กรุงเทพธุรกิจ

  • เข้าสู่ระบบ

Life Style

วันที่ 2 กรกฎาคม 2555 18:45

ย้อนรอย 90s ดนตรีไม่ตกยุค

(ภาพจาก โปสเตอร์งานคอนเสิร์ต 90s the Best โดย ร็อคเอนด์โรลลา)

อรอรีย์

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

หวนอดีตดนตรียุค 90s (ช่วงกลางพ.ศ. 2530 เป็นต้นมา) ย้อนรอย "ปรากฏการณ์" ของ "วงการเพลงไทย" สาระสำคัญที่ตกทอดมาถึงปัจจุบัน

บรรยากาศการจัดคอนเสิร์ตย้อนยุคในเมืองไทยยังมีกันอย่างต่อเนื่อง นอกจากงานฉลองของบรรดาศิลปินป๊อปฮิตแห่งยุคจากค่ายใหญ่ของไทย ทั้งจากอดีตอาร์เอส อย่างรุ่น ลิฟท์-ออยล์ แร็พเตอร์ และ คอนเสิร์ต 25 ปี อัสนี-วสันต์ คอนเสิร์ต 20 ปี เจ เจตริน แล้ว

 ยังมีกลุ่มดนตรีที่ถือเป็น "ปรากฏการณ์" ของ "วงการเพลงไทย" ในแนวที่ถูกเรียกว่าเป็น อัลเทอร์เนทีฟ ที่จะขึ้นเวทีคอนเสิร์ตรวมพลย้อนยุค 90s เวอร์ชั่นไทย โดยจะรวมกับกระแสของดนตรีจากอังกฤษที่เข้ามามีอิทธิพลกับศิลปินไทยในช่วงนั้นด้วย


 เมื่อมองย้อนกลับไปถึง กระแสแฟชั่นมี วินเทจ(ย้อนหลังไปยุค 40s) และดนตรีมีเรโทร (ซาวนด์ป๊อปนิยมในยุค 80s) ที่กลับมาเป็นเทรนด์หลักของดนตรีในปี 2000s   สำหรับการหวนอดีตสู่ดนตรียุค 90s หรือช่วงกลางทศวรรษ พ.ศ. 2530 เป็นต้นมา

นอกจากคนรุ่นหลังสหัสวรรษจะหวนไปแกะคอร์ดเพลงและพยายามเล่นเสียงกีตาร์รกหูแบบกรันจ์ แล้ว การเดินทางวนซ้ำของดนตรียังมีให้เห็น

สาระของดนตรียุค 90s
 สาระที่น่าสนใจของกระแสดนตรีจากยุค 90s มีอะไรบ้าง  มีผู้รู้ ช่วยอธิบาย อย่าง ดีเจซี้ด นรเศรษฐ หมัดคง นักเขียนนักวิจารณ์ดนตรีอดีตผู้ก่อตั้งนิตยสาร GT นิตยสารเพลงอัลเทอร์เนทีฟภาษาไทยในช่วงทศวรรษนั้น และเป็นผู้หนึ่งที่ "สื่อสาร" การฟังเพลงอัลเทอร์เนทีฟจากอเมริกาและบริทป๊อปจากอังกฤษ ซึ่งเป็นกระแสแรงแห่งยุคสมัยนั้นในวงการดนตรีโลก
 "ยุค 90s เป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งที่เป็นยุค 2000s" นรเศรษฐ ให้ความเห็น
   "มันเป็นยุคที่นรกแตกจริงๆ หลังจากที่ดนตรีมันสะเปะสะปะในช่วงยุค 80s และพังค์ร็อคมันถูกดึงกลับมาใหม่เป็นกรันจ์ ทั้งแฟชั่น ดนตรี และไลฟสไตล์ มันทำให้เห็นความเป็นอิสระของคนมากขึ้น" 

คำอธิบายของนรเศรษฐ อ้างอิงถึงวงการดนตรีที่ถูกเรียกว่าเป็นทางเลือก "อัลเทอร์เนทีฟ" ในภาษาอังกฤษ และดนตรีที่เป็นอิสระจากกรอบความคิดของค่ายเพลงรายใหญ่ ซึ่งเมืองไทยก็ได้รู้จักวงดนตรี "อินดี้" กัน การมาของวงร็อคสามชิ้นกับวิธีเล่นดนตรี วิธีร้องและวิธีการแสดงออกที่แตกต่างจากวงดนตรีไทยรุ่นก่อนนั้นอย่าง โมเดิร์นด็อก ไปจนถึง การมีศิลปินหญิงถือกีตาร์กระชากเสียงโครมครามในร่างของ อรอรีย์ ที่ซาวนด์ของเธอคืออิทธิพลของกรันจ์เวอร์ชั่นเนื้อร้องไทย

  "อรอรีย์" ศิลปินสาวซาวนด์ดนตรีกระแทกหูคนฟังในยุคนั้น ช่วยย้อนอดีตจากคนคลุกวงในว่าดนตรีที่เป็นอินดี้เกิดเป็นกระแสหลักในเมืองไทยเป็นอย่างไร 
 "ถ้าถามถึงอิทธิพลที่เมืองไทยรับจากกระแสโลกตอนนั้น สำหรับตัวเองส่วนตัวคิดว่ามีอิทธิพลมากเลยล่ะ เพราะสมัยนั้นเราชอบเพลงร็อค แต่ไม่มีวงไทยในแนวที่เราชอบให้เราฟัง เราก็เลยชอบเพลงจากฝั่งตะวันตก"   อรอรีย์ เผย


  "ในปีพ.ศ.2535 วงที่ดังที่สุดตอนนั้นคือวง Nirvana และ Kurt Cobain เพลงดังอย่าง Smell Like Teen Spirit วงร็อคอย่าง Red Hot Chilli Peppers ก็มีเพลงฮิตอย่าง Under the Bridge ที่เข้ามาถึงเมืองไทยผ่านสื่อ อย่างนักจัดรายการวิทยุหัวก้าวหน้า คุณวาสนา วีระชาติพลี ที่มองเห็นอะไรใหม่ๆ ในดนตรีโลกก็เอามาเปิดให้ฟัง มานำเสนอและกลุ่มคนฟังที่แฟนรายการของคุณวาสนาก็เป็นกลุ่มคนไฟแรงที่ส่งผลให้มีการขยับขยายความนิยมเหล่านี้ต่อๆไป ทำให้คนรุ่นใหม่ๆกล้าทำดนตรีดนตรีจะต่างจากรุ่นก่อน อย่างทีเห็น การเกิดขึ้นของวงไทยอย่าง โมเดิร์นด็อก โยคีเพลย์บอย หรือวงอย่าง ซีเปีย" มาโนช พุฒตาล ซึ่งเป็นทั้งศิลปินและได้ทำหน้าที่สื่อมวลชนผ่านการจัดรายการวิทยุ และรายการสาระดนตรี "บันเทิงคดี" ทางโทรทัศน์ในยุคนั้นเล่าสถานการณ์

 และเอ่ยถึงช่องทางเปิดของสื่อมวลชนที่เอื้อต่อการเติบโตของดนตรีอินดี้ที่กลายเป็นปรากฏการณ์สำคัญของยุคนั้น "แม้แต่รายการวิทยุก็มีช่องทางเปิด อย่างคลื่นไพเรทร็อค ของวินิจ เลิศรัตนชัย ก็เปิดเพลงของวงใหม่ๆ และเปิดกัน 24 ชั่วโมง เพราะฉะนั้นมันก็มีช่องให้คนได้เข้าถึงเพลงพวกนี้มากขึ้น"

 "อินดี้บูมในช่วงนั้น เพลงสไตล์ของเราที่มีคนฟังตอนนั้น คิดว่าส่วนหนึ่งเพราะคนฟังเริ่มรู้สึก relate กับศิลปินได้ว่า เราก็เป็นคนธรรมดา หน้าตาธรรมดาไม่ได้สวยหล่อ หรือต้องเป็นดารามาก่อนจึงจะทำเพลง เพราะเพลงต้องออกกับค่ายเพลงใช่ไหม และเสียงของเราก็ไม่ต้องเพราะมาก ไม่ได้เป็นคนร้องเพลงดี แต่ก็ทำดนตรีที่คนชอบฟังได้"

 อรอรีย์  ศิลปินหญิงที่มี "ซาวนด์" แหวกหู (ในความหมายตรงตัวและเชิงเปรียบเทียบ) กับเพลงไทยในยุคที่เคยมีมา ยังไม่รวมถึง การเป็นศิลปินหญิงที่เป็นนักดนตรีผู้สร้างงานเองในวงการเพลงไทย แบบไม่เคยมีมาก่อนหน้านั้น อาจจะถือได้ว่าเป็น ตัวอย่างของการ "เปิด" ทางดนตรี  และการก่อเกิดความเชื่อมั่นว่า ดนตรีไม่ได้มีเพียงกรอบเดียว 
 "บางคนอาจร้องดีมาก หรือเล่นดนตรีเก่งสุดๆ แต่อาจจะไม่มีเสน่ห์ เท่ากับศิลปินบางคนที่เขามีคาแรคเตอร์ มีเสียงที่เป็นเฉพาะตัว และอาจจะทำให้คนฟังคนดูสนุกไปกับ(ศิลปิน)คนนั้นได้มากกว่า" อรอรีย์ ให้ความเห็นและบอกเล่าถึงบรรยากาศการทำเพลงในยุคนั้นของเธอว่า สิ่งที่เธอเองได้รับมาจากวงต่างประเทศในยุคนั้น ที่ไม่จำเป็นต้องร้องดีเสียงเพราะ เป็นส่วนหนึ่งที่กระตุ้นให้เธอกล้าที่จะออกมาเป็นศิลปิน และพบว่า เสน่ห์ของดนตรีนั้นอาจจะไม่ใช่เทคนิคที่แม่นยำเสมอไป หรือดนตรีที่สวยงามเพราะพริ้งเสมอไป

 "เรามองดนตรีเหมือนเป็นงานศิลปะ และการแสดงออกจากความรู้สึกที่แท้จริงของคนทำ มันก็อาจจะไม่ได้สวยไม่ได้พลิ้วตลอด" อรอรีย์ เสริม เป็นการอ้างอิงแนวทางการทำงานเพลงของเธอ ซึ่งทำให้เธอเป็นความโดดเด่นในวงการเพลงป๊อปของไทย   "เราอยากจะแต่งเพลงยังไง ซาวนด์ยังไงก็ไม่ผิดกติกา ไม่มีข้อกำหนดที่เราไม่กล้าทำแล้ว" ศิลปินหญิงเสริม

 ขณะที่ นรเศรษฐ์ เป็นอีกเสียงที่ยืนยันความแข็งแกร่งของวัฒนธรรมดนตรียุค 90s  ที่เป็นระดับ "ต้นแบบ"   ว่า  "ยุคนั้นมันมี ไอดอล ที่เป็นไอคอนดนตรีอย่าง เคิร์ท โคเบน ที่ยังคงมีอิทธิพลมาถึงทุกวันนี้"
อันนี้ไม่เกี่ยวกับการเป็น "ป้ายประนาม(ล้อเลียน)ทางการเมือง" แต่ การเกิดขึ้นของ Nirvana และการเข้าสู่กระแสหลักของดนตรีนอกกระแส (ขายได้เองและโด่งดังก่อนจะมาเซ็นสัญญาในค่ายใหญ่ของวงนี้)  คือจุดเริ่มต้นของความเป็นอิสระ( independency) ประเด็นที่นรเศรษฐ์ ชี้ไปถึงว่า เป็นมรดกสำคัญในการผลิตงานดนตรี ที่เช่นเดียวกับการเกิดขึ้นของหลายๆวงในยุค 70s

 นอกจากนั้น สาระสำคัญของยุค 90s ยังรวมถึงการเกิดขึ้นของ อินเตอร์เน็ต และ สิ่งที่สำคัญคือ ไฟล์แชริ่ง หรือการดาวน์โหลดเพลง ที่เกิดขึ้นในยุค 90s ก็เป็นที่มาของการเปิดโลกสื่อสารสองช่องทาง ที่ศิลปินและคนฟัง ทลายพรมแดนระหว่างกัน


 "ยุค 90s มันคือยุคของการทลายกำแพง" นรเศรษฐบอก (นอกเหนือกำแพงเบอร์ลินแล้ว) "ทุกอย่างมันเปิดออก ดนตรีก็มีการผสมผสานเอาแนวนั้นแนวนี้มาผสมกัน มันไม่ใช่แค่ร็อคด้วย แต่มันยังมีดนตรีอิเลคทรอนิกาส์แดนซ์ ที่มันเติบโตในช่วงนี้ด้วย"

 ที่สำคัญ คนยุค 90s เป็นรุ่นแรกที่ได้ใช้อินเตอร์เน็ต และการดาวน์โหลดเพลง โดยเฉพาะกรณีของ Napster (เวบแชร์ไฟล์ ที่ดาวน์โหลดเพลงฟรี จนกลายเป็นคดีลิขสิทธิ์สะเทือนวงการเพลง) และการมี My Space ซึ่งนรเศรษฐ์บอกว่า ก่อนจะมี You Tube ในยุค 2000s ในช่วงทศวรรษก่อน มีช่องทางที่สื่อสารตรงระหว่าง "นักดนตรีที่ผลิตเพลงเอง" ให้คนฟังรับได้โดยตรง และมีปฏิกิริยาต่อกันได้โดยไม่ต้องรอตัวกลางสื่อสารหลายชั้น  และนั่นถือว่าเป็นที่มาของวิถีคนฟังเพลงและผลิตดนตรีที่สื่อสารกันในยุคนี้

ยุคสมัยกับเทรนด์ดนตรี
 มาโนช คนดนตรีที่ผลงานวางแผงและประสบความสำเร็จในยุค 90s ของเมืองไทย  อย่างอัลบั้ม ในทรรศนะของข้าพเจ้า ที่อิทธิพลรับโดยตรงมาดนตรีร็อคตะวันตกยุค 60s-70s มากกว่า และสำเนียงและสไตล์ดนตรีในอัลบั้มของมาโนชก็ไม่ใช่นิยามดนตรีของยุคสมัย ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งพิสูจน์ได้ว่า

ดนตรีกับยุคสมัยอาจจะเป็นเพียงการกำหนดคำจำกัดความหลวมๆ เพื่อ "ความสะดวก" ในการ "สื่อสาร"


 "ดนตรีไม่มีตกยุค ดนตรีเกิดขึ้นแล้วไม่เคยตายไป อาจจะตายในหน้าสื่อ(มวลชน) แต่เสียงดนตรีเหล่านั้นยังมีอยู่"  จากเสียงสะท้อนของมาโนช ที่บอกให้ฟังว่า ในยุค 90s ที่คนค่อนโลกคลั่งไคล้ดนตรีกรันจ์แบบของวง Nirvana และวงดนตรีจากซีแอตเทิ่ล แต่ยังมีกลุ่มคนอีกมากมายเช่นเดียวกับตัวเขาที่ยังคงฟังดนตรีจากยุค 60s-70s ด้วยความชื่นชอบ และเป็น "รสนิยม" ทางดนตรี


 "การแบ่งยุคทีละ 10 ปี มันอาจจะสะดวกสำหรับสื่อมวลชน แต่เอาเข้าจริงๆ ผมเห็นว่ารอยต่อดนตรีมันไม่ได้ชัดเจนขนาดว่า ปีที่ 10 ปุ๊ปเสียงมันเปลี่ยน แต่มันจะมีอยู่เรื่อยๆ ค่อยเปลี่ยน เพียงแต่กระแสไหน ดนตรีที่มีวัยรุ่นฟัง มันก็จะออกมาให้เห็นชัดมากเท่านั้นเอง เพราะคนฟังวัยอื่นๆ เขาจะฟังกันเงียบที่บ้าน แต่วัยรุ่นเขาจะออกมาแสดงตัวว่าชอบแนวนั้นแนวนี้ เสียงดังกว่าคนอื่นเท่านั้นเอง ซึ่งมันก็มีวัยรุ่นทุกยุคทุกสมัยน่ะครับ" มาโนช บอก


 แต่ที่แน่ๆ นอกจากจะมีโปรโมเตอร์คอนเสิร์ตเมืองไทยพยายามปลุกปั้นอีเวนท์ 90s the Best แล้ว ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะในวงการดนตรีทั่วโลกยุคนี้ วงที่เคยรุ่งเรืองมากๆ และเป็นไอดอล(หากยังไม่ถึงไอคอน) ของคอเพลงที่เป็นวัยรุ่นสมัย 90s ก็เริ่มทยอยออกจากถ้ำ มารวมกันสร้างงานกันอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นงาน รียูเนียน ทัวร์ หรือการออกผลงานอัลบั้มเพลงใหม่ๆที่ไม่ใช่รวมเพลงฮิต และเพลง Smell Like Teen Spirit ของ Nirvana ก็ยังถูกคัฟเวอร์ในหลายจังหวะหลายแนวดนตรีตั้งแต่ไวโอลิน เชลโล่ จนถึงอูคูเลเล่


 ก็น่าจะเป็นตัวบ่งชี้ว่าดนตรีอาจกลายเป็นของรีไซเคิลทางปัญญา มากที่สุดสิ่งหนึ่ง ถ้าไม่นับการผลิตซ้ำแบบ ซ้ำตั้งแต่หัวจรดเท้าไปจนถึงเมโลดี้ทำนองเพลง  ดนตรีก็ไม่เคยหายไปไหน ไม่ว่ามันจะมาจากยุคไหนก็ตาม

 

Tags : เทศกาลดนตรี 90s อินดี้ มาโนช พุฒตาล

Adsense

advertisement

advertisement

AD Position a2

advertisement

advertisement