กรุงเทพธุรกิจ

Life Style

วันที่ 28 กรกฎาคม 2555 09:00

ในอ้อมกอดหิมาลัย

บักตาปูร์สแควร์

พระราชวังหน้าต่าง 55 บัญชรที่บักตาปูร์

ซุ้มประตูทองคำของพระราชวังหน้าต่าง 55 บัญชร

เจดีย์โพธนาถ

พ่อค้าขายผงสีในตลาดกาฐมาณฑุ

ทะเลสาบเพวา

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

การเดินทางที่ไม่คาดฝัน ในประเทศที่งดงามราวกับภาพฝัน 'เนปาล'

ในชีวิตคนเรา บางครั้งสิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นได้ เฉกเช่นการเดินทางมาเยือนเนปาล ประเทศที่ร่ำรวยด้วยอารยธรรมโบราณผนวกกับความงดงามของธรรมชาติอย่างเทือกเขาหิมาลัยที่หลายคนฝันว่าต้องไปเยือนให้ได้ครั้งหนึ่งในชีวิต และตอนนี้ฉันก็ลัดฟ้ามายืนอยู่ที่สนามบินตรีภูวันแล้ว

เมืองแห่งฝุ่นและความแออัด

เมืองหลวงอย่างกาฐมาณฑุที่มีอะไรที่น่าทึ่งหลายอย่าง เริ่มจากตัวเจ้าของประเทศ ชาวเนปาลเป็นคนน่ารัก อัธยาศัยดี มีน้ำใจ และไม่มีพวกล้วงกระเป๋าหรือฉกชิงวิ่งราวเหมือนที่อื่น ไม่ต้องระวังตัวมากเวลาอยู่ในฝูงชนมากๆ พวกเขายินดีให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวเป็นอย่างดี

การเดินเล่นในเมืองถือว่าเป็นการผจญภัยอย่างหนึ่ง เมืองนี้มีพื้นที่ว่างน้อยมาก เพราะไม่เพียงแออัดไปด้วยผู้คน รถราก็ยังเยอะแยะไปหมด อย่างถนนซอยในตลาดสดบางแห่ง เราจะเห็นทั้งรถเข็นขายของ คนเดินถนน และรถยนต์อยู่บนถนนเดียวกันหมด

เมืองหลวงอย่างกาฐมาณฑุจัดว่าเป็นเมืองที่มีฝุ่นเยอะมาก เพราะแม้ถนนจะลาดยางแต่ไหล่ทางยังเป็นลูกรังหรือดินแดง คนส่วนใหญ่จะใช้ผ้าปิดปากเพื่อป้องกันฝุ่น ฉันโชคดีที่มาตอนหน้าหนาว เพราะถ้าเป็นหน้าร้อนที่อุณหภูมิสูงราว 40 องศาคงแย่กว่านี้

ใครมาเที่ยวกาฐมาณฑุพยายามอย่าสร้างขยะมากหรือไม่ก็ต้องเตรียมถุงไปใส่ขยะ เพราะไม่มีถังขยะตามริมถนนเลย จึงไม่น่าแปลกใจที่ถนนหนทางจะสกปรกและมีระบบสุขอนามัยแย่ เพราะคนจะทิ้งขยะลงบนถนนและในคลองเล็กคลองน้อย

ประสบการณ์อย่างหนึ่งที่น่าสนุกมากในทริปนี้ก็คือ การใช้บริการรถขนส่งมวลชนในกาฐมาณฑุ เนื่องจากเป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่นและคนไม่มีฐานะมากนัก รถขนส่งมวลชนจึงมีให้เห็นมากมาย และมีหลายประเภท ทั้งรถเมล์ใหญ่ รถเมล์เล็กและรถตุ๊ก ๆ ที่ใหญ่กว่าบ้านเรา สภาพรถก็เก่า รถเมล์ที่นี่มีหลายสายมากแต่จะไม่มีเบอร์รถเหมือนบ้านเรา เรียกว่าถ้าไม่มีคนพื้นเมืองนำทางหรือไม่รู้จักถามเด็กรถว่ารถคันนี้จะผ่านสถานที่ที่เราจะไปหรือเปล่า คงได้หลงกันอยู่ในกาฐมาณฑุแน่ๆ

หลายคนอาจจะเบื่อเวลาขึ้นรถเมล์เขียวบ้านเราที่ชอบจอดรอผู้โดยสารนานๆ หรือกระเป๋ารถชอบตะโกนบอกให้ชิดในหน่อยพี่ ขอบอกว่าบ้านเราชิดซ้ายไปเลย เพราะรถที่นี่เขาจะจอดรอคนนานมาก ขอเน้นว่านานมาก ๆ และจะพยายามบรรทุกคนให้มากที่สุดในรถหนึ่งคัน เด็กรถจะคอยบอกให้ผู้โดยสารนั่งเบียดกันถึงขนาดที่ว่าเกือบจะต้องนั่งตักกันเลยทีเดียว

และน่าจะเป็นอีกแห่งในโลก (นอกจากเมืองไทย) ที่ผู้โดยสารสามารถยืนในรถตู้ได้ บนรถจะมีที่ว่างให้ผู้โดยสารยืนด้วย ใครตัวสูงก็ต้องยืนก้มหัวไปตลอดทาง รถตู้ที่ปกตินั่งได้ประมาณ 15 คน แต่ที่นี่อะเมซิ่งมาก เพราะเด็กรถสามารถทำให้นั่งได้ถึง 30 คน สภาพเหมือนรถตู้  (ปลา) กระป๋องเลยทีเดียว

เหตุที่เขาพยายามยัดทะนานอย่างนี้เป็นเพราะว่าเพื่อให้คุ้มกับการวิ่งรถ เพราะค่ารถที่นี่ถูกมาก เที่ยวนึงประมาณ 15 รูปีหรือ 5 บาท รถพวกนี้ให้บริการโดยเอกชนซึ่งได้สัมปทานจากรัฐ เหมือนกับสัมปทานรถตู้บ้านเรา

3 มหานครโบราณ

ที่เนปาลมีมหานครโบราณ 3 แห่งคือ กาฐมาณฑุ ปาตัน และบักตาปูร์ ทั้ง 3 เมืองจะมีจัตุรัสหรือสแควร์ประจำเมืองอยู่ โดยกาฐมาณฑุสแควร์จะใหญ่ที่สุดและวุ่นวายที่สุด รองลงมาคือปาตันและบักตาปูร์ซึ่งเล็กที่สุดและสงบที่สุด

จัตุรัสทั้ง 3 แห่งจะมีลักษณะคล้าย ๆ กัน คือ มีพระราชวังเก่า วัดวาอาราม สถูปและเจดีย์ตั้งอยู่ในบริเวณจัตุรัส ปัจจุบันมันถูกใช้เป็นที่รวมตัวของคน โดยเฉพาะที่จัตุรัสกาฐมาณฑุ จะเห็นวัยรุ่นมานั่งตามขั้นบันไดของสถูปเหมือนกับสยามเซ็นเตอร์บ้านเรา แต่ถ้าเป็นที่บักตาปูร์และปาตัน จะเห็นชีวิตของชาวบ้านท้องถิ่นมากกว่า โดยเฉพาะลีลาการฝัดข้าวของหญิงเนปาลหลังจากที่นำข้าวเปลือกมาตากแห้งที่ลานจัตุรัส

ในบริเวณกาฐมาณฑุสแควร์เป็นที่ตั้งของ พระราชวังหนุมานโธกา (Hanuman Dhoka) ซึ่งเป็นพระราชวังเก่าแก่ของกษัตริย์แห่งเนปาล และเป็นหนึ่งในมรดกโลกของหุบเขากาฐมาณฑุ ที่บริเวณด้านหน้าของพระราชวังซึ่งตอนนี้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์มีรูปปั้นของหนุมานตั้งอยู่ เชื่อกันว่าหนุมานช่วยให้กษัตริย์มีชัยชนะในการรบ กษัตริย์จึงสร้างรูปปั้นไว้หน้าวัง ปัจจุบันมีคนไปสักการะรูปปั้นเสมือนกับเทพองค์หนึ่ง

ข้างๆ พระราชวังเป็นที่ตั้งของ วัดหนุมาน ซึ่งเป็นวัดฮินดูที่มีภาพแกะสลักเป็นรูปอีโรติกอยู่รอบวัด ในสมัยโบราณเชื่อกันว่าภาพเหล่านั้นจะช่วยปกป้องวัดจากการถูกฟ้าผ่าเพราะสายฟ้ารู้สึกอายเกินกว่าจะผ่าลงวัด

ใกล้ๆ กันเป็น วัดกุมารี หรือบ้านของกุมารี ซึ่งชาวเนปาลเชื่อกันว่าเป็นเทพธิดาที่มีชีวิตอยู่คู่บ้านเมือง บ้านของเธอเป็นอาคาร 3 ชั้น มีระเบียงและบานหน้าต่างที่เป็นไม้แกะสลักด้วยฝีมือที่ประณีตสวยงาม ปกติแล้วกุมารีจะออกมาปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณชนปีละ 13 ครั้ง และเป็นโชคดีของฉันที่ตอนที่เข้าไปในบริเวณบ้าน เทพธิดาองค์น้อยวัย 6 ขวบออกมาทักทายผู้คนจากระเบียงหน้าต่างชั้น 3 พอดี แต่เจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูป

ในบรรดาจัตุรัสทั้ง 3 แห่ง ฉันชอบบักตาปูร์มากที่สุด เมืองหลวงเก่าแห่งนี้ซึ่งอยู่ห่างจากกาฐมาณฑุไปทางตะวันออกเพียง 20 กิโลเมตรได้รับการขนานนามว่าเป็น “มรดกที่มีชีวิต” และ “อัญมณีทางวัฒนธรรมที่ล้ำค่า” ตัวเมืองเต็มไปด้วยปูชนียสถาน พระราชวัง วัด เจดีย์ อาคารบ้านเรือนและเสาแกะสลักด้วยไม้เก่าแก่ เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยร่องรอยความโบราณในยุคกลาง เสน่ห์ของเมืองคือวิถีชีวิตของชาวบ้านที่ดำรงอยู่ร่วมกับอาณาจักรโบราณอย่างกลมกลืน คนที่นี่ยังคงประกอบอาชีพการทำเครื่องปั้นดินเผาและงานถักทอซึ่งเป็นอุตสาหกรรมดั้งเดิมที่สำคัญ

บักตาปูร์เป็นเมืองที่สะอาดและสงบมากที่สุดในบรรดา 3 เมืองเก่า ภายในตัวเมืองห้ามรถยนต์ขนาดใหญ่เข้า ส่วนบริเวณจัตุรัสเมืองห้ามรถยนต์วิ่งโดยเด็ดขาด ตรงกลางจัตุรัสเมืองมีศาลาเก่าที่ปัจจุบันเปิดเป็นร้านกาแฟน่ารักไม่น้อยและถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมแห่งหนึ่ง รอบๆ จัตุรัสมีเกสท์เฮ้าส์และร้านอาหารเต็มไปหมด เมืองนี้ยังถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Little Buddha ด้วย

ไม่ไกลจากจัตุรัสเป็นที่ตั้งของ พระราชวังหน้าต่าง 55 บัญชร (The Palace of Fifty-five Windows) เพราะมีหน้าต่างทั้งหมด 55 บาน ที่ระเบียงของหน้าต่างมีการออกแบบและจัดวางอย่างสวยงาม ถือได้ว่าเป็นงานศิลป์แกะสลักไม้ชิ้นสำคัญ ส่วนประตูทางเข้าพระราชวังทำด้วยทองคำซึ่งได้ชื่อว่าเป็นงานศิลปะที่งดงามและสมบูรณ์ที่สุดในโลก ภายในมีสระน้ำหลวงขนาดใหญ่ที่ปัจจุบันน้ำแห้งขอดแล้ว

2 เจดีย์มรดกโลก

เนปาลเป็นประเทศที่มีเจดีย์และสถูปมากมาย แต่เจดีย์หลักที่ทุกคนต้องไปเยือนเมื่อมาถึงถิ่นก็คือ เจดีย์สวยัมภู หรือ สวยมภูนาถ (Swayambhu) เจดีย์นี้เป็นเจดีย์ของชาวพุทธที่ยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งของโลก ว่ากันว่าน่าจะมีอายุถึง 2,000 ปีเลยทีเดียว เจดีย์หรือสถูปแห่งนี้เป็นสถูปที่เก่าแก่ที่สุดของเนปาล อีกทั้งยังเป็นสถานที่ที่มีการผสมผสานระหว่างศาสนาพุทธกับฮินดู องค์การยูเนสโกได้ทำการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี พ.ศ. 2522

สวยมภูนาถตั้งอยู่บนยอดเขาห่างจากกรุงกาฐมาณฑุไปทางทิศตะวันตก 3 กิโลเมตร ตัวเจดีย์ตั้งอยู่บนเนินเขาเล็กๆ สูงประมาณ 77 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลของหุบเขากาฐมาณฑุ ทางเดินขึ้นเป็นบันไดรวม 365 ขั้น ทิวทัศน์สองข้างทางแสนงดงามเพราะตั้งอยู่เหนือหุบเขา และไม่ต้องห่วงว่าจะเดินเหนื่อย เพราะระหว่างทางมีร้านจำหน่ายเครื่องดื่มและของกินเล่น เจดีย์นี้ถูกเรียกว่า “วัดลิง” เพราะมีลิงอยู่เยอะนั่นเอง เมื่อเดินขึ้นไปถึงด้านบนจะเห็นตัวฐานเจดีย์หรือโดมสีขาว ยอดเจดีย์สีทอง และส่วนฐานของยอดเจดีย์จะมีดวงตาเห็นธรรมหรือ Wisdom Eyes ของพระพุทธเจ้าอยู่โดยรอบทั้ง 4 ด้าน

เจดีย์อีกแห่งหนึ่งที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเช่นกันคือ เจดีย์โพธนาถ (Bauddhanath) ตั้งอยู่ห่างจากกรุงกาฐมาณฑุไปทางทิศตะวันออกประมาณ 8 กิโลเมตร เป็นเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดในเนปาล โพธนาถมีรูปร่างหน้าตาเหมือนฝาแฝดกับสวยมภูนาถ

หิมาลัย พาโนราม่า

หลังจากร่ำลาอารยธรรมอันเก่าแก่ของเนปาลแล้ว ก็ถึงช่วงเวลาของการดื่มด่ำกับธรรมชาติอันงดงามของเทือกหิมาลัย ใครมาเยือนเนปาลแล้วไม่ได้ไปยลโฉมเทือกเขาหิมาลัยถือว่าไปไม่ถึง ทริปนี้ฉันมีโอกาสได้เห็นแนวเขาหิมาลัยทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออก

ใครอยากเห็นทิวทัศน์แบบพาโนรามาของเทือกเขาหิมาลัยที่สวยที่สุดในโลกต้องไปที่เมืองโพคราซึ่งอยู่ห่างจากกรุงกาฐมาณฑุไปทางทิศตะวันตก 200 กิโลเมตร ขาไปเรานั่งรถบัสกรีนไลน์ซึ่งใช้เวลาราว 5 ชั่วโมง ส่วนขากลับมากาฐมาณฑุเราบินโดยเครื่องบินไอพ่นขนาดเล็ก ขอแนะนำให้นั่งด้านซ้ายของเครื่องบินเพื่อทัศนียภาพที่จะติดตราอยู่ในความทรงจำไม่รู้เลือน

โพครา เป็นเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมอันดับ 2 รองจากกาฐมาณฑุ เป็นเมืองตากอากาศที่ตัวเมืองล้อมรอบด้วยขุนเขาน้อยใหญ่ เพียงแหงนหน้าขึ้นมองฟ้าในวันไร้เมฆก็สามารถเห็น มัจฉาปูชเรย์ หรือยอดเขาหางปลา (Machapuchare or Fish tail) ในระยะใกล้แค่เอื้อม

การชมพระอาทิตย์ขึ้นที่เมืองนี้ต้องนั่งรถขึ้นไปดูที่ ยอดเขาซารางก๊อต (Sarangkot) ซึ่งอยู่สูงประมาณ 1,600 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลและเป็นจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นความงดงามของเทือกเขาอันนาปุรณะ (Annapurana) เธาละคีรี (Dhaulagiri) และยอดมัจฉาปูชเรย์ที่ดีที่สุด

ที่โพครายังมีแหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่ออีกแห่งหนึ่งคือ ทะเลสาบเพวา (Phewa Lake) น้ำใสสีมรกตของทะเลสาบสะท้อนภาพยอดเขามัจฉาปูชเรย์กลายเป็นภาพที่มีมนต์ขลังจนนักท่องเที่ยวต้องไปชมให้ได้

การยลโฉมความงามของหิมาลัยฝั่งตะวันออก เราต้องเดินทางไป เทือกเขานากาก๊อต (Nagarkot) ซึ่งอยู่ห่างจากกาฐมาณฑุเพียง 35 กิโลเมตรไปทางตะวันออก นากาก๊อตซึ่งอยู่สูงราว 2,175 เมตรจากระดับน้ำทะเลเป็นจุดชมวิวที่ขึ้นชื่อสำหรับการชมพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก ในระหว่างทางขึ้นเขาสามารถมองเห็นวิวของเมืองบักตาปูร์และกาฐมาณฑุในมุมสูงซึ่งถูกล้อมรอบไปด้วยภูเขาอันสวยงาม

ฉันพักค้างคืนที่โรงแรมบนหมู่บ้านเพื่อตื่นมาชมพระอาทิตย์ขึ้นและแนวเทือกเขาหิมาลัยยาวนับพันกิโลเมตร ที่นี่มียอดเขาเด่น ๆ รอคอยให้ชื่นชมรวมถึงยอดเขาเอเวอร์เรสต์ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกราว 8,848 เมตรด้วย

ในขณะที่ยืนหนาวเหน็บกับอุณหภูมิที่ต่ำกว่า 10 องศา มองดูพระอาทิตย์ที่ค่อยๆ โผล่ขึ้นมาเหนือแนวเทือกเขาที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะ แม้ยอดเขานั้นจะไกลเกินเอื้อม แต่ภาพตรงหน้าก็ทำให้รู้สึกได้ว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในอ้อมกอดของขุนเขาหิมาลัย


การเดินทาง

สายการบินที่บินตรงจากกรุงเทพมหานครสู่สนามบินตรีภูวันของเนปาลมีเพียงการบินไทยและรอยัล เนปาล แอร์ไลน์ ตั๋วการบินไทยจะแพงกว่าแต่ไม่มีปัญหาเรื่องไฟลต์ดีเลย์ ใช้เวลาเดินทางประมาณ  3.20 ชั่วโมง ขาไปให้นั่งทางด้านขวาของเครื่องบินเพื่อจะได้ชมความสวยงามของเทือกเขาหิมาลัย เวลาท้องถิ่นช้ากว่าประเทศไทย 1.15 ชั่วโมง

การเดินทางเข้าเนปาลต้องขอวีซ่า ทำไม่ยาก ยื่นวันนี้ได้พรุ่งนี้  ค่าวีซ่าแบบเข้าออกครั้งเดียว 1400 บาท

คนมักจะคิดว่าช่วงที่เหมาะแก่การไปเที่ยวเนปาลคือปลายฝนต้นหนาวราวตุลาคม-พฤศจิกายน แม้ว่าอากาศจะดีจริงแต่ก็เสี่ยงกับการเจอสภาพอากาศปิดจนไม่สามารถชมทิวทัศน์ความงามของเทือกเขาหิมาลัยได้ ถ้าทนอากาศร้อนได้แนะนำให้ไปช่วงเดือนเมษายนที่ฟ้าปลอดโปร่ง

สกุลเงินของเนปาลคือรูปี 1 รูปีเท่ากับ 35 สตางค์ แนะนำให้แลกเป็นดอลลาร์สหรัฐจากเมืองไทยแล้วค่อยไปแลกเป็นรูปีที่เนปาล

Tags : เนปาล

Adsense

advertisement

advertisement

AD Position a2

advertisement

advertisement