กรุงเทพธุรกิจ

  • เข้าสู่ระบบ

Life Style

วันที่ 23 สิงหาคม 2555 15:29

โค้ช...เปลี่ยนชีวิต(ผู้นำ)

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ถ้าคุณเชื่อว่า ภาพลักษณ์ที่ดูดีคือ การสร้างภาพ นั่นไม่ใช่วิธีการของมาสเตอร์ เทรนเนอร์คนนี้ สิ่งสำคัญสำหรับเขา คือ การเปลี่ยนสิ่งที่อยู่ในหั

 

 “เสน่ห์ของผู้นำ ผมศึกษามาตั้งแต่เด็กๆ สิ่งสำคัญคือ แสดงความรู้สึกอย่างจริงใจ” โอเวน ฟิทส์แพทริค (Owen Fitzpatrick) มาสเตอร์ เทรนเนอร์ชาวไอซ์แลนด์ ผู้ศึกษาศาสตร์ด้านจิตใต้สำนึก (Neuro Linguistic Programmming )เล่าระหว่างฝึกอบรมในเมืองไทยครั้งแรก

  เขาเป็นนักจิตวิทยา นักจิตบำบัด และโค้ชที่ปรึกษาให้กับนักธุรกิจหมื่นล้าน นักแสดงและคนดังมากมายที่ไม่อาจเปิดเผยชื่อในหลายประเทศ  เขาเคยโค้ชให้ Aoife Hoen นักกีฬาโอลิมปิกชาวไอริช และเป็นลูกศิษย์ของ ดร.ริชาร์ด แบนเลอร์ ผู้คิดค้นและเจ้าของลิขสิทธิ์ศาสตร์จิตใต้สำนึก นอกจากนี้ยังเป็นนักเขียนมีผลงานออกมา 5 เล่ม อาทิ Choose Freedom ,NLP for Charisma ฯลฯ

 หากถามว่า ทำไมผู้นำหรือคนทั่วไปต้องเรียนรู้เรื่องเหล่านี้

 โอเวน บอกว่า เป็นวิธีการเปลี่ยนการมองตัวเอง เพราะมีคนมากมายคิดว่าการเป็นผู้นำคือ การโฆษณาตัวเอง แต่ผมไม่ได้คิดอย่างนั้น คนเราพัฒนาตัวเองได้จนถึงขั้นสูงสุด แต่เรามักมีข้ออ้างกับตัวเอง

 “ถ้าคุณเป็นตัวของตัวเอง นั่นแหละคือ เสน่ห์ ถ้าคุณเสแสร้ง คนก็จะรู้ แม้กระทั่งการหัวเราะ คนก็จะรู้ว่าคุณหัวเราะจริงหรือไม่ " โอเวน แนะนำการเรียนรู้ในหลักสูตร Mastering Charisma ที่จัดโดยบริษัทมายด์มาสเตอร์ จำกัด

เสน่ห์สร้างได้
 หลายคนอาจนึกว่า ผู้นำที่มีเสน่ห์ ต้องมีบุคลิกภาพที่ดี นั่นอาจเป็นส่วนหนึ่ง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะบุคลิกอย่างเดียวคงเอาตัวไม่รอด ก่อนอื่นต้องมีสติปัญญา มีทัศนคติที่ดีต่อตัวเองและผู้อื่น หากจะให้ลึกกว่านั้น ควรมีโอกาสที่จะเรียนรู้เรื่องจิตใต้สำนึก

 ดังนั้นการสร้างเสน่ห์ จึงไม่ใช่สูตรสำเร็จแบบฮาวทู
 “เราพัฒนาตัวเองได้ คุณดูอย่าง 'มด' มันแบกสิ่งของต่างๆ ทุกๆ วัน มันผลักดันตัวเองได้ แต่มนุษย์เราอ้าง นั่น โน้น นี่ “ โอเวน เล่าถึง กระบวนการคิดของมนุษย์ที่ส่วนใหญ่คิดเชิงลบ ประมาณว่า ทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ไม่ได้ เพราะมีข้อจำกัด 
 สิ่งที่โอเวนพยายามให้ทุกคนทำคือ ให้แสดงตัวตนที่แท้จริง เปิดตัวเองให้มากที่สุด เพื่อที่จะปรับเปลี่ยนวิธีคิด เขาบอกว่า ต้องเปลี่ยนสิ่งที่อยู่ในหัวคุณ ยกตัวอย่างเด็กเล็กๆ มีเสน่ห์โดยธรรมชาติ มีชีวิตชีวา เพราะพวกเขาสบายใจ พวกเขาไม่เข้าใจว่า จะทำผิดได้อย่างไร เขาไม่กลัวที่จะผิดพลาด

 “หลานผมตัวเล็กๆ เกาะโต๊ะแล้วยกขา ขยับไปมา หัวเราะสนุก ล้มแล้วก็ไม่ร้องไห้ ลุกขึ้นมาเดินอีก เด็กๆ ก็พยายาม ผมอยากให้พวกเราเรียนรู้จากเด็กๆ  พวกเขามีเสน่ห์ เพราะเด็กไม่กลัวที่จะถูกปฎิเสธ มีพลัง เป็นตัวของตัวเอง ” นั่นเป็นสิ่งที่โอเวนพยายามชี้ให้เห็นว่า เมื่อคนเราเติบโต ความกลัวที่เกาะเกี่ยวใจมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เราคิดและพูดกับตัวเองว่า ถ้าทำผิดต่อหน้าสาธารณชนจะทำให้อับอาย จึงเกิดความกลัว ไม่กล้าแสดงออกอย่างมั่นใจและเป็นตัวของตัวเอง

 นั่นเป็นเรื่องจิตใต้สำนึกที่สะสมมาเรื่อยๆ ทำให้คนเราเชื่อว่า เราเป็นเช่นนั้น ดังนั้นบทเรียนแรกๆ ที่โอเวนให้ทำคือ การเรียนรู้คนโดยไม่ต้องรู้จักและพูด แต่ให้สังเกต

 "คุณมีเสน่ห์ได้จากภายในที่แสดงความรู้สึกออกสู่ภายนอก ผมอยากให้คุณมองคนที่อยู่ข้างหน้า แล้วเขียนลักษณะด้านบวกของคนๆ นั้น คุณแปลกใจไหม ทั้งๆ ที่คนเราไม่พูดกัน ทำไมรู้ว่าคนๆ นั้นเป็นคนอย่างไร ที่เราไม่สังเกต เพราะเวลาเราเจอใคร  เราพูดกับตัวเอง และมักจะคิดว่าคนอื่นจะคิดกับเราอย่างไร เพราะเราไปคิดเรื่องอื่น จึงไม่ค่อยจำชื่อคู่สนทนา แต่ผมอยากบอกว่า แม้คนนั้นๆ ไม่ดีที่สุด เราสามารถพูดกับเขาได้ มองลักษณะที่ดีของเขา แล้วเราจะมีทัศนคติที่ดีต่อเขา"

 ก่อนที่จะสร้างเสน่ห์ให้เป็นที่ต้องตาต้องใจผู้คน  ต้องกลับมาที่สิ่งที่กำลังคิดในสมอง โอเวน โยงถึงบทเรียนส่วนนี้ว่า คนส่วนใหญ่ไม่พูดกับตัวเองว่า เราทำได้ เราชนะ

 “ไม่ว่าจะเลวร้ายแค่ไหน ถ้าคุณเปลี่ยนความคิดและยิ้มได้ เกมจะเปลี่ยนทันที มันเป็นเรื่องทัศนคติ เพราะความเชื่อเป็นตัวกำหนด ถ้าเชื่อต่างกัน คนส่วนใหญ่จะไม่ยอมรับโยนทิ้งทันที คุณต้องเปลี่ยนความคิด ถ้าคุณรู้ว่าคุณคือใคร คุณไม่ใช่แค่แม่ เพื่อน ลูก แต่คนเรามีคุณลักษณะหลายอย่าง และเราต้องเปลี่ยนภาพลักษณ์ตัวเอง มองตัวเองในสมองของคุณ โดยการคาดหวังและสร้างภาพตัวเองให้ดีที่สุด” โอเวน ย้ำ เพราะอย่างน้อยๆ คุณมียิ้มติดตัวมาตั้งแต่เกิด อย่างบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เวลาก้าวออกมาสู่สาธารณชน เขาจะดูเป็นธรรมชาติ สบายๆ องอาจ และยิ้ม

 "ดังนั้นการพูดบวกกับตัวเองจึงเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าคนเรารู้สึกดีกับตัวเอง สมองก็รู้สึกดี คิดบวก ส่งสัญญาณไปที่ร่างกาย  ก็จะแสดงออกมาอย่างเชื่อมั่น" โอเวน ว่าเช่นนั้น

กว่าจะเป็นผู้รู้
 ความกลัวมากมายในชีวิต ทำให้คนเราพลาดโอกาสหลายอย่าง แต่ความกลัวบางเรื่องก็ทำให้เรามีสติยั้งคิด คนจำนวนมากกลัวจะทำผิด กลัวถูกปฎิเสธ กลัวเป็นตัวตลก ฯลฯ

 ทำไมเราไม่สามารถก้าวข้ามความกลัวเหล่านี้ โอเวนยกตัวอย่างประสบการณ์ในช่วงวัย 13 ปี เขาเคยคิดจะฆ่าตัวตาย เพราะรู้สึกโดดเดี่ยว ไม่มีเพื่อน ทำให้เกิดความเครียดสะสม และมีความกลัวบางอย่าง

 “ปัญหาในชีวิตของผม ผมไม่เคยเล่าให้แม่ฟัง ทั้งๆ ที่พ่อแม่ผมดีมาก แต่ปัญหาความเครียดและเศร้ามาจากปัญหาเพื่อน ผมไม่เคยใช้ยา ตอนนั้นผมคิดเองทุกอย่าง ถ้าให้ผมมองย้อนกลับไป ผมน่าจะปรึกษาพ่อแม่” โอเว่นเปิดใจ

 เพราะไม่ปรึกษาใคร เขายอมรับว่า ทำให้มีพฤติกรรมก้าวร้าว และสิ่งที่วัยรุ่นเช่นเขาหามาทดแทน คือ การอ่านหนังสือเกี่ยวกับการสะกดจิตและจิตใต้สำนึก กระทั่งเรียนจบมัธยมปีสุดท้ายวัย 15-16 ปี เขาสมัครเข้าเรียนคอร์สจิตบำบัดและอีกหลายคอร์สด้านการพัฒนาจิต ตอนนั้นเขาถูกปฎิเสธไม่ให้เข้าเรียน เพราะเด็กเกินไป เขาจึงให้พ่อเขียนจดหมายรับรอง เพื่ออนุญาตให้เข้าเรียน จนได้เข้าเรียนหนึ่งปีและฝึกฝนเป็นมาสเตอร์ เทอร์เนอร์อีก 2-3 ปี และระหว่างเรียนมหาวิทยาลัยด้านจิตวิทยา เขาก็ทำงานด้านจิตบำบัดไปด้วย

 “เพราะผมไม่เคยพูดเหมือนใคร และชอบเหมือนคนอื่นๆ อย่างเวลาครูสอนเลข บอกให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ ผมไม่เคยทำแบบนั้น ผมคิดในมุมของผม แต่ได้คำตอบเดียวกัน เพราะผมไม่เหมือนคนอื่น เมื่อเกิดอาการซึมเศร้า  ผมก็เลยคิดว่า ถ้าผมสามารถรู้ว่า จิตซึมเศร้าเป็นเพราะอะไร ก็น่าจะช่วยเหลือคนอื่นได้”

 นั่นเป็นจุดเริ่มต้นทำให้เขาเข้ามาเรียนรู้ด้านจิตบำบัดและจิตใต้สำนึกอย่างลึกซึ้ง จนเปลี่ยนวิธีการคิดมีความมั่นใจมากขึ้น จนสามารถให้คำปรึกษาคนมากมายในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เขาตระเวณสอนคนกว่า 20 ประเทศตั้งแต่ผู้นำ นักธุรกิจ และดาราฮอลลีวู้ด ประมาณ 70 กว่าคอร์ส  และเขาเคยเป็นมาสเตอร์ เทรนเนอร์ที่อายุน้อยที่สุด (23 ปี )

 "ปัญหาของคนทั่วโลกเหมือนกันคือ คนกลัวความล้มเหลว กลัวถูกปฎิเสธ กลับความอับอาย จะมีความต่างในเรื่องวัฒนธรรม อย่างคนไทยห่วงเรื่องเสียหน้าและทุกประเทศมีปัญหาเรื่องผู้นำ คือไม่มีความเป็นผู้นำ ทุกบริษัทมีปัญหาเรื่องยอดขาย สิ่งที่ผมสอนคือ เปลี่ยนทัศนคติคนให้สื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้กระทั่งบารัค โอบามา,บิล คลินตัน และมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก  ผู้นำเหล่านี้ก็เรียนรู้ด้านนี้ พวกเขาเป็นลูกศิษย์ครูคนเดียวกับที่ผมเรียน ครูผมเคยบอกว่า คลินตันและโอบามา มีเสน่ห์โดยธรรมชาติอยู่แล้ว” โอเวน เล่าและโยงว่างานที่เขาทำเป็นสิ่งที่เขารัก เขาจึงตั้งเกณฑ์ว่า ถ้าการฝึกอบรมครั้งนี้ถูกประเมินต่ำกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ เขาจะไม่กลับมาเมืองไทยอีก

 “ผมอยากบอกว่า คนเราจะดูดีได้ ต้องเปลี่ยนทั้งภายในและภายนอก เริ่มจากเปลี่ยนภายในคือ ความเชื่อ เปลี่ยนสิ่งที่เป็นความคิดลบๆ ในหัว ถ้าถามว่า ตลอด 10 ปีผมภูมิใจที่โค้ชให้ใครที่สุด ตอนผมอายุ 13 ปีตอนนั้นได้เปลี่ยนแปลงตัวเอง และทำให้พ่อแม่ภูมิใจ หากวันนั้นผมไม่ได้มาทำงานตรงนี้ ผมคงเป็นนักข่าวสงครามในซีเรียและอิรัก”

เปลี่ยนความคิดในหัว
 “ถ้าคุณรู้สึกไม่ดี อีกคนที่อยู่ใกล้คุณก็รู้สึกไม่ดีด้วย สภาวะของคนๆ หนึ่งกระทบอีกคน ดังนั้นคุณจะเป็นผู้นำ คุณต้องสร้างสภาวะของสิ่งนั้นก่อน ถ้าต้องการประสบความสำเร็จ ทุกคนก็ต้องเรียนรู้ความผิดพลาด ไม่ทำซ้ำ ถ้าเขาปฎิเสธคุณ ไม่ได้แปลว่าคุณโง่ บางทีเขาอาจไม่รู้จักคุณดีพอ" โอเวน เล่าถึงสภาวะสืบสานต่อเนื่องของจิตใต้สำนึก

 แม้กระทั่งตัวเขาเองก็เรียนรู้ที่จะรักตัวเอง เ เขาบอกว่า หลายคนดูแลลูก แต่ไม่มีเวลาดูแลตัวเอง ลืมความต้องการของตัวเอง ขณะที่คนเราแสดงความรักต่อคนอื่น ไม่ว่าการแสดงออกถึงความใส่ใจ สวมกอด ยิ้ม และซื้อของให้ แต่บางคนไม่เคยแสดงความรักตัวเอง

 “ทุกครั้งที่ผมซื้อของขวัญให้คนอื่น ผมก็ซื้อให้ตัวเองด้วย ทุกๆ เช้าผมมองตัวเองแล้วบอกว่า ไม่น่าเชื่อว่าผมหล่อที่สุดเลย ผมยิ้มแล้วผมรู้สึกดี นี่ไม่ใช่วิธีการหลอกตัวเอง แต่เปลี่ยนสิ่งที่อยู่ในหัว” โอเวน เล่าและบอกว่าให้ทุกคนลองคิดดูว่าในช่วงสามเดือนข้างหน้า คุณจะแสดงความรักตัวเองอย่างไร

 “เลิกจัดการชีวิตคนอื่น และเลิกหวังว่าใครจะเป็นอย่างที่เราคิด” ผู้ร่วมสัมมนาคนหนึ่ง กล่าว

 อย่างไรก็ตาม ด้วยแนวคิดนี้ โอเวนบอกว่า สมองคุณควรตีความใหม่ เพื่อทำให้คุณเป็นคนยอดเยี่ยม แล้วคุณจะกลัวทำไมกับการถูกปฎิเสธ เวลาคุณยืนอยู่บนเวที คุณต้องคิดว่า ไม่เป็นไร ไม่มีใครสนใจ แล้วเอาตัวตนของคุณออกมา หรือเวลาคุณเดินเข้าไปในห้องประชุม คุณต้องเดินแบบเป็นเจ้าของห้อง คุณเป็นคนสำคัญ

 “มีนักปราชญ์บางคนบอกว่า ความเชื่อเป็นสิ่งที่ฆ่าความฉลาด พวกเชื่อศาสนาแบบสุดโต่ง เจออะไรมากไป อาจทิ้งบางอย่างที่เป็นจริง ถ้าคุณแน่ใจว่า คุณเป็นอย่างนี้ ทำได้แค่นี้ ก็แสดงว่า คุณจำกัดตัวเอง เพราะความเชื่อว่าเราเป็นอะไร เป็นสิ่งกำหนดพฤติกรรม ถ้าเมื่อใดเราพูดกับตัวเองในมุมน่าเกลียด หรือพูดแย่ๆ ผมแนะว่า ให้เราออกเสียงไร้สาระเพื่อให้เราหยุดความคิด ”

 สิ่งที่สำคัญคือ คุณต้องเปลี่ยนสิ่งที่อยู่ในหัว และรักตัวเองก่อน
...............

เรียนเพื่อ...ต่อยอดความคิด
ทรงกลด พยัคฆาธรรม
เจ้าของบริษัทจิวเวลเทค  อินเตอร์เนชั่นแนล เมนูแฟคเทอริ่ง จำกัด
 “เวลามีปัญหาชีวิตจะเริ่มจากอ่านหนังสือแนวศาสนาก่อน จนมีโอกาสเข้าคอร์สพัฒนามนุษย์ ทั้งในสเปน สิงคโปร์และอเมริกา ก็เห็นว่ามีประโยชน์นำมาใช้กับชีวิตและบริหารลูกน้องได้ เวลาเจอปัญหา ทำให้เราไม่จมกับปัญหา มีวิธีการพูดกับตัวเอง แม้การจัดการจะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ทำให้เราไม่ท้อ เคยเข้าคอร์มา 6-7 แห่ง ส่วนใหญ่เป็นคอร์สแรงจูงใจ แต่ทุกอย่างอยู่บนหลักความจริง เพราะเราเองก็ยังศึกษาและปฎิบัติธรรม คอร์สเหล่านี้ก็ให้แง่คิดและวิธีการมองใหม่ๆ เราอาจจะคลิกกับโอเวนว่า เช้าๆ เราต้องนั่งพูดกับตัวเองหน้ากระจก เพราะคนเราได้แต่พูดกับคนอื่น แต่ไม่เคยชมตัวเอง ถ้าคนปกติก็จะบอกว่าบ้า อย่างเราชมคนอื่นเราก็ปลื้มใจ เราก็ต้องชมตัวเราเองบ้าง จิตคนเราต้องกระตุ้นให้มีประสิทธิภาพ อย่างการนั่งสมาธิก็อย่าทิ้ง ไม่ว่าจะนั่งกี่นาที เพราะนักกีฬาก็ไม่เคยหยุดซ้อม”

ปาริชาติ สุนทรธัย
 "เคยทำงานสายการบินด้านบริหารการขาย เกษียณออกมาก่อนหนึ่งปี เพราะเป็นคนอยากรู้อยากเห็น ตอนทำงานก็มีเข้าคอร์สด้านการบริหารบ้าง พอมีเวลาก็สนใจเข้าคอร์สการพัฒนาตัวเอง เพราะปกติชอบดูสารคดีด้านสมองมนุษย์ สนใจเรื่องพฤติกรรมคนและสัตว์ เคยเข้าคอร์สแนวนี้ 3-4 คอร์ส เพราะชอบด้านปรัชญาและจิตวิทยา และอยากลองหลายๆ อย่างกับสิ่งที่เหมาะกับเรา เพราะคอร์สที่เข้าๆ มาก็เพื่อทำให้เรามองคนอื่นอย่างไม่อคติมากไป”

 

 

 

Tags : จิตใต้สำนึก

Adsense

advertisement

advertisement

AD Position a2

advertisement

advertisement