กรุงเทพธุรกิจ

Life Style

วันที่ 20 สิงหาคม 2555 10:59

แก้จนแบบ "กะปาง"

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

มาฟังวิธี "ปลดหนี้" และพลิกโฉมทั้งตำบลด้วย "สมุด" เพียงเล่มเดียว ของชาว "กะปาง"

กะปาง เป็นพื้นที่รอยต่อระหว่าง อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช และอ.รัษฏา จ.ตรัง ที่ประสบปัญหาภาวะเศรษฐกิจไม่ต่างจากพื้นที่อื่นของประเทศไทย จากราคาข้าวของที่แพงขึ้นส่งผลกับการดำเนินชีวิตของผู้คนโดยตรง

สถานการณ์ "รายจ่ายสูงขึ้น แต่รายรับเท่าเดิม" ทำให้เงินในกระเป๋าของแต่ละบ้านติดลบไปโดยปริยาย

"ของมันก็แพงขึ้น แต่เราก็ต้องซื้อน่ะ จะทำอะไรได้" จารึก พงศ์ชนะ ชาวบ้านจากหมู่ 1 ต.กะปาง วัย 60 ปี เล่าถึงสภาพปัญหาที่ครอบครัวของเธอต้องเจอในแต่ละวัน

อาชีพทำสวนยางที่ตกทอดมาตั้งแต่ปู่ย่า นอกจากจะต้องเจอกับสภาพของราคายางตกต่ำ แต่ค่าใช้จ่ายในแต่ละวันกลับสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง ตั้งแต่ค่าปุ๋ยค่ายา รวมทั้งข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ อีกทั้งค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับโรคกระดูกทับเส้นที่ทำร้ายตัวเธออยู่ทุกวันนี้ ทำให้กระเป๋าเงินของครอบครัวพงศ์ชนะต้องติดตัวแดงไปโดยปริยาย ...ไม่ต่างกับเพื่อนร่วมชุมชนส่วนใหญ่

"ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้ตัวเองต้องเสียเงินโดยใช้เหตุ" อภินันท์ ชนะภัย นายก อบต.กะปาง เล่าถึง "ปัญหาที่มองไม่เห็น" อันถือเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ชุมชนโดยรวมมีปัญหาอื่นๆ ตามมา ไม่ว่าจะเป็น หนี้นอกระบบ ความยากจน สุขภาพ การศึกษา หรือการทะเลาะเบาะแว้งกัน

ความซับซ้อนของปัญหาที่ผูกโยงกันอยู่ทำให้ดูจะกลายเป็นเรื่องที่ยากเกินแก้ แต่ในวิกฤตย่อมมีโอกาสเสมอ แนวคิด "ตำราแก้จนฉบับกะปาง" จึงเริ่มขึ้นจากตรงนี้  

ไขปัญหาประชาคม

ทุกวันที่ 28 ของเดือน ใต้ชายคาของหอประชุมอเนกประสงค์ภายในองค์การบริหารส่วนตำบลจะเต็มไปด้วยผู้คนที่มาร่วมแบ่งปันปัญหา และความคืบหน้าของสิ่งที่ต้องแก้ไข

"เวที เป็นกระบวนการกระตุ้นให้เกิดความคิด กระตุ้นให้เกิดปัญญา และสามารถใช้ประโยชน์จากปัญญาที่เขาคิดได้" สามิตร อ่อนคง อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีภาคใต้ (SCTทุ่งสง) วิทยากร "ขาประจำ" เวทีประชาคมกะปางเสนอมุมมอง

บทบาทของเวทีประชาคมที่รับรู้ร่วมกันถือเป็นวงสนทนาหลักในการแลกเปลี่ยนเรื่องราวต่างๆ ของผู้คนในชุมชน ชาวกะปางเองได้อาศัย "กระบวนการ" ดังกล่าว มาใช้วิเคราะห์ปัญหา เพื่อ สังเคราะห์ทางแก้

"เราเปิดเวทีประชาคมเพื่อเอาปัญหาทุกปัญหาขึ้นมาอยู่ในเวทีแล้วพูดคุยหาทางแก้ และชุมชนก็จะเป็นผู้ตัดสินใจเอง" โดยสิ่งที่นายกอบต.กะปางอาศัยเป็นข้อมูลประกอบ ได้แก่ บัญชีครัวเรือน แบบสอบถาม และเวทีประชาคม

"บัญชีครัวเรือน ใช้มองถึงความยากจนของคนในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นรายรับรายจ่าย ได้มาจากไหน จ่ายอะไรบ้าง เพื่อนำไปสู่ส่วนที่แก้ไขปัญหาความยากจนว่าจะต้องแก้ปัญหาในส่วนไหน ส่วนแบบสอบถาม ที่ให้ประชาชนส่งข้อมูลมาเพื่อทางอบต.จะได้นำข้อมูลมาวิเคราะห์ประกอบ และเวทีประชาคมหมู่บ้าน กับประชุมบอร์ดตำบลทุกวันที่ 28 ของเดือนจะเป็นการประชุมเพื่อเอาทุกอย่างมาใช้" อภินันท์บอก 

กว่าจะกลายมาเป็น "สูตรสำเร็จ" ในการกำหนดรูปแบบการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน คนภาคบริหารท้องถิ่นอย่างเขายอมรับว่า ต้องใช้เวลาลองผิดลองถูกกันอยู่พอสมควร เพื่อให้คนกะปางมองเห็นปัญหาที่แท้จริงของตัวเองอย่างเข้าใจก่อน จนกระทั่งปีพ.ศ. 2545 ทุกอย่างจึงเป็นรูปเป็นร่างขึ้น

นอกจากเวทีใหญ่สำหรับประชุม "บอร์ดชุมชน" ทุกวันที่ 28 ของเดือนแล้ว ภายในแต่ละหมู่บ้านยังมีเวทีย่อยแล้วแต่การนัดหมายวันเวลาของชาวบ้านในหมู่นั้นๆ เพื่อรวบรวมปัญหาเอาไว้คุยกันบนเวทีใหญ่อีกที

หรือไม่ก็...

"ร้านน้ำชาเช้าๆ ก็คุยได้ เจอคนในอบต.ใครต่อใคร ไม่ว่าที่ไหน เมื่อไหร่ก็คุยได้ ขายความคิดได้ทุกจุดที่พบปะ เพราะคนที่รู้ถึงปัญหาของชุมชนดีที่สุด ก็คือเจ้าของชุมชนเองนั่นแหละครับ" สามิตร สรุปด้วยรอยยิ้ม

ผลก็คือ นอกจากปัญหาในวงสนทนาจะชัดเจนขึ้น ทางออกในการแก้ปัญหาก็กว้างขึ้นตามไปด้วย

บัญชี "แก้จน"

การแตกแขนงออกเป็นกิ่งก้านตามที่มาของ "ปาง" ตำนานประจำท้องถิ่น ต้นอินทนิลที่ยืนต้นอยู่ริมคลองปางแบ่งเขตระหว่าง ตรัง กับ นครศรีธรรมราช แทบไม่ต่างอะไรจากสิ่งที่ "ตกผลึกความคิด" ของชาวกะปางเอง ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มสัจจะออมทรัพย์ สภาวัฒนธรรม กลุ่มอาชีพ คณะกรรมการหมู่บ้าน ศูนย์อส.ตร. เป็นต้น

โดยเฉพาะ "บัญชีครัวเรือนฉบับกะปาง" ที่ได้แนวคิดต่อยอดจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)  ถือเป็น "จุดเปลี่ยนสำคัญ" ในการแปลงหนี้เป็นทุน เปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาสอย่างแท้จริง

"ที่ต้องแก้เรื่องแรกคือ หนี้สิน เกิดขึ้นได้อย่างไร ก็พบว่ามีการกู้ยืม แยกเป็นกู้ยืมแล้ววางแผนในการส่งคืน เราไม่เป็นห่วง แต่หนี้ที่กู้แล้วไม่วางแผนในการส่งคืน เรากลัวมาก เพราะจะทำให้พี่น้องไม่สามารถจะเคลียร์ทั้งต้นและดอก" อภินันท์ให้เหตุผล

ไม่ต่างกับกรณีตัวอย่างครอบครัวหนึ่งในชุมชน สามีได้เงินเดือนๆ ละ 24,000 บาทให้ภรรยาเป็นคนเก็บ แต่มีปัญหาเรื่องเงินไม่พอใช้ ต่างฝ่ายต่างโทษกันว่าเป็นคนเอาเงินไปใช้จนหมด การทำบัญชีครัวเรือนจึงเข้ามาทำให้เห็นว่า แท้จริงแล้ว ต้นทุนการผลิตด้านอาชีพเป็นอย่างไร การบริโภคภายในครัวเรือนเป็นอย่างไร จุดอ่อน จุดแข็งของครอบครัวก็จะเด่นชัดขึ้น

"สามีเบิกเงินภรรยาทุกวัน ค่าน้ำมัน 300 บาท ค่าข้าว 2 มื้อ 100 บาท ค่าบุหรี่ 2 ซอง 100 บาท สามีใช้วันละ 500 ทุกวัน เงิน 24,000 ใช้ได้กี่วัน เห็นได้ชัดว่า จริงๆ แล้วใครเป็นคนจ่ายกันแน่" เขายกตัวอย่าง

เมื่อเห็นปัญหาชัดก็สามารถแก้ได้ตรงจุดและมีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถบริหารการเงินกับรายจ่ายที่มองไม่เห็นได้ง่ายขึ้น เรื่องนี้ "ยายจารึก" ของชาวกะปาง ยืนยันได้อย่างเต็มปากเต็มคำ

"จดทุกอย่างลงสมุดนั่นแหละ 2-3 เดือนเห็นผลเลยนะ" 

รายจ่ายหลักๆ ที่แสดงอยู่บนหน้ากระดาษของบ้านนี้ก็คือ ข้าวสาร และ ค่าปุ๋ยค่ายา เมื่อบวกลบกับค่าใช้จ่ายอื่นๆ ตัวเลขรวมท้ายเล่มจึงทำให้เธอ และครอบครัวหันมาวางแผนการเงินกันใหม่ รวมทั้งการออมด้วย

กลุ่มสัจจะออมทรัพย์ และธนาคารตำบลจึงกลายเป็นทางออกสำหรับการแก้ปัญหาหนี้สินที่หลายบ้านต้องแบกอยู่

"พอเห็นข้อมูลแล้วก็เกิดกระบวนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามมา อย่างธนาคารตำบลก็ตั้งขึ้นมาเพื่อรองรับในการปรับโครงสร้างหนี้ ให้ประชาชนเข้ามาสู่โครงการ ในการที่จะทำให้เงินทุกบาททุกสตางค์ต้องอยู่ในตำบลกะปาง ไม่ไหลออกนอกพื้นที่"

อภินันท์พูดถึงสิ่งที่ถูกต่อยอดเพื่อแก้ปัญหา จากข้อมูลในภาพรวมทำให้เห็นว่า โอกาส และศักยภาพของพื้นที่มีอะไรบ้าง

แต่หากไม่มีระบบบัญชีครัวเรือน หรือถ้าไม่มีกลุ่มออมทรัพย์เกิดขึ้นมา ?  

"เงินกู้นอกระบบก็จะมาทำลายผู้คนในหมู่บ้านเราอย่างไม่ต้องสงสัยค่ะ" น้ำเสียงของผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่าง ลำภู ตะนะวิลัย ประธานกลุ่มสัจจะออมทรัพย์บ้านพูนร่วมใจ ยืนยันหนักแน่น 

หมุนความหวังใหม่ให้ชุมชน

นอกจากเงินเก็บและเงินออม สำหรับคนที่หากินกับดินกับน้ำมาตั้งแต่จำความได้อย่างจารึก เวทีประชาคมยังพาความหวังมาให้กับชีวิตบั้นปลายของเธอหลังจากนี้อีกด้วย

"มะนาว ยอดมันปู ยอดจิก ผักบุ้ง ชะอม ผักกูด มะขาม ผักหวาน พริก ตระไคร้ ถั่วฝักยาว บวบ ขมิ้น แล้วก็อีกเยอะแยะเลย" นั่นเป็นเพียงตัวอย่างของต้นไม้ที่อยู่ใน "สวนสมรม" ที่ตัวเธอลงมือปลูกเองกับมือแทบทั้งสิ้น

"เสียดายบ่อปลาน้ำท่วม ไม่อย่างนั้นก็ไม่ต้องซื้อปลากินแล้ว" ยายรึกบ่น

ทั้งหมดถือเป็นกระบวนการที่ดำเนินโดยชุมชนอย่างที่ สามิตร ยืนยันมาตั้งแต่แรกว่า ปัญหาบ้านใครเจ้าของบ้านนั่นแหละรู้ดีที่สุด

"เพราะเราเข้าใจการกระทำของชาวบ้านโดยพฤตินัยอยู่แล้วว่า พี่น้องไม่สามารถจัดกลุ่มปัญหาเป็นเรื่องเป็นราวได้ ท้องถิ่นเพียงแต่เข้าไปต่อยอดจากสิ่งที่เขามี แล้วเกิดผล ตัวบ่งชี้ชัดๆ ก็คือ ชาวบ้านได้ใช้"

กลุ่มผลิตภัณฑ์ชุมชนที่เกิดขึ้น คือรูปธรรมในการตอบคำถามของเขา หรือการคุยในกรณีของสวนสมรมอย่างยายจารึก นั่นก็ใช่

"คนในหมู่บ้าน 100 ครัวเรือน เขาก็มีความคิด 100 ความคิด 100 อย่างผลิต ซ้ำกันก็ตก ไม่ซ้ำก็เอามารวม ก็กลายเป็นสมรมแบบง่ายๆ บ้านๆ ไม่ต้องตั้งหลักวิชาการ จบปัญหาง่ายๆ บ้านผู้ใหญ่มีพันธุ์ไม้อย่างนี้อยู่แล้ว บ้านกำนันก็มี ก็เอามารวมกัน ตัดสวนที่เหมือนกันออก เอาสวนที่ต่างกันมาแชร์กัน ก็สร้าง แล้วช่วยกันดูแล แล้วรับประโยชน์ร่วมกัน" สามิตร กล่าวเสริม

นอกจากนี้ ยังมีสโลแกนชุมชนที่ถือเป็นหลักการใช้ชีวิตอันพอเพียงตามแนวพระราชดำริเข้ามาเพิ่มความแข็งแรงให้กับชุมชนมากยิ่งขึ้น

"สิ่งไหนที่สามารถผลิตทดแทนได้โดยไม่จำเป็นต้องซื้อ ให้เขาผลิตของเขาเองเพราะของทุกอย่างเป็นวัสดุใช้ซ้ำ แล้วชาวบ้านทำเองได้ ยาสระผม น้ำยาล้างจาน สบู่ ทำใช้ได้ และเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถจำหน่ายได้ เพิ่มรายได้ให้กับครัวเรือนและชุมชนได้ ปลูกไว้กิน เหลือกินขาย เหลือจ่ายเก็บ สามส่วนแค่นี้ที่คุยกัน ปลูกเพื่อประหยัดรายจ่ายในครัวเรือน ถ้ามันเหลือ ขายให้หมด เหลือจ่ายค่อยมาสัจจะวันละบาท ธนาคารตำบล ก็เก็บไว้เป็นทุนในกับตัวเรา"

แน่นอนว่า ทุกอย่างล้วนเกิดจากกระบวนการประชาคมแทบทั้งสิ้น

"ร่วมกันคิด ร่วมกันทำ ร่วมกันแก้ปัญหา ก็ร่วมกันรับประโยชน์ล่ะครับ" อาจารย์จาก SCTทุ่งสงคนเดิมเอ่ย

ความร่วมไม้ร่วมมือของคนในชุมชนที่นอกจากจะเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส ยังเป็นการหมุนความหวัง และขับเคลื่อนชุมชนให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและแข็งแรง อย่างที่ยายจารึกกำลังทำอยุ่ทุกวันนี้ นอกจากจะปันส่วนสวนยาง 10 ไร่ให้ลูกๆ ทั้ง 10 คน เธอยังปลูกฝังแนวคิดที่ได้จากการประชาคมให้กับพวกเขาอีกด้วย

วันนี้ นอกจากสวนยางจะเป็นรายได้หลักแล้ว พืชผักสวนครัวต่างๆ ที่ลงแรงก็กำลังเปลี่ยนเป็นเงินหมุนกลับมาให้เธอเก็บเป็นทุนรอนรักษาตัวยามเจ็บป่วยต่อไป

...ที่สำคัญ

"ปีหน้า ได้กินปลาที่บ้านแน่ๆ " รอยยิ้มนั้นเต็มไปด้วยความหวัง และความสุข  
 
 

Tags : กะปาง เวทีประชาคม บัญชีครัวเรือน

Adsense

advertisement

advertisement

AD Position a2

advertisement

advertisement