กรุงเทพธุรกิจ

Life Style

วันที่ 21 กรกฎาคม 2555 09:00

ชิลชิลที่ 'ฉงชิ่ง'

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

เมืองจีนหลายคนเคยไป แต่ถ้าพูดถึงชื่อของเมืองฉงชิ่ง (Chongqing) อาจจะไม่โด่งดังติดหูนักท่องเที่ยวมากนักถ้าเทียบกับเมืองท่องเที่ยวอื่นๆ ของจี

แต่ถ้าลองขยับเข้าใกล้อีกนิด จะพบว่าที่นี่มีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ และยังเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางต่อไปยังแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจีนตอนใต้อีกหลายแห่ง ทั้งทางเครื่องบิน เช่น จิ่วไจ้โกว ลี่เจียง ซีอาน ลาสา อู่ฮั่น และเมืองที่เชื่อมต่อกันด้วยเส้นทางรถไฟอย่างเฉินตู เป็นต้น

ฉงชิ่ง ตั้งอยู่บนพื้นที่จุดบรรจบของแม่น้ำแยงซีและแม่น้ำเจียหลิง ได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่มีขนาดพื้นที่และประชากรมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก นอกจากนี้ยังเป็นเมืองที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่ย้อนหลังไปได้ยาวนานกว่า 3,000 ปี

ช่วงสงครามโลกครั้งที่สองฉงชิ่งเคยถูกใช้เป็นเมืองกองบัญชาการของฝ่ายสัมพันธมิตรในภาคพื้นแปซิฟิก รวมทั้งเคยเป็นเมืองบัญชาการของพรรคก๊กมินตั๋ง จนกระทั่งยุคจีนใหม่ฉงชิ่งจึงได้รับการพัฒนาเป็นเมืองศูนย์กลางทางการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจและวัฒนธรรมในพื้นที่ตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ ในปี ค.ศ. 1945 ฉงชิ่งได้รับการสถาปนาเป็นเมืองเอกของมณฑลเสฉวน ต่อมาในปี 1997 จึงได้รับสถานะเป็น 1 ใน 4 "มหานคร" ของจีน เช่นเดียวกับเซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง และเทียนสิน บริหารโดยขึ้นต่อรัฐบาลกลางจีนโดยตรง

ในทางเศรษฐกิจ ฉงชิ่งเป็นทั้งเมืองฐานการผลิตสำคัญทางเกษตรกรรมที่สำคัญ สร้างผลผลิตข้าว รังไหม ส้ม และใบยาสูบ ฉงชิ่งยังนับว่าเป็นหนึ่งในเขตอุตสาหกรรมเก่าแก่ของจีนและยังเป็นหนึ่งในสามของแหล่งสินแร่ที่สำคัญของประเทศ มีการสำรวจพบถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ หินปูน ยิปซัม อะลูมิเนียม และแร่ธาตุอื่นๆ กว่า 38 ชนิด โดยเฉพาะสตรอนเทียมซึ่งที่ฉงชิ่งมีมากเป็นอันดับหนึ่งของจีนและอันดับสองของโลก

เราเริ่มต้นทำความรู้จักโฉมหน้าของ "ฉงชิ่ง" กันที่ Chongqing Planing Exhibition Gallery บริเวณใกล้กับท่าเรือเฉาเทียนเหมิน ที่นี่จัดแสดง "โมเดล" หรือแบบจำลองของเมืองฉงชิ่งทั้งเมือง ซึ่งทำให้เราสามารถมองเห็นภาพรวมทางภูมิศาสตร์ของเมืองที่มีลักษณะเป็นแอ่งกระทะในหุบเขา มีแม่น้ำสำคัญ 2 สาย คือ “แม่น้ำเจียหลิง” หรือ เจียหลิงเจียง ที่ไหลมาจากจิ่วไจ้โกวมารวมกับ “แม่น้ำแยงซีเกียง” ที่เมืองนี้

รวมถึงพัฒนาการของเมืองและวิธีการจัดสรรพื้นที่ของเมืองที่ทำไว้ได้อย่างเป็นระบบ โดยมีการกำหนดเขตพื้นที่ตามการใช้สอยอย่างชัดเจน ไกด์กระซิบว่านอกจากทำไว้ให้ชาวเมืองและนักท่องเที่ยวได้เยี่ยมชมแล้ว ที่นี่ยังเหมาะมากสำหรับพานักลงทุนต่างแดนมาชมเพื่อโชว์ศักยภาพของเมืองในแง่ของการรองรับการลงทุน...เรียกว่าลงทุนสร้างแกลลอรี่ไปไม่เสียเปล่า แต่ใช้เป็นช่องทางดึงเงินมาเข้าเมืองได้ด้วย

สมกับเป็นเมืองที่มีแม่น้ำสำคัญระดับโลกอย่าง "แม่น้ำแยงซี" ไหลผ่าน หนึ่งในกิจกรรมที่ฮอตฮิตช่วงนี้ทั้งสำหรับชาวเมืองและนักท่องเที่ยว คือการล่องเรือภัตตาคารยามค่ำ อิ่มเอมกับอาหารและอิ่มตากับทิวทัศน์สองฟากฝั่งน้ำ ที่ตึกรามร้านรวงและอาคารต่างๆ พร้อมใจกันประดับไฟไว้อย่างสวยงาม ซึ่งต้องบอกว่าเป็นแนวคิดที่น่าสนใจของฝ่ายบริหารเมืองฉงชิ่งที่ประกาศมาตรการ "ช่วยค่าไฟ" ให้กับอาคารบ้านเรือนที่ร่วมมือประดับไฟฟ้ายามราตรีเพื่อสร้างจุดขายทางการท่องเที่ยว

อีกจุดที่ไม่น่าพลาดสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบกลิ่นอายของแสงไฟและเสียงเพลงก็คือ หงหยาต้ง รูปแบบเป็นคอมเพล็กซ์รูปทรงแบบอาคารจีนโบราณขนาดใหญ่ 4 ชั้นตั้งอยู่เชิงเขาริมแม่น้ำแยงซีเป็นที่ตั้งของโรงแรม ร้านอาหาร มีร้านขายขนม ร้านน้ำชา ร้านขายของที่ระลึก ฯลฯ ณ จุดนี้เป็นจุดชมวิวและถ่ายรูปที่นักท่องเที่ยวนิยมกัน ในยามค่ำคืนที่นี่ยังเป็นสถานที่ที่ชาวเมืองนิยมมาพักผ่อน บางวันจะมีนักดนตรีข้างถนนมาแสดงฝีมือให้ชมกันสดๆ

พูดถึงสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมฉงชิ่งก็มีจุดสนใจชวนชม ชิม ช้อป อยู่มากมายบอกเล่ากันไม่หมด อาทิเช่น “สมาคมหูกว่าง” เป็นกลุ่มอาคารแบบจีนที่มีความเป็นมายาวนาน ปัจจุบันจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ที่บอกเล่าความมาของฉงชิ่งตั้งแต่ยุคแรกที่มีมนุษย์อาศัยไล่มาจนถึงปัจจุบัน นอกจากเป็นพิพิธภัณฑ์ ด้วยความสวยงามอลังการบวกคลาสสิกของสถานที่ ทำให้มีคู่รักชาวจีนเข้ามาใช้สถานที่ถ่ายภาพแต่งงาน ดูแล้วก็ชื่นตาชื่นใจไปอีกแบบ

อีกที่ที่เห็นเด่นเป็นสง่ามาแต่ไกลคือ ต้าหลี่ถัง หรือ “ศาลามหาประชาคม” หนึ่งในสัญลักษณ์ประจำเมือง สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1951 โดยจอมพลเฮ่อหลงเป็นผู้ริเริ่มโครงการเพื่อให้เป็นสถานที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ตัวอาคารเป็นรูปทรงกลมแบ่งเป็น 3 ส่วน คือตึกเหนือ ตึกกลาง และตึกใต้ ส่วนกลางของอาคารไม่มีเสา แต่มีโครงหลังคาเป็นเหล็กหนัก 286 ตัน (ดูแล้วไม่น่าเชื่อว่า) ใช้เวลาสร้างประมาณ 3 ปี ปัจจุบันใช้จัดการประชุมหรือจัดงานการแสดงขนาดใหญ่ของนครฉงชิ่ง

เมืองโบราณซีฉีกั๋ว (Ancient Town of Ciqikou) เป็นอีกจุดที่แสดงถึงแนวคิดในการรักษาสิ่งที่สะท้อนรากเหง้าดั้งเดิมของเมือง ที่นี่ได้รับการรักษาไว้เนื่องจากประวัติศาสตร์ที่ยาวนานตั้งแต่เริ่มก่อสร้างราชวงศ์ซ่งสู่ยุครุ่งเรืองด้านการเป็นเมืองท่าในสมัยราชวงศ์หมิง ความน่าสนใจของที่นี่สะท้อนผ่านความสามารถในการผนวกวัฒนธรรมเก่าแก่ ความเชื่อทางศาสนาที่แตกต่างกัน และตึกรามบ้านช่องรูปทรงโบราณ ที่นี่ยังเป็นแหล่งผลิตสินค้าพื้นเมืองที่สืบทอดกิจการต่อกันมาหลายรุ่น รวมไปถึงร้านชาจีนก็มีอยู่มาก

นอกจากนี้ ฉงชิ่ง ยังมีถนนคนเดิน “เจี่ยฟังเป่ย” เป็นแหล่งชอปปิ้งสินค้าหลากหลายทั้งสินค้าแบรนด์เนม ของที่ระลึก ไปจนถึงของกินที่มีให้เลือกชิมสารพัด

ตามรอยพุทธศาสนา

อย่างที่บอกว่าไปฉงชิ่งนอกจากเที่ยวในตัวเมืองแล้ว ฉงชิ่งยังเป็นเมืองศูนย์กลางที่สามารถเชื่อมต่อไปยังที่เที่ยวอื่นๆ เราจึงเดินทางจากฉงชิ่งไปยังเมืองต้าจู๋ (Da Zu) เพื่อไปเยี่ยมชม ผาหินสลักต้าจู๋ (Da Zu Rock Carving) และ เขาหินแกะสลักเป่าติ่งซาน

เมืองต้าจู๋ ห่างจากฉงชิ่งประมาณ 160 กิโลเมตร มีสมญานามว่า “บ้านเกิดแห่งหินแกะสลัก” ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจเพราะทั่วทั้งเมืองมีศิลปะรูปปั้นหินแกะสลักโบราณอยู่มากกว่า 50,000 ชิ้น นอกจากนี้ยังมีจารึกคำสอนภาษาจีนถึง 100,000 ชิ้น กระจายกันอยู่บนหน้าผากว่า 75 จุด ในบริเวณภูเขา 5 ลูก คือ เป่าติ่งซาน, เป่ยซาน, หนันซาน, สือเหมินซาน และสือจ้วนซาน ยิ่งใหญ่อลังการจนแม่ช้อย...เอ๊ย ยูเนสโกต้องมาขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมในปี ค.ศ. 1999

งานศิลป์หินแกะสลักที่เขาเป่าติ่งซาน มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 527.83 เมตร ประกอบด้วยกลุ่มรูปสลักพระพุทธรูป 13 กลุ่ม ซึ่งมีรูปสลักอยู่กว่า 10,000 ชิ้น ตามแนวยาวของหน้าผากว่า 500 เมตร ทั้งหมดเป็นรูปแบบศิลปะการแกะสลักหินสมัยราชวงศ์ซ่ง เช่น พระพุทธเจ้าปางปรินิพพาน, รูปสลักเจ้าแม่กวนอิมพันมือ,วัฏสงสาร หรือวงเวียนชีวิต, พระศรีอริยเมตตรัย ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีเรื่องราวของคุณธรรมต่างๆ ที่เป็นหลักในการดำเนินชีวิต กล่าวโดยรวมคือเป็นงานศิลปะจากความเพียรในการแกะสลักหน้าผา เพื่อนำเสนอเรื่องราวทางพุทธศาสนานิกาย มหายาน หลักธรรมลัทธิเต๋า และปรัชญาคำสอนของขงจื๊อที่ชาวจีนเคารพนับถือ

นอกจากนี้ยังมี ภาพสลักเทพเจ้าต่างๆ นิทานพื้นบ้าน ภาพความเชื่อเรื่องนรกสวรรค์ที่แสดงถึงความเชื่อเรื่องบุญกรรม ที่เมื่อคนเราตายไปก็จะต้องไปเผชิญหน้ากับผู้ตัดสินความดี-ความชั่วให้พิจารณาว่าควรส่งต่อไปนรกหรือสวรรค์
ถึงตรงนี้ใจเผลอคิดไปว่าน่าส่งนักการเมืองไทยมาดูงานเผื่อจะได้อายชั่วกลัวบาปกันบ้าง แต่คิดอีกทีงบเดินทางคงเป็นภาษีจากเงินของเราอยู่ดี จึงรีบระงับความคิดนั้นในทันใด...

เดินเล่น "สะพานฟ้า"

วันถัดมาเราเปลี่ยนเส้นทางไปสู่เมืองอู่หลง (Wu Long) กันบ้าง เมืองมรดกโลก (อีกแล้วครับท่าน) แห่งนี้ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของฉงชิ่ง เป็นเมืองที่โอบล้อมด้วยภูเขาสูง มีแม่น้ำอู่เจียงตัดผ่านเป็นแม่น้ำสายหลัก เป็นอีกหนึ่งเมืองตากอากาศที่ชาวจีนนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวกัน เพราะแวดล้อมไปด้วยขุนเขา วิวสวย อากาศดี คนแถวนี้เลยปรับตัวจากวิถีเกษตรมาเข้าสู่ธุรกิจท่องเที่ยวกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเปิดบ้านเป็นร้านอาหารหรือที่พักแบบโฮมสเตย์ มีการพัฒนาที่ดินสร้างเป็นบ้านพักตากอากาศสำหรับเศรษฐีต่างถิ่น รวมไปถึงโรงแรมระดับ 4 ดาวอัพอีกนับสิบแห่งเพื่อรองรับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

สถานที่ท่องเที่ยวมรดกโลกอุทยานแห่งชาติสะพานฟ้า หรือแปลได้อีกอย่างว่าสะพานฟ้าหุบเหวมังกร เป็นความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่เกิดจากการยุบตัวของภูเขาจนเป็นช่องหุบเหวลึก ส่วนที่ยืนยงไม่ยอมยุบจึงกลายเป็นสะพานธรรมชาติที่เชื่อมจากเขาลูกหนึ่งไปอีกลูกได้อย่างน่าประหลาด

จากจุดจอดรถเราเริ่มต้นการเดินทางสู่ใต้หุบเขา ด้วยการลงลิฟต์แก้วที่ความลึกประมาณ 80 เมตรสู่พื้นหุบเขา จากนั้นก็ต้องเดินลงบันไดต่อจนถึงพื้นที่เป็นเส้นทางเล็กๆ ทอดยาวลัดเลาะไปตามช่องเขา จุดแรกที่มองเห็นคือ "โรงเตี๊ยมโบราณ" เป็นจุดพักระหว่างทางสมัยโบราณ เนื่องจากเส้นทางในหุบเขาสายนี้เดิมเป็นทางลัดสำหรับเดินทางจากเสฉวนไปยังเหอหนาน ตอนนี้กลายเป็นจุดท่องเที่ยวที่โด่งดัง หลังจากถูกใช้เป็นฉากในภาพยนตร์เรื่อง “ศึกโค่นบัลลังก์วังทอง” (Curse of the Golden Flower) ของผู้กำกับจีนดังคับโลก “จาง อี้ โหมว”

เดินต่อจากโรงเตี๊ยมโบราณไปอีกไม่ไกลจะพบสะพานฟ้าแห่งแรก คือ “สะพานมังกรฟ้า” ที่มีลักษณะเป็นโพรงทะลุมองคล้ายสะพานขนาดยักษ์ เดินต่อไปสักพักก็จะพบกับ “สะพานมังกรเขียว” ที่บางคนเรียกว่า "ดาบกวนอู" เพราะรูปต่างของหน้าผาที่แหลมชี้ขึ้นฟ้าและมีเงาสะท้อนบนผิวน้ำดูคล้ายดาบ เดินไปเรื่อยๆ ก็จะถึงสะพานสุดท้ายคือ “สะพานมังกรดำ” เป็นสะพานผาที่แคบที่สุด บางมุมวางอยู่ในเงาผาเป็นที่มาของชื่อสะพาน สะพานหินธรรมชาติ 3 แห่งที่นี่นับว่าเป็น "กลุ่มสะพานหินธรรมชาติ" ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

นอกจากโรงเตี๊ยมโบราณและ 3 สะพานฟ้า เส้นทางสายนี้ยังมีธรรมชาติที่งามตระการ ทั้งน้ำตกสายเล็กส่งละอองน้ำสะท้อนแสดงแดดเป็นประกาย และบางจุดบนเส้นทางที่สามารถมองเห็น "หลุมยุบ" ที่ดูเหมือนรอยแยกของแผ่นดินที่ยุบตัวลงไปลึกเหมือนจะถึงก้นโลก

เดินชมเส้นทางสะพานฟ้าต้องใช้เวลากำลังขาพอสมควร แต่ถ้าอยากไปแบบสบายๆ ก็มี "เกี้ยว" หรือเก้าอี้หวายมีคานพร้อมคนหามไว้บริการ สนนราคาค่าบริการกำหนดไว้ชัดตามระยะทางของการหาบหาม เช็คราคาได้จากป้ายข้อมูลที่ติดตั้งไว้ตามทาง

นอกจากชมสะพานหิน ทิวทัศน์ที่รายรอบด้วยภูเขา ผาหิน น้ำตก สระน้ำ ผสมกลมกลืนเป็นความงามของทิวทัศน์ตามธรรมชาติที่งดงามอย่างยากจะหาที่เปรียบ เรียกว่าถ้าสวรรค์มีจริงก็คงไม่ได้ดูดีไปกว่านี้ไปได้สักเท่าไร

แหล่งท่องเที่ยวภายในและใกล้เคียง "ฉงชิ่ง" ยังมีอีกมากเล่ากันสามวันไม่หมด เอาเป็นว่าถ้าใครชอบการท่องเที่ยวแบบไม่เร่งรีบ เน้นทิวทัศน์ธรรมชาติที่งดงาม แหล่งวัฒนธรรมที่น่าสนใจ "ฉงชิ่ง" ไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอน

Tags : ฉงซิ่ง

Adsense

advertisement

advertisement

AD Position a2

advertisement

advertisement