กรุงเทพธุรกิจ

  • เข้าสู่ระบบ

Life Style

วันที่ 14 มิถุนายน 2555 09:00

"แม่วงก์" ในความทรงจำ

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ทันทีที่ธรรมชาติส่ง "น้ำท่วม" มาเป็นเครื่องเตือนภัยจากการใช้ทรัพยากรอย่างไม่รู้คุณค่า รัฐบาลกลับยื่น "เขื่อน" ออกมาเป็นด่านสู้รบ

ทว่าใต้เขื่อนแห่งนั้นมีพืชพันธุ์และสัตว์ป่าสำคัญๆ ถูกฝังร่างอยู่ รู้แบบนี้แล้วใครจะยอมรับ (เขื่อน) ได้บ้าง


..............


 เรือคายัคลำนั้นค่อยๆ ไหลเรื่อยไปตามลำน้ำ สองฟากฝั่งเต็มไปด้วยผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ ดอกสักสีขาวนวลทยอยแทงช่อบานสะพรั่งอยู่ทางฝั่งซ้าย เมื่อหันมองไปทางฝั่งขวา เนินเขาสูงๆ ที่อยู่ไกลลิบตานั่นเรียกว่า "มออีหืด" จุดชมวิวที่สวยที่สุดของหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ที่ มว. 4 (แม่เรวา)


 จะดีมากถ้าทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวาจะยังคงหนาแน่นไปด้วยต้นไม้ใหญ่ที่อยู่รวมกันจนเป็นป่าไม้ผืนโต ผลิตอากาศบริสุทธิ์ให้คนทั้งประเทศได้ใช้กันไปตราบนานเท่านาน แต่ทว่า พื้นที่ทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวาที่ว่ามานั้น กลับกลายเป็นตำแหน่งป่าที่ "คนบางคน" ระบุว่า "เสื่อมโทรม" เหมาะสมที่จะนำมาเป็นพื้นที่ก่อสร้างเขื่อนกั้นน้ำขนาดใหญ่ในชื่อ "เขื่อนแม่วงก์" ที่สุด


 ผืนป่ากว่า 13,000 ไร่ แลกกับโครงการ 13,000 ล้านบาทของรัฐบาล ถ้าเป็นชาวบ้านทั่วไปคงคิดว่า น่าจะได้มากกว่าเสีย แต่...ในมุมมองของคนที่คลุกคลีและเคยมี "บันทึกร่วม" กับพื้นที่ในเขตอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ทุกคนต่างมีความเห็นตรงกันว่า...


 ไม่มีสิ่งอื่นใดจะทดแทน "คุณค่า" ที่ป่าแม่วงก์มีให้แก่ทุกๆ คนบนพื้นที่นี้ บนแผ่นดินนี้ หรือบนโลกนี้ ได้อย่างแน่นอน
 
มองแบบ "คนใน"


 เป็นเวลากว่า 30 ปีแล้วที่ ณรงค์ แรงกสิกร ชาวนครสวรรค์โดยกำเนิด เกิดประทับใจแม่วงก์ และเลือกที่จะลงหลักปักฐานอยู่ที่นี่ โดยมีป่าผืนใหญ่เป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินชีวิต


 "ผมเคยเห็นการแตกดับของป่าแม่วงก์มาแล้ว ผมไม่อยากเห็นอีก" ณรงค์ เกริ่น ก่อนจะอธิบายเพิ่มเติมถึงประโยคที่เขาพูดไว้ก่อนหน้านั้นว่า


 ป่าแม่วงก์เมื่อ 30 ปีก่อนมีสภาพไม่ต่างอะไรกับเขาหัวโล้นที่เหลือเพียงตอ เพราะการสัมปทาน และหลังจากมีการประกาศยกเลิกสัมปทานป่าไม้ แทนที่คนในพื้นที่จะได้ช่วยกันพลิกฟื้นผืนป่าขึ้นมาใหม่ก็กลับมีคนต่างถิ่นเข้ามาในพื้นที่มากมาย มาไม่มาเปล่าพวกเขายังเข้ามาแผ้วถางป่ายืดหัวหาดทำกินกันหน้าตาเฉย ความอุดมสมบูรณ์ที่พอจะมีบ้างก็กลายเป็นแห้งแล้ง ไร้การควบคุม จุดนี้เองที่เป็นช่องว่างทำให้โครงการเขื่อนพันล้านถูกนำเสนอขึ้นมา


 "มันมี 2 จุดที่จะทำ คือ ตอนล่างที่มีชาวบ้านอยู่ 26 หมู่บ้าน กับตอนบนคือทำตรงพื้นที่สำนักงานอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ทำผ่านป่าไปเลย เมื่อก่อนป่ามันถูกบุกรุก เป็นป่าเสื่อมก็น่าจะสร้างได้ แต่ติดที่ต้องเวนคืนที่ดินซึ่งก็หลายสตางค์อยู่ ส่วนด้านล่างเป็นภูเขาหินผุ สร้างไปหนักๆ เข้าก็จะทรุด เขาเลยไม่สร้าง แต่พอผ่านไป 30 ปี จะสร้างเขื่อนด้านบนอุทยานฯ เพื่อว่าจะไม่รบกวนใคร แต่ตอนนี้ไม้มันใหญ่หมดแล้ว เดินเข้าไปแทบหลง ถ้าจะสร้างเขื่อนต้องเสียพื้นที่ป่ามหาศาล ผมว่ามันเป็นการแก้ปัญหาไม่ถูกจุด"


 นอกจากเป็นคนรักแม่วงก์ ณรงค์ ยังเป็นประธานเครือข่ายแม่วงก์ ชุมชนคนรักษ์ป่าด้วย เขาว่า การสร้างเขื่อนแม่วงก์ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา และประโยชน์ที่ว่าเกษตรกรจะมีน้ำใช้ในช่วงหน้าแล้งนั้นก็เป็นเพียงข้ออ้างลมๆ  เท่านั้น


 "ผมคิดว่าน่าจะทำเป็นฝายเล็กๆ อย่างที่เรียกว่า ฝายพวง หลายๆ อันต่อเชื่อมกันไป ลำน้ำลำเดียวก็จะมีน้ำใช้ทั้งปี ส่วนการเดินทางของน้ำก็จะช้าลง ทำให้หน้าฝนน้ำไม่ท่วม ตอนนี้ผมกลายเป็นคนที่ไปควักเงินออกจากปากเขา แต่เราก็อยากได้ในแบบของเรา ถ้าอยากได้เขื่อนแบบของผมก็มาดูที่หมู่บ้านผม ผมทำมากว่า 10 ปีแล้ว ป่าไม่เสีย มีน้ำใช้ ได้ความสามัคคีด้วย"


 ณรงค์ หมายถึงการทำประปาภูเขา ที่เขาและคนในชุมชนร่วมกันสร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี 2538 บริเวณเขากระทู้ โดยจัดการผันน้ำบนภูเขาลงมาใช้ประโยชน์ ซึ่งเขาแม่กระทู้นี้มีน้ำไหลตลอดปี เมื่อจัดการให้น้ำไหลผ่านฝายกักเก็บน้ำที่ทำไว้ ก็จะช่วยกระจายน้ำให้ไหลผ่านที่ต่างๆ ได้อย่างทั่วถึง ซึ่งผลงานการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ ภูเขาแม่กระทู้ ที่ณรงค์และชุมชนร่วมกันทำ ยังมีความสำคัญจนได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียวด้วย


 "ผมคิดว่า คนนครสวรรค์เองไม่รู้ว่า บ้านเรามีป่าอยู่เท่าไร ป่าไม้นครสวรรค์เหลืออยู่แค่ 6 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง เมื่อก่อนมี 30 เปอร์เซ็นต์ แต่มันก็ลดลงเหลือแค่นี้ พอป่าฟื้นขึ้นมาได้เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า พอจะเป็นปอดให้คนนครสวรรค์ได้ก็จะมาสร้างเขื่อนกัน ถามว่าคนอยากได้เขื่อนเป็นใคร เป็นคนข้างนอกทั้งนั้น คนในพื้นที่เขาเลือกธรรมชาติ ผมเองไม่ได้ค้านอะไรมากมาย แค่ไม่เห็นด้วย การที่เราไม่เห็นด้วยไม่ใช่ว่าเราผิด เพราะสังคมของเราเป็นสังคมประชาธิปไตย ดีไม่ดีก็ต้องคุยกัน" ประธานเครือข่ายแม่วงก์ ชุมชนคนรักษ์ป่า สรุป
  
สายตา "คนนอก"


 ลมหายใจของป่าแม่วงก์กำลังได้รับการคุ้มครอง ไม่เพียงจากผองชนคนแม่วงก์เท่านั้นที่เห็นคุณค่า แต่ "คนนอก" ที่เคยใช้เวลาช่วงหนึ่งในป่าหนาทึบแห่งนี้กลับมีทัศนะไปในทางเดียวกัน นั่นคือ NO DAM


 อรวรรณ สุวิทยพันธุ์ พยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เป็นหนึ่งคนที่พยายามรณรงค์ "ไม่เอาเขื่อน" ผ่านโซเชียล เน็ตเวิร์ค จนมีผู้คนเข้ามากด Like นับไม่ถ้วน


 "คนทั่วไปเห็นเราเคยไปที่นี่ก็จะเข้ามาถามว่า ความจริงมันเสื่อมอย่างที่บอกหรือเปล่า เราก็จะตอบเขาไปอย่างที่เราเห็นมา ซึ่งจริงๆ เราก็ไม่ได้ค้าน ไม่ได้ขัดขวางอะไร เพียงแต่ว่า แม่วงก์ในจุดที่เราไปสัมผัสมามันไม่ได้เป็นป่าเสื่อมโทรมอย่างที่เขาบอก"


 พยาบาลสาวคนนี้เป็นนักเดินป่าตัวยง ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี เธอเดินป่าในประเทศไทยมาแล้วเกือบทั่วทุกหนแห่ง แต่สำหรับแม่วงก์ เธอยืนยันว่า มันคือผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์มากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย


 "ประมาณปี 2553 เราไปเคาท์ดาวน์บนยอดเขาโมโกจู พอขึ้นไปข้างบนมันสวยมากๆ และระหว่างทางขึ้นไปมีป่าหลายแบบ ทั้งป่าไผ่ ป่าเบญจพรรณ ป่าดิบเขา คือจะบอกว่า 5 วันที่เราไป ถ้าข้างบนไปแล้ววิวปิด มองไม่เห็นอะไร แต่แค่ได้เจอสิ่งสวยงามระหว่างทางแบบนี้ก็โอเคแล้ว แล้วเราได้เจอรอยเท้าเสือโคร่งด้วย มันเป็นรอยเท้าที่ใหญ่มาก ลองเอามือไปทาบดูได้ถึง 4 ฝ่ามือ ถ้าอุ้มเด็กลงไปนั่งก็นั่งได้เลยอ่ะ เราถามคนนำทางว่า ใช่แน่เหรอ คนนำทางบอกว่า ใช่ มันคงมาป้วนเปี้ยนตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว


 ครั้งแรกพอรู้ว่าจะสร้างเขื่อนก็รู้สึกเสียดาย แล้วพอได้ยินว่า ตรงที่จะสร้างเขื่อนเป็นป่าเสื่อมโทรมก็แย้งขึ้นในใจว่า จริงเหรอ เสื่อมตรงไหน รอยเท้าเสือใหญ่ขนาดนั้น เราก็เลยมาฟังนักวิชาการเขาดีเบทกัน นั่งอ่านข้อมูลของแต่ละฝ่าย แต่ถ้าใครถามเราก็จะแย้งตลอด เพราะว่าสิ่งที่เราเห็นคือมันเป็นป่าที่สมบูรณ์ เป็นป่าต้นน้ำ ไม่ใช่ป่าเสื่อมโทรมอย่างที่กล่าวอ้าง"


 ข้อเสนอของพยาบาลสาวสำหรับเรื่องนี้คือ ให้มีการเปิดเวทีแสดงข้อมูลแบบตรงไปตรงมา และทำประชาพิจารณ์ว่า สิ่งที่ทำจะคุ้มค่าแค่ไหน ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นเวทีที่นักการเมืองเข้ามาให้ข้อมูลเพื่อหาเสียงเท่านั้น

 ความคิดนี้คล้ายกับที่  รุ่งโรจน์ จุกมงคล นักดูนกและนักเขียน ต้องการ เพราะวิโรจน์เองก็อยากให้มีการวางแผนงานให้ดี ที่สำคัญต้องมีการให้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนกับประชาชนด้วย


 "เราต้องประเมินความคุ้มค่า ถ้ามันป้องกันได้จริงๆ ก็ทำไป ไม่ใช่ป้องกันได้แค่ 1 เปอร์เซ็นต์ แล้วจะมาสร้าง แล้วการจะสร้างอะไรที่เป็นผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม ควรคิดหาข้อมูล มีการวางแผนชัดเจน ควรมีการรับฟังความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนกัน เราทุกคนเห็นความจำเป็นเหมือนกัน แต่ไม่ใช่นึกอะไรได้ก็จะทำ มันต้องมีการคิดให้รอบคอบก่อนเพื่อผลระยะยาว"


  รุ่งโรจน์ เป็นนักดูนกมา 25 ปี แต่สำหรับป่าแม่วงก์ เขาเหยียบย่างเข้าไปพื้นที่อย่างต่อเนื่องมา 20 ปีแล้ว


 "แม่วงก์มีนกพิเศษบางชนิดอยู่ อย่างครั้งแรกที่ผมไปดู ผมเจอนกกระเต็นขาวดำใหญ่ ซึ่งเป็นนกที่จะอาศัยอยู่ตามลำพังในป่าที่สะอาด แถบอินเดียจะเยอะมาก หาดูง่าย แต่ในเมืองไทยมีที่แม่ฮ่องสอน ส่วนภาคกลางมีที่ทุ่งใหญ่และที่แม่วงก์เท่านั้น แต่ครั้งแรกที่ไปก็เจอตัวนี้เลย ผมเลยรู้สึกประทับใจมาก"


 เป็นที่รู้กันดีในหมู่นักดูนกว่า "ช่องเย็น" คือสวรรค์ย่อมๆ ของการดูนก ซึ่งบริเวณนี้มีสภาพป่าที่สมบูรณ์ อากาศเย็นสบาย ทำให้มีนกประจำถิ่นและนกอพยพมากมายให้ชม ส่วนพื้นที่ป่าแม่วงก์บริเวณที่จะมีการสร้างเขื่อนนั้น รุ่งโรจน์ ยืนยันว่า มีนกมากพอๆ กัน แต่อาจเป็นคนละกลุ่มกับนกช่องเย็น


 "ตรงแม่เรวาผมก็เคยไป พื้นที่สวยมาก ค่อนข้างสมบูรณ์ อย่างนกตรงแม่วงก์ก็เยอะ แต่จะเป็นนกคนละกลุ่มกับช่องเย็น เป็นนกพื้นที่ราบ มีนกยูงและนกชนิดอื่นๆ คือถ้าจะสร้างเขื่อนตรงนั้นจริงๆ ผมว่าต้องคิดถึงข้อดีข้อเสียให้รอบด้าน ไม่ใช่แค่เพราะน้ำท่วมก็จะสร้าง" รุ่งโรจน์ สรุป


 ในขณะที่ทุกคนพยายามประกาศปาวๆ ว่า "เรามา Go Green กันเถอะ" แต่ ครม. ชุดนี้กลับมีความคิดเห็นที่ต่างออกไป สรุปแล้วมีใครบ้างที่ต้องการ "เขื่อน"

 

 

 

Tags : แม่วงก์ เขื่อน

Adsense

advertisement

advertisement

AD Position a2

advertisement

advertisement