว์อยู่ได้ คนก็อยู่ได้"


 นี่คือ เหตุผลที่คนต่างวัยจากหลากหลายอาชีพมารวมตัวกัน ณ จุดสำรวจทั้ง 6 จุด ทั่วเขตเมืองเชียงใหม่ในวันฟ้าฉ่ำฝน ปฏิบัติภารกิจ ส่อง จ้อง จด เพื่อค้นหาคำตอบว่าสิ่งแวดล้อมรอบบ้านของพวกเขาเหมาะแก่การอยู่อาศัยหรือไม่


 “กลุ่มหลักๆ ที่มาร่วมกิจกรรมครั้งนี้ คือ เด็ก เราต้องการสร้างจิตสำนึกร่วมของเด็กในเมือง ให้พวกเขารู้จักนกชนิดต่างๆ แล้วอีกกลุ่ม คือ ผู้ปกครองและนักดูนกในภาคเหนือ ซึ่งเราอยากใช้ตรงนี้เป็นจุดหนึ่ง เป็นฟันเฟืองเล็กๆ ที่จะหมุนกงล้อไปด้วยกัน ถ้าคนส่วนใหญ่เห็นความสำคัญของสิ่งแวดล้อม ก็น่าจะทำให้เชียงใหม่มีคุณภาพสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตที่ดี” กุล ปัญญาวงศ์ ผู้จัดการมูลนิธิไทยรักษ์ป่า กล่าวถึงความคาดหวัง


..........................


 เช้าตรู่วันอาทิตย์หลังสายฝนขาดเม็ด เด็กนักเรียนกลุ่มใหญ่กำลังก้มๆ เงยๆ มองเป้าหมายผ่านเลนส์กล้องที่ปักหลักอยู่ในมุมหนึ่งของสวนบวกหาด สวนสาธารณะกลางเมืองเชียงใหม่ ก่อนจะจดบันทึกรายละเอียดรูปพรรณสัณฐานของนกที่พบลงในสมุดบันทึก


 “นกตีทอง นกเอี้ยงหงอน นกปรอดหัวโขน”


 ด.ญ.รัตนพร ธรรมมิกะกุล จากโรงเรียนวัดโป่งน้อย เอ่ยชื่อนกสามชนิดที่เธอชอบเป็นพิเศษ จากจำนวนนกนับสิบชนิดที่เธอและเพื่อนๆ พบเห็นในเช้าวันนี้


 แม้จะเป็นการเข้าร่วมกิจกรรมครั้งแรก แต่เด็กหญิงวัย 11 ปีก็รู้สึกประทับใจที่ได้เห็นนกสวยๆ ในธรรมชาติ ได้รู้จักสายพันธุ์ของนกชนิดต่างๆ มากขึ้น และเธอยังบอกว่ามันทำให้รู้สึกเสียใจ เมื่อเห็นนกถูกขังอยู่ในกรง


 “หนูสงสารที่มันไม่มีอิสระในการหาอาหารที่มันอยากกิน ได้กินแต่กล้วย ไม่ได้บินไปที่อื่นๆ”


 ไม่เฉพาะภารกิจการนับนกในธรรมชาติ อาสาสมัครตัวน้อยเหล่านี้ยังนับจำนวนนกในกรงที่พบตลอดเส้นทางการสำรวจด้วย เพื่อเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น


 “อาวุธของคนทำงานด้านอนุรักษ์ คือ ข้อมูล” หมอหม่องบอก


 ข้อมูลที่ได้ในครั้งนี้รวมถึงกิจกรรมหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา ด้านหนึ่งจะใช้เป็นหลักฐานในการต่อสู้เพื่อไม่ให้มีการถอดนกปรอดหัวโขนออกจากการเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ส่วนอีกด้านแน่นอนว่าคือการวินิจฉัยอาการป่วยไข้ของเมือง

 “จากข้อมูลที่ได้วันนี้เป็นที่น่าดีใจว่า เราพบความหลากหลายของสายพันธุ์นกที่ใช้ได้เลยทีเดียว เพียงแต่เราไม่มีข้อมูลในอดีตมากนักก็เลยไม่รู้ว่าจะเปรียบเทียบตัวเลขกับที่ไหน แต่เท่าที่ดูโดยรวมถือว่าโอเคมากทีเดียว ดีกว่าเมืองใหญ่อีกหลายๆ เมือง ผมมั่นใจว่าดีกว่านครศรีธรรมราช โคราช และอีกหลายเมือง ส่วนกรุงเทพฯ ไม่ต้องพูดถึง ดีกว่าแน่นอน”


 อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบกับคนไข้ทั่วๆ ไป คุณหมอแนะนำว่าถึงเวลาที่ต้องใส่ใจสุขภาพให้มากขึ้น


 “ต้องเริ่มเจาะเลือดดูน้ำตาล ตอนนี้น้ำตาลเริ่มสูงแล้วนะครับ (หัวเราะ) เอกซเรย์ปอด อะไรแบบนี้ แต่ก็คงจะเยียวยาได้และมีศักยภาพในการเป็นเมืองที่ดีได้มากๆ”


 ผลการสำรวจครั้งนี้ แม้จะเป็นเพียงตัวชี้วัดเล็กๆ ของสภาพแวดล้อมในเมือง แต่ความหลากหลายทางชีวภาพเมือง (Urban Diversity) ถือเป็นเรื่องระดับนานาชาติที่แม้แต่สหประชาชาติก็ยังใช้เป็นเกณฑ์ในการวัดชีพจรความสุขของมวลมนุษยชาติ 


 “เราต้องการที่จะตรวจสุขภาพประจำปีให้กับเมืองเชียงใหม่ เหมือนกับมนุษย์ที่ถึงเวลาหนึ่งก็ต้องไปเช็คอัพ ดูสุขภาพในด้านต่างๆ ก่อนที่อาการของโรคจะรุนแรง รักษาไม่ได้ เพราะฉะนั้น การเช็คสุขภาพเป็นเรื่องที่สำคัญ เราก็ใช้สิ่งที่เรียกว่า Bioindicator หรือว่าดัชนีชี้วัดทางชีวภาพเป็นตัวบอกตัวหนึ่ง มันเป็นภาพสะท้อนว่าสุขภาพของเมืองเป็นอย่างไร คุณภาพชีวิตจะเป็นอย่างไร” นพ.รังสฤษฎ์ กล่าวทิ้งท้าย


 เพราะที่สุดแล้ว...บ้านที่สมบูรณ์แบบของมนุษย์ และรังอันอบอุ่นของนก ย่อมไม่ใช่ใดอื่นนอกจากโลกใบเดียวกัน

 

Tags : นพ.รังสฤษฎ์ นก เชียงใหม่

advertisement

advertisement

AD Position a2

advertisement

advertisement