กรุงเทพธุรกิจ

  • เข้าสู่ระบบ

Life Style

วันที่ 13 สิงหาคม 2555 07:40

'รัก' นี้ไม่มีบกพร่อง

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

แม้เลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะทำสิ่งที่ตัวเองรักได้ เหมือนเช่น รักของแม่ตาบอด และแม่ที่ต้องเลี้ยงลูกพิการสองคน เธอทำได้อย่างไร...

ในเทศกาลแห่งความรักระหว่างแม่กับลูก หลายครอบครัวชื่นมื่นรื่นรมย์ ภาพแม่ลูกแสดงความรักต่อกัน กินข้าวด้วยกัน ไปเที่ยวด้วยกัน มีให้เห็นทั่วไป คล้ายว่าเป็นวันที่โลกใบนี้ช่างสว่างสดใส...

 ขณะที่โลกปกติกำลังรื่นเริง อีกมุมหนึ่ง มือของแม่ควานหาไม้เท้า เพื่อนำทางตัวเองไปหุงหาอาหารให้ลูกรักได้อิ่มหนำ ภายในดวงตามืดบอดมีประกายแห่งความรักอันไร้แสง-มืดมิด และอีกหลายๆ มุม ที่ความรักของแม่ต้องแลกด้วยหยาดเหงื่อ พลังกาย-ใจมหาศาล เพื่อประคับคองลูกที่ร่างกายไม่สมบูรณ์ จนกระทั่งไม่มีแม่' class='anchor-link' target='_blank'>วันแม่สำหรับพวกเธอ ไม่มีวันสำคัญใด แม่มอบทุกวันให้ลูกจนหมดสิ้น

 คิดเล่นๆ สิว่า หากวันหนึ่งเราต้องเป็นคนตาบอดจะใช้ชีวิตอย่างไร แค่อยู่ในสังคม ยังเป็นเรื่องยากเย็นเข็ญใจ แต่ถ้ามีอีกหนึ่งชีวิตต้องดูแล แน่นอนว่ายิ่งยากกว่าหลายเท่าตัว แล้วสมมติอีกทีสิว่าเรามีชีวิตเป็นปกติ ร่างกายปกติ แต่วันหนึ่งเลือดเนื้อเชื้อไขของเรากลายเป็นผู้พิการ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ หน้าที่ผู้ดูแลย่อมตกแก่ 'แม่' ผู้ให้ชีวิตแก่เขา...จนวินาทีสุดท้าย

 แม้จะหลีกหนีสิ่งที่เรียกกันว่า 'ดราม่า' ทว่าก็หนีไม่พ้น เพราะยังมีเรื่องราวเหล่านี้อยู่จริง และไม่น้อยเลย...

 

แม่...ผู้ให้ชีวิต

 ไม่ต้องยกคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์มาก็คงทราบดีว่า สิ่งมีชีวิตเพศหญิงเกือบทุกชนิด (ยกเว้นบางชนิด เช่น ม้าน้ำ) มีหน้าที่อันยิ่งใหญ่ คือ ต้องตั้งครรภ์และคลอดบุตร ดังนั้น หากบอกว่า 'แม่' เป็นผู้ให้ชีวิตย่อมถูกต้องที่สุด และนี่คือตัวอย่างแม่ ซึ่งไม่เหมือนแม่ทั่วไป คนหนึ่งคือแม่ตาบอดที่ใช้ชีวิตอยู่ในโลกมืดมาหลายสิบปี นอกจากนี้เธอยังต้องเลี้ยงลูกเพียงลำพังด้วยตัวเองอีกด้วย อีกคนคือแม่สู้ชีวิต เธอมอบชีวิตนี้ให้แก่ลูกทั้งสองคนของเธอ คนโตป่วยทางกาย คนเล็กป่วยทางใจ แน่นอน เธอเลี้ยงดูลูกทั้งสองเพียงลำพัง

 นา- สุวรรณา สุขเกษม แม่ตาบอดวัย 47 ปี เธอฟูมฟักเลี้ยงดูลูกชายของเธอตั้งแต่นัยน์ตายังพอมองเห็นเลือนราง กว่า 11 ปีแล้วที่แม่นาทำหน้าที่แม่ได้โดย 'สมบูรณ์' สวนทางกับสภาพร่างกายที่ 'บกพร่อง' เมื่อย้อนกลับไปครั้งที่แม่นาอายุ 4 ขวบ เธอเริ่มมีอาการตาพร่าเลือนจนมองเห็นเพียงเล็กน้อย ซึ่งเป็นผลพวงจากอาการผื่นขึ้นตามตัว แล้วลามสู่ดวงตา สัญญาณเตือนว่า "เธอกำลังจะตาบอด!" ปรากฏขึ้นแล้ว

 นากลายเป็นคนตาบอด แม้ไม่บอดสนิท แต่ก็เป็นอุปสรรคต่อชีวิตเธอมาโดยตลอดกระทั่งโต...

 สมจิตต์ กาญจนจัย วัย 59 ปี แม้อีกเพียงขวบปีเดียว เธอจะกลายเป็นผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ แต่ทุกวันนี้เธอยังต้องเลี้ยงดูลูกถึงสองคนซึ่ง 'ไม่ปกติ'

 เธอเป็นชาวลำพูน เกิดและเติบโตในครอบครัวยากจนครอบครัวหนึ่ง ชีวิตแร้นแค้นผลักดันให้เธอเข้าสู่เมืองกรุง เพื่อทำมาหากินเฉกเช่นคนทั่วไป ทว่าสุดท้ายเธอเลือกจังหวัดนนทบุรีเป็นที่ลงหลักปักฐานและอยู่กินกับสามี หวังว่าชีวิตจะดีกว่าเดิม...

 แต่ไม่ใช่เลย! ทั้งนาและสมจิตต์ ต้องประสบกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เมื่อนาอายุได้ 35 ปี และสมจิตต์อายุ 32 ปี ทั้งสองคนได้คลอดบุตรชาย ต่างที่ ต่างเวลา ต่างสถานะ ลูกชายของนาสมบูรณ์แข็งแรง ตรงกันข้ามกับสมจิตต์ที่คลอดก่อนกำหนดหลังตั้งครรภ์เพียง 6 เดือน ลูกชายของเธอมีน้ำหนักเพียง 940 กรัม (ปกติเด็กแรกเกิดจะมีน้ำหนัก 2,500-3,000 กรัม) หมอบอกว่าลูกมีโอกาสรอดชีวิตหรือเป็นปกติเพียง 50 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

 คล้ายเคราะห์ซ้ำกรรมซัด เมื่อสมจิตต์พบว่า ลูกชายของเธอถูกตัดนิ้วเท้าข้างหนึ่งหมดทั้งห้านิ้ว หัวใจคนเป็นแม่แทบสลาย...

 "พอรู้ว่า 50/50 ก็ไปดูทุกวัน ให้กำลังใจลูก มองดูลูก ขอให้ลูกรอดปลอดภัยนะ พอวันที่ 15 เขายกขาลูก เพื่อจะให้น้ำเกลือ เท้าข้างหนึ่งเกิดน้ำเกลือไม่เดินห้านิ้วเลย ดำไปหมด ต้องตัดออก แม่ร้องไห้แทบเป็นลมเลย แล้วหมอไม่บอกด้วย ร้องไห้ทุกวัน"

 แม้แม่นาจะตาบอดเกือบสนิท แต่เมื่อหมออุ้มลูกชายรูปร่างจ้ำม่ำมาตรงหน้า สัญชาตญาณแม่ก็ทำงาน เธอปลื้มใจจนกลั้นน้ำตาไม่ไหว แม่นายอมรับว่ากลัวลูกไม่สมประกอบเหมือนกับเธอ เพราะตั้งแต่ตั้งครรภ์ก็ทำแต่งานไม่เคยหยุด ได้พักเพียง 10 วันก่อนคลอดเท่านั้น ถึงกระนั้นแม่นาก็ไปตรวจครรภ์ไม่ขาด

 "หมอเอาลูกมาจ่อให้ตรงหน้า แล้วบอกว่า เนี่ย ลูกหนูนะ น่ารักด้วย จ้ำม่ำเลย ก็น้ำตาไหล ดีใจ (ยิ้ม)"

 

เลี้ยงด้วย 'รัก'

 คล้ายว่าฟ้าต้องการพิสูจน์ผู้หญิงทั้งสองคน ให้คนหนึ่งสูญเสียดวงตา อีกคนต้องสูญเสียดวงใจ ดวงใจที่ไม่หายไปไหน เพียงแต่ไม่ใช่ดวงใจที่สมบูรณ์ สมจิตต์ทำใจอยู่นานกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น บางครั้งเธออยากให้มันเป็นเพียงความฝัน แต่ถึงอย่างไรมันคือความจริงที่ต้องยอมรับให้ได้ เธอยอมรับว่า กว่าจะทำใจได้ใช้เวลานานมาก ร้องไห้แล้วร้องไห้อีก เจียนจะเป็นสายเลือด

 "ตอนแรกก็ร้องไห้เหมือนกัน ลูกเราไม่น่าเป็นอย่างนี้เลย น่าจะเป็นปกติ ร้องไห้ทุกวัน แต่เราก็ทำใจยอมรับ เพราะไหนๆ เขาก็เป็นลูกของเรา"

 เมื่อตั้งสติได้ เธอพยายามเลี้ยงดูลูกชายอย่างสุดความสามารถ แม้จะมีบางคนพยายามบอกให้เธอผลักไสลูกออกจากความเป็นภาระก็ตามที

 "มีคนแนะนำให้ไปไว้ที่โรงพยาบาล เราก็ไม่ มันเป็นเวรกรรมของเราที่ต้องชดใช้กัน เราต้องรักลูกให้ดีที่สุด เลี้ยงลูกให้ดีที่สุด ไม่จำเป็นต้องให้ไปอยู่โรงพยาบาลหรือเป็นภาระแก่สังคม เราเลี้ยงลูกเราได้"

 ทั้งสมจิตต์และสามีประคบประหงมลูกชายผู้พิการคนนี้อย่างดี ผ่านไปราว 4 ปี สมจิตต์สังเกตว่าตัวเองมีเลือดออกจากช่องคลอดบ่อยครั้ง เธอวิตกว่าจะเป็นมะเร็ง จึงไปพบแพทย์และผลวินิจฉัยของแพทย์คือ...เธอตั้งครรภ์!

 นี่คือลูกคนที่สอง และเธอหวังว่าประวัติศาสตร์จะไม่ซ้ำรอยอีก จนกระทั่งเธอคลอดลูกสาวก่อนกำหนดอีกครั้ง น้ำหนักตัวน้อยกว่าลูกคนแรกเสียอีก...

 แต่เคราะห์ดีอยู่บ้างไม่มากก็น้อยที่ลูกสาวมีร่างกายครบ 32 ประการ และเติบโตอย่างปกติ...จนกระทั่ง! สามีของสมจิตต์ได้แยกทางไปมีครอบครัวใหม่ วันที่ฟ้าผ่ากลางใจเธอและลูก แม้ลูกสาวจะอายุเพียง 6 ขวบ แต่รับรู้ทุกอย่าง ที่สำคัญลูกสาวรักพ่อมาก เมื่อพ่อจากไป เด็กสาวน่ารักก็กลับกลายเป็นเด็กเก็บกด อมทุกข์ และมีอาการทางจิตเมื่อเรียนมัธยม 3

 ลูกชายพิการซ้ำซ้อน, ลูกสาวมีอาการทางจิตประสาท, บ้านแตกสาแหลกขาด ปัญหาทั้งหมดนี้ทำร้ายจิตใจคนเป็นแม่อย่างเธอยิ่งนัก แต่ถึงอย่างไร เธอก็ต้องทำหน้าที่แม่ให้ดีที่สุดดังที่ตั้งปณิธานไว้ เธอดูแลลูกชายคนโตประดุจดูแลเด็กอ่อน ต้องป้อนข้าว ป้อนน้ำ ป้อนยา เช็ดตัว เช็ดล้างอุจจาระ-ปัสสาวะ ส่วนคนเล็กก็พาไปรักษาที่โรงพยาบาลจิตประสาทชื่อดัง กินยาควบคุม ระงับอาการทั้งหมดให้ทุเลา

 ส่วนตัวสมจิตต์เองต้องหารายได้เพื่อจุนเจือครอบครัวโดยการขายกระเป๋าที่ห้างพันทิป งามวงศ์วาน โดยเริ่มต้นจากทุนทรัพย์ของผู้ใจบุญท่านหนึ่ง เธอบอกว่าที่ได้กัลยาณมิตรดีแบบนี้อาจเพราะกระทำดี รักและดูแลลูกทั้งสองคนอย่างดีมาโดยตลอด ทำดี สักวันต้องมีคนเห็น

 "แม่ทำดีก็คงได้ดี มีกัลยาณมิตรดี มีคนเกื้อหนุน ก็จะทำดีต่อไป จะรักษาความดีตลอดไป จะรักลูกให้มากๆ ไม่ทอดทิ้งลูก ไม่ให้ลูกอดอยาก มีเงินก็จะให้ลูกกินอิ่ม อยู่ดี กินดี ทุกวันนี้นอนทีหลังลูก ตื่นก่อนลูก กลับมาจากขายของก็เกือบทุ่มแล้ว ทำอาหารให้ลูกกิน ลูกกินเสร็จแล้วเราค่อยกิน ประมาณสามทุ่มก็นั่งพักผ่อน เช็ดตัวให้เขา ป้อนยาลูก กว่าจะได้นอนก็เที่ยงคืน"

 โลกของแม่นาที่เป็นโลกมืดมิดคล้ายได้รับการตกแต่งด้วยแสงสว่าง เมื่อเธอได้มีลูกชายในอ้อมกอด "น้องธี" แม่นาตั้งชื่อเล่นนี้ให้ลูกชายสุดที่รัก...แล้วคนตาบอดจะเลี้ยงลูกได้อย่างไร? คำถามนี้เคยเข้าหูแม่นาเหมือนกัน แต่เธอยืนยันว่าจะเลี้ยงด้วยตัวเอง และจะเลี้ยงให้ดีที่สุดเท่าที่แม่คนหนึ่งจะทำได้

 แม้ในระยะแรกจะมีคนช่วยดูแล เพราะแม่นายังเจ็บแผลผ่าตัด แต่เมื่อหายเจ็บแล้ว แม่นาก็สวมบทคุณแม่เต็มตัว ดูแลทุกอย่าง

 "ต้องเช็ดอึ เช็ดฉี่ อาบน้ำ ป้อนนม ป้อนข้าว ลูกไม่สบายก็ป้อนยา ป้อนยากมาก (หัวเราะ) ต้องล็อคแขนล็อคขา" แม่นาเล่า

 

วันที่ดีขึ้น

 ชีวิตของแม่นาผู้ตาบอดและลูกชายหัวแก้วหัวแหวนดำเนินไปอย่างปกติสุขบ้าง ทุลักทุเลบ้าง เธอสอนลูกเสมอว่า หากไม่อยากลำบากต้องเชื่อฟังแม่ ถ้าดื้อรั้นแล้วละก็อาจอดตาย ซึ่งนี่คือเทคนิคสำคัญที่ทำให้หญิงตาบอดอย่างเธอเลี้ยงดูลูกได้

 "เราก็บอกเขาตั้งแต่เขาแบเบาะว่า ถ้าเขากินนม หนูอย่าขว้างขวดนะลูก เพราะถ้าขว้างไปแล้วแม่มองไม่เห็นแล้วหนูจะอด กินเสร็จแล้วให้ส่งให้แม่หรือวางไว้หัวนอน จะบอกเขาอย่างนี้เป็นประจำทุกวัน พอเขากินเสร็จถ้าไม่ส่งให้ก็จะวางไว้บนหัวนอน เขาไม่เคยขว้างขวด"

 เพราะดวงตามืดบอดไม่อาจมองเห็นสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า แม่นาเกรงว่าลูกจะเก็บงำความรู้สึกโดยเธอไม่รู้ เป็นอะไรต้องพูด คิดอะไรต้องบอก ที่สำคัญห้ามโกหกเด็ดขาด จะผิดจะถูกอย่างไร แม่คนนี้ยินดีให้อภัยเสมอ

 "สิ่งที่ขออย่างเดียวคือ อย่าโกหกแม่ ต้องพูดความจริง ไม่ว่าจะทำผิดหรือทำถูก ถ้าทำผิดบอกตรงๆ ก็ไม่มีอะไร ไม่มีลงโทษ คนเราทำผิดกันได้ไม่ว่าจะตาดีตาบอด"

 เวลาผ่านมาสิบกว่าปี แม่นาทำหน้าที่ 'แม่' อย่างเต็มภาคภูมิ แม้ร่างกายไม่สมบูรณ์เหมือนคนทั่วไป แต่เธอก็สร้างเด็กชายคนหนึ่งซึ่งเรียกได้เต็มปากว่าเป็น 'เด็กดี' น้องธีกำลังศึกษาชั้นประถม 6 น้องธีต้องเผชิญกับคำสบประมาท ล้อเลียน ต่างๆ นานา แม้จะขุ่นเคืองใจบ้างแต่ไม่เคยโต้ตอบด้วยกิริยาก้าวร้าว ในที่สุดเสียงติฉินนินทาก็เงียบไป

 แม่นาอธิบายอย่างเข้าใจว่าเป็นปกติของสังคมที่คนไม่ปกติจะถูกนินทา เพียงเข้าใจก็อยู่ได้อย่างเป็นสุข...

 "จะบอกเขาเสมอว่าหนูยังดีกว่าคนอื่นเยอะนะ คนอื่นเขาทิ้งลูก เขาทำแท้ง เขาฆ่าลูกด้วยมือ"

 ณ ร้านขายกระเป๋าของสมจิตต์ เธอยังขะมักเขม้นขายของทุกวัน จากเดิมที่เคยขายเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ เปลี่ยนเป็นขายทุกวัน เช่าที่รายเดือน หนึ่ง ไม่ต้องลุ้นว่าจะได้ที่หรือไม่ สอง เงินทองจะได้พอเลี้ยงสามปาก

 ปีนี้ลูกชายคนโตอายุ 27 ปี แล้ว ลูกสาวอายุย่าง 23 ปี ผ่านมาเกือบสามทศวรรษที่เธอต้องเหน็ดเหนื่อย อดทนเพื่อลูกทั้งสองคน จนบางทีก็ท้อ เครียด หมดกำลังใจ

 "บางทีก็คิดมาก ถ้าเราเป็นอะไรไปสักคนจะมีใครเหลียวแล ดูแลลูกเราได้ไหม ทุกวันนี้ก็ต้องกินยานอนหลับ เครียด บางทีลงกระเพาะเลย"

  แต่ทุกครั้งที่สมจิตต์เห็นลูกสาวยิ้มได้ ลูกชายอาการดีขึ้น ลูกทั้งสองกินได้ นอนหลับ กำลังใจของแม่คนนี้ก็กลับคืนมา

 "เห็นลูกยิ้มแย้มแจ่มใส มีสุขภาพดี ไม่เจ็บไม่ไข้ไม่ป่วยเราก็หายเหนื่อย ไม่ท้อแล้ว เราเคยท้อ แต่ไม่หมดกำลังใจ สู้ค่ะ สู้ด้วยมือสองข้างของแม่นี่ล่ะค่ะ เพราะรักลูกทั้งสองคนมาก ถ้าแม่ไม่มีสิ่งนี้ยึดเหนี่ยวก็คงไม่อยู่ตรงนี้ได้"

 ความดีที่แม่คนนี้ทำส่งผลให้สมจิตต์ได้รับประทานรางวัล 'แม่สู้ชีวิต' ประเภทแม่ของลูกพิการ ในงาน 'มหิดล-แม่' class='anchor-link' target='_blank'>วันแม่' จากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เมื่อ 8 สิงหาคมที่ผ่านมา

 แม้จะเป็นเพียงเรื่องสมมติ แต่ถ้ามีพรวิเศษหนึ่งประการ ทายสิว่า สมจิตต์จะขออะไร...ขอให้ค้าขายดี? ขอให้ร่ำรวย? หรือขอย้อนเวลาไม่ต้องประสบกับเหตุการณ์ที่เป็นอยู่?

 "หากขอพรได้หนึ่งข้อ อยากให้ลูกหายเป็นปกติ มีชีวิตเหมือนคนธรรมดา อยากให้ลูกเป็นปกติ อยากให้ลูกทั้งสองคนดี เป็นปกติทั้งสองคน ให้ลูกหายเจ็บไข้ได้ป่วย แค่นี้แม่ก็ดีใจแล้วค่ะ"

 ทุกวันนี้เธอจึงเฝ้าอธิษฐานให้ลูกทั้งสองคนหมดเวรหมดกรรมไปก่อนเธอ ไม่ใช่เพื่อตัดช่องน้อยแต่พอตัว แต่หากไม่มีเธอลูกทั้งสองจะอยู่อย่างไร ถึงกระนั้น อีกสิ่งที่เธอมักจะอธิษฐานไปพร้อมๆ กัน ซึ่งเหมือนจะสวนทางกันมาก คือ "อยากให้ลูกมีสุขภาพจิตดี อยากให้ลูกแข็งแรง ก็อยู่ด้วยกันนานๆ ลูกเป็นอะไรก็จะรีบพาไปรักษา แม่ยังสุขภาพดีอยู่ อยากให้อยู่ด้วยกันนานๆ ไม่อยากจากกันไปไหน เราผูกพันกัน นอนก็นอนด้วยกัน"

 เพียงเท่านี้...คนเป็น 'แม่' ก็สุขใจแล้ว

Tags : วันแม่ แม่

Adsense

advertisement

advertisement

AD Position a2

advertisement

advertisement