กรุงเทพธุรกิจ

  • เข้าสู่ระบบ

Life Style

วันที่ 11 สิงหาคม 2555 09:00

ทอดน่องท่อง ‘มาเก๊า’

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ไม่ว่าจะชอบ “ชม” “ช้อป” หรือ “ชิม” ที่นี่คืออีกหนึ่งเมืองที่ครบเครื่องเรื่องการท่องเที่ยว

จากสนามบินอันน่าภาคภูมิใจของคนไทย ใช้เวลาไม่นาน (ไปกว่าเวลาในการฝ่าการจราจรในกรุงเทพฯ มารอคอยเพื่อผ่านพิธีรีตองต่างๆ ที่สนามบินสุวรรณภูมิ) นักท่องเที่ยวชาวไทยหลายสิบชีวิตก็เดินทางถึงสนามบินมาเก๊าโดยสวัสดิภาพ

แม้จะเป็นประเทศเล็กๆ ซึ่งมีสถานะเป็นเขตบริหารพิเศษมาเก๊าแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน แต่ดินแดนชายฝั่งทะเลแห่งนี้ก็มีชื่อกระฉ่อนในวงการ (ท่องเที่ยว) มานาน

ย้อนหลังกลับไปหลายสิบปี มาเก๊าได้ชื่อว่าเป็นเมืองกาสิโน แดนสวรรค์ของนักพนันกระเป๋าหนัก ทว่าวันนี้ประเทศที่มีพื้นที่ไม่ถึง 30 ตารางกิโลเมตร (เล็กกว่าจังหวัดในบ้านเราด้วยซ้ำ) แนะนำตัวใหม่ในฐานะเมืองที่เต็มไปด้วยสีสันความหลากหลายทางวัฒนธรรม

สีสันอันจัดจ้านนี้ผสมกลมกลืนทั้งมรดกทางวัฒนธรรมที่มีต้นรากจากจีน ร่องรอยความเป็นตะวันตกของเจ้าอาณานิคมโปรตุเกส ซึ่งเข้ามาปกครองตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 พ่วงด้วยความทันสมัยในแบบของเมืองที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

. . .

ค่ำคืนแรกบนแผ่นดินแห่งการเสี่ยงโชค แมลงเม่าจากเมืองไทยหากไม่ระวังใจให้ดีอาจหลงอยู่ในแสงไฟนับล้านๆ ดวงที่ประดับประดาโรงแรมหรูให้เรืองรองราวกับเมืองเนรมิต เกือบทุกแห่งเนื้อในคือที่ตั้งกาสิโนหน้าตาทันสมัยที่พร้อมดูดทรัพย์จากพวกหวังรวยทางลัด

ทว่าเมื่อถึงเช้าวันใหม่ใต้แสงตะวัน เมืองเล็กๆ นี้กลับเปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างไม่น่าเชื่อ วิถีชีวิตของชาวมาเก๊าอบอวลไปด้วยศรัทธาและความเชื่อ กลิ่นควันธูปจากวัดจีน เสียงสวดจากโบสถ์คริสต์ สิ่งปลูกสร้างตามหลักฮวงจุ้ย รวมถึงอาหารการกินหลากหลายเชื้อชาติ

ซึ่งไม่ว่าคุณจะหลงใหลแสงสียามราตรี หรือชื่นชมวัฒนธรรมลูกผสมระหว่างจีนกับโปรตุเกส เมื่อไปเยือนมาเก๊า จุดหมายที่ไม่ควรพลาดเริ่มต้นที่ วัดอาม่า  (A-Ma Temple) วัดเก่าแก่นี้เป็นที่มาของชื่อ “มาเก๊า” เล่ากันว่าเมื่อครั้งชาวโปรตุเกสรุ่นแรกมาถึงในศตวรรษที่ 16 และถามถึงชื่อเกาะ ได้รับคำตอบจากคนแถวนั้นว่า “อามา เกา” ตั้งแต่นั้นชาวโปรตุเกสจึงเรียกสถานที่นี้แบบเพี้ยนเสียงว่า “มาเก๊า

จริงเท็จอย่างไรไม่ทราบ แต่ที่แน่ๆ วัดนี้เป็นสถาปัตยกรรมที่คงอยู่มายาวนานที่สุดและเก็บศิลปวัตถุเก่าแก่ที่มีมูลค่ามหาศาลไว้มากมาย คาดว่าน่าจะสร้างในปลายสมัยราชวงศ์หมิง เพื่ออุทิศถวายให้กับ “อาม่า” องค์เทพธิดาแห่งท้องทะเล

แล้ว “อาม่า” เป็นใคร...แค่นึกในใจ ไกด์สาวก็เล่าตำนานให้ฟังว่า อาม่า มีพระนามเดิมว่า หลิงม่า หญิงสาวชาวฟูเจี้ยน วันหนึ่งเธอต้องการข้ามฝั่งมายังคาบสมุทรดอกลิลลี่ขาว หรือเอ้าเหมิน ตามชื่อในภาษาจีน จึงขอโดยสารมากับเรือของชาวประมงชราคนหนึ่งซึ่งเป็นเพียงเรือลำเล็กๆ ที่ยอมให้หลิงม่าโดยสารมาด้วย

ในระหว่างที่เรือล่องอยู่กลางทะเลเกิดมีพายุขึ้นอย่างรุนแรงทำให้เรือหลายลำต้องอับปาง แต่ด้วยปาฏิหาริย์ในคำสั่งฟ้าของหลิงม่าทำให้เรือที่เธอโดยสารมา เข้าถึงฝั่งได้อย่างปลอดภัย ทันทีที่หลิงม่าก้าวเท้าขึ้นสู่ฝั่ง เธอก็ลอยขึ้นบนฟ้าและหายลับไป ชาวประมงทั้งหลายต่างเชื่อว่าเธอคือ องค์เทพธิดาแห่งท้องทะเล นับตั้งแต่นั้นดินแดนแห่งนี้ ก็ได้รับการขนานนามว่า อ่าวของอาม่า หรือ อาม่า-เกา

ถ้าเดินเข้าไปในศาลเจ้าจะเห็นหลักฐานที่ยืนยันความเชื่อนี้ นั่นคือ ก้อนหินขนาดใหญ่แกะสลักเป็นรูปเรือสำเภาโบราณ เป็นสัญลักษณ์เพื่อบ่งบอกว่าบริเวณนี้คือจุดแรกที่เจ้าแม่อาม่าย่างเท้าก้าวขึ้นสู่แผ่นดินมาเก๊า

ตามธรรมเนียมแบบไทยๆ เช้าเข้าวัด เย็น (ค่อยว่ากัน) เราเดินทางต่อไปยัง วัดเจ้าแม่กวนอิม (Kun lam Temple) ซึ่งเป็นวัดใหญ่และเก่าแก่มากที่สุดแห่งหนึ่ง สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 ที่นี่คึกคักไปด้วยคนไทยที่มาพร้อมกับเครื่องบูชาครบชุด ทุกคนไม่รอช้าตรงเข้าไปยังแท่นบูชาด้านใน ซึ่งมีพระพุทธรูปและองค์เจ้าแม่กวนอิมในชุดผ้าไหมสวยงาม ทำพิธีตามคำแนะนำ ก่อนจะกลับออกมาพร้อมสีหน้าแช่มชื่น

สำหรับใครที่สนใจประวัติศาสตร์ ต้องเงี่ยหูฟังข้อมูลนิดนึง ที่แห่งนี้คือสถานที่ลงนามในสนธิสัญญาทางมิตรภาพระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน เมื่อปี ค.ศ.1844 นอกจากนี้ยังมีต้นบอนไซดัดเป็นรูปตัวหนังสือจีน สื่อความหมายว่า “การมีชีวิตยืนยาว”

อย่างที่ทราบเจ้าแม่กวนอิมเป็นเทพที่ชาวจีนส่วนใหญ่ให้ความเคารพนับถือ ไม่ไกลกันนักบริเวณริมทะเลมีประติมากรรมองค์เจ้าแม่กวนอิมสำริดประทับยืนบนโดมทรงดอกบัวอีกองค์หนึ่งที่ควรหาโอกาสไปชม

เนื่องจากองค์เจ้าแม่กวนอิมนี้ทำจากสำริดเนื้อดี จำนวน 888 ชิ้น อันเป็นตัวเลขมงคลของชาวมาเก๊า และเป็นอนุสรณ์สถานที่ชาวโปรตุเกสได้มอบไว้เมื่อปี ค.ศ.1988 ซึ่งเป็นปีที่โปรตุเกสส่งมอบมาเก๊าคืนให้กับประเทศจีน ที่สำคัญภายในตัวอาคารเป็นสถานที่เก็บหลักศิลาจารึกที่มีอายุกว่า 600 ปีด้วย

. . .

หลังจากภาคเช้าจัดเต็มด้วยเรื่องราวความศรัทธาตามแบบฉบับวัฒนธรรมจีน เพื่อไม่ให้เสียบรรยากาศ มื้อกลางวันขอจัดหนักทั้งบะหมี่เป็ด ข้าวหมูแดง-หมูกรอบ ก่อนจะเปลี่ยนโหมดไปเดินทอดน่องในเงาสถาปัตยกรรมแบบยุโรปทันที่ จัตุรัสเซนาโด (Senado Square)

บริเวณนี้นอกจากจะเป็นแหล่งชอปปิงที่รวมร้านค้าต่างๆ ไว้มากมาย ทั้งแฟชั่นแบรนด์เนม ร้านแผงลอย เฟอร์นิเจอร์โบราณ อัญมณี เครื่องประดับ ของที่ระลึก ฯลฯ ยังเป็นจุดนัดพบของนักท่องเที่ยวต่างชาติต่างภาษารวมถึงคนมาเก๊า

มาถึงที่นี่อย่ามัวแต่เดินเชิดๆ เข้าร้านโน้นออกร้านนี้ ควรก้มหน้ามองถนนโบราณที่ปูด้วยกระเบื้องเป็นลอนคลื่น ซึ่งผู้สร้างตั้งใจให้จินตนาการถึงท้องทะเลอันอุดมสมบูรณ์ในบรรยากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน ขณะที่รอบๆ รายล้อมด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์โปรตุเกส

ที่โดดเด่นก็เช่น อาคารลีล เซนาโด หอประชุมเทศบาลมาเก๊าแห่งแรก สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1784 และยังคงใช้งานมาจนทุกวันนี้ ตัวอาคารออกแบบในสไตล์นีโอคลาสสิก โดยได้สงวนกำแพงหลักและเลย์เอาต์แบบดั้งเดิมรวมถึงสวนด้านหลังอาคารไว้ บริเวณชั้นล่างใช้เป็นห้องประชุมพิธีการ ซึ่งเปิดไปสู่หอสวดเล็กๆ และหอสมุดที่มีต้นแบบมาจากหอสมุดมาฟราคอนแวนต์ที่โปรตุเกส

อีกแห่งที่ดึงดูดสายตาด้วยสีเหลืองสดใสคือ โบสถ์เซนต์โดมินิก อายุกว่า 400 ปี โบสถ์นี้สร้างโดยพระนิกายโดมินิกันชาวสเปน 3 คน รูปแบบสถาปัตยกรรมเรียกว่าบาร็อกโคโลเนียล ปัจจุบันได้ชื่อว่าเป็นโบสถ์ที่มีศิลปกรรมทางศาสนาที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งในมาเก๊า ภายในออกแบบอย่างเรียบง่าย แต่ละมุมมีรูปปั้นของพระแม่มาเรียและพระเยซูตั้งอยู่ โดยมีแสงสว่างจากเทียนเล่มโตเพิ่มความขรึมขลังศักดิ์สิทธิ์

ในบริเวณเดียวกันยังมีพิพิธภัณฑ์ Treasure of Sacred Art  รวบรวมสมบัติล้ำค่าทางศาสนาทั่วภูมิภาคเอเชียไว้เกือบ 300 ชิ้น ไม่ว่าจะเป็น รูปปั้นพระเยซู, พระแม่มาเรียขนาดเล็ก, มงกุฎ, กุญแจทองคำ, เสื้อคลุมนักบวชสมัยเก่า หรือข้าวของเครื่องใช้ในศาสนาอื่นๆ นักท่องเที่ยวสามารถแวะเข้าไปชมได้

ถัดจากจัตุรัสเซนาโด เดินต่อไปอีกหน่อย ผ่านตลาดขายสินค้าของฝากที่จะมีบรรดาพ่อค้าแม่ค้ามานำเสนอให้ชมให้ชิมกันตลอดทาง โดยเฉพาะหมูแผ่นกับทองพับที่หน้าตาละม้ายคล้ายของบ้านเรา ไม่นานก็จะพบกับสถานที่ที่อาจเรียกได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของมาเก๊า นั่นคือ ประตูวิหารเซนต์ปอล

แม้จะเหลือเพียงโครงสร้างด้านหน้าเพียงอย่างเดียว แต่ดูเหมือนถนนทุกสายมุ่งมาที่นี่ เมื่อแรกสร้างในศตวรรษที่ 17 โบสถ์สไตล์ยุโรปนี้ออกแบบโดยสถาปนิกชาวอิตาเลียน นับเป็นอนุสาวรีย์แห่งศาสนาคริสต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในดินแดนตะวันออกไกล

กระทั่งในปี ค.ศ.1835  ตัวอาคารได้ถูกทำลายจากเหตุไฟไหม้ เหลือแต่ซากประตูโบสถ์ ฐานโบสถ์และบันไดด้านหน้า ต่อมาจึงมีการอนุรักษ์ไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์ให้คนรุ่นหลังได้ตระหนักถึงความสำคัญของมรดกทางวัฒนธรรมที่ยืนหยัดผ่านเรื่องราวร้ายๆ มาจนถึงทุกวันนี้

และด้วยเอกลักษณ์ความงดงามของสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่างตะวันตกกับตะวันออกอย่างลงตัว ที่นี่รวมถึงสิ่งก่อสร้างอีกเกือบ 20 แห่ง ในนาม ‘ศูนย์ประวัติศาสตร์มาเก๊า’ ได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมเมื่อปี พ.ศ.2548 เป็นการยืนยันว่ามาเก๊าไม่ได้หอมหวานสำหรับนักพนันเท่านั้น หากแต่ยังเปี่ยมเสน่ห์สำหรับคนที่สนใจมิติด้านศิลปวัฒนธรรมด้วย

. . .

ย่ำเท้าใน "มาเก๊า" แค่ไม่กี่วันจะเรียกว่าหลงรักก็ยังไม่ได้ แต่ถ้าบอกว่าแอบปลื้มคงไม่ผิดนัก เพราะเมืองเล็กๆ นี้มีแนวคิดด้านการท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ...ไม่ใช่แค่ใช้แสงสีหลอกล่อแมลง หรือหากินกับของเก่าไปวันๆ (แบบบางประเทศ) แต่พยายามสร้างตัวจากเมืองการพนัน ก่อนจะพัฒนาสู่การเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยสีสันทางวัฒนธรรม และถึงวันนี้ก็ยังไม่หยุดที่จะสร้างแรงดึงดูดใหม่ๆ ให้นักท่องเที่ยวกลับมาที่นี่อีก

The Venetian Macao Resort Hotel โรงแรมหรูหรา 5 ดาว เป็นตัวอย่างหนึ่งของความพยายามนั้น แม้จะดูเหมือนก๊อบปี้เวนิสมาแบบช็อตต่อช็อต แต่โรงแรมที่เป็นทั้งกาสิโนและห้างสรรพสินค้าก็กลายเป็นจุดสนใจด้วยการเนรมิตสวนน้ำเวนิสไว้กลางห้าง ภายใต้ท้องฟ้าจำลองที่ทำให้รู้สึกเหมือนเดินเล่นในวันฟ้าใสตลอดเวลา แถมด้วยเรือกอนโดล่าพร้อมฝีพายหน้าฝรั่งไว้ให้นั่งเล่นกันเพลินๆ ก่อนจะไปจับจ่ายในร้านค้าแบรนด์เนมและร้านอาหารที่มีอยู่มากมายหลายร้อยร้าน

นอกจากนี้บางสถานที่แม้จะอยู่คู่กับมาเก๊ามาหลายปี อย่างหอคอยสูงเสียดฟ้า มาเก๊าทาวเวอร์ ก็ยังเป็นแม่เหล็กอย่างดีสำหรับคนที่ชอบความท้าทาย 

ด้วยความสูง 338 เมตร แม้ว่าจะเป็นรองหอคอยหลายๆ แห่ง คือสูงเป็นอันดับ 10 ของโลก และเป็นอันดับ 8 ของเอเชีย แต่ด้วยกิจกรรมที่ไม่เหมือนใคร อย่าง Mast Climp การปีนขึ้นไปที่ความสูง 338 เมตร หรือ Sky Walk ที่เดินสบายๆ รอบนอกหอคอยเพื่อชมวิวที่ความสูง 216 เมตร และ 233 เมตร รวมถึงกิจกรรมกระตุ้นอะดรีนาลีนอย่าง Sky Jump การกระโดดจากหอคอยลงสู่เบื้องล่างโดยมีสลิงยึด ก็ช่วยเปลี่ยนวันอันแสนธรรมดาให้น่าตื่นเต้นขึ้นมาได้

เรียกว่าเป็นการใช้พื้นที่ทุกตารางนิ้วอย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งทั้งหมดนี้คงต้องยกความดีให้กับการบริหารจัดการ เรื่องสำคัญอีกเรื่องที่เมืองไทยไม่ได้ขาดแคลน แต่ให้ความสำคัญน้อยไปนิด...

 


การเดินทาง

นักท่องเที่ยวชาวไทยสามารถเดินทางไปมาเก๊าได้อย่างสะดวกสบายด้วยสายการบินแอร์เอเชีย ซึ่งมีทั้งที่บินตรงจากกรุงเทพฯ - มาเก๊า และ เชียงใหม่ - มาเก๊า ใช้เวลาทำการบินประมาณ 2.30 ชั่วโมง สอบถามและสำรองที่นั่งได้ที่ www.airasia.com สำหรับคนไทยได้รับการยกเว้นไม่ต้องทำวีซ่า เพียงพกพาสปอร์ตไปผ่านพิธีการศุลกากรก็สามารถพำนักอยู่ในมาเก๊าได้คราวละไม่เกิน 30 วัน  การเดินทางในมาเก๊า นอกจากบริการรถแท็กซี่ซึ่งราคาค่อนข้างสูง มีรถโดยสายประจำทาง และรถบัสของโรงแรมที่คอยรับส่งแขกที่มาพักไปยังสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถใช้บริการได้ด้วย

ช่วงนี้ถือเป็นฤดูฝนของมาเก๊า อากาศไม่ร้อนเกินไปนัก แต่บางวันอาจมีพายุ ควรตรวจสอบสภาพอากาศก่อนการเดินทาง แต่พอเข้าสู่เดือนตุลาคมถึงธันวาคม จะเป็นฤดูใบไม้ร่วง อากาศดีเหมาะแก่การท่องเที่ยว ส่วนคนที่อยากสัมผัสความหนาวเย็น ต้องไปในช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคม ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในเว็บไซต์ : http://www.macautourism.gov.mo
  
 

Tags : มาเก๊า

Adsense

advertisement

advertisement

AD Position a2

advertisement

advertisement