กรุงเทพธุรกิจ

Life Style

วันที่ 14 กรกฎาคม 2555 09:00

4 เส้นทางกลางสายฝน

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

แม้ว่าฟ้าฝนจะเป็นอุปสรรคกับการเดินทางอยู่บ้าง แต่หากเลือกให้ถูกที่ถูกเวลา หน้าฝนก็น่าเที่ยวไม่แพ้ฤดูไหน

1.วันว่างที่ 'บางตะบูน'
ฟ้าฉ่ำฝนอย่างนี้ หากจะหาสถานที่ใกล้ๆ กรุงเทพฯ สำหรับผ่อนคลายสบายๆ ในโอบล้อมของธรรมชาติ โดยไม่พลาดอาหารอร่อยแล้วละก็ ต้องไปที่ตำบลเล็กๆ ริมอ่าวไทยที่ชื่อ “บางตะบูน”   

ที่แห่งนี้อยู่ในเขตอำเภอบ้านแหลม จ.เพชรบุรี ขับรถชิลชิลไปตามถนนพระราม 2 ชมบรรยากาศนากุ้งนาเกลือสองข้างทางจนสุดเขตสมุทรสงคราม ก็จะพบกับวิถีชีวิตเรียบง่ายของชาวบ้านริมแม่น้ำบางตะบูน ที่ชวนให้นักท่องเที่ยวมาใช้ชีวิตเนิบช้าในโมงยามของการพักผ่อน

ที่นี่มีโฮมสเตย์ให้เลือกหลายแห่ง ส่วนใหญ่ตั้งอยู่บริเวณริมน้ำ เหมาะแก่การล่องเรือชมบรรยากาศสองฟากฝั่ง หรือจะลงเล่นน้ำก็สนุกไปอีกแบบ และถ้าได้พักค้างสักหนึ่งคืน เช้าวันรุ่งขึ้นคุณอาจจะได้ใส่บาตรพระที่พายเรือมาทางน้ำ ถือเป็นการเริ่มต้นวันใหม่ตามแบบฉบับชาวพุทธ ก่อนจะไปชมฟาร์มสเตย์เลี้ยงหอยแครงของชาวประมงพื้นบ้านที่กินพื้นที่กว้างขวาง ไม่ต่างกับเป็นหมู่บ้านกลางทะเล ยิ่งในยามพระอาทิตย์โผล่พ้นจากท้องน้ำ แสงทองสะท้อนเงาระยิบระยับ มีภาพชาวประมงกำลังเหวี่ยงแหจับปลา งดงามน่าประทับใจ

ตอนสายๆ ที่ วัดปากอ่าว จะมีตลาดนัดของชาวบ้าน เพียบพร้อมทั้งของสดของแห้ง อาหารคาวหวานให้ได้เลือกซื้อ โดยเฉพาะอาหารทะเลแห้ง ผักดอง ผักพื้นบ้าน ล้วนแล้วแต่สด อร่อย และราคากันเอง

แต่ถ้าต้องการรับประทานกุ้งแม่น้ำตัวโตๆ ต้องไปที่บ้านลุงยุทธ ผู้ริเริ่มธนาคารไข่กุ้งเมื่อหลายปีก่อน โดยการรับซื้อกุ้งแม่น้ำที่มีไข่เต็มท้องจากชาวประมง แล้วนำมาแยกไข่ออกมาเพื่อเพาะพันธุ์และอนุบาลจนได้ลูกกุ้งตัวเล็กๆ ปล่อยกลับลงสู่แม่น้ำเพื่อให้เติบโตตามธรรมชาติ

ที่นี่เลยมีกุ้งตัวเขื่องให้นักท่องเที่ยวได้ชมและชิมเกือบตลอดทั้งปี โดยลุงยุทธเปิดเป็นร้านอาหารเล็กๆ ที่มีเมนูกุ้งหลากหลายให้เลือก ใครไปบางตะบูนแล้วไม่ได้ลิ้มรสกุ้งแม่น้ำตัวโตอาจเรียกว่ามาไม่ถึง

จากบ้านลุงยุทธเดินต่อไปอีกนิด จะเห็นเตาเผาถ่านไม้แบบโบราณที่หาชมได้ยาก เพราะในอดีตอาชีพดั้งเดิมของคนแถบนี้คือการเผาถ่าน แต่ปัจจุบันเหลือน้อยเต็มที 

มาถึง จ.เพชรบุรีทั้งทีมีอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรพลาด นั่นคือ ขนมไทยต้นตำรับ กิจกรรมตามลำน้ำสายนี้มี บ้านขนมหวาน เป็นอีกหนึ่งที่หมาย ทั้งทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ขนมชั้น ขนมหม้อแกง ขนมเปียกปูน และอีกสารพัด มีให้เลือกชม ชิม และซื้อติดไม้ติดมือกลับบ้าน แต่ถ้าไม่ถนัดของหวาน ของฝากเลื่องชื่อของบางตะบูนคือ ห้อยจ้อปู ที่เนื้อในอัดแน่นด้วยเนื้อปูไม่ใช่แป้ง เพราะที่บางตะบูนเขาเลี้ยงปูทะเลในบ่อแบบธรรมชาติ หรือจะซื้อปูทะเลทั้งปูเนื้อและปูไข่รับรองว่าได้ราคาถูกกว่าท้องตลาด

ก่อนกลับเพื่อความเป็นสิริมงคลควรไปสักการะ หลวงพ่อทองวัดเขาตะเครา ที่ชาวเมืองเพชรบุรีต่างเคารพศรัทธา หลวงพ่อเขาตะเครา เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขนาดหน้าตักกว้าง 21 นิ้ว สูง 29 นิ้ว เชื่อกันว่าท่านเป็นพระพี่น้องกับพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์สององค์คือ หลวงพ่อพุทธโสธร จ. ฉะเชิงเทรา และหลวงพ่อวัดบ้านแหลม จ. สมุทรสงคราม ชาวบ้านแหลมค้นพบหลวงพ่อเขาตะเคราในสมัยอยุธยาเมื่อครั้งหนีภัยสงครามจากพม่าไปอยู่ที่ปากแม่น้ำแม่กลอง ระหว่างที่ลากอวนอยู่มีพระพุทธรูปสององค์ติดขึ้นมาด้วย องค์หนึ่งเป็นพระพุทธรูปยืนปางอุ้มบาตร จึงได้อัญเชิญไปประดิษฐานที่วัดบ้านแหลม ส่วนอีกองค์ได้อัญเชิญมาประดิษฐานที่วัดเขาตะเครา เป็นที่เคารพสักการะมาจนถึงทุกวันนี้

ใครสนใจอยากลองเปลี่ยนบรรยากาศวันฝนพรำให้มีชีวิตชีวามากขึ้น เพียงฝ่าการจราจรจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าไปทางจังหวัดเพชรบุรี พอเลยสะพานพระราม 2 ไปได้ประมาณ 5 กม. ให้เลี้ยวเข้าไปทางหมู่บ้านคลองโคน (มีป้ายทางลัดไปชะอำ) แล้วขับรถไปตามป้ายบอกทางไปชะอำ จนข้ามสะพานใหญ่ (สะพานข้ามแม่น้ำบางตะบูน) ให้ขับรถไปทางเพชรบุรี แถวนี้เริ่มจะมีโฮมสเตย์ให้เห็น แต่ที่อยากจะแนะนำคือ บางตะบูนโฮมสเตย์ ทีนี่มีบริการทั้งที่พักและอาหาร แต่ถ้าต้องการนั่งเรือเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ สามารถสอบถามและซื้อแพ็คเกจจากทางโฮมสเตย์ หรือเข้าไปดูข้อมูลก่อนได้ที่เว็บไซต์  www.bbhomestay.9nha.com

2.ฝ่าละอองฝน ยลดอกกระเจียว
ละอองฝนบางๆ ห่มคลุมผืนป่าจนมองเห็นทุกอย่างข้างหน้าเป็นสีขาวโพลนไปหมด ต่อเมื่อฝนหยดสุดท้ายทิ้งช่วงไป ป่าผืนเก่าก็กลับมาสดใสด้วยสีชมพูของดอกไม้ที่บานสะพรั่ง

ทุ่งดอกกระเจียว เป็นจุดหมายในฤดูฝนที่หลายคนลงความเห็นแล้วว่า "ต้องไป" ไม่ใช่เพราะไม่เคยเห็นดอกกระเจียวมาก่อนเลยในชีวิต แต่กระเจียวป่าที่ต้องลุ้นว่า ไปถึงแล้วจะได้เห็นดอกบานๆ มั้ยนี่แหละ คือความสนุกของการเดินทาง

ฤดูฝนเป็นช่วงจังหวะดีที่ทุกคนจะมีโอกาสได้เห็นดอกกระเจียวบานสะพรั่งพร้อมกันเต็มลานกว้าง โดย "จุดนัดพบ" ที่สามารถเดินทางไปสัมผัสกับความสวยงามที่ว่านั้นเป็นประจำทุกๆ ปีก็คือ อุทยานแห่งชาติไทรทอง และอุทยานแห่งชาติป่าหินงาม จ.ชัยภูมิ 

อุทยานแห่งชาติไทรทอง ตั้งอยู่ที่ อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ ได้รับประกาศจัดตั้งให้เป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2535 โดยเป็นป่าต้นน้ำที่มีความอุดมสมบูรณ์มาก และแน่นอนว่า ที่นี่เป็นแหล่งชมดอกกระเจียวที่สำคัญระดับประเทศ

ดอกกระเจียว เป็นพืชล้มลุกที่มีหลายสายพันธุ์ ซึ่งดอกกระเจียวสีชมพูนั้นจะพบมากที่สุด ภาษาทางการจะเรียกว่า ดอกบัวสวรรค์ แต่ที่เอากระเจียวป่าไปผสมข้ามสายพันธุ์และได้กระเจียวพันธุ์ใหม่ขึ้นมานั้น เรียกว่า "ปทุมมา" ไม่เหมือนกระเจียวป่า ซึ่งจริงๆ แล้วในภาคอีสานมีดอกกระเจียวป่าขึ้นทั่วไป แต่ที่มากที่สุดจะอยู่ในจังหวัดชัยภูมิ คือมีทั้งสีชมพู สีแดง สีขาว (เรียกว่า ดอกบัวเทพอัปสร) และสีเขียว ซึ่งเรียกว่า กระเจียวมรกต และเป็นตราสัญลักษณ์ของอุทยานแห่งชาติไทรทองด้วย

เส้นทางเที่ยวชมทุ่งดอกกระเจียวเป็นทางเดินคล้ายวนรอบ ต้องเลือกเอาว่าจะเดินวนซ้าย หรือวนขวา แต่ไม่ว่าจะวนด้านไหนสุดท้ายก็กลับมา ณ จุดเดิมทั้งนั้น และระหว่างทางก็จะพบจุดชมวิวและทิวทัศน์ที่งดงามมากมาย ไม่ว่าจะเป็น "ผาพ่อเมือง" จุดชมวิวบนเทือกเขาพังเหย ที่สามารถมองเห็นภูมิประเทศของชัยภูมิเขตอำเภอภักดีชุมพลได้ชัดเจน ถัดไปเป็นจุดที่ชายหนุ่มคนไหนเดินทางมาถึงแล้วต้อง "กุมเป้า" เพราะที่นี่คือ "ผาหำหด" แลนด์มาร์คอีกจุดหนึ่งของอุทยานแห่งชาติไทรทอง

สำหรับทุ่งดอกกระเจียวภายในอุทยานแห่งชาติไทรทองมีทั้งหมด 4 ทุ่ง จากเส้นทางการเดินไม่ว่าจะวนซ้ายหรือขวาก็สามารถชมความงดงามของดอกไม้ชนิดนี้ได้ครบ โดยแต่ละทุ่งจะมีความสวยงามต่างกันไป ทั้งในแง่ของสีสัน พันธุ์ไม้อื่นๆ ที่อยู่ภายในทุ่ง แม้กระทั่งแลนด์สเคปของแต่ละทุ่งก็ให้ความรู้สึกแตกต่างกันไป

ส่วน อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม ตั้งอยู่ใน อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ ได้รับประกาศให้เป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 105 ของประเทศไทย แม้ทุ่งดอกกระเจียวที่นี่จะไม่กว้างขวางเท่าที่อุทยานแห่งชาติไทรทอง แต่สีสันและรูปพรรณอันอุดมสมบูรณ์ของดอกกระเจียวที่กระจายอยู่เต็มพื้นที่กว่า 10 ไร่ ก็สร้างความประทับใจให้ผู้มาเยือนได้ไม่แพ้กัน ใครเดินเข้าไปแล้วอาจรู้สึกได้ราวกับเดินอยู่ในสรวงสวรรค์ที่เต็มไปด้วยสีหวานๆ ของดอกไม้

นอกจากจะได้ชื่นชมความสวยงามของดอกกระเจียวสีชมพูหวานแล้ว ที่อุทยานแห่งชาติป่าหินงามยังมี "ลานหินงาม" เป็นลานหินที่มีรูปร่างแปลก เกิดจากการกัดเซาะของเนื้อดินและหินในส่วนที่จับตัวกันอย่างเบาบางหลุดออกไป นานวันเข้าจึงเกิดโขดหินที่มีรูปลักษณ์แตกต่างกัน มองดูแล้วน่าอัศจรรย์มาก ส่วน "จุดชมวิวสุดแผ่นดิน" ก็เป็นหน้าผาสูงชันและเป็นจุดที่สูงสุดของเทือกเขาพังเหย สามารถชมวิวได้ไกลสุดลูกหูลูกตา          

เป็นธรรมดาของหน้าฝนที่ทุกคนสามารถเปียกปอนได้ตลอดเวลา ณ ช่วงเวลาที่เมฆครึ้มหนา ฝนก็เทลงมาสร้างความชุ่มชื้นให้กับผืนป่า และดอกไม้ที่ว่ากันว่าเป็น Tulip of Siam อย่างดอกกระเจียว อีกครั้ง
............................ 
ติดต่อ
 อุทยานแห่งชาติไทรทอง โทร. 08 9282 3437 อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม โทร. 0 4489 0105 หรือ ททท. สำนักงานนครราชสีมา โทร. 0 4421 3666 และ 0 4421 3030

3.ภารกิจพิชิต 4 ผา 5 น้ำตก
เมื่อห้ามฝนห้ามฟ้าไม่ได้ การเดินทางออกไปเผชิญความเปียกชื้นในผืนป่าก็น่าจะเป็นอีกความท้าทายหนึ่งของคนที่รักการผจญภัยเข้าเส้น

นครนายก เป็นจังหวัดที่อยู่ไม่ไกลจากเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานครเท่าไรนัก และที่นี่ก็มีสถานที่ท่องเที่ยวในรูปแบบแอดเวนเจอร์รอต้อนรับนักท่องเที่ยวอยู่มากมาย หนึ่งในนั้นคือ การเดินป่า โรยตัว พิชิต 4 ผา 5 น้ำตก ณ น้ำตกธารรัตนา อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

ไม่ใช่ว่าแค่แข็งแรง มีหัวใจเข้มแข็งแล้วจะเดินทางเข้าไปพิชิตกันได้ง่ายๆ เพราะเส้นทางพิชิต 4 ผา 5 น้ำตก ที่ว่านี้ ต้องมีผู้นำความปลอดภัยเดินทางเข้าไปด้วย และ สาริกา แอดเวนเจอร์ พ้อยท์ ก็เป็นบริษัทเอกชนที่ทำการท่องเที่ยวแนวผจญภัยในจังหวัดนครนายก และเป็นทีมบุกเบิกการเดินป่า โรยตัว พิชิตน้ำตกธารรัตนาที่ว่าด้วย

ก่อนเข้าสู่โหมด "ผจญภัย" จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีความรู้พื้นฐานในการโรยตัวกันก่อน โดยมีจุดฝึกซ้อมอยู่ที่ "ศูนย์ผจญภัยเขาหล่น" ที่นี่ทุกคนจะได้รับความรู้เรื่องการโรยตัวอย่างถูกต้องและปลอดภัย ทั้งยังต้องทำความรู้จักกับอุปกรณ์ช่วยชีวิตที่บางครั้ง บางคนก็ไม่เคยใช้ หรือไม่เคยเห็นมาก่อน เมื่อทำความรู้จักกับอุปกรณ์เรียบร้อยดีแล้ว เจ้าหน้าที่ก็จะพาทุกคนเดินขึ้นไปบนหน้าผาที่มีความสูง 17 เมตร เพื่อฝึกการโรยตัวจนคล่องแคล่ว จากนั้นก็ถึงเวลาผจญภัยในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่อย่างจริงจังเสียที

เป้เสบียง รองเท้านินจา ยากันยุง และหมวกกันแดด แค่นี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับการเดินป่ามหาโหดทริปนี้ โดยจุดเริ่มต้นของกิจกรรมมีจุดนัดพบอยู่ที่ "ศูนย์ข้อมูลอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่" ฝั่งจังหวัดปราจีนบุรี ก่อนจะฝึกซ้อมการใช้อุปกรณ์อีกทีแล้วออกเดินทางต่อไปยังจุดปล่อยตัวที่บริเวณ น้ำตกธารรัตนา

การเดินทางในช่วงแรกค่อนข้างสบาย แต่ก็สบายได้ไม่นานนัก เพราะเดินยังไม่ทันเหนื่อยบททดสอบบทแรกก็ตั้งอยู่ตรงหน้าแล้ว

ผาแรกมีความลึก 70 เมตร ถือเป็นผาที่ยากและท้าทายที่สุด เพราะโรยตัวลงไปได้ช่วงหนึ่งผาก็จะเว้า ตัวเราจะถูกแขวนห้อยต่องแต่งอยู่กับเชือก (over hang) เทคนิคที่เจ้าหน้าที่บอกคือ อย่าตกใจ ทำตัวให้นิ่งไว้แล้วค่อยๆ ปล่อยเชือกลงไปทีละน้อยๆ ผ่านด่านแรกลงมาไม่ไกลจะพบกับ "น้ำตกสองพี่น้อง" ใครเหนื่อย ใครเมื่อย จะลงไปแช่น้ำที่นี่ก็ทำได้ไม่มีใครห้าม แต่อย่าอยู่นาน เพราะด่านต่อไปอยู่ใกล้ๆ แค่ 50 เมตรเท่านั้น

ความสูง 18 เมตรที่มีน้ำตกเป็นอุปสรรคนั้นไม่ใช่ว่าใครจะผ่านกันไปได้ง่ายๆ ตรงนี้อาจจ้องใช้เจ้าหน้าที่หลายส่วนช่วยกันดูแลความปลอดภัยมากหน่อย ก่อนที่นักเดินทางจะค่อยๆ ปล่อยตัวลงไป ตามเส้นทางของน้ำที่ไหลลงไปสู่ "น้ำตกสองสวรรค์" ที่อยู่เบื้องล่าง

สำหรับผาที่ 3 สูงประมาณ 38 เมตร ทุกคนต้องโรยตัวลงไปพร้อมๆ กับสายน้ำของน้ำตกสองสวรรค์ชั้นที่ 2 ค่อนข้างจะลื่นและไร้การควบคุม หากใครไม่มีสติก็จะลื่นสไลด์ และอาจต้องได้รับของฝากเป็นแผลเล็กแผลน้อยกลับบ้านไปด้วยแน่ๆ

ผ่านความหฤโหดของผาที่ 3 มาได้ คราวนี้ต้องเดินทางกันไกลสักหน่อย แต่ก็ชุ่มฉ่ำเพราะตลอดเส้นทางจะมีฝนโปรยปรายมาให้ชื่นใจเสมอ กระทั่งถึงด่านสุดท้ายคือ "น้ำตกวังบอน" และ "อ่างเก็บน้ำวังบอน" ด้านล่างมีเรือคายัครอต้อนรับอยู่แล้ว ซึ่งความยากของด่านนี้ไม่ได้อยู่ที่การโรยตัว แต่เป็นการควบคุมทิศทาง เพราะทุกคนต้องโรยตัวให้ลงไปนั่งในเรือคายัคพอดี ก่อนที่จะจับไม้พายเพื่อพาตัวเองขึ้นฝั่ง

บางครั้งการเดินทางท่ามกลางฟองฝนที่หล่นลงมาก็มอบประสบการณ์ดีๆ ให้กับทุกคนที่รักการเดินทางแบบผจญภัย ไม่ใช่ก็ลองไปพิสูจน์กันดู
..................
ติดต่อ
 สาริกา แอดเวนเจอร์ พ้อยท์ โทร. 0 3732 8432, 08 1251 8317 และ 08 5044 6963 หรือ ททท.ภาคกลางเขต 8 โทร. 0 3731 2282, 0 3731 2284  

4.ล่องไพรใน "ห้วยเขย่ง"
ถ้าใครเคยอ่านหนังสือแนวท่องเที่ยวผจญภัย อาจเคยได้ยินชื่อ "ห้วยเขย่ง" อยู่บ้าง เพราะที่นี่นอกจากจะมีธรรมชาติที่งดงาม และแวดล้อมไปด้วยวิถีวัฒนธรรมของชาวไทยมอญแล้ว กิจกรรมที่ทำให้นักท่องเที่ยวต่างพากันตัดสินใจไปเยือน นั่นก็คือ การล่องแพไม้ไผ่

ห้วยเขย่ง เป็นชุมชนที่ตั้งอยู่ระหว่างทางไปบ้านอีต่อง สุดเขตแดนไทยใน อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ชุมชนแห่งนี้ถูกย้ายมาจากพื้นที่น้ำท่วม บริเวณที่มีการก่อสร้างเขื่อนวชิราลงกรณ (เขื่อนเขาแหลม) เมื่อปี 2527 และได้รับเงินชดเชยจำนวนหนึ่ง พร้อมกับที่ดินทำกิน 

นอกจากกิจกรรมปลูกผักและพานักท่องเที่ยวชมพืชผักนานาพรรณภายในโครงการขยายผลโครงการหลวงแล้ว ชาวบ้านห้วยเขย่งยังมีอีกหนึ่งอาชีพสำคัญ นั่นคือการพานักท่องเที่ยวล่องแพไม้ไผ่ ชมธรรมชาติบนสายน้ำ "ห้วยประจำไม้" กิจกรรมผจญภัยของนักท่องเที่ยวที่ต้องการมาสัมผัสธรรมชาติของห้วยเขย่ง

แพแต่ละลำสามารถรองรับผู้โดยสารได้ 3 คน รวมคนถ่อแพหัว-ท้ายแล้วเป็น 5 คน โดยมีจุดเริ่มต้นอยู่ที่บ้านปากคอก ล่องไปตามลำน้ำห้วยประจำไม้ ซึ่งเป็นลำน้ำที่มีต้นทางมาจากประเทศพม่า และเป็นการรวมกันของลำห้วย 2 สายหลักๆ คือ "ห้วยเจ็ดมิตร" ที่ไหลจากพม่าผ่านมาทางบ้านอีต่อง เหมืองปิล็อก มารวมกับ "ห้วยพะออซา" หรือ ห้วยน้ำใส ที่มีต้นทางจากพม่าเหมือนกัน โดยจะมารวมกันที่บ้านห้วยปากคอก แล้วไหลลงสู่เขื่อนวชิราลงกรณ

ด้วยความที่น้ำยังไหลเนิบๆ ในช่วงแรกจึงทำให้นักท่องเที่ยวอาจรู้สึกไม่สนุกเท่าที่ควร ต่อเมื่อมาเจอแก่งยากๆ สัก 2-3 แก่ง เท่านั้นแหละ แพแทบแตก ไม่ใช่เพราะหินใต้น้ำที่กระแทกจนแพไม้ไผ่แทบแตกกระจาย แต่เป็นเพราะเสียงกรีดร้องที่ดังมาจากผู้โดยสารบนแพนั่นเอง ทำให้บรรยากาศที่เงียบเชียบกลับมีชีวิตชีวาขึ้น

สำหรับฤดูล่องแพไม้ไผ่อาจมีมากกว่า 6 เดือนในช่วงน้ำหลาก แต่ถ้าจะให้สนุกต้องมาช่วงเดือนสิงหาคม-ตุลาคม เพราะน้ำจะมาก ทำให้การล่องแพได้บรรยากาศของการผจญภัยมากขึ้น

นอกจากการล่องแพที่ทำให้ห้วยเขย่งเป็นที่รู้จักแล้ว "พุปูราชินี" ก็มีดีกรีดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากไม่แพ้กัน และที่นั่นก็ทำให้นักเดินทางทุกคนได้รู้จักความเป็น "ห้วยเขย่ง" อย่างแท้จริง นั่นก็เพราะการเดินชม "ปูราชินี" ภายในเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่พุปูราชินี ต้องเดินกันให้เบาที่สุด ไม่อย่างนั้นจะไม่มีทางเห็นปูราชินี จนถึงบางอ้อว่า ต้องเขย่งแบบนี้เอง

พุปูราชินี เป็นแหล่งอาศัยของปูราชินี ซึ่งเป็นชื่อที่ตั้งขึ้นเพื่อถวายพระเกียรติแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ ลักษณะเป็นปูน้ำจืดที่แตกต่างจากปูอื่นๆ ทั่วไป คือมีสีสันสวยงาม 3 สี คือ ที่ขาจะมีสีแดง โคนขา กล้ามหนีบ และกระดองมีสีขาว กระดองส่วนกลางจะมีสีน้ำเงิน ชาวบ้านจึงเรียกว่า ปูสามสี

บนสะพานไม้ในพุปูราชินีที่มีความยาว 800 เมตร นักท่องเที่ยวสามารถพบปูราชินีได้ไม่ยากหากมีความเงียบเป็นทุนนำทาง หากพบเจอจนสมหวังสามารถเคลื่อนย้ายตัวเองไปยัง "พุหนองปลิง"  ที่อยู่ไม่ไกลออกไปได้ ที่นั่นเป็นอีกหนึ่งจุดที่แสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า พื้นที่กว่า 93 ไร่ในพุหนองปลิงเต็มไปด้วยพืชพันธุ์และสิ่งมีชีวิตที่มีความหลากหลาย ซึ่งความหลากหลายนี้เองทำให้รู้สึกราวกับได้เดินเข้าไปในป่าดึกดำบรรพ์

และการเดินทางท่องเที่ยวแบบผจญภัยก็จบลงไปพร้อมกับสำนึกรักในธรรมชาติที่มหัศจรรย์
...........................
ติดต่อศูนย์บริการท่องเที่ยวชุมชนห้วยเขย่ง โทร. 08 0068 6086, 08 4723 6063 หรือ ททท. สำนักงานกาญจนบุรี โทร. 0 3451 1200, 0 3451 2500

Tags : บางตะบูน ดอกกระเจียว 4 ผา 5 น้ำตก ห้วยเขย่ง

Adsense

advertisement

advertisement

AD Position a2

advertisement

advertisement