กรุงเทพธุรกิจ

Life Style

วันที่ 31 พฤษภาคม 2555 09:00

หยุด "CSR" มหาภัย

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ในบรรดา CSR ที่ป่าวร้องว่า ทำเพื่อสังคมนั้น มีกี่บริษัทกันที่ตั้งใจทำแบบนั้นจริงๆ "บริษัทบุหรี่" เป็นหนึ่งองค์กรที่ใส่หน้ากากหลอกประชาชน

 "เราไม่เคยใช้คำว่า "ทำบุญ" ที่หมายถึงว่า เราทำไปโดยไม่หวังผลตอบแทน ไม่มีการบริจาคเงินใดๆ ทำไปโดยไม่หวังผล"


 คำกล่าวของ จอร์ช นอช เจ้าหน้าที่ระดับสูงของ บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส เป็นเครื่องยืนยันได้ดีว่า "บริษัทบุหรี่" ไม่เคยทำอะไรดีๆ  "เพื่อรับผิดชอบสังคม" อย่างจริงใจ


 และรู้หรือไม่ว่า เป้าหมายทางการตลาดของบริษัทบุหรี่เหล่านี้อยู่ที่ไหน คำตอบสุดท้าย "เยาวชน"

เพื่อสังคม (จอมปลอม)


 สิงหาคม 2547 เยาวชนไทยและอเมริกันกลุ่มหนึ่ง ร่วมกันเปิดโปงความฉ้อฉลของ บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส บริษัทผู้ผลิตบุหรี่ยี่ห้อมาร์ลโบโร และ แอล แอนด์ เอ็ม ที่โยนเศษเงินอันได้มาจากวิญญาณและชีวิตของเพื่อนมนุษย์ เพื่อจัดงานประกวดศิลปกรรมยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (Phillip Morris Asian Art Awards) ปี 2537-2547 จนกลายเป็นประเด็นที่กระแทกความรู้สึกของ "ผู้ใหญ่" ในบ้านเมืองหลายคน

 ดูเหมือนกิจกรรมแฝงคุณธรรมจะเงียบหายไป กระทั่งเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา บริษัทบุหรี่กลับมาทำกิจกรรมรุกหนักเยาวชนอีกครั้งผ่านความพยายามหลายช่องทาง รวมทั้งการสนับสนุนการศึกษา ศิลปะ และกีฬา เรียกว่า เป็นการส่งต่อ "ควันหายนะ" ให้กับเยาวชนแบบที่ผู้รับไม่ทันรู้ตัว ซึ่งกิจกรรมรับผิดชอบต่อสังคม หรือ Corporate Social Responsibility (CSR) เป็นเพียง "เกมการตลาด" อย่างหนึ่งที่บริษัทบุหรี่พยายามใช้กลบเกลื่อนตัวเองในฐานะ "ผลิตภัณฑ์ฆาตกร" โดยเปลี่ยน "เงินบาป" ให้กลายมาเป็น "เงินบุญ" ได้ อย่างไม่รู้สึกละอายแก่ใจ


 ข้อมูลจากมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ พบว่า โรงงานยาสูบและบริษัทบุหรี่ มุ่งทำ CSR กับโรงเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นกว่า 100 แห่งทั่วประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ต่างจังหวัด ซึ่งจะเข้าไปทำ CSR ได้ง่ายมากในรูปแบบของการสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ รวมถึงการบริจาคสิ่งของ อุปกรณ์การเรียน หรืออุปกรณ์กีฬา เรื่องนี้ ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวว่า ขัดต่อมาตรา 5.3 อนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบ องค์การอนามัยโลก โดยมี 174 ประเทศร่วมลงนาม และประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในนั้น


 "ประเทศไทยเป็นสมาชิก เราก็ต้องทำตาม โดยปีนี้องค์การอนามัยโลกกำหนดประเด็นการแทรกแซงนโยบายควบคุมยาสูบโดยบริษัทบุหรี่ ซึ่งบริษัทบุหรี่เขาต่อต้านนโยบายอย่างเปิดเผยและอย่างลับๆ ซึ่งวิธีที่เขาแทรกแซงนั่นก็คือ การทำ CSR"


 เลขาธิการมูลนิธิฯ กล่าวถึงรูปแบบของการแทรกแซงว่า ผ่านกระบวนการทำ CSR เพื่อลดทอนกระแสรณรงค์ไม่สูบบุหรี่ ทำให้บริษัทบุหรี่กลายเป็นที่ยอมรับของคนในสังคม นอกจากนี้ยังใช้กิจกรรมนี้ในการเข้าถึงผู้กำหนดนโยบายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ผู้บริหาร หรือข้าราชการ เพื่อสร้างความเป็นเพื่อน ทำให้เกิดการเพิกเฉยต่อการคัดค้านการไม่สูบบุหรี่


 "ประเด็น CSR ต้องให้สังคมรู้ว่า ผลเสียของการทำ CSR คืออะไร ซึ่ง มาตรา 5.3 กำหนดให้รัฐบาลที่เป็นภาคีสมาชิกประชาสัมพันธ์ให้ทุกภาคส่วนของสังคมรู้ถึงกลยุทธ์การแทรกแซงนโยบายควบคุมยาสูบโดยบริษัทบุหรี่ และห้ามรัฐบาลทำ CSR กับบริษัทบุหรี่ เพราะถือเป็นการโฆษณาทางอ้อม ซึ่งมติ ครม. ที่ออกมาเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2555 ก็เห็นชอบมาตรการที่เสนอ โดยให้หน่วยงานต่างๆ ปฏิบัติตาม ระหว่างนี้เราก็ต้องให้ความรู้กับสังคมมากๆ" 


 ศ.นพ.ประกิต กล่าวว่า จากข้อมูลในเว็บไซต์ของบริษัทบุหรี่ ระหว่างปี 2552-2554 พบว่า โรงงานยาสูบ ใช้งบประมาณในการให้ทุนสนับสนุน (CSR) ไปทั้งสิ้น 199,937,352 บาท ส่วนบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ประเทศไทย จำกัด ใช้งบประมาณไป 12,042,746 บาท นับเป็นมูลค่ามหาศาล แต่...ตัวเลขมหาศาลกับเม็ดเงินที่ทุ่มไปในกิจกรรมสาธารณประโยชน์ที่พบในประเทศไทย เป็นตัวเลขที่มีนัยสำคัญ และสามารถบอกได้ว่า การหว่านเงินจำนวนมหาศาลนั้น มีคำตอบที่นอกเหนือจากการทำ "เพื่อสังคม"

หลอนหลอกเยาวชน


 อย่างที่บอกว่า การทำ CSR เป็นกลยุทธ์สำคัญที่บริษัทบุหรี่ใช้สร้างรากฐานทางสังคม เพื่อให้ผู้ได้รับการสนับสนุนนั้นรู้สึกสำนึกในบุญคุณ ขณะเดียวกันก็สร้างภาพลักษณ์ดีๆ ให้กับบริษัทบุหรี่ จนผู้คนในสังคมหลงเชื่อและเป็นเหยื่อทางการตลาดของบริษัทเหล่านี้ไปโดยปริยาย แน่นอนว่า บริษัทบุหรี่ไม่ทิ้งเป้าหมายที่พวกเขาต้องการ นั่นคือ เยาวชน


  “ถ้าหากบริษัทบุหรี่ต้องหยุดทำการตลาดที่พุ่งเป้าไปที่เด็กๆ บริษัทบุหรี่ก็จะล้มละลายภายใน 25-30 ปี เพราะจะไม่มีลูกค้าเพียงพอที่ธุรกิจจะอยู่ได้” นี่เป็นคำที่ เบนเนทท์ ลีโบว ประธานบริษัท เคเตอร์โฮลดิ่ง กรุ๊ป เจ้าของบุหรี่หลายยี่ห้อ กล่าวไว้ ซึ่งช่วยยืนยันได้อีกทางหนึ่งว่า บริษัทบุหรี่จะไม่มีทางยุติเป้าหมายที่เป็น "ผู้ใหญ่วัยเยาว์" ได้เลย


 "บริษัทบุหรี่สนับสนุนการศึกษา บอกว่าอยากช่วยเหลือเด็ก แต่จากการศึกษาเรื่องนี้ทำให้พบว่า บริษัทบุหรี่ทำไปเพื่อขายของของตัวเองทั้งนั้น ในขณะที่ยื่นมือช่วยเหลือคนอื่น เขาก็ยังขายสินค้าที่ทำร้ายคนอื่นอยู่ดี" จุฑามาศ ภัคกิตติรัฐ กล่าว


 จุฑามาศ เป็นบัณฑิตหมาดๆ จาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะนิเทศศาสตร์ ที่ผลิตผลงานภาพโปสเตอร์รณรงค์ในวันงดสูบบุหรี่โลก (31 พฤษภาคม 2555) โดยต้องการสื่อสารว่า สิ่งที่บริษัทบุหรี่ควรทำที่สุด นั่นคือ การปิดโรงงานบุหรี่ ไม่ใช่ทำกิจกรรม CSR


 "เข้าใจว่า CSR คือกิจกรรมที่ทำประโยชน์ให้กับสังคม แต่ไม่รู้ว่า CSR ในความหมายของบริษัทบุหรี่จะแปลว่า "เพื่อสังคม" เหมือนที่เราเข้าใจหรือเปล่า ในภาพโปสเตอร์เราจึงทำเป็นรูปหน้าคนสูบบุหรี่ คล้ายๆ เป็น Symbolic ของโรงงาน คือถ้าโรงงานหยุดการทำงาน ควันจากโรงงานก็จะไม่เกิด เช่นเดียวกัน ถ้าบริษัทบุหรี่เลิกผลิตควันเหล่านี้ก็จะดับลงไปด้วย ส่วนอีกภาพเป็นภาพปิดกิจการ อันนี้จะสื่อให้คนที่เดินผ่านไปแบบเร็วๆ ได้เห็น และได้รู้ร่วมกันว่า CRS ที่ดีที่สุดที่บริษัทบุหรี่ควรทำให้สังคมนั่นคือ การปิดกิจการ"


 ในฐานะเยาวชนผู้ผลิตสื่อเพื่อสังคมมาตลอดอย่าง เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์ เลขานุการชมรม Young Filmmakers of Thailand และผู้กำกับ "เพราะ...เธอคือไอดอล" หนังสั้นรณรงค์หยุดการทำ CSR ของบริษัทบุหรี่ ประจำปี 2555 กล่าวว่า


 "เราพบความจริง 3 อย่างเกี่ยวกับการทำ CSR ของบริษัทบุหรี่ คือ 1. เข้าถึงโรงเรียนโดยตรง เช่น โรงเรียนไทยรัฐวิทยาที่มีอยู่ทั่วประเทศ คือแค่มีโลโก้แปะนิดเดียว แต่เด็กได้เห็นทุกวัน เขาก็ไม่รู้สึกกลัว 2. ส่งเสริมผ่านกีฬา ล่าสุดกีฬาเยาวชนภาคกลางที่มีนายกฯ ยิ่งลักษณ์ไปร่วมงาน มี สสส. เป็นสปอนเซอร์ด้วย แต่ก็มีโลโก้โรงงานยาสูบติดอยู่เป็นโลโก้แรก และ 3.CSR บริษัทบุหรี่เป็นการสนับสนุนผิดทาง ถ้าจะรับผิดชอบสังคมอย่างจริงจัง น่าจะเอาเงินส่วนนี้ไปรักษาผู้ป่วยมะเร็งที่เกิดจากบุหรี่จะดีกว่า"


 สำหรับหนังสั้น 'เพราะ...เธอคือไอดอล' ที่เปรมปพัทธลงมือกำกับเองนั้น เล่าถึง "พลอย" เด็กสาวคนหนึ่งที่กำลังได้รับเงินสนับสนุนการศึกษาจากบริษัทบุหรี่ แต่เกิดความขัดแย้งขึ้นภายในจิตใจ เพราะพ่อของเธอกำลังพยายามก้าวให้พ้นจากการเป็นเหยื่อบุหรี่ และวิ่งหนี "มะเร็ง"


 "ผมตั้งใจทิ้งปมไว้ในตอนจบ ซึ่งการตัดสินสุดท้ายอยู่ที่คนดูว่า ถ้าคุณเป็นพลอย คุณจะเลือกทำอย่างไร"


 หลายฉากตอนในหนังสั้นสะท้อนภาพสังคมปัจจุบันที่ผู้เสพติดบุหรี่กำลังพยายามปฏิบัติเหมือนๆ กัน นั่นคือ การเลิกบุหรี่ให้ได้แต่ดูเหมือนจะกลายเป็นเรื่องยาก


 "เรื่องที่ทำให้ผมสนใจเรื่องนี้เป็นพิเศษเป็นเพราะอากงของผมท่านสูบบุหรี่ ซึ่งฉากดราม่าในหนังสั้นตอนที่พ่อของพลอยไอออกมาเป็นเลือด เป็นภาพที่มาจากอากงของผม อาการที่เลิกสูบบุหรี่บ้าง แต่ก็ยังไปแอบสูบอยู่ ก็เหมือนกัน คือคนที่เลิกบุหรี่ แม้จะพยายามแล้วแต่ก็เลิกยาก ภาวะกำลังใจจึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง" 


 ด้าน ธวัชชัย แสงธรรมชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท why not social enterprise จำกัด ที่ผลิตสื่อโฆษณาเพื่อสังคม และผู้ผลิตสื่อรณรงค์ในวันงดสูบบุหรี่โลก เรื่อง "ห้ามโฆษณาทุเรียน" เล่าว่า โจทย์ของการรณรงค์ในปีนี้มีเป้าหมายสูงสุดอยู่ที่ การปิดกิจการบริษัทบุหรี่


 "ก่อนที่จะทำให้ทุกคนเห็นด้วยกับเรา เราต้องให้เขาเข้าใจกลยุทธ์ CSR ของบริษัทบุหรี่ก่อน ที่บอกว่าไม่ดีมันไม่ดีอย่างไร เราก็ทำให้เขาเห็นว่า มันมายังไง พอตั้ง goal ได้แล้วก็มาคิดวิธีการนำเสนอ คือพอเป็นบริษัทบุหรี่มันจับต้องไม่ได้ เลยใช้ทุเรียนแทน ซึ่งทุเรียนมีทั้งคนชอบและไม่ชอบ บางคนว่าหอม บางคนว่าเหม็น มันเป็น impact ที่ทั้งดีและไม่ดี เลยใช้ทุเรียนเป็นสัญลักษณ์"


 งานของธวัชชัยที่พยายามเตือนภัยให้รู้เท่าทันบริษัทบุหรี่นั้น สื่อสารปัญหา CSR ได้อย่างสนุกสนานแบบเจ็บๆ คันๆ โดยนำทุเรียนมาเป็นตัวเปรียบเทียบว่า กิจกรรมเพื่อสังคมของบริษัทบุหรี่เป็นเพียงภาพลวงตาผู้บริโภคเพื่อเพิ่มยอดขายสินค้าเท่านั้น


 "บางคนบอกว่า ก็ดีสิ มีคนมาให้ แต่เขาไม่ได้คิดว่า สิ่งที่เขาได้รับนั้นมันคือเงินบาป ไม่ได้จริงใจหรอกนะ ผมอยากให้รู้เท่าทัน ถามว่ารณรงค์กันแค่นี้พอหรือยัง ไม่พอหรอกครับ ไม่มีทางพอด้วย ต้องทำกันอีกเยอะ บริษัทบุหรี่อยู่กับสังคมไทยมานาน มันฝังรากลึกมานาน มันเป็นปัญหาในเชิงทัศนคติส่วนบุคคลด้วย เพราะบางคนก็มองว่ามันไม่ผิด ทีนี้ก็อยู่ที่การเลือกรับผิดชอบจากตัวเราเองแล้วครับว่าเราจะเลือกอะไร"


 อย่าลืมว่า ทุกๆ ปี เรามีเพื่อนร่วมชาติเสียชีวิตไปเพราะบุหรี่ปีละเกือบ 50,000 คน (ข้อมูลปี 2552 จำนวน 48,244 คน) หากเลือกได้ คุณจะเลือกเป็นหนึ่งในจำนวนนั้นหรือ?
 

 

Tags : CSR บริษัทบุหรี่

Adsense

advertisement

advertisement

AD Position a2

advertisement

advertisement