กรุงเทพธุรกิจ

Life Style

วันที่ 4 มิถุนายน 2555 07:10

ไม่ต้องรอ...ชาติหน้า

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ความจริงของธรรมชาติ คือ สิ่งที่พระพุทธเจ้าค้นพบ พิสูจน์ได้ด้วยตัวเองและกระบวนการวิทยาศาสตร์ ไม่ต้องรอชาติหน้า ชาตินี้ก็เห็นผลแล้ว

คำพูดที่ว่า "กาลเวลาพิสูจน์คน" คงใช้ได้สำหรับสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ เมื่อ 2,600 ปี กฎของธรรมชาติ ความจริงที่ไม่อาจปฎิเสธได้ ความไม่แน่นอน คือ ความแน่นอนที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ซึ่งมนุษย์ต้องลองปฎิบัติ เพื่อให้เห็นความจริงตามที่พระพุทธองค์ค้นพบ

                อย่างไรก็ตาม หากมองให้ลึกซึ้ง แก่นพุทธธรรมไม่เคยเปลี่ยนแปลง สอนให้คนพ้นทุกข์โดยเข้าใจกฎธรรมชาติ เรียนรู้การมีความสุขที่เหนือกว่าความสุขชั่วครั้งชั่วคราว หลักการเหล่านี้ต้องปฎิบัติด้วยตัวเอง จึงจะเห็นผล แม้กระทั่งกระบวนการวิทยาศาสตร์ก็ใช้หลักพุทธศาสนาในการสังเกต ทดลอง เพื่อให้ประจักษ์แจ้งต่อสมมติฐานที่ตั้งไว้

                 อย่างไรก็ตาม หากมองตามหลักเหตุและผล พุทธศาสนาในเมืองไทยไม่ได้เสื่อม สิ่งที่เสื่อมคือ มนุษย์ที่ไม่เข้าใจเนื้อแท้ของพุทธศาสนา นำไปตีความ สั่งสอนตามความเชื่อของตนเอง โดยไม่ถูกตามหลักที่พระพุทธเจ้าสอน

                พระพุทธเจ้าตรัสรู้ความจริงที่มีอยู่ในธรรมชาติ ท่านอธิบายวิธีการปฏิบัติให้สอดคล้องกับธรรมชาติ 2,600 ปีที่ผ่านมาปรากฏว่าคนที่ปฏิบัติตามได้ผลตลอด ดังนั้นจึงเป็นข้อพิสูจน์ หลักธรรมที่นำมาใช้ ทำเมื่อไหร่...จริงเมื่อนั้น หลักการนี้ไม่มีวันเปลี่ยน แต่ค่านิยมและความเชื่อของคนแต่ละยุคสมัยเปลี่ยนตลอด เมื่อมีการปรับวัฒนธรรม ก็เอาความเชื่อดั้งเดิมเข้ามาตีความพระครูธรรมธรครรชิต คุณวโร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดญาณเวศกวัน ลูกศิษย์พระพรหมคุณาภรณ์(..ปยุตฺโต) อดีตวิศวกรที่สนใจหลักเหตุและผลตามแนววิทยาศาสตร์ โยงให้เห็นสัจจะแห่งพุทธธรรม

                ปัจจุบันท่านทำหน้าที่สอนธรรมะแก่พระนวกะ เป็นพระวิทยากรบรรยายหลายแห่ง และที่ปรึกษาโครงการต่างๆ ที่นำหลักธรรมมาประยุกต์ใช้กับคนในสังคม  โดยก่อนหน้านี้ พระครูธรรมธรครรชิต  ตั้งคำถามกับตัวเองว่า คนเราเกิดมา เรียนหนังสือ มีครอบครัวแล้วตายไป แค่นี้เองหรือ

                "จริงๆ แล้วชีวิตมีอะไรมากกว่านี้หรือเปล่า แล้วทำไมชีวิตถึงมีความสุขชั่วครั้งชั่วคราวแล้วหายไป จากนั้นเราก็วิ่งหาต่อ พอได้มาก็ไม่ยั่งยืนอีก

 

ทำเมื่อไหร่ เห็นผลเมื่อนั้น

                ตามประสาคนที่เคยเรียนสายวิทยาศาสตร์ ช่างสงสัย เมื่อมีคนบอกว่า ให้เชื่อตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ท่านบอกว่า ถ้าไม่เข้าใจด้วยตัวเอง ก็ต่อต้านเหมือนกัน ตอนนั้นอยากรู้ว่า กระบวนการความทุกข์ที่เกิดจากภาวะจิตใจเป็นอย่างไร แล้วความสุขที่ยั่งยืนมีไหม จึงพยายามศึกษา

                ลองศึกษามากขึ้นและสังเกตใจตัวเอง อ่านสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ จนได้คำตอบที่เราสงสัย ถ้าเราสังเกตอย่างละเอียด เมื่อรับรู้ผ่านหู ตา จมูก ลิ้น และกาย ทำไมใจปรุงแต่งต่อ เมื่อไม่ได้ดังใจ ก็ทุกข์ทันที เพราะเรายึดติด คาดหวัง อยากได้สิ่งที่เราชอบใจ ให้คงอยู่ พอไม่คงอยู่ ก็ทุกข์

                ทุกข์เพราะการปรุงแต่ง ยึดติดและคาดหวัง เป็นสิ่งที่วนเวียนอยู่ในชีวิต เรื่องนี้หากเข้าใจกฎธรรมชาติที่พระพุทธองค์ค้นพบ ก็จะปล่อยวางความทุกข์ได้ตามระดับของการปฎิบัติ เพราะเหตุแห่งทุกข์อยู่ที่ท่าทีที่มีต่อสิ่งนั้น

                "ถ้าเรามีทีท่าถูกต้อง ไม่วิ่งเข้าไปยึด มันวางได้ ก็เป็นอิสระ เพราะสิ่งต่างๆ แปรเปลี่ยนตามธรรมชาติ อาการที่เราวิ่งเข้าไปจับและเพลิดเพลิน ยึดติด พระพุทธเจ้าเรียกว่า ตัณหา อยากจะให้ได้อย่างนั้นเมื่อใดก็ตามที่ฝืนกฎธรรมชาติ ความทุกข์ก็เกิดขึ้น ที่สำคัญคือ ต้องเปลี่ยนมุมมอง มองโลกตามความเป็นจริง" พระครูธรรมธรครรชิต โยงให้เห็นว่า ถ้าคนเราจิตใจเป็นอิสระจากกิเลส ความสุขที่แท้จริงก็เกิดขึ้น เมื่อเข้าใจก็จะสามารถใช้ปัญญาจัดสรรสิ่งต่างๆ ได้ดีขึ้นและเกิดความเกื้อกูลต่อเพื่อนมนุษย์

                การสอนธรรมะให้ญาติโยม ก่อนอื่นต้องทำให้พวกเขาคลายจากความเศร้า สังเกตสภาวะในจิตใจตัวเอง แล้วเขาจะเห็นคำตอบ ถ้าเป็นคนรุ่นใหม่ อาตมาจะใช้คำอุปมามากกว่าศัพท์บาลียากๆ แล้วให้เขาทดลองด้วยตัวเอง โดยให้ร่างกายและจิตใจเป็นห้องทดลอง

                เพราะพระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ตถาคตเป็นเพียงผู้ชี้ทาง ผู้ปฎิบัติต้องมือทำ สังเกต ทดลอง แล้วผลจะปรากฏ เพราะเวลาพระพุทธเจ้าสอน  ท่านค่อยๆ ชี้ให้เห็นแต่ละขั้นของความจริง เพราะท่านเห็นความจริงแล้ว เมื่อคนได้ปฎิบัติก็เกิดศรัทธาในความจริง นับถือคนที่พบความจริง หากมีคนบอกว่า คนนั้นเป็นคนเก่ง เป็นอริยบุคคลขั้นนั้นขั้นนี้ นั่นยังไม่เห็นความจริง

                เมื่อพบหลักธรรมแล้วพาผู้คนไปรู้เห็นตามความเป็นจริงของธรรมชาติ นั่นคือสิ่งที่พุทธองค์สอนไว้ ถ้าอย่างนั้นจำต้องทำความเข้าใจกับคำว่าศรัทธาด้วย พระครูธรรมธรครรชิต บอกว่า ศรัทธาในตัวบุคคลใช้ได้แค่เบื้องต้น เพื่อให้คนฟังลงมือทดลองทำ จากนั้นต้องพาเขาไปพบความจริง เพื่อให้เกิดปัญญา

                ความจริงในระดับจริยธรรม ยังไม่ทำให้คนพ้นทุกข์ เพราะชีวิตยังยึดติดกับสิ่งภายนอก ซึ่งมีความไม่แน่นอนตลอดเวลา ไม่สามารถมีความสุขได้ด้วยตัวเอง เพราะยังมีความสุขที่มากกว่าความสุขที่เกิดจากการตอบสนองทางหู ตา จมูก ฯลฯ หรือความสุขที่ได้อยู่ในธรรมชาติและสังคม

                ในความหมายที่ท่านอธิบาย ความสุขในระดับศีลธรรม แม้จะเป็นสิ่งที่ดีในการอยู่ร่วมกัน แต่ยังมีความสุขที่ละเมียดละไมมากกว่านั้น หากคนเรายังติดกับวัตถุภายนอก ก็ต้องทุกข์

                "ถ้าอาตมาบอกว่า ลองมานั่งสมาธิ คนก็บอกว่า ไม่สนุก เพราะคนเราติดยึดกับสิ่งที่ทำให้มีความสุข ฝากความสุขไว้กับสิ่งที่แปรเปลี่ยน จึงทุกข์มากกว่าสุข หรือสุขปลอมๆ สุขที่เกิดจากการได้รับการตอบสนอง

                ไม่ว่าจะคุยเรื่องใดก็ตาม ท่านจะโยงไปเรื่องการสังเกตตัวเองและกฎธรรมชาติ โดยผ่านการปฎิบัติตามแนวพุทธ ซึ่งไม่ใช่การตีความหรือการนึกคิดด้วยตัวเอง

                มีการกระทำย่อมมีผลของการกระทำ อาตมาจะไม่อธิบายแบบชาตินี้ ชาติหน้า ในแง่กฎแห่งกรรม คำว่า กรรม หมายถึงเจตนาหรือการปรุงแต่งจิตที่คนตั้งขึ้น การเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับเจตนา ถ้าทำกรรมไม่ดี สภาพจิตก็ไม่ดี ลองนึกถึงเวลาโกรธใคร จิตเศร้าหมองไหม ทุกข์ทันที ทำเมื่อไหร่เกิดผลเมื่อนั้น นี่แหละกฎแห่งกรรม เห็นผลในปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า

 

สังเกต&ทดลอง

                สังเกต ทดลอง และประมวลผลสิ่งที่เกิดขึ้น คือ สิ่งที่พระพุทธองค์ใช้เป็นเครื่องมือค้นหาความจริงในธรรมชาติ ซึ่งต่างจากหลักวิทยาศาสตร์ที่ต้องตั้งสมมติฐาน ทดลองหาความจริง

                วิทยาศาสตร์ไม่มีคำว่าร้อยเปอร์เซ็นต์ จะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ เมื่อทดสอบมากขึ้น แต่พระพุทธเจ้าลงมือทดลองและสังเกตธรรมชาติ บำเพ็ญทุกวิธีที่มนุษย์ยุคนั้นคิดว่าดีที่สุด แล้วทำให้พ้นทุกข์ ซึ่งการทดลองของพระพุทธเจ้าต่างจากนักวิทยาศาสตร์ เพราะพระพุทธเจ้าไม่ได้สังเกตแค่ตา หู จมูก ลิ้นและกาย  แต่สังเกตลึกไปถึงกระบวนการในจิตใจของมนุษย์  ไม่ว่ามนุษย์ยุคไหนก็เป็นอย่างนี้ ดังนั้นพุทธศาสนาจึงอธิบายได้ทั้งแนวทางวิทยาศาสตร์และนามธรรม ยิ่งวิทยาศาสตร์เจริญมากเท่าไหร่ ยิ่งเห็นชัดในสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน

                แต่อย่างไรก็ตาม ในโลกใบนี้มีสิ่งยั่วยวน ทำให้หลงใหล ยึดติด ไม่ว่าจะลัทธิ ความคิด ความเชื่อ และคำอธิบายที่ใช้หลักเหตุผลหักล้างโต้ตอบมากกว่าการทดลองปฎิบัติ ทำให้มนุษย์ไม่อาจเข้าถึงกฎธรรมชาติตามแนวพุทธได้

                เพราะก้าวไม่พ้นความคิด ติดอยู่ในคำพูดและความหมายในเชิงบัญญัติ คนรุ่นใหม่มักจะโต้ตอบหรือใช้คำพูดสื่อสารถึงความจริงมากกว่าการเข้าไปสังเกตความจริง นั่งเถียงกันแทบเป็นแทบตาย เพื่อให้เห็นว่าเหตุผลของใครดีกว่า ซึ่งเป็นมาตั้งแต่ก่อนพุทธกาล พระพุทธเจ้าจึงปฎิเสธการหาความจริงโดยการโต้เถียง หากคนยังติดอยู่กับบัญญัติหรือทิฐิของตัวเอง จะเป็นได้แค่แพ้ชนะด้วยวาทะ แต่ไม่เห็นความจริง

นั่นคือสิ่งที่พระครูธรรมธรครรชิตตั้งคำถามให้คิดต่อ  ถ้าคุณไม่พิสูจน์สิ่งที่พระพุทธเจ้าค้นพบด้วยตัวเอง แล้วคุณจะพบเจอสิ่งใด

                 ไม่ใช่ปฎิเสธเพราะขัดความรู้สึกตัวเอง หรือใช้วาทะค้านวาทะ เพราะฉะนั้นลองปฎิบัติ เมื่อเห็นความจริงแล้วค่อยปลงใจเชื่อ ค่านิยมในสังคมไทย บางคนบอกว่า เถียงพระแล้วบาป ไม่ใช่เลย เถียงพระได้ด้วยหลักเหตุและผล ต้องทดลองดูก่อนแล้วค่อยถกเถียง

                หากจะให้ยกตัวอย่างง่ายๆ ในเชิงพุทธธรรม เพื่อให้เห็นการทำงานของกายและจิต ท่านยกตัวอย่างว่า หากจิตไม่ผ่องใส ร่างกายพร้อมทำงานไหม เวลาโกรธ ร่างกายก็อึดอัดคับข้อง นี่ไม่ต้องรอชาติหน้า ส่งผลต่อร่างกายทันที หากตอนที่เรากำลังจะตาย สภาพจิตและกายในปัจจุบันร้อนร้น เมื่อจิตไปจับรูปธรรมใหม่ คุณคิดว่าจะมีสภาพร้อนหรือเย็น

                "รูปธรรมและนามธรรมแยกจากกัน คุณอยากได้รูปธรรมใหม่แบบไหนล่ะ  ยกตัวอย่างตอนนอนหลับ เราไม่รับรู้รูปธรรมนี้ แต่พอตื่นขึ้่นใจยังผูกพันกับรูปธรรมนี้ ก็ยังรับรู้รูปธรรมนี้อยู่ ฉันใดก็ฉันนั้น แทนที่จะคาดเดาถึงรูปธรรมในชาติหน้า ทำไมไม่ทำในปัจจุบัน ถ้าจิตของเราไม่ดี ร่างกายก็ทรุดโทรม มีผลต่ออายุขัยของเรา

                ทั้งๆ ที่หลักเหตุผลของพุทธศาสนามีความชัดเจน ไม่ต้องรอชาติหน้า ปฎิบัติให้เห็นในชาตินี้ได้เลย แต่คนส่วนใหญ่ขอแค่เปลือกพุทธธรรม ใช้ชีวิตตามความเคยชิน เพราะอะไรจึงเป็นเช่นนั้น พระครูธรรมธรครรชิต อธิบายว่า คนไทยไม่ชอบสังเกต ไม่ชอบเข้าหาความจริงของธรรมชาติ

                "แทนที่ผู้สอนธรรม จะช่วยให้คนเข้าหาความจริง บางคนเอาความเชื่อตัวเองมาเผยแพร่ นี่ไม่ใช้หลักพุทธ นี่คือสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เราเป็นเมืองพุทธโดยบัญญัติ ไม่เป็นพุทธที่เข้าถึงแก่น หลักการพุทธ ทำเมื่อไหร่...เกิดผลเมื่อนั้น ลองใช้ตัวเองเป็นห้องทดลอง เหมือนคนสมัยใหม่บอกว่าศึกษาอย่างวิทยาศาสตร์ แต่พระพุทธเจ้าสอนมาตั้งนานแล้ว ให้สังเกตภาวะของธรรมชาติ เพราะพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งปัญญา

                ไม่ใช่ปัญญาจากการอ่านและท่องจำ แต่เป็นปัญญาในแง่การสังเกต ทดลอง จนเห็นความจริงของธรรมชาติ คำสอนสามารถพิสูจน์ได้ด้วยตัวเอง

Tags : วิสาขบูชา

Adsense

advertisement

advertisement

AD Position a2

advertisement

advertisement