กรุงเทพธุรกิจ

Life Style

วันที่ 30 มิถุนายน 2555 09:00

3 Wonders of 'บราซิล'

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ไม่ว่าคุณจะรู้จัก 'บราซิล' จากฝีเท้าระดับเทพในเกมลูกหนัง หรือดนตรีแซมบ้าอันเร่าร้อน

แต่หากคุณยังไม่ได้สัมผัสสถานที่ท่องเที่ยวทั้งสามแห่งนี้ เชื่อเถอะว่า...คุณยังไม่รู้จักบราซิล

บราซิล เป็นประเทศขนาดใหญ่ในทวีปอเมริกาใต้ และเป็นประเทศเดียวที่ใช้ภาษาโปรตุกีสเป็นภาษาราชการ ขณะที่ประเทศอื่นๆ ใช้ภาษาสเปน  เมืองที่ผมมีโอกาสได้ไปอยู่ในช่วงเวลาสั้นๆ คือรัฐริโอ กรันดิ โด ซูล รัฐใต้สุดของบราซิล มีอาณาเขตติดกับประเทศอุรุกวัย อาร์เจนตินา และปารากวัย เป็นรัฐที่อุดมไปด้วยชาวยุโรปอพยพ ไม่ว่าจะเป็นอิตาลี เยอรมัน โปแลนด์ โปรตุเกส และอื่นๆ ที่ผสมกันจนหาต้นตอไม่เจอ ทำให้คนรัฐนี้นอกจากพูดภาษาโปรตุกีสแล้ว ยังมีภาษาอีกชนิดหนึ่งเกิดขึ้นมา นั่นคือภาษา “โปรตุลยอล” ซึ่งเป็นการผสมระหว่าง ภาษาโปรตุกีสกับภาษาสเปน ที่ปกติก็มีความคล้ายคลึงกันอยู่แล้ว

เมืองที่ผมไปอยู่นั้นเป็นเมืองเล็กมาก ข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตระบุว่ามีประชากรประมาณ 6 พันคน แต่ของจริงดูแล้วน่าจะน้อยกว่านั้น เมื่อมีคนแปลกหน้าไปอยู่ จึงกลายเป็นที่รู้จักของคนทั้งเมือง เดินไปทางไหน ก็มีแต่คนทักทายด้วยคำว่า “โอ่ย” ที่มีคำแปลเหมือน "สวัสดี" ในภาษาไทยเรานี่เอง

สำหรับผม 1 ปีกับการใช้ชีวิตในฐานะนักเรียนแลกเปลี่ยนที่บราซิล นอกจากการปรับตัวให้เข้ากับสภาพสังคม ชีวิตความเป็นอยู่ของคนที่นั่น และเรียนรู้วัฒนธรรมที่แตกต่างแล้ว สิ่งที่นับว่าเป็นกำไรของชีวิต คือการได้ไปพบเห็นสิ่งที่แปลกใหม่ โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่เป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกถึง 3 แห่งด้วยกัน นั่นคือ ป่าอะเมซอน, น้ำตกอิกวาซู และรูปปั้นพระเยซูคริสต์ ที่กรุงริโอ เดอ จาเนโร

อะเมซอน ป่ามหัศจรรย์

อย่างที่ทราบกัน อะเมซอน เป็นผืนป่าที่สมบูรณ์ที่สุดของโลก ซ่อนตัวอยู่ในรัฐอะมาโซนาส รัฐทางตอนเหนือสุดของบราซิล ผมตัดสินใจซื้อทัวร์ 9 วัน 8 คืน ด้วยราคาที่บอกได้คำเดียวว่า "แพง"  (กว่าปกติ)

ผมเดินทางจากบ้านที่รัฐริโอ กรันดี โด ซูล ใช้เวลาวันกว่าๆ เพราะจากเมืองที่อยู่ ต้องนั่งบัสนาน 8 ชั่วโมงมาที่ปอรโต อะเลเกร เมืองหลวงของรัฐ ค้างหนึ่งคืน ก่อนจะจับเครื่องบินไฟลต์เช้าวันรุ่งขึ้น แล้วไปต่อเครื่องที่บราซิลเลีย ปลายทางที่มาเนาซ์ เมืองหลวงของรัฐอะมาโซนาส ที่นี่ผมได้เข้าพักที่โรงแรมทรอปิคัล โรงแรมที่ดังที่สุด

ก่อนเริ่มต้นการผจญภัยในผืนป่ามหัศจรรย์ ผมและเพื่อนๆ ร่วมทริปได้ไปเยี่ยมเยียนสถานที่สำคัญหลายแห่ง อาทิ พิพิธภัณฑ์ โรงละครชื่อดัง และนั่งรถชมสภาพแวดล้อมโดยรวมของเมือง จากนั้นจึงนั่งเรือเข้าไปยังผืนป่าอะเมซอน

ป่าดึกดำบรรพ์แห่งนี้มีขนาดใหญ่กว่า 5.5 ล้านตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 9 ประเทศในทวีปอเมริกาใต้ กล่าวอีกทางหนึ่งคือมีขนาดใหญ่กว่าครึ่งหนึ่งของพื้นที่ป่าฝนที่ยังคงเหลืออยู่บนโลก และเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดในโลก

ที่นี่เราได้เรียนรู้ถึงการดำรงชีพของชนพื้นเมือง ได้รู้วัฒนธรรม การกินการอยู่ โดยบริษัททัวร์ ได้จำลองสภาพชีวิตความเป็นให้กับลูกทัวร์ทั้ง 50 ชีวิต ด้วยการนอนบนเปลที่ผูกไว้บนเรือ และเดินเท้าเข้าไปในผืนป่า ลงเล่นน้ำในแม่น้ำอะเมซอน และที่น่าตื่นเต้นที่สุดเห็นจะเป็นการได้จับปลาปิรันย่า ปลาที่มีเขี้ยวคมที่สุดในโลก รวมถึงได้เจอสัตว์แปลกๆ เช่น โลมาสีชมพู จระเข้ หรือเสือซีตาร์ ที่แม้จะเห็นได้เพียงรอยเท้า แต่ก็รู้สึกอิ่มใจ

นอกจากนี้ เรายังได้ชมการแสดงพื้นเมืองของชาวอะเมซอน และได้ฟังเรื่องเล่าตำนานของอานาคอนด้า ที่เชื่อกันว่าเป็นเจ้าแห่งอะเมซอน เราได้เห็นลูก “อาซาอิ” ผลไม้พื้นเมืองที่พบได้แต่เฉพาะที่อะเมซอนเท่านั้น และยังได้พบลูก “กัวรานา” ที่นำมาแปรรูปเป็นน้ำกัวรานา เครื่องดื่มแบบบราซิเลียนที่ทุกคนชื่นชอบ และสุดท้ายก็มีโอกาสได้ลงเล่นน้ำในแม่น้ำสองสี ที่บอกตัวเองตั้งแต่ยังอยู่เมืองไทยว่าจะต้องหาโอกาสมาเยือนให้ได้ 

ช่วงเวลา 9 วัน 8 คืน ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในที่สุดก็ถึงเวลาแยกย้ายกันกลับไปยังเมืองของตัวเอง ผมร่ำลาเพื่อนร่วมทริปและสัญญากันไว้ว่า จะต้องมีโอกาสได้พบกันอีกอย่างแน่นอน 

สีสันแห่ง ริโอ เดอ จาเนโร

หลังกลับจากอะเมซอนไม่นาน ผมก็ได้สัมผัสกับความหนาวเย็นของบราซิลเป็นครั้งแรก ซึ่งแม้จะยังไม่ถึงขั้นติดลบ แต่อุณหภูมิในบางวันก็ลดลงไปอยู่ที่ประมาณ 2-4 องศา สำหรับคนที่เคยเจออุณหภูมิเย็นที่สุดแค่สิบองศาต้นๆ เรียกว่าแทบจะต้องกวาดเสื้อทั้งตู้มาใส่กันเลยทีเดียว  

เมื่อหมดฤดูหนาวแล้ว ผมก็เริ่มคิดถึงทริปต่อไปอีกสองทริปที่สัญญากับตัวเองไว้ว่า "ต้องไปให้ได้" หลังจากหาข้อมูลพอสมควร ผมก็ตัดสินใจว่า ทริปน้ำตกอิกวาซูนั้น คงต้องซื้อทัวร์เจ้าเดิม แต่สำหรับทริปริโอ เดอ จาเนโร คงไม่ยากเกินไปหากจะเดินทางเอง

ระหว่างที่ทริปในฝันยังไม่เริ่ม ผมมีโอกาสเดินทางไปที่ เมืองโนโว อัมบูร์โก เมืองใหญ่ติดกับเมืองหลวงของรัฐริโอ แกรนดิ โด ซูล เมืองนี้ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งของชาวเยอรมัน สังเกตชื่อเมือง "โนโว" แปลว่า "ใหม่" ส่วน "อัมบูร์โก" มาจาก "ฮัมบวร์ก" หมายถึงเมืองฮัมบวร์กใหม่นั่นเอง เมืองนี้เป็นแหล่งผลิตรองเท้าแบรนด์ดังๆ ของบราซิล ไม่ว่าจะเป็นรองเท้าส้นสูง รองเท้าแตะชื่อดังอย่าง Havaianas ที่บางรุ่นก็สามารถซื้อได้ในราคาเพียงร้อยกว่าบาทเท่านั้น

ทุกครั้งที่ได้เดินทางไปต่างเมือง ช่างเป็นสิ่งที่เติมความสุขใจให้กับคนที่เคยอยู่เมืองใหญ่ แล้วต้องไปใช้ชีวิตอยู่เมืองเล็กๆ ห่างไกลจากความเจริญเช่นผมได้เป็นอย่างดี เพราะเมืองที่ผมไปพำนักอยู่นั้น เป็นเมืองเล็กๆ ที่เดินไม่กี่นาทีก็รอบเมืองแล้ว เมื่อได้ไปพบเห็นตึกที่แม้จะไม่ได้สูงระฟ้า แต่ก็ช่วยให้รู้สึกดีอยู่บ้าง เพราะเมืองที่อยู่นั้น ไม่มีสิ่งปลูกสร้างที่สูงมากกว่า 3 ชั้นเลย

กลับจากโนโว อัมบูร์โก ผมไม่รีรอที่จะจัดการภารกิจทุกอย่างให้เรียบร้อยเพื่อเตรียมตัวสำหรับปลายทางที่รอคอย ไม่นานผมก็ได้แพ็คกระเป๋าสู่ กรุงริโอ เดอ จาเนโร อดีตเมืองหลวงบราซิล แต่ครั้งนี้เป็นการเดินทางเอง กินคนเดียว เที่ยวคนเดียว นอนคนเดียว โดยกำหนดระยะเวลาไว้ 10 วัน ก่อนจะเดินทางกลับเมืองเล็กๆ บนเขาอีกครั้งหนึ่ง

ผมออกจากบ้านด้วยรถบัสประจำเมือง มุ่งหน้าสู่เมืองหลวง เพื่อต่อเครื่องบินไปยัง ริโอ เดอ จาเนโร ทริปนี้ผมได้พักกับครอบครัวอุปถัมภ์ในย่าน Laranjeira อ่านว่า ลาดันเจดา ซึ่งเป็นถิ่นพำนักของคนมีอันจะกิน จากห้องนอนสามารถชมวิวจุดสำคัญๆ ของเมืองได้ และที่เด็ดกว่านั้นคือ จากหน้าต่างห้องที่ผมนอน สามารถมองเห็นรูปปั้นพระเยซู สถานที่ที่ตั้งใจไว้ว่าจะต้องมาเยือนให้ได้

วันแรกที่ริโอ นอกจากตัวเองจะตื่นตาตื่นใจมากๆ แล้ว ผมยังเผื่อแผ่ความตื่นตาตื่นใจไปยังญาติพี่น้องที่เป็นคาทอลิกหลายคน เพราะพวกเขาเหล่านั้น ต่างก็เป็นคาทอลิกที่เคร่งและอยากมาชื่นชมรูปปั้นพระเยซูนี้ ดังนั้นสิ่งแรกที่ผมทำ หลังจากวางกระเป๋าเดินทางแล้ว คือการใช้ไอโฟนถ่ายรูปรูปปั้นพระเยซู แล้วโพสต์ลงในเฟซบุ๊ค เพื่อเป็นการทุกคนรู้ว่า "ผมได้มาถึงแล้ว"

รูปปั้นพระเยซู (Statue Cristo Redeemer) หรือในภาษาโปรตุกีสเรียกว่า Christo Redetor เป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคปัจจุบัน เป็นกลุ่มของเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ทางสถาปัตยกรรม รูปปั้นนี้สูง 30 เมตร สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2464 ถือเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของริโอ เดอ จาเนโร

ผมไม่รีรอที่จะใช้บริการรถกระเช้าขึ้นไปชมวิวบนยอดเขาซูการ์ลอฟ หรือที่ภาษาโปรตุกีสเรียกว่า “เปา จิ อาซูการ์” ที่แม้จะกลัวความสูงอย่างไร แต่ไปถึงที่นี่แล้ว อย่างไรเสียผมก็ต้องหาทางขึ้นไปถ่ายรูปกับวิวที่สวยที่สุดในโลก ของเมืองที่สวยที่สุดในโลก (ของผม) ให้ได้  รวมไปถึงได้ไปเดินย่ำทรายนุ่มๆ ที่ โคปาคาบาน่า ชายหาดชื่อดังก้องโลก แถมด้วยชายหาดอิปาเนมา ที่ขึ้นชื่อว่าเซ็กซี่ที่สุด เพราะเต็มไปด้วยผู้คนที่ไปนอนอาบแดดกันอย่างสบายอารมณ์ แต่นอกจากจะไปชมสิ่งสวยงามของเมืองแล้ว ผมก็ยังมีโอกาสได้ไปเยือนถิ่นสลัมประจำเมืองอีกด้วย

ไม่ว่าจะเพราะเหตุผลอะไรก็ตาม ตลอด 10 วันที่ริโอ เดอ จาเนโร ผมกระหายที่จะซึมซับสภาพความเป็นเมืองไว้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทุกนาทีถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่า เกือบทั้ง 24 ชั่วโมงผมพยายามเก็บสะสมบรรยากาศของเมืองใหญ่แห่งนี้ไว้ ผมออกจากบ้านแต่เช้าตรู่ เดินไปบนหาดทรายชนิดที่แทบจะนับทรายให้ได้ทุกเม็ด เดินไปตามท้องถนนชนิดที่เรียกว่านับก้าวเดิน ค่อยๆ สัมผัสความเจริญที่มองเห็นไว้ในความทรงจำให้มากที่สุด ก่อนที่จะต้องอำลาเมืองอันน่าประทับใจแห่งนี้ไปในที่สุด

ตระการตา น้ำตกอิวาซู

เพราะเป็นความตั้งใจแต่แรกที่จะได้เห็นสิ่งมหัศจรรย์ทั้งสามแห่งของบราซิล หลังกลับจากริโอ เดอ จาเนโร ได้ไม่กี่วัน ผมก็เตรียมจัดกระเป๋าเดินทางไปน้ำตกอิกวาซู ซึ่งทริปนี้จะเดินทางลึกเข้าไปถึงประเทศอาร์เจนตินาและปารากวัยด้วย ยิ่งไปกว่านั้นสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นมากขึ้นไปอีก ก็คือทริปนี้จะได้พบกับเพื่อนๆ ทั้งจากทริปอะเมซอนและเพื่อนคนไทยคนอื่นๆ 

การเดินทางถือว่าไม่โหดเท่าทริปอื่นๆ เพราะเส้นทางที่จะไปอยู่ใกล้กับรัฐที่ผมอยู่ จากบ้านนั่งบัสประมาณ 12 ชั่วโมงไป เมืองฟอซ เดอ อิกวาซู ซึ่งตั้งชื่อตามน้ำตกอิกวาซู ที่นี่มีโรงแรมที่พักให้เลือกพักทุกถนน เพราะเป็นเมืองท่องเที่ยวที่นอกจากนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้ว นักท่องเที่ยวชาวบราซิลเองก็นิยมเดินทางมาชื่นชมความงามของน้ำตกแห่งนี้ด้วยเช่นกัน

น้ำตกอิกวาซู เป็นน้ำตกที่ใหญ่ที่สุดในโลก อยู่บริเวณรอยต่อพรมแดน 3 ประเทศ คือบราซิล, อาร์เจนตินา และปารากวัย เกิดจากแม่น้ำอิกวาซูที่ไหลมาจากที่ราบสูงปารานา ลงมาสู่ที่ราบต่ำ จนกลายเป็นน้ำตกที่มีแนวยาวมากกว่า 4 กิโลเมตร มีน้ำตกน้อยใหญ่อีก 275 แห่ง บริเวณรอบๆ จะมีละอองน้ำตลอดเวลา และเสียงของน้ำที่ตกลงมาดังไปไกลถึง 24 กิโลเมตรเลยทีเดียว

หากชมน้ำตกที่ฝั่งบราซิลจะมองเห็นน้ำตกได้อย่างทั่วถึง แต่หากเข้าไปชมจากฝั่งอาร์เจนตินาจะสามารถเข้าไปในระยะใกล้กับน้ำตกได้มากกว่า ว่ากันว่าบริเวณน้ำตกที่สวยที่สุดอยู่ในฝั่งบราซิล แต่หลายๆ คนเมื่อไปแล้วก็มักจะเดินทางเข้าไปในอาร์เจนตินาด้วย เพื่อชมบริเวณที่เรียกว่า “คอปีศาจ”

จากน้ำตกอิกวาซู พวกเราเดินทางต่อไปยัง เขื่อนอิไตปู เขื่อนคอนกรีตที่เคยได้ชื่อว่าใหญ่สุดในโลก เขื่อนนี้กั้นแม่น้ำปารานาระหว่างบราซิลกับปารากวัย นอกจากจะทำหน้าที่เป็นพนังกั้นน้ำเพื่อใช้ผลิตกระแสไฟแล้ว ยังเป็นทางเดินเชื่อมระหว่างสองประเทศนี้อีกด้วย

เขื่อนอิไตปู ได้รับการประกาศให้เป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ ด้วยความยิ่งใหญ่ชนิดที่ประเมินกันว่า คอนกรีตที่ใช้ในการสร้างเขื่อนสามารถ สามารถสร้างสนามฟุตบอลได้ถึง 210 สนาม ส่วนเหล็กที่นำมาใช้ก็มากพอที่จะสร้างหอไอเฟลได้ 380 หอเลยทีเดียว ปัจจุบันเขื่อนนี้สามารถผลิตไฟฟ้าให้กับประเทศปารากวัยได้ทั้งประเทศ รวมทั้งเมืองใหญ่ของบราซิล ทั้งกรุงเซาเปาโลและเมืองริโอ เดอ จาเนโร

สำหรับผมสิ่งเหล่านี้ถือเป็นประสบการณ์อันมีค่า และการได้มาเยือนสิ่งมหัศจรรย์ของโลกรวมทั้งได้เรียนรู้วัฒนธรรมที่แตกต่างของชาวบราซิเลียน ก็ถือเป็นความประทับใจที่จะยังคงอยู่ในความทรงจำตราบนานเท่านาน

Tags : บราซิล

Adsense

advertisement

advertisement

AD Position a2

advertisement

advertisement