กรุงเทพธุรกิจ

Life Style

วันที่ 5 มิถุนายน 2555 11:09

A Cup of Hope อายุ จือปา

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

เด็กหนุ่มชาวอาข่าคนนี้รู้เรื่องกาแฟดีที่สุดคนหนึ่ง เป็นเจ้าของแบรนด์ Akha Ama ที่ก้าวสู่เวทีระดับนานาชาติแบบเท่ๆ

แต่หากใครจะมอบฉายา Coffee Prince เขาขออนุญาต ปฏิเสธ

ในยุคสมัยที่ใครต่อใครฝันอยากมีร้านกาแฟ (เล็กๆ) เป็นของตนเอง ‘ลี’ อายุ จือปา หนุ่มอาข่าวัย 26 ปี ฝันอยากเห็นชุมชนเล็กๆ ของเขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

“กาแฟ” ในสวนหลังบ้าน คือเมล็ดพันธุ์เขาเลือกหว่านลงในพื้นที่แห่งความหวัง โดยมีแบรนด์น้องใหม่ Akha Ama เป็นสายใยที่เชื่อมระหว่าง คนปลูกกาแฟ กับ ผู้นิยมคาเฟอีนทั่วโลก

แม้จะจบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะมนุษยศาสตร์ สาขาภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงราย ทำกิจกรรมมาก็ไม่น้อย แต่ในวันที่ก้าวสู่ธุรกิจนี้เมื่อสามปีก่อน ต้องยอมรับว่าเขาคือมือใหม่ไร้ประสบการณ์

ฝันใหญ่ของคนตัวเล็กๆ จึงต้องออกแรงมากกว่าปกติ ใช้เวลาเป็นปีๆ กับข้อมูลทั้งในโลกไซเบอร์และประสบการณ์ตรง ตระเวนชิมกาแฟทั้งๆ ที่ไม่เคยพิสมัยในความขมปร่าของเครื่องดื่มชนิดนี้มาก่อน

ผลก็คือ วันนี้กาแฟโนเนมจากบ้านแม่จันใต้ จังหวัดเชียงราย ได้รับการรับรองให้เป็นหนึ่งในกาแฟชนิดพิเศษในงานชิมกาแฟของกูรูนานาชาติด้วยรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ ทว่า ที่น่าชื่นชมกว่านั้น คือความตั้งใจของหนุ่มคนนี้ที่ไม่ได้หยุดฝันแค่ ‘กาแฟ’

ทำไมถึงเลือกทำแบรนด์กาแฟทั้งที่ไม่ได้ชอบดื่มกาแฟ

เหตุผลเดียวที่ผมทำตรงนี้ขึ้นมาก็คือชุมชน ชาวบ้านที่บ้านผมเขามีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจครัวเรือน ถามว่าผลผลิตที่ปลูกได้ ขายได้มั้ย ขายได้ แต่ว่าในราคาต่ำ เพราะไม่มีใครมาช่วยในเรื่องการตลาด ก็เลยคิดว่าเราน่าจะเป็นคนที่มาช่วยชาวบ้าน ช่วยชุมชน ให้ฐานเศรษฐกิจของครอบครัวดีขึ้น เพื่ออะไร เพื่อที่ครอบครัวเขาจะได้ยกระดับด้านการศึกษาและคุณภาพชีวิตดีขึ้น พ่อแม่พี่น้องที่อยู่บนดอย เขาก็อยากจะส่งลูกไปเรียนหนังสือ แต่ในเมื่อเศรษฐกิจไม่ดี เขาก็ไม่สามารถทำได้

ลีเป็นคนแรกๆ ในชุมชนบ้านแม่จันใต้ที่จบระดับอุดมศึกษา ซึ่งก็มองว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับชุมชนถ้าเรามาทำอะไรสักอย่าง โดยที่ตอนนั้นไม่ได้คิดด้วยซ้ำว่าจะทำกาแฟ เพราะมีคนทำเยอะเหลือเกิน แต่พอมาคิดดู กาแฟเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทั่วโลกรู้จัก ก็เลยคิดว่าน่าจะเริ่มต้นจากอะไรก็ได้ที่ทำไปแล้วคนอื่นรับรู้ได้ง่าย ก็..กาแฟ เพราะกาแฟ ชุมชนมีอยู่แล้ว ณ ตอนนี้ก็ปลูกมาได้ 12 ปีแล้ว แต่ทีนี้คนที่จะมาสานต่อกระบวนการผลิต การแปรรูป ทำให้เพิ่มมูลค่า ยังไม่มี แล้วจะทำอย่างไร ผมไม่ได้จบด้านธุรกิจ จบด้านภาษาอังกฤษ ก็ต้องมาศึกษาหาความรู้

แต่นั่นแหละคือเหตุผลหลักว่าทำไมผมเลือกกาแฟกับชุมชน แล้วสร้างแบรนด์ตรงนี้ขึ้นมา ใช้ชื่อ อาข่า อามา ซึ่งหลายคนรู้แล้วว่า อาข่า เป็นชนเผ่า อามา แปลว่าแม่ ในโลโก้ที่เห็นเป็นรูปคุณแม่ผม

เริ่มต้นสร้างแบรนด์นี้ขึ้นมาอย่างไร

ผมเริ่มจากการไปศึกษาวัฒนธรรมการกินกาแฟว่าเป็นอย่างไร ครั้งแรกที่ผมเริ่มต้น บ้านเรายังอยู่ในยุคที่ตามกระแส ตอนนั้นถ้าจำได้ซีรี่ส์เกาหลี coffee Prince กำลังมาแรง เป็นเรื่องราวของการเปิดร้านกาแฟ แต่ผมมองว่าน่าจะพัฒนาศักยภาพชาวบ้าน ไม่ใช่ไปสู้ในส่วนของการเปิดร้านกาแฟ ซึ่งอันนั้นเป็นปลายทาง แต่ของเราเป็นต้นทาง ผลิต แปรรูป ซึ่งเผอิญว่าตอนนั้นใครก็บอกว่าถ้าจะกินกาแฟดีๆ ต้องกินกาแฟนอก กาแฟโคลัมเบีย กาแฟเอธิโอเปีย กาแฟเคนยา ไม่มีใครพูดถึงกาแฟไทย โอ.เค. ตอนนั้นอาจมีคนรู้จักกาแฟดอยช้างบ้าง วาวีบ้าง แต่ถามว่าในส่วนของคนที่กิน

กาแฟจริงๆ ยอมรับแค่ไหน

ผมก็มองว่า เอ...ทำไมบ้านเราก็ปลูกกาแฟได้ ดินก็ไม่ใช่ว่าแย่ แต่ทำไมคนถึงบอกว่ากาแฟเราไม่อร่อย เพราะส่วนตัวเราก็ไม่ใช่คนที่กินกาแฟอยู่แล้ว ไม่ได้เก่งขนาดรู้ว่ากาแฟนี้ดีกว่าอันนี้ แต่ผมมองอีกแง่ว่า ทำอย่างไรให้ชาวบ้าน ชาวไร่กาแฟมีโอกาส เพราะเวลาไปซื้อกาแฟจากชาวบ้านเขาก็กดราคา ก็เลยไปศึกษาว่าต้องเริ่มจากไหน เริ่มจากการพูดคุยกับคนที่กินกาแฟมั้ย คนที่คั่วกาแฟ ไปคุยกับชาวต่างชาติว่าเขามองอย่างไร สิ่งเหล่านี้เป็นทั้งข้อมูลดิบและข้อมูลสำรอง อยากรู้ถาม อยากเห็นก็ดู แล้วทุกวันนี้ข้อมูลมีเยอะแยะ ในอินเตอร์เนต ยูทูบ ก็เริ่มจากจุดนี้ จากที่ไม่กินกาแฟก็ตระเวนกินกาแฟทั่วทั้งเชียงใหม่  กรุงเทพ บางทีก็กินเกินขนาด กระทั่งอ๊วกก็มี สิ่งเหล่านี้มันเป็นประสบการณ์ที่ต้องประสบด้วยตนเอง

ใช้เวลานานมั้ยกว่าจะเป็นรูปเป็นร่าง

ผมใช้เวลา 2 ปีกว่าในการหาข้อมูล กว่าที่จะสร้างแบรนด์ขึ้นมา เพราะเราต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้โพรดักท์ของเราสามารถไปยืนอยู่ท่ามกลาง 200-300 แบรนด์ที่เขามีอยู่ อันนี้ยังไม่พูดถึงตอนที่เราสร้างก็มีคนอื่นเขาสร้างเหมือนเรา ทีนี้จะทำอย่างไรให้คนสะดุด ก็ไปคิดทำแพ็คเกจ ทำเรื่องกระบวนการคั่ว ลองคั่วทั้งแบบอ่อน กลาง เข้ม ทำเป็นตัวอย่างแจกออกไป ชอบหรือไม่ชอบให้มาลองกันก่อน ทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้

6 เดือนแรก 9 เดือนแรก แทบจะไม่มีใครเหลียวมอง มีแต่คนบอกว่า...กาแฟอีกแล้วเหรอ ตอนนั้นเหมือนบ้านเราอยู่ระหว่างการพัฒนาวัฒนธรรมการกินกาแฟ จากในอดีตเรากินกาแฟโบราณ มาสู่กาแฟที่เราเรียกติดปากว่าเป็น กาแฟสด ซึ่งมองกันว่าถ้าใครกินกาแฟสดได้ถือว่ามีฐานะ มีรสนิยม จากนั้นถึงจะมาเป็นยุคของแฟชั่นหรือกระแส ทุกคนอยากจะเปิดร้านกาแฟ มีเครื่องบดเครื่องชงก็เปิดแล้ว ทุกคนอยากจะมีร้านกาแฟเล็กๆ ชงได้บ้างไม่ได้บ้าง กินได้บ้างกินไม่ได้บ้างก็ว่ากันไป 

แต่ตอนนี้เราเข้าสู่ยุคที่สี่ ยุคที่กินกาแฟอย่างจริงๆ จังๆ คนทำกาแฟด้วยใจรัก คนกินกาแฟก็กินเพราะรสชาติ คุณภาพ แล้วคนเริ่มเข้าใจในส่วนของการช่วยเหลือสังคมเยอะขึ้น กินแล้วมีความหมายด้วย ไม่ใช่กินแล้วฉันได้แต่คาเฟอีน กาแฟอาข่า อามา ก็เลยมีคนสนใจ เหมือนกินหนึ่งถ้วย จ่ายไปสี่สิบ ไม่ใช่แค่กินกาแฟ แต่ต่อไปมันจะเข้าสู่การพัฒนาชุมชน เริ่มมีความเข้าใจลึกซึ้ง คนปลูกกับคนบริโภคก็ใกล้ชิดกันมากขึ้น อันนี้เป็นสิ่งที่ผมอยากเห็นมากที่สุดในสังคม เพราะในอดีตเคยมีมาแล้ว แต่มันหายไป ไม่ว่าจะด้วยอะไรก็แล้วแต่ ทำให้ทุกคนรู้สึกว่าต้องสร้างรั้ว กลายเป็นว่าวันนี้ถ้าเดินไปข้างบ้าน บอกเอาผักเอาอะไรมาฝาก คิดว่าเขาจะดีใจหรือตกใจ ...ตกใจ แต่ในอดีตมีแต่...ขอบคุณครับ ขอบคุณค่ะ แลกกัน

ถามว่าทำไมวันนี้มันหายไปล่ะ ผมว่ามันเป็นสิ่งที่ดี ก็เลยใช้คอนเซ็ปต์ว่า วันนี้รั้วเราไม่ได้ติดกัน แต่เราเอาข้อมูลมากระจายให้รู้ว่าเราอยู่กันอย่างไร แล้วเอาข่าวสารจากผู้บริโภคไปบอกชาวบ้านว่า ผู้บริโภคเขาต้องการอะไร ซึ่งเป็นการพัฒนาร่วมกัน ถามว่าใครได้...ทั้งสองฝ่าย

คิดว่าอะไรคือจุดเด่นของกาแฟอาข่า อามา

ถ้าจะให้พูดถึงคุณภาพกาแฟ ผมบอกได้เลยว่าคุณภาพในการดูแลเพาะปลูก จนถึงกระบวนการผลิตทุกอย่างไม่แพ้แบรนด์อื่นใดในประเทศนี้ แต่ผมไม่ได้เป็นคนบอกว่าของเราดีที่สุด เพราะว่าผมกินกาแฟรสชาติหนึ่งที่ถือว่าดีที่สุดสำหรับผม คนอื่นก็กินอีกรสชาติหนึ่ง อาจจะดีที่สุดสำหรับเขา มันเป็นเรื่องของรสชาติ

ในส่วนของอาข่า อามา เป็นอาราบิก้า เป็นกาแฟที่ใช้แพร่หลายในร้านกาแฟแบบนี้ แล้วเราไม่ได้มีการผสมโรบัสต้าหรืออย่างอื่นเลย บวกกับการพัฒนาด้านความรู้ให้กับชาวบ้าน เวลาปลูกเราไปศึกษาร่วมกัน เอาผลผลิตที่ได้ไปต่อยอด คัดสรรเมล็ดดีๆ ไปเพาะ แล้วนำไปปลูกในสวนต่อ กลายเป็นวัฎจักร เวลาเก็บเราก็เก็บทีละผลที่สุกงอม นำมากะเทาะ มาแช่ มาล้าง ตาก ก่อนที่จะมาคั่วมาชงเป็นกาแฟในร้าน ทุกอย่างเราดูแลกันเอง เพราะฉะนั้นจุดเด่น ผมมองว่าเราเข้าใจลึกซึ้งในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเพาะปลูกจนถึงการชงกาแฟออกมา ทำให้เรามั่นใจว่ากาแฟของเรามีคุณภาพ มีความปลอดภัย

ทราบว่าได้รับเลือกไปใช้ในงานชิมกาแฟระดับโลกด้วย?

ผมมองว่าถ้าจะให้ทุกคนยอมรับในกาแฟไทย ต้องพิสูจน์ ต้องทำให้เห็น ไม่ใช่แค่พูด พูดใครก็พูดได้ แต่การจะให้ทุกคนยอมรับในคุณภาพ รสชาติ เราต้องทำให้เขาสัมผัสได้จริงๆ แล้วทำอย่างไร ก็ต้องเริ่มตั้งแต่กระบวนการผลิตที่ใส่ใจ ต้องเข้าใจว่าการเพาะปลูกต้องคัดสรรเมล็ดพันธุ์อย่างไร ปลูกในดินแบบไหน สูงจากระดับน้ำทะเลเท่าไหร่ เก็บเกี่ยวอย่างไร มาคั่วแบบไหนชงแบบไหน สิ่งเหล่านี้แหละที่นำไปสู่กระบวนการพิสูจน์ว่ากาแฟเรายืนอยู่บนเวทีระดับนานาชาติ

เราไม่ได้โอ้อวดว่ากาแฟของเราดีที่สุด ไม่ใช่ ผมไม่เคยพูด แต่ทุกวันนี้บอกได้เลยว่ากาแฟไทยไม่ใช่สิ่งที่คนอื่นมองข้ามได้ สิ่งเหล่านี้เกิดจากการมีส่วนร่วมของผู้บริโภค ผู้ผลิต รัฐ เอกชน ในการพัฒนากระบวนการจนเกิดมาเป็นโพรดักท์ ถามว่าวันนี้ถ้าผมไม่ได้ส่งกาแฟนี้ไปพิสูจน์ในเวทีโลก จะมีใครรู้มั้ย ก็ไม่มีใครรู้ ยังมีเพื่อนต่างชาติพูดติดตลกว่า เพิ่งรู้นะว่าเมืองไทยปลูกกาแฟด้ว

รางวัลที่ได้รับคือ?

เป็นเรื่องของคุณภาพล้วนๆ เรื่องของกระบวนการผลิต ความปลอดภัยต่อผู้บริโภค แล้วก็เรื่องของรสชาติที่มีความซับซ้อนมีความหลากหลาย เพราะแต่ละปีกาแฟที่ส่งเข้าประกวดในเวทีนานาชาติไม่ใช่น้อย เป็นหลักพัน แต่ทุกปีมีไม่เกิน 24 ชนิดกาแฟที่เขาคัดเลือกให้เป็นกาแฟชนิดพิเศษที่ใช้ในงานชิมกาแฟนานาชาติ

โดยเราส่งเป็นเมล็ดดิบไป จากนั้นเขาจะนำไปผ่านกระบวนการ Laboratory ตรวจสอบว่ากาแฟนี้ผ่านมาตรฐานหรือเปล่า ปลอดภัยมั้ย ความชื้นเป็นอย่างไร แบคทีเรียมีมั้ย แล้วต้องผ่านโรงคั่วที่ได้รับการคัดเลือกจากองค์กรกาแฟนานาชาติ เอากาแฟเหล่านี้ไปคั่วเพื่อที่จะเทสต์ในส่วนของรสชาติกาแฟต่อไป ไม่ใช่ขั้นตอนง่ายๆ ซึ่งกาแฟที่เขาเลือกไว้ชิม เขาจะคั่วในระดับกลาง ไม่เข้มหรืออ่อนเกินไป เพราะถือเป็นการดึงอัตลักษณ์ของกาแฟออกมาได้ดีที่สุด

เมื่อได้รับการคัดเลือกแล้วถึงจะมีการชิม ซึ่งคอมเมนท์ของเราคือมีรสชาติที่ซับซ้อน หมายถึงมีความเปรี้ยวที่ไม่ได้บาดคอ มีความหวานที่พอดี มีความขมที่ไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าขมอย่างเดียว มีกลิ่นที่ซับซ้อนคล้ายกับดอกไม้สีขาวในทุ่งของสแกนดิเนเวีย สิ่งเหล่านี้แหละที่บอกถึงคุณภาพ บอกถึงเอกลักษณ์ของกาแฟเรา

เวทีนี้เป็นเวทีที่คัดเลือกกาแฟชนิดพิเศษที่ผ่านการรับรองโดยองค์กรกาแฟชนิดพิเศษแห่งยุโรป เพื่อใช้ในงานชิมกาแฟนานาชาติ เป็นคนละเวทีกับการประกวดรสชาติกาแฟ ซึ่งถ้าจะส่งเวทีนั้นเราก็คั่วกาแฟแล้วส่งไป หรือเบรนด์กาแฟจากทั่วโลกมาแล้วส่งประกวดก็ได้ แต่เราไม่ได้โฟกัสตรงนั้น เราเป็นผู้ผลิต เราปลูก เราก็โฟกัสในส่วนตรงนี้

ตอนนี้ก็มีคนรู้จักมากขึ้น?

ผมยังมองอยู่ว่าอาจเป็นเรื่องของกระแสหรือเปล่า แน่นอนเราห้ามในส่วนของกระแสไม่ได้ แต่เรายังคงวัตถุประสงค์เดิมของเรา คือผลิตกาแฟให้มีคุณภาพ บางที่พอโตขึ้นมาปุ๊บ เขาอาจไปเน้นปริมาณ แต่ผมไม่มีความคิดเลย มีคนที่ถามเรื่องเฟรนไชน์มากกว่า 30 คน ถามว่าถ้าวันนี้ถ้าผมขายไป ผมรวยมั้ย ผมไม่ต้องทำอะไรก็ได้ แต่มันไม่ใช่ ไม่ใช่ความสุขทั้งต่อผมและชุมชน

สิ่งที่ผมทำมันต้องไปทั้งสองด้าน มาร์เก็ตติ้งก็ต้องไป การพัฒนาชุมชนก็ต้องไปด้วยกัน หนักไปอย่างใดอย่างหนึ่งก็ไม่ดี มัวแต่ไปพัฒนาแต่ไม่มีใครรู้จักเรา ชาวบ้านก็ไม่ได้อะไร มัวแต่ไปทำมาร์เก็ตติ้งแล้วชาวบ้านไม่ได้ทำคุณภาพ คนเขาก็ไม่ยอมรับ นั่นคือที่เราทำ ถึงมันอาจจะช้า แต่ไม่ได้เป็นเรื่องเสียหาย ถ้าโตได้ด้วยฐานที่มั่นคง
ชาวบ้านที่ทำงานร่วมกันจำนวนสักเท่าไหร่

หมู่บ้านแม่จันใต้เล็กๆ มี 32 หลังคา ส่วนใหญ่เป็นพี่น้อง รู้จักกัน แต่ทุกวันนี้สิ่งที่ อาข่า อามา เข้าไปมีส่วนร่วมและให้ผลประโยชน์โดยตรงกับชุมชนก็คือการประกันราคา ปีที่ผ่านมาเราประกันสูง 30-37 % ถ้าเทียบกับราคาตลาด แต่ไม่ใช่เพราะผมมีเงินนะ ประกันเฉยๆ เป็นแค่คำประกาศ สิ่งที่ได้คืออะไร เรามองเห็นถึงความเชื่อมั่นของชาวบ้าน แล้วชาวบ้านเขาก็จะมาช่วยในส่วนของสต็อก เขาจะแบ่งผลผลิตคนละ 10 เปอร์เซ็นต์ให้เรา อีก 90 เปอร์เซนต์เขาก็ไปขายให้ที่อื่นได้ เพราะพอคนเริ่มรู้จัก ราคากาแฟที่บ้านแม่จันใต้ก็สูงขึ้น ถือเป็นผลดีต่อชุมชน
ในแง่ธุรกิจถือว่าอยู่ได้ไหม

ในแง่ของรายได้ยังอยู่ในช่วงที่กำลังโต ถามว่าอยู่ได้มั้ย อยู่ได้ แต่ไม่ได้ถือว่าร่ำรวย เป็นช่วงที่กำลังเรียนรู้ เหมือนกับเข้าโรงเรียน อนุบาลหนึ่ง สอง สาม ไป ป.1 ป.2 ป.3 ผมมองตัวเองแบบนั้น ไม่ได้มองว่าตัวเองเก่งแล้วมาทำ แต่ทำแล้วเรียนรู้ไป เพราะฉะนั้นถ้ามองเป็นตัวเงิน อาจจะไม่ได้เยอะเหมือนคนอื่น แต่ถ้ามองในเรื่องของคุณค่า มีเยอะเลย

โดยเฉพาะความภูมิใจ หนึ่งเรารู้สึกว่าได้มีส่วนในการพัฒนาชุมชน ไม่ได้มองว่าต้องช่วยแค่ชุมชนตัวเองอย่างเดียว ทุกวันนี้อาจเหมือนเป็นการทดลองจากชุมชนเล็กๆ ชุมชนหนึ่ง แต่ใครจะรู้ว่าถ้าเราได้โตขึ้นมาในอนาคต เราอาจได้ทำในที่อื่นๆ ด้วย อันนั้นเป็นวัตถุประสงค์ของผม ไม่ใช่ทำคนเดียว ดึงทุกคนมามีส่วนร่วม แล้วขยายไปทีละหมู่บ้าน เพราะฉะนั้นอันนี้แค่จุดเริ่มต้น

ถ้าเปรียบกับการเรียน ตอนนี้น่าจะอยู่ชั้นไหนแล้ว

น่าจะเป็นอนุบาลหนึ่ง กำลังจะก้าวสู่อนุบาลสอง เพราะอะไร ทุกวันนี้ลูกค้ามาหาเราแล้วมาให้กำลังใจ เหมือนมาช่วยดูแลเรา คนที่มีธุรกิจแล้วเขาก็มาแนะนำ เหมือนเป็นห้องเรียน มีเพื่อน มีคุณครูมาแนะนำ ผมมีความสุขมากที่ลูกค้าไม่ว่าจะเป็นเจ้าของธุรกิจใหญ่ๆ เป็นเจ้าของร้านกาแฟ ก็ยังมากินกาแฟที่นี่ แล้วมาให้กำลังใจ ผมมองว่าการเดินทางนี้เราได้เริ่มแล้ว แต่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ได้รู้จักคนโน้นคนนี้ ทุกวันนี้ผ่านมาสองปีเข้าปีที่สาม ผมมีความสุข แล้วทุกคนที่ผ่านมาตรงนี้ อาจจะไม่ใช่ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ 80-90 เปอร์เซ็นต์ ผมเชื่อว่าเขาก็มีความสุข เรายังต้องพัฒนาในเรื่องของคุณภาพ ค่อยๆ เดิน วันไหนที่เราวิ่งได้แล้วค่อยวิ่ง

คิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จหรือยัง

บางอย่างก็ยังทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร แต่หลายๆ อย่างก็ทำได้ดีเกินที่ตัวเองคาดไว้ และมองว่ายังไปได้ดี แต่ไม่ถือว่าประสบความสำเร็จ

กว่าจะมาถึงจุดนี้ต้องพบกับอุปสรรคมากมาย อะไรคือสิ่งที่ยากที่สุด

เชื่อมั้ย สิ่งที่ยากที่สุดคือเรื่องความรู้สึกของตัวเอง คนอื่นอาจจะไม่ได้รู้สึกในเรื่องที่เรารู้สึกก็ได้ บางทีเราคิดไปเอง บางทีเรากังวลไปเอง หรือว่าบางทีเรามั่นใจเกินไปเอง ทำให้เป็นอุปสรรค เช่นเราไปหมู่บ้าน ชาวบ้านก็มองว่ายังเป็นเด็กเมื่อวานซืนอยู่เลย แล้วมาพูดถึงอะไร ฟังไม่รู้เรื่อง แต่อันนี้ยังไม่เท่าไหร่ เพราะเราโตมาในชุมชน เวลาไปที่อื่น ไปแบงค์ เอาแผนไปให้เขาดู เขาบอกชอบๆ ถามว่าคุณอายุเท่าไหร่ ผมบอก 23 ครับ โพรไฟล์ล่ะ ผมทำงานสังคมสงเคราะห์ จบ ยังไงเดี๋ยวพี่ติดต่อกลับไปแล้วกัน

ถ้าเป็นคนที่ยอมแพ้ง่ายๆ คงคิดว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ผมทำตรงนี้ขึ้นมาด้วยใจ ด้วยความคิดว่าชุมชนเรามีกาแฟอยู่แล้ว อะไรที่ทำได้ก็ทำไปก่อน มีกาแฟอยู่แล้วก็หาวิธีเก็บแล้วมากะเทาะเปลือก ยังไม่มีเครื่องใช่มั้ย เอาไปตำก่อนก็ได้ ถามว่าเหนื่อยมั้ย เหนื่อย ต้องสู้กับความรู้สึกตัวเอง ต้องสู้กับคำถามที่เกิดขึ้นกับตัวเอง เพราะฉะนั้นสิ่งที่เป็นอุปสรรคที่สุดคือความรู้สึกของตัวเอง คำถามที่ล่องลอยมาหาเรา

เอาชนะใจตัวเองได้อย่างไร

ผมค่อนข้างเป็นคนที่มองโลกในแง่ดี เหตุผลที่พูดอย่างนี้เพราะตั้งแต่เริ่มต้น แม้แต่เพื่อนๆ ยังพูดเลยว่า โอ้โห ลี คือตอนที่ผมเริ่มต้นเป็นช่วงปี 2010 ตลาดหุ้นล่ม ทุกคนกังวล แต่วันนั้นกลับกลายเป็นว่าผมกำลังตื่นเต้นที่จะเปิดร้านกาแฟของตัวเอง เพื่อนก็บอกว่า บ้าไปแล้ว คนอื่นเขาเซฟตัวเอง คุณมาลงทุนอะไรเนี่ย กาแฟก็กาแฟไทยนะ แล้วมาเจอวิกฤติแบบนี้อย่าไปทำดีกว่า แต่ผมมองว่า สิ่งเหล่านั้นที่เขามอง เรามีผู้สนใจแล้ว โอ.เค.สิ่งที่เขาบอกอาจเป็นเรื่องเนกาทีฟ ทำร้ายความรู้สึกเรา แต่ถ้าตอนนี้ไม่เตรียมตัวแล้วสถานการณ์วันหน้าดีขึ้นเราจะพร้อมเหรอ ช่วงที่เขายังไม่พร้อม เราก็เตรียมตัวไปก่อน พอสถานการณ์ดีขึ้นเราก็พร้อม ทุกคนก็พร้อมเข้ามา อันนี้คือเหตุผลที่ทำให้ 9 เดือนแรกแทบจะไม่มีใครที่บอกว่า ลี พี่ขอซื้อสักหนึ่งกิโลไปใช้ที่ร้าน แทบจะไม่มีเลย ผมเคยตั้งเป้าตั้งแต่เปิดร้านกาแฟว่า หนึ่งเดือนจะต้องได้หมื่นห้าพันบาท สามเดือนผ่านไปได้แค่หมื่นสองพันบาทเอง

แล้วเคยคิดจะล้มเลิกมั้ย

ไม่เคย ตั้งแต่วันแรกถึงวันนี้ผมไม่เคยคิดว่าสิ่งที่ทำเป็นเรื่องที่ผิด ไม่เคยคิดที่จะเลิกด้วยซ้ำ แต่เคยรู้สึกเหนื่อย ท้อ รู้สึกว่าทำไมเราก็ทำดีที่สุดแล้ว ทำไมถึงเป็นแบบนี้ เดินเข้าร้านกาแฟ บางคนก็ยิ้มแย้มแจ่มใจ ให้กำลังใจ ถึงจะไม่ใช้กาแฟของเรา แต่หลายคนเขามองแล้วก็บอกว่า พี่ไม่มีเวลา กาแฟพี่มีแล้ว เรารู้สึกว่าแทบจะไม่มีพื้นที่เลย จะทำอย่างไรให้กาแฟเราไปอยู่ในใจเขาได้ แต่ทุกครั้งที่ท้อก็มานั่งทบทวนตัวเองว่า เราไม่ได้ทำตรงนี้เพื่อที่จะมีความสุขคนเดียวอยู่แล้ว วันนี้ไม่ได้ ก็พรุ่งนี้ พรุ่งนี้ไม่ได้ อีกวันก็ได้

ตอนนั้นผมทำร้านอยู่คนเดียว เวลาจะไปหาลูกค้าต้องปิดร้านนะ ตอนเช้าตื่นตีห้า หกโมงถูพื้น เปิดร้านด้วยตัวเอง ทุกวันนี้มีน้องๆ มาช่วย แต่ผมก็ยังถูพื้น ยังกวาด ยังเปิดร้านเอง ถามว่าวันนี้เป็นยังไง เมื่อก่อนขายได้ 3 แก้วก็ดีใจแล้ว บางทีผมยังบอกน้องๆ ว่า วันนี้เราขายได้ 30 แก้ว รู้สึกว่าทำไมมันน้อยจัง ซึ่งถ้าย้อนกลับไปเมื่อวันแรก ขายได้ 3 แก้ว ทำไมมีความสุขเหลือเกิน นั่นแหละคือเหตุผลที่ผมบอกกับตัวเองทุกวันว่า เราเคยเหนื่อยไม่รู้กี่เท่าของวันนี้ ทำไมเราผ่านมาได้ แล้วถ้าวันนี้เราเจออุปสรรค แล้วไม่สู้ ผมว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ควรจะทำ
เพราะอะไรถึงได้มีความมุ่งมั่นขนาดนี้

ผมโตในสังคมที่ดี ครอบครัว โรงเรียน เพื่อน ผมโตในครอบครัวที่มีแต่ให้กำลังใจในทางที่ดี คุณแม่เป็นคนที่สอนผมด้วยคำที่เป็นปราชญ์ สองก็คือโรงเรียน คุณครูดี อีกส่วนหนึ่งก็คือผมได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่บางคนไม่เคยมีโอกาส ผมอยู่ในวัด 6 ปี ได้บุญผ้าเหลือง เรียนทั้งทางโลกและทางธรรม สิ่งเหล่านี้หลอมรวมให้พอเกิดเหตุการณ์อะไรสักอย่างก็ไม่ได้หลงไป พอเกิดอะไรที่น่าตกใจก็ไม่ทำให้ตัวเองเสียหลัก ยังยืนอยู่ได้ มองโลกในแง่ดี คุณครู เพื่อนๆ ที่อยู่รอบข้างเขาก็ให้กำลังใจเรา แต่มากกว่านั้นคือผมเป็นคนที่ให้กำลังใจตัวเองเป็น เพราะผมบอกตัวเองตลอดว่า มีเพื่อน มีพ่อแม่ มีทุกคนที่พร้อมให้กำลังใจ แต่คิดดูว่าสักวันหนึ่งถ้าไม่มีเขา เราอยู่ได้มั้ย เพราะฉะนั้นต้องให้กำลังใจตัวเองเป็น

การเป็นเด็กชนเผ่าถือเป็นแรงกดดันอย่างหนึ่งหรือเปล่า

เคยมี แต่ผมบอกตัวเองว่าก่อนที่คนอื่นจะมาดูถูกเรา เราอย่าดูถูกตัวเอง เพราะเมื่อไหร่ที่เราเริ่มดูถูกตัวเองนั่นแย่กว่าที่คนอื่นดูถูกเรา ทุกวันผมไปโรงเรียน มาในเมือง โดนล้อทุกครั้ง แต่ถามว่าเป็นสิ่งที่เราต้องไปน้อยใจ ไปเสียใจ แล้วหมดกำลังใจที่จะพัฒนาตัวเองมั้ย ไม่ใช่ ผมพูดภาษาไทยไม่ดี เพื่อนก็บอกเอาอีกแล้ว ลี พูดไม่ชัด เด็กดอยสกปรก การศึกษาก็แย่ แต่ถ้าไปนึกโกรธแค้น ถามว่าวันนี้เราอยู่ได้มั้ย อยู่ไม่ได้ เราต้องถามตัวเองว่าเป็นจริงหรือเปล่า โอ.เค.อาจเป็นจริงก็ได้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราไม่สามารถพัฒนาได้ ไม่ใช่ว่าฉันจะต้องมาตายเพราะพูดไทยไม่ชัด

แต่ถามว่าตอนที่เราเป็นเด็กรู้สึกแบบไหน รู้สึกกลัว อาย ยังไม่พอนะ ยังเคยถามแม่ด้วยซ้ำว่า ทำไมเราโชคร้ายจังเลย เราเกิดบนดอย แม่บอกเลยว่า ความโชคดีหรือโชคร้ายไม่ได้อยู่ที่ว่าเราเกิดตรงไหน แต่อยู่ที่เกิดมาแล้วเราใช้ชีวิตแบบไหนมากกว่า แล้วเรื่องของความแตกต่างทางชาติพันธุ์หรือวัฒนธรรม ผมไม่ได้มองว่าเป็นจุดด้อย มองว่าเป็นโอกาสที่ดีด้วยซ้ำ เป็นความโชคดีที่เรามีโอกาสได้อยู่ในวัฒนธรรมที่หลากหลาย ที่สำคัญผมเชื่อว่าทุกคนมีโอกาสเท่าเทียมกันในการพัฒนาตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นคุณจะเกิดที่ไหน ไม่ว่าคุณจะเป็นสัญชาติใด แค่นั้นก็เกินพอที่ผมจะเอาตัวเองให้รอด

ถึงที่สุดคาดหวังอะไรจากแบรนด์ที่สร้างขึ้น

ผมไม่ได้มองแค่ว่า เพราะเราเป็นคนอาข่า แล้วต้องช่วยคนอาข่า ผมมองว่าคนไหนที่มีโอกาสน้อยกว่าก็ควรได้รับโอกาสที่เท่าเทียมกัน ทุกวันนี้ผมเจอเด็กๆ ไม่ว่าเด็กบนดอย หรือเด็กข้างล่าง ผมจะพูดตลอดว่าถ้ามีโอกาสให้ใช้ให้คุ้มที่สุด ผมเป็นคนหนึ่งที่อาจมีโอกาสมากกว่าเด็กหลายๆ คน แต่ไม่ได้หมายถึงว่าอยู่ดีๆ แล้วโอกาสนั้นมันหล่นมาหาเรา ต้องเริ่มจากตัวเองว่าเราอยากได้แบบนี้ ก็ต้องหาโอกาสให้ตัวเอง ผมเชื่อว่าทุกคนมีโอกาสเท่าเทียมกัน เพียงแต่ว่าจะใช้โอกาสตรงนั้นได้เท่ากันมั้ย

ทุกวันนี้ที่มาทำตรงนี้ ผมมองในภาพรวม ไม่อยากให้ทุกคนลืมราก ลืมบ้านของตัวเอง ผมมองว่าพี่น้องคนไทยมีวัฒนธรรมที่ดีอยู่แล้ว มีความเอื้อเฟื้อ ดูแลกันและกัน ซึ่งเป็นจุดเด่นของคนไทย สิ่งเหล่านี้มันเกิดจากจิตใจที่ดี ผมไม่อยากให้สิ่งเหล่านี้มันหายไป อยากให้กระจายไปทั่วโลกด้วย ถึงวันนี้ผมจะพูดถึงชุมชนเล็กๆ แต่ผมจะไม่หยุดแค่นี้ วันหนึ่งผมมองว่าสิ่งที่ตัวเองทำอาจเหมือนการหว่านเมล็ดพันธุ์สักอย่างหนึ่ง แล้วเมล็ดพันธุ์เหล่านี้เริ่มโตขึ้น เริ่มแตกหน่อขึ้น แน่นอนว่าไม่จำเป็นต้องมาทำกาแฟเหมือนผม แต่เห็นว่าสิ่งที่ผมทำเป็นประโยชน์ เขาอาจจะไปทำอย่างอื่นก็ได้ เช่นไปช่วยชาวบ้านในส่วนของการทำปุ๋ยอินทรีย์ ไปช่วยชาวบ้านในการขายผลไม้ ไปช่วยชาวบ้านให้ปลูกข้าวได้ดีขึ้น สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ดีทั้งหมด แต่ผมไม่สามารถทำได้ทุกอย่าง

เพราะฉะนั้นวันนี้สิ่งที่ผมทำจึงไม่ได้มุ่งหวังแค่เอาผลประโยชน์ไปให้ที่บ้านอย่างเดียว แต่สังคมที่เป็นผู้บริโภคก็ได้ประโยชน์ด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคุณภาพของกาแฟที่เขากินได้ เรื่องของคุณค่าทางความรู้สึกที่เขาได้รับ แล้วยังไม่พอต่อยอดในการพัฒนาสังคม หรือที่เรียกว่าเป็น social awareness มันก็เป็นการ win win ทั้งสองฝ่าย

ตอนนี้คนในชุมชนเขามองว่าอย่างไร 

กลับไปทุกคนเขาก็ยิ้ม ก็ดีใจ คุณภาพชีวิตอาจไม่ได้ดีกว่าเมื่อก่อนเป็นร้อยเท่า แต่เขามีความหวัง ความสุขนี่ไม่ได้มาจากตัวเงินอย่างเดียว กำลังใจก็สำคัญ วันนี้อย่างน้อยเราก็เป็นคนหนึ่งที่ให้กำลังใจชุมชนได้

สำหรับผมแค่ชาวบ้านเขามีความสุข ได้มีชีวิตที่ดี ไม่ต้องมาชื่นชมผมก็ได้ ขอแค่สิ่งที่เราได้ทำ คนอื่นได้รับแล้วเขามีความสุข มันคือกำลังใจของผม
 

Tags : กาแฟอาข่าอาม่า อายุ จือปา

Adsense

advertisement

advertisement

AD Position a2

advertisement

advertisement