ชวนชั่งน้ำหนักระหว่างแผนพัฒนา 'ปากคลองตลาด' สู่ศูนย์ค้าส่งไม้ดอกติดแอร์ล้ำสมัย กับเสน่ห์ตามวิถีดั้งเดิมที่อาจหายไปพร้อมทุนใหม่ที่รุกเข้ามา
ดอกไม้สดนานาชนิดกำลังชูช่ออวดสีสันสวยงามอยู่ในห่อกระดาษที่เรียงรายเป็นกลุ่มๆ มีทั้งดอกกุหลาบหลายขนาดหลากสี ดอกเบญจมาศ ดอกบัว ดอกดาวเรือง ดอกมะลิ ดอกกล้วยไม้ รวมไปถึงไม้ดอกต่างชาติอีกหลายสายพันธุ์ที่พ่อค้าแม่ค้าสรรหามาวางขายตลอดสองข้างทางใน ปากคลองตลาด ตลาดที่ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งค้าดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเดินชมเป็นจำนวนมาก นอกจากความหลากหลายและปริมาณที่มากมายจนดูละลานตาแล้ว การเที่ยวตลาดที่มีผู้คนจอแจ รวมถึงภาพลูกจ้างที่เข็นรถดอกไม้ไปมาขวักไขว่ ยังทำให้ที่นี่มีเสน่ห์ของคำว่า 'ตลาดสด' อยู่ชัดเจน
แต่อีกไม่นานตลาดดอกไม้แห่งนี้กำลังจะถูกเปลี่ยนโฉมหน้าใหม่ให้ทันสมัยมากขึ้นจนอาจไม่เหลือเค้าเดิม โดยสาเหตุหลักที่นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงก็หนีไม่พ้นคำว่า 'ความเจริญ' ที่กระจายตัวเข้ามาในย่านเก่าของกรุงเทพฯ หลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น ชุมชนตลาดนางเลิ้ง ตลาดสามย่าน เวิ้งนครเกษม และชุมชนเก่าย่านเยาวราช
ล่าสุดก็กำลังจะเกิดกับชุมชนปากคลองตลาดด้วยเช่นกัน เมื่อโครงการรถไฟฟ้าใต้ดินสายสีน้ำเงินกำหนดให้มีสถานีขึ้นลงหน้ามิวเซียมสยามซึ่งอยู่ใกล้ปากคลองตลาด บริษัทเอกชนผู้ถือครองกรรมสิทธิ์ในพื้นที่จึงทุ่มงบประมาณกว่า 500 ล้านบาทเพื่อปรับโฉมปากคลองตลาดในส่วนตลาดเก่าแก่ให้เป็นอาณาจักรดอกไม้-กล้วยไม้นานาชาติและจำหน่ายพืชผักผลไม้ครบวงจร แวดล้อมด้วยภูมิทัศน์ที่สวยงาม พร้อมสร้าง walk way แบบ 2 ชั้น สร้างท่าเทียบเรืออำนวยความสะดวก ทั้งนี้เพื่อประกาศตัวเป็นตลาดดอกไม้ขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียน หวังให้มีเม็ดเงินสะพัดในพื้นที่มากขึ้น
แต่การปรับเปลี่ยนครั้งนี้เจ้าของโครงการกลับไม่ได้คำนึงเลยว่าพื้นที่แห่งนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานที่ควรหวงแหนและอนุรักษ์
- ถิ่นนี้มีอดีต
ก่อนหน้านี้ ปากคลองตลาดถูกกล่าวถึงในฐานะตลาดดอกไม้ที่น่าเดินเที่ยวชมที่สุดแห่งหนึ่งในโลก มีข้อมูลจาก ผศ.ดำรงพล อินทร์จันทร์ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร หัวหน้าโครงการวิจัยชุมชนโดยรอบพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ แห่งที่1 (ชุมชนท่าเตียน - ปากคลองตลาด) ระบุว่า ในบรรดาตลาดดอกไม้ทั่วโลกนั้นปากคลองตลาดของไทยติดอันดับที่ 4 (จากการจัดอันดับ 1 ใน10 ของตลาดดอกไม้ทั่วโลก) เนื่องจากปากคลองเป็นตลาดดอกไม้ 24 ชั่วโมงที่เชื่อมต่อกับไชน่าทาวน์ เชื่อมกับการเดินทางทางน้ำ และยังเป็นตลาดกล้วยไม้ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลกอีกด้วย
แต่มาวันนี้ปากคลองกลับถูกพูดถึงด้วยความเป็นห่วงจากทั้งประชาชนและนักวิชาการว่า วิถีความเป็นปากคลองที่สั่งสมมาตั้งแต่อดีตกำลังจะหายไปจากการปรับโฉมตลาดครั้งใหม่ที่ไม่คำนึงเรื่องการอนุรักษ์เท่าที่ควร และก่อนการรื้อตลาดเก่าเพื่อสร้างตลาดรูปโฉมใหม่จะมาถึงในช่วงต้นปี 2556 คนไทยควรได้รับรู้ถึงข้อมูลทางประวัติศาสตร์ความเป็นมาของปากคลองตลาดว่า ที่นี่มีดีเกินกว่าที่จะถูกรื้อทิ้งไป
สุดารา สุจฉายา นักประวัติศาสตร์ มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ เล่าถึงประวัติศาสตร์ที่มีคุณค่าของตลาดแห่งนี้ว่า เมื่อก่อนพื้นที่แห่งนี้อยู่กันเป็นชุมชนมาตั้งแต่สมัยอยุธยา พบหลักฐานยืนยันเป็นสิ่งปลูกสร้างทั้งวัดและป้อมปราการต่างๆ ที่ก่อสร้างขึ้นมาหลายแห่ง รอบๆ ชุมชนมีคูคลองและแม่น้ำหลายสายเข้ามาบรรจบกันจนมีลักษณะเป็นปากคลอง ต่อมาในสมัยธนบุรี บริเวณปากคลองที่ว่าได้กลายเป็นจุดนัดพบของผู้คนที่สัญจรทางน้ำ มีการเอาสิ่งของมาค้าขายกันแลกเปลี่ยนกัน
ในสมัยร.1 พื้นที่ตั้งแต่พระบรมมหาราชวังไปจนถึงวัดโพธิ์มีการปลูกสร้างเรือนของขุนนางต่างๆ ในสมัยนั้น เมื่อชุมชนเริ่มขยายตัวมากขึ้นตลาดก็ขยายตัวตามมา ในที่สุดตลาดก็ใหญ่ขึ้นมีคนมาจับจ่ายกันมากขึ้นจนก่อตั้งขึ้นเป็นตลาดท้ายวัง โดยช่วงแรกๆ จะเป็นตลาดขายปลาขนาดใหญ่ พ่อค้านำปลามาจากท่าจีน ส่วนใหญ่เป็นปลาทะเลโดยขนขึ้นเรือมาขายที่นี่ ต่อมาในสมัยร.5 พระองค์เห็นว่าย่านนี้ไม่เหมาะกับการเป็นตลาดปลาเพราะมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ ทัศนียภาพก็ไม่ดี จึงมีคำสั่งให้ย้ายตลาดปลาไปอยู่ที่หัวลำโพงแทน
"ต่อมาตลาดนี้เหลือเพียงการค้าขายผักและผลไม้ พอถึงสมัยจอมพลป. พิบูลสงคราม ท่านก็เห็นว่าการมีตลาดใกล้ๆ วังแบบนี้ทำให้สภาพโดยรอบไม่สวยงามและรกรุงรัง ท่านจึงสั่งย้ายตลาดทั้งหมดให้ไปขายของที่ปากคลอง ซึ่งตอนนั้นก็ยังขายแค่ผักกับผลไม้อยู่" นักประวัติศาสตร์เล่า
ส่วนตลาดดอกไม้นั้น เกิดจากผู้คนที่อาศัยอยู่ที่ฝั่งธนส่วนใหญ่อยู่กันเป็นบ้านสวนมีการปลูกดอกไม้กันเยอะ เขาก็ขนดอกไม้ขึ้นเรือผ่านทางคลองคูเมืองมาขายที่ปากคลอง ตอนนั้นเมื่อชาวบ้านเห็นว่าขายดีก็เริ่มปลูกกันจริงจังมากขึ้น ไม่นานนักการขายดอกไม้ก็เริ่มขยายใหญ่มากขึ้นกลายเป็นเอกลักษณ์ของปากคลองตลาด ในที่สุดที่นี่ก็เป็นตลาดศูนย์กลางในการค้าขายดอกไม้แห่งใหญ่ที่สุดในไทย มีพ่อค้าจากต่างประเทศเข้ามารับดอกไม้จากปากคลองก็เลยยิ่งทำให้ปากคลองมีชื่อเสียงเชิดหน้าชูตาให้แก่ประเทศ และนับว่าเป็นตลาดที่มีคุณค่าในด้านเศรษฐกิจของไทยมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
"ยิ่งเวลามีงานเทศกาลที่ต้องใช้ดอกไม้ไปจัดงานก็จะคึกคักเป็นพิเศษ และที่นี่มีมีเสน่ห์ที่ไม่เหมือนใครด้วยนะคะ เพราะเป็นตลาดตอนกลางคืน เป็นอีกสีสันของกรุงเทพมหานครที่ชาวต่างชาติอยากเข้ามาสัมผัส เวลาเดินเที่ยวก็เดินได้ตั้งแต่ปากคลองไปถึงสะพานพุทธและทะลุไปเยาวราชได้ด้วย"
- ปากคลองโฉมใหม่
ปัจจุบัน ปากคลองตลาดประกอบด้วยตลาดหลัก 3 แห่งได้แก่ ตลาดองค์การตลาด ตลาดยอดพิมาน และตลาดส่งเสริมเกษตรไทย โดยสามส่วนนี้เมื่อรวมกันแล้วมีเนื้อที่กว้างใหญ่ไพศาล หากจะรื้อออกแล้วทำใหม่ทั้งหมดก็ย่อมส่งผลกระทบกับวิถีชีวิตของชาวปากคลองแน่นอน
ชาตรี ประกิตนนทการ อาจารย์คณะสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร เล่าถึงกรณีที่จะมีการปรับโฉมปากคลองสู่รูปแบบใหม่ว่า โครงการนี้กลุ่มทุนผู้ถือกรรมสิทธิ์มีแนวคิดอยากจะทำให้ตลาดแห่งนี้เป็นตลาดที่ค้าขายดอกไม้และเป็นตลาดเพื่อการท่องเที่ยวระดับนานาชาติ เพื่อรับกับอาเซียนในปี 2558 ที่กำลังจะมาถึง โดยจากข่าวระบุว่า จะมีการยกระดับตลาดดอกไม้ไทยให้เทียบเท่ากับตลาดโคเวนต์การ์เดน (Covent Garden Market) ของลอนดอน ประเทศอังกฤษ
"เขาเห็นว่าสภาพปากคลองในปัจจุบันไม่มีระเบียบ จึงอยากปรับปรุงและเน้นให้เป็นตลาดเพื่อค้าส่งมากขึ้น มีลานแสดง ร้านอาหาร ลานอาร์ต ทำเป็นศูนย์การค้าติดแอร์โดยออกแบบให้เป็นแบบโคโรเนียลสไตล์ สมัยร.5 ซึ่งผมว่ามันไม่ได้ตอบโจทย์ความเป็นปากคลอง"
อาจารย์ชาตรีบอกอีกว่า ไม่ได้ออกมาพูดเพื่อให้คนเกิดกระแสต่อต้านการเปลี่ยนแปลง แต่อยากชี้ชวนให้กลุ่มผู้บริหารที่จะปรับโฉมตลาดนั้นได้เข้าใจว่าก่อนจะทำการปรับปรุงใดๆ ต้องมีการพูดคุยกับชาวบ้านผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ก่อน รวมถึงมองในแง่การอนุรักษ์พื้นที่ดั้งเดิมไม่ให้เปลี่ยนวิถีผู้คนมากเกินไป
โดยอาจารย์ชาตรีมีข้อเสนอให้เจ้าของโครงการพิจารณาคือ 1. หากเจ้าของโครงการยืนยันจะเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ภายนอกมากขนาดนั้น อาจทำให้ความเป็นธรรมชาติของตลาดไม่มีเหลือ 2.ไอเดียการออกแบบตลาดแบบนี้เป็นเพดานความคิดทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนว่าคนไทยมีประวัติศาสตร์ที่แคบมาก เพราะทุกอย่างที่ออกแบบมา(ดูได้จากโมเดลที่มีการเผยแพร่ในเว็บไซต์)มันจะจบที่ศิลปะในสมัยร.5 เท่านั้น แต่ไม่ได้ดูว่าอาคารรอบๆ ที่มีอยู่เดิมมันก็มีประวัติศาสตร์ มีความเป็นมายาวนานเหมือนกัน ไม่อยากให้ชูความงามผ่านรูปทรงของตึกสมัย ร.5 เพียงอย่างเดียว และ 3. ในแง่การท่องเที่ยวที่บอกว่านักท่องเที่ยวจะได้เที่ยวชมตลาดในเชิงทางวัฒนธรรม ตรงนี้ต้องคิดให้ดีๆ ว่าถ้านักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยว เขาต้องการที่จะเข้ามาดูในสิ่งที่จะทำขึ้นมาใหม่จริงหรือ
"การเปลี่ยนแปลงทางสถาปัตย์ใดๆ ก็ตาม มันจะส่งผลต่อรูปแบบวิถีชีวิตของคนที่อยู่พื้นที่นั้นทันที แม้ว่าคุณจะบอกว่าให้สิทธิ์กลุ่มผู้ค้าเดิมเต็มที่ สามารถค้าขายแบบเดิมได้ แต่ในความเป็นจริงมันไม่ใช่อย่างนั้น มันจะนำคนกลุ่มใหม่ๆ เข้ามาแทนที่ เป็นกลุ่มคนระดับกลางที่จะเข้ามามากขึ้น พอตัวพื้นที่มันเปลี่ยนแปลงไปแพทเทิร์นการใช้ชีวิตของคนในพื้นที่นั้นๆ ก็จะเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย" อาจารย์ชาตรีอธิบาย
แต่หากกลุ่มเจ้าของโครงการยับยั้งชั่งใจสักนิด แล้วพิจารณาเห็นตรงตามกับที่ประชาชนและนักวิชาการเสนอไป โดยที่ค่อยๆ ปรับ ค่อยๆ เปลี่ยน และอนุรักษ์เสน่ห์ดั้งเดิมของตลาดไว้ อาจทำให้ปากคลองตลาดพัฒนาไปสู่ตลาดดอกไม้แห่งอาเซียนที่ถูกทิศถูกทางมากขึ้น
- ปากคลองสู่อาเซียน
หากต้องการจะปรับปรุงให้ปากคลองตลาดสวยงามและน่าเดินจนสามารถยกระดับให้เป็นตลาดค้าดอกไม้แห่งใหญ่ที่สุดของอาเซียน จริงๆ แล้วอาจไม่จำเป็นต้องรื้อแล้วสร้างตลาดรูปแบบใหม่ด้วยซ้ำ แต่มีทางออกอีกหลายทางที่จะสามารถพัฒนาให้ปากคลองไปสู่จุดหมายนั้นได้
อาจารย์ชาตรีแนะนำว่า ก่อนอื่นอยากให้ทำความเข้าใจในปากคลองตลาดให้ถ่องแท้ก่อนแล้วจะพบว่าเวลานักท่องเที่ยวพูดถึงปากคลองตลาด เขาจะพูดถึงความไร้ระเบียบ ผู้คน กลิ่นดอกไม้ กลิ่นตลาด และความวุ่ยวายของตลาด 24 ชม. นั่นคือเสน่ห์ที่แท้จริงของพื้นที่
"ผมว่าเรามีวิธีจัดการที่ดีกว่านี้ กลิ่นของตลาดก็ให้มันมีบ้างเถอะครับ ผมคิดว่าถ้าสร้างตลาดตามโมเดลใหม่ จริงๆ ปัญหามันจะมีมาอีกเยอะ แทนที่จะพยายามทำให้ปากคลองเป็นเหมือนตลาด Covent Garden ของลอนดอน ทำไมเราไม่ชูความเป็นปากคลองของเราที่มันมีเสน่ห์แบบนี้ออกสู่สายตาชาวโลกบ้าง ทำให้มันมีศักยภาพและผนวกเข้ากับความเข้าใจในแก่นแท้ของความเป็นปากคลอง มันก็จะนำไปสู่ตลาดดอกไม้แห่งอาเซียนได้จริง"
นอกจากความเห็นของนักวิชาการแล้ว ในมุมมองของคนปากคลองเองก็เห็นไปในทางเดียวกัน วันชัย อินทคุณ ที่ปรึกษาตลาดเก่าปากคลอง บอกว่า เขาเองไม่เชื่อว่าการปรับโฉมปากคลองให้เป็นแนวใหม่จะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเดินเที่ยวได้มากกว่าที่เป็นอยู่ เพราะปัจจุบันนี้ก็มีนักท่องเที่ยวมาเดินชมจำนวนมากและเหตุผลที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามามากก็เพราะว่าที่นี่มีเสน่ห์ที่ไม่เหมือนที่อื่น จนนักท่องเที่ยวขนานนามว่าเป็น Flower Road วันนี้จะเห็นว่าปากคลองไม่ใช่มีศักยภาพในการเป็นตลาดดอกไม้แค่ในอาเซียน แต่ถือว่าเป็นตลาดดอกไม้ระดับเวิร์ลคลาสได้ด้วย
"ผมว่าตลาดปากคลองอยู่ได้ แต่ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงในอนาคตก็ไม่รู้ว่าตลาดดั้งเดิมแห่งนี้จะเป็นอย่างไร แต่หากมีการเปลี่ยนแปลงจริง ในฐานะที่เป็นคนที่นี่ก็จะต้องปรับตัวให้ได้ เราต้องปรับตัวเรื่องสุขลักษณะของตลาด รวมถึงการจราจรให้มันเข้าออกสะดวกมากขึ้น เชื่อว่าหากเกิดการเปลี่ยนแปลงแล้วมันก็ต้องส่งผลกระทบกับชุมชนบ้าง แต่เราต้องยอมรับประชาคมโลกด้วย"
นอกจากนี้ วันชัยได้ให้ข้อเสนอทิ้งท้ายไว้ว่า แม้เขาจะเห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงแต่ควรมีการอนุรักษ์เสน่ห์ของปากคลองไปพร้อมๆ กัน หากอยากจะรับนักท่องเที่ยวมากขึ้น อาจทำได้ด้วยการจัดโซนเพิ่มขึ้นอีกโซนเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวกลุ่มที่อยากดูการแสดง เดินดูลานงานอาร์ต หรืออื่นๆ เพื่อที่นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้จะได้ไม่มารบกวนพื้นที่เก่าจนเสียหาย ส่วนนักท่องเที่ยวในกลุ่มที่อยากดูวิถีของปากคลองจริงๆ ก็ให้สามารถมาเดินชมได้เหมือนเดิมโดยที่มันยังไม่ถูกเปลี่ยนโฉมหน้าไป คือทำให้มีทางเลือกสองทางสำหรับนักท่องเที่ยวสองกลุ่มนั่นเอง
...สิ่งนี้อาจสามารถพัฒนาต่อยอดให้กลายเป็นโมเดลใหม่ของปากคลอง ที่มาจากการแลกเปลี่ยนข้อมูลและความเห็นซึ่งกันและกัน ไม่ใช่เกิดจากตัวเจ้าของโครงการเพียงฝ่ายเดียว ที่สำคัญคือความต้องการที่มาจากชาวปากคลองตัวจริงเสียงจริง
Tags : ปากคลองตลาด

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น