กรุงเทพธุรกิจ

  • เข้าสู่ระบบ

Life Style

วันที่ 9 มิถุนายน 2555 09:00

ด้วยความคิดถึง "บึงกาฬ"

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

โปสการ์ดฉบับนั้นทำฉันอมยิ้ม มันไม่ได้มาจาก "คนพิเศษ" ที่อยู่แดนไกล แต่มันมาจาก "หัวใจ" ของเพื่อนรักที่จากกันไปนานแสนนาน

และยิ้มของฉันก็ขยายขนาดกว้างขึ้นเมื่ออ่านถึงประโยคที่ว่า "มาเที่ยวบ้างนะ บึงกาฬ คิดถึง...Buengkan Memory"

 ไม่เชิงเชิญชวนอย่างจริงจัง แต่ฉันก็หวังเอาไว้ว่า สักวันจะต้องเดินทางไปเยี่ยมเยือนเพื่อนที่เป็นเจ้าของโปสการ์ดแผ่นนั้นให้ได้

1.


 ปุ่มความเย็นถูกปรับไปที่ Low แล้ว แต่อากาศนอกรถที่ค่อนข้างเย็น เพราะมีฝนเป็นเพื่อนร่วมทาง ทำให้เสื้อคลุมบางๆ กับผ้าคลุมไหล่ผืนนั้นแทบหมดประโยชน์ ฉันนั่งปากสั่นระริกอยู่ราว 3 ชั่วโมงเศษ กว่ารถตู้จะแล่นมาถึงปลายทางได้ก็เล่นเอาเกือบเป็นไข้นอนซม


 บึงกาฬ เป็นจังหวัดน้องใหม่ลำดับที่ 77 ของประเทศไทย ที่เพิ่งตั้งไข่มาได้เพียงขวบปีเศษ ที่จริงฉันเคยเดินทางมาที่นี่แล้วเมื่อ 3 ปีก่อน ตอนนั้นบึงกาฬยังมีฐานะเป็นเพียงอำเภอหนึ่งของจังหวัดหนองคาย แต่เพราะระยะทางที่ห่างไกลจากตัวจังหวัดหนองคายมากถึง 145 กิโลเมตร ทำให้ที่นี่คล้ายเป็นดินแดนไกลปืนเที่ยง คนบึงกาฬจึงเสนอเรื่องการจัดตั้งบึงกาฬเป็นจังหวัด ในที่สุดก็มีพระราชบัญญัติแต่งตั้งจังหวัดบึงกาฬ พ.ศ.2554 ลงวันที่ 22 มีนาคม 2554 มีผลบังคับใช้วันที่ 23 มีนาคม 2554


 เพราะต่อสู้กันมายาวนานเกือบ 20 ปี เมื่อประกาศเป็นจังหวัดทั้งทีชาวบึงกาฬจึงจัดงานฉลองยิ่งใหญ่ต่อเนื่องกันถึง 3 วัน ฉันไม่ได้มาร่วมงานแต่ก็รู้ข่าวผ่านสื่อเหมือนที่ทุกๆ คนรู้นั่นเอง


 "มีแต่คนอื่นทั้งนั้นที่มาร่วมงาน คนบึงกาฬเองแทบไม่ได้มีส่วนร่วมอะไร" เพื่อนสาวเจ้าของโปสการ์ด พ้อเล็กๆ เมื่อฉันถามถึงวันงานฉลองของจังหวัด แม้จะมีอารมณ์น้อยใจอยู่ในที แต่เธอก็ยินดีที่บึงกาฬเปลี่ยนสถานะเป็นจังหวัด เพราะนั่นหมายถึงปากท้องของชาวบ้านจะอิ่มสุขมากขึ้นจากโอกาสที่เพิ่มเข้ามา


 เรือนไม้เก่าหลังนั้นมีป้ายแขวนไว้ที่ประตูว่า "ให้เช่าระยะยาว" ถัดไปอีกไม่กี่หลังก็มีป้ายแขวนในลักษณะเดียวกัน นี่อาจเป็นปรากฏการณ์ต่อขยายจากความเจริญที่กำลังคืบคลานเข้ามา ไม่เพียงอาคารใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นรอบเมืองเท่านั้น ถนนหนทางต่างๆ ยังถูกตัดไขว้กันไปมา มีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่เปิดให้บริการ ไม่นับโรงแรม ร้านอาหาร และสถานบันเทิงต่างๆ อีกมากมาย ฉันย้อนมองกลับไปเมื่อ 3 ปีก่อน บึงกาฬค่อนข้างเงียบสงบกว่านี้มาก


 ไม่มีใครหยุดยั้งความเจริญได้ นั่นเป็นเรื่องจริงที่ทุกคนต้องเรียนรู้ ชาวบึงกาฬเองก็ต้องรับมือกับสิ่งนั้นให้ได้ ขอเพียงแต่ต้องประคับประคองมันไปพร้อมๆ กับวัฒนธรรมอันดีงามที่ควรดำรงอยู่

2.


 ดื่มกาแฟที่ไหนๆ ก็ไม่อร่อยเท่าที่ตลาดเช้าจริงๆ ฉันรู้สึกอย่างนั้น อาจเพราะบรรยากาศของการต่อรองซื้อขายทำให้เรานั่งมองได้อย่างเพลินๆ ไหนจะมีการสนทนาอีกจิปาถะ หรือการปะทะความคิดทางการเมืองกันอย่างออกรสของชายสูงวัยในร้านกาแฟ ฉันถึงบอกว่า ดื่มกาแฟในตลาดเช้านั้นช่างมีความสุขเสียจริง


 มาบึงกาฬคราวนี้ฉันได้รับคำแนะนำให้เดินทางไปสักการะ 7 สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของบึงกาฬเพื่อเอาฤกษ์เอาชัย หลังจัดการกับมื้อเช้าเรียบร้อยแล้ว ฉันจึงมุ่งหน้าไปตามแผนที่ เริ่มต้นจาก วัดโพธาราม ที่ตั้งอยู่บ้านท่าไคร้ ความศักดิ์สิทธิ์ของวัดนี้อยู่ที่ "หลวงพ่อใหญ่" พระพุทธรูปศิลปะสมัยล้านช้าง ปางมารวิชัย ชาวบ้านส่วนใหญ่นิยมเดินทางมาบนบานเพื่อขอให้เกิดความรุ่งเรืองกับชีวิต หรือขอให้ตำแหน่งหน้าที่การงานใหญ่โตขึ้น คนที่เคยมาล้วนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ท่านศักดิ์สิทธิ์จริงๆ


 วิธีการบนบานเพื่อให้สมปรารถนา ชาวบ้านละแวกนั้นท่านว่า ให้สักการะด้วยดอกไม้ ธูปเทียน และบนบานด้วยบั้งไฟ ตะไล จึงจะสมหวัง ฉันแอบขอพรบางประการกับท่านไป แต่เพื่อสนับสนุนความเชื่อนั้น บั้งไฟน้อยจำนวน 9 อัน จึงถูกนำไปจุดที่ลานกว้างๆ ของวัด และแล้วบั้งไฟน้อยทั้งหมดก็พุ่งฉิวมุ่งหน้าข้ามแม่น้ำโขงหายไปในฝั่งลาวภายในพริบตา

 สบายใจแล้วฉันก็เดินทางย้อนกลับเข้าไปในเมือง เพื่อไปไหว้ ศาลเจ้าแม่สองนาง ที่ตั้งอยู่ตรงวงเวียนหน้าโรงพยาบาลบึงกาฬ ที่นี่เป็นศาลเจ้าแม่ที่ผู้คนแถบลุ่มน้ำโขงทั้งสองฝั่ง คือไทยและลาวให้ความเคารพบูชา โดยมีความเชื่อกันว่า เจ้าแม่สองนางเป็นธิดา 2 องค์ ของกษัตริย์ประเทศลาวที่ประสบอุบัติเหตุเรือล่มเสียชีวิต และได้กลายเป็นพญานาคีปกปักรักษาผู้คนในแถบลุ่มแม่น้ำโขง ชาวบ้านนิยมสักการะเพื่อขอให้การค้าขายเจริญรุ่งเรือง และให้การเดินทางแคล้วคลาดปลอดภัย โดยเฉพาะคนที่จะออกเรือหรือสัญจรทางน้ำจะนิยมมาไหว้เจ้าแม่สองนางเพื่อขอให้ปลอดภัย


 ฝนขาดเม็ดแล้ว จุดหมายแห่งความสิริมงคลต่อไปคือ วัดศรีโสภณธรรมทาน หรือ วัดใต้ ที่นี่เป็นสถานที่ประดิษฐานพระพุทธโสภณมงคลใต้ พระพุทธรูปสมัยล้านช้างเนื้อทองสัมฤทธิ์ ปางมารวิชัย นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูปเก่าแก่สมัยล้านช้างอีก 3 องค์ และรูปปั้นหลวงพ่อเมฆ (อดีตเจ้าคณะอำเภอบึงกาฬ) คล้ายๆ กับวัดอื่นๆ คือชาวบ้านจะนิยมมาขอพรให้อยู่เย็นเป็นสุข และมีความเจริญในหน้าที่การงาน แต่ที่ฉันสงสัยคือ ข้อมูลบอกว่าต้องใช้ขันธ์ 5 ในการบนบาน นั่นหมายความว่า เราต้องประพฤติกายใจให้สว่าง สงบ นับเป็นกลวิธีที่แยบคายดีทีเดียว


 วัดบุพพราชสโมสร หรือ วัดกลาง อยู่ไม่ไกลจากวัดใต้มากนัก ที่นี่เป็นสำนักปฏิบัติธรรมอยู่ติดกับริมฝั่งแม่น้ำโขง ภายในพระอุโบสถมีพระประธานที่งดงามมาก นั่นคือ หลวงพ่อวัดกลาง เป็นพระพุทธรูปโบราณก่ออิฐถือปูนศิลปะล้านช้าง แสงสว่างรำไรในวันฟ้าครึ้มแบบนี้ทำให้องค์พระมีสีมลังเมลือง ดูศักดิ์สิทธิ์มากยิ่งขึ้น


 ฉันกราบพระในพระอุโบสถแล้วเดินออกมาสูดอากาศบริเวณริมแม่น้ำโขง ตรงนั้นมีชาวบ้าน 2 คนกำลังเก็บผลมะเขือเทศสีแดงจัดเพื่อนำไปขายในตลาด ฉันกวาดตามองไปตลอดริมโขงเห็นต้นมะเขือเทศตั้งตรงไปตลอดริมตลิ่ง ชาวบ้านบอกว่า เมื่อยามน้ำลดจึงจะมีโอกาสได้ทำเกษตรริมโขง แต่นั่นก็เพียงปีละครั้งเท่านั้น


 แม้ปีนี้หลวงพ่อทองพูน สิริกาโม (พระญาณสิทธาจารย์) เจ้าคณะจังหวัดหนองคาย(ธ) และเจ้าอาวาส วัดสามัคคีอุปถัมภ์ หรือ วัดภูกระแต จะมีอายุครบ 80 ปีแล้ว ทว่า ท่วงท่าการเดิน ยืน นั่ง ของท่านยังดูแข็งแรงอยู่มาก แรกทีเดียวคิดว่าคงไม่มีโอกาสได้พบท่าน แต่เมื่อกราบพระอยู่ในพระศาลาการเปรียญ จู่ๆ หลวงพ่อทองพูนก็เดินเข้ามาสนทนาธรรมด้วย โดยหลวงพ่อทองพูน เป็นพระสายกรรมฐานรุ่นแรกสายพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตะเถระ เป็นพระที่มีความเมตตาและมีบารมีสูง นับเป็นบุญของเราที่มีโอกาสได้กราบท่าน


 อีกวัดที่ฉันประทับใจนั่นก็คือ วัดป่าบ้านพันลำ เพราะนอกจากบรรยากาศดีๆ เพราะตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง มองเห็นฝั่งประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาวชัดเจนแล้ว ด้วยความที่เป็นแหล่งปฏิบัติธรรม ทำให้ที่นี่ค่อนข้างสงบ เงียบ เหมาะที่จะมานั่งสงบจิตสงบใจเป็นอย่างยิ่ง ที่สำคัญเจ้าอาวาสวัดนี้ท่านเทศนาเก่ง ถึงกับจัดรายการธรรมะทางวิทยุ และมีเว็บไซต์ให้ความรู้เรื่องพุทธศาสนาด้วย ทั้งหมดนี่แหละที่ทำให้ฉันประทับใจวัดนี้เป็นพิเศษ


 ก่อนพระอาทิตย์จะสิ้นแสง ซึ่งจริงๆ ตลอดทั้งวันแทบไม่เห็นแสงเพราะฟ้าปิด เราเดินทางต่อไปที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์สุดท้าย นั่นก็คือ วัดอาฮงศิลาวาส ตั้งอยู่ที่บ้านอาฮงและอยู่ติดกับแก่งอาฮง ที่เชื่อกันว่าเป็นส่วนที่ลึกที่สุดในแม่น้ำโขง หรือเรียกกันว่า “สะดือแม่น้ำโขง” ก็ได้ ที่สำคัญเชื่อกันว่า ตรงนี้เป็นเส้นทางของพญานาค หรือ รูพญานาค ทุกๆ ปีจึงมีประชาชนมารอชมปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาค ณ จุดนี้คับคั่ง


 ฉันเดินเลาะริมแม่น้ำโขงเข้าไปภายในวัด กราบพระพุทธรูปที่อยู่ในโบสถ์แล้วจึงสังเกตเห็นว่า พระพุทธรูปองค์นี้ช่างมีลักษณะละม้ายคล้ายพระพุทธชินราช พระคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดพิษณุโลกเสียเหลือเกิน แม้จะดูคล้ายแต่พระองค์นี้ไม่ใช่พระพุทธชินราช แต่เป็นพระพุทธคุวานันท์ศาสดา ที่มีลักษณะเดียวกันนั่นเอง

3.


 ตะลุยขอพรตั้งแต่เมื่อวาน เพื่อให้วันนี้มีแสงสว่างลอดผ่านปุยเมฆออกมาบ้าง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 7 ท่านคงเห็นใจ วันนี้ฉันจึงได้เห็นแสงอาทิตย์จัดจ้านร้อนแรงตั้งแต่เช้า


 เหตุที่ต้องขอแบบนี้เป็นเพราะจุดหมายของการเดินทางวันนี้อยู่ที่ วัดเจติยาคีรีวิหาร หรือ วัดภูทอก ศาสนสถานที่ต้องอาศัยความเพียรและความตั้งใจจริงจึงจะเดินทางไปถึงได้ ส่วนแสงแดดที่ขอไว้ก็เพื่อส่งเสริมให้การเดินทางนั้นไร้อุปสรรคจากฟองฝนเท่านั้น


 ภูทอก ในภาษาอีสานแปลว่า ภูเขาที่โดดเดี่ยว จริงดังว่าเพราะตั้งแต่ต้นทางมาจะสามารถมองเห็นภูทอกนี้ได้แต่ไกล มีลักษณะเป็นภูเขาหินทราย ที่มีวัดเจติยาคีรีวิหารตั้งอยู่บนเชิงเขา มองขึ้นไปด้านบนจะเห็นสะพานไม้ที่สร้างวนเวียนขึ้นไปสู่ยอดเขารวม 7 ชั้น แต่ละชั้นจะมีกุฏิ และหลืบผา สำหรับพระสงฆ์ขึ้นไปนั่งปฏิบัติธรรม


 หลังจากได้รับโปสการ์ดฉบับหนึ่งที่มีภาพภูทอก ฉันก็บอกกับตัวเองว่า จะต้องมาเยือนที่นี่ให้ได้ (อีกแล้ว) เพราะในภาพนั้นฉายให้เห็นถึงความสูงชันของภูเขา แต่ก็สามารถเอาชนะได้ด้วยความเพียรของมนุษย์ ฉันเองอยากรู้ว่าตัวเองเพียรพยายามได้แค่ไหนจึงตัดสินใจมาบึงกาฬด้วยมีวัดภูทอกเป็นจุดหมายหลัก


 จริงๆ แล้ว ภูทอก มี 2 ลูกคือ ภูทอกใหญ่ และภูทอกน้อย ในส่วนที่นักแสวงบุญและนักท่องเที่ยวทั่วไปสามารถเดินไปถึงได้คือ ภูทอกน้อย ส่วนภูทอกใหญ่อยู่ห่างออกไป ยังไม่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวไปชมได้ตามปกติ


 วัดภูทอกนี้ ตามประวัติว่า พระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ ได้เริ่มเข้ามาจัดตั้งเป็นแหล่งบำเพ็ญเพียร เพื่อให้พุทธศาสนิกชนปฏิบัติธรรม และก่อนที่พระอาจารย์จวนจะละสังขาร ก็ได้ริเริ่มสร้างสะพานไม้และบันไดขึ้นไปด้านบน ใช้เวลาสร้างนาน 5 ปีเต็ม (ตั้งแต่ปี 2512) เพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงพุทธรักษ์ คือการท่องเที่ยวในเชิงการแสวงบุญหรือธรรมจาริก นักท่องเที่ยวที่มาจะได้ชมธรรมชาติและได้ศึกษาพุทธศาสนา ส่วนชาวบ้านจะได้ประโยชน์จากการจำหน่ายสินค้าและธุรกิจร้านอาหาร เป็นการช่วยเหลือชาวบ้านที่ยั่งยืน


 มาถึงจริงๆ เล่นเอาเกือบถอดใจ เพราะภูทอกนั้นช่างสูงชันเสียเหลือเกิน ขาสั้นๆ อย่างฉันจะเดินได้กี่มากน้อย แต่...มาแล้วก็ต้องไปต่อให้ถึง และแล้วก็ไม่ทำให้ผิดหวัง


 ทัศนียภาพตั้งแต่ชั้นที่ 1 จนถึงชั้นที่ 7 นั้น แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง และการก้าวเดินแต่ละก้าวก็สอนให้เรามีสติ และควรใช้ชีวิตอย่างระมัดระวัง ระหว่างชั้นที่ 6 ซึ่งเป็นชั้นที่สวยที่สุด มีศาลากลางและกุฏิพระ ที่สำคัญเป็นสถานที่เก็บศพพระอาจารย์จวนไว้ด้วย ใครเดินขึ้นมาถึงชั้นนี้ได้จึงเท่ากับได้ขึ้นมาไหว้ศพพระที่อยู่สูงที่สุดจุดหนึ่งในประเทศไทยด้วย


 ที่ชั้น 6 นี้ จะมีถ้ำอยู่ตามหลืบผาหลายแห่ง ถ้าเดินมาจนถึงสุดทางทิศเหนือจะเห็นสะพานหินธรรมชาติและสะพานไม้ทอดตัวสู่พุทธวิหาร ซึ่ง พุทธวิหาร แปลว่า สถานที่พักผ่อนของท่านผู้ตรัสรู้แล้ว เป็นสถานที่เก็บพระบรมสารีริกธาตุและเป็นที่พระอริยะหลายองค์มาพักผ่อนและละสังขาร พุทธวิหารมีลักษณะที่แปลกและน่าอัศจรรย์ มองดูคล้ายพระธาตุอินทร์แขวนในประเทศพม่า


 ฉันเดินต่อขึ้นไปยังชั้นที่ 7 ซึ่งเป็นส่วนของยอดเขา แต่ด้านบนนั้นไม่มีอะไรมากนัก แต่วิวทิวทัศน์งดงามมาก เพราะมองเห็นได้ในมุม 360 องศา ก่อนพระอาทิตย์จะเลียผิวไปมากกว่านี้ ฉันรีบเดินลงจากยอดภูทอกในเวลาบ่ายแก่
 ที่ชั้น 1 ฉันพบหญิงชาวไทยกับชายชาวต่างชาติที่ตั้งใจมาเดินทางมาเยือนภูทอก


 ชายคนนั้นถามฉันว่า "Where is the lift?" ฉันตอบกลับไปว่า "The lift is your legs."

 ไม่มีบทสนทนาใดๆ ในตอนจบ มีเพียงรอยยิ้มและความตั้งใจ กับสองขาที่ก้าวเดินขึ้นไป เท่านั้น

.......................


การเดินทาง


 ไปบึงกาฬได้หลายรูปแบบ ทั้งทางรถยนต์ คือจากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางหมายเลข 1 ผ่านสระบุรีแล้วเข้าทางหลวงหมายเลข 2 ผ่านนครราชสีมา ขอนแก่น อุดรธานี หนองคาย จากหนองคายตรงไปบึงกาฬ รวมระยะทางราว 751 กิโลเมตร แต่ถ้าจะไปรถโดยสารประจำทางก็มีทั้งรถธรรมดาและปรับอากาศ ดูข้อมูลได้ที่บริษัทขนส่งจำกัด www.transport.co.th ส่วนรถไฟยังไปไม่ถึงบึงกาฬ นักท่องเที่ยวต้องนั่งไปลงที่หนองคาย หรืออุดรธานี แล้วต่อรถไป โดยมีขบวนรถไฟจากกรุงเทพฯ-หนองคาย และขบวนรถด่วนดีเซลรางกรุงเทพ - อุดรฯ ทุกวัน สอบถาม โทร. 1690, 0 2223 7010, 0 2223 7020  www.railway.co.th 

สุดท้ายคือการคมนาคมที่สบายที่สุด นั่นคือ เครื่องบิน ทุกวันนี้มีสายการบินหลายให้บริการมากมาย จะเลือกลงที่หนองคายหรืออุดรธานีก็สะดวกพอๆ กัน การบินไทย ดูรายละเอียดที่ www.thaiairways.co.th/ สำรองที่นั่ง โทร. 0 2356 1111 สายการบิน ไทยแอร์เอเชีย โทร. 0 2515 9999 หรือ www.airasia.com/th/th/home.html และ สายการบินนกแอร์ www.nokair.com โทร. 1318 และ 0 29009955 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงาน ททท. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เขต 5 โทร. 0 4232 5406-7 หรือ 1672

 

Tags : บึงกาฬ วัดภูทอก

Adsense

advertisement

advertisement

AD Position a2

advertisement

advertisement