กรุงเทพธุรกิจ

Life Style

วันที่ 23 พฤษภาคม 2555 13:26

"เจริญไชย" โมเดล

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

สำรวจเส้นทางคู่ขนานระหว่าง "การพัฒนา" และ "การปกป้อง" ย่านเก่าแก่ มรดกจากรุ่นปู่ย่า ใน "โมเดลชุมชน" แผนรอมชอมของลูกหลานมังกรย่านเจริญไชย

...เยาวราชวันนี้ดูเหมือนจะปฏิเสธความเปลี่ยนแปลงที่นับวันจะยิ่งชัดเจนต่อไปไม่ได้ 

ประเด็นร้อนอย่าง "สเตชั่นวัน" อันกลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายของการลุกขึ้นมาเรียกร้องความเหมาะสมของสถานบันเทิงที่มีรั้วติดกับหลังคาวัดด้วยการ "เดินแผ่เมตตา" เพื่อสื่อสารเชิงสัญลักษณ์ของผู้มีจิตศรัทธา และชุมชนที่ได้รับผลกระทบ 

ศูนย์การค้าถือเป็นเพียง "กิ่งก้าน" ของการรุกคืบจากความเจริญเท่านั้น แต่ยังมี "ลำต้น" เป็นกลุ่มทุนผลประโยชน์ และระบบสาธารณูปโภคอย่างส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าใต้ดินบนถนนเจริญกรุงเป็น "รากแก้ว" 

"เราไม่ได้ต่อต้านความเจริญนะ" หลายสุ้มเสียงยืนยัน 

แม้หน้าตาของเจริญกรุงจะเปลี่ยนไปแค่ไหนพวกเขาก็ยังรับได้ ตราบที่ยังได้ใช้ชีวิตอยู่บนดินผืนเดียวกับเมื่อครั้งบรรพบุรุษมาแผ้วถางเอาไว้ แต่การเวนคืนพื้นที่ หรือเหตุผลเพื่อสร้างความชอบธรรมมักถูกหยิบขึ้นมาอ้างเพื่อผลักไสต่างหาก เป็นอะไรที่เกินกว่าเหตุในความรู้สึกอยู่พอสมควร 

"ลูกหลานต้องมาปลดป้ายที่อากงอาม่าเป็นคนขึ้นไว้ ลื้อคิดดูเอาเองแล้วกันว่ามันจะอัปมงคลไหม"

มองกันตามตรง สิทธิการจัดการพื้นที่ในฐานะ "เจ้าของ" ย่อมเป็นที่ยอมรับถึงความเปลี่ยนแปลง หากมีการปรับปรุงพื้นที่ แต่เมื่อรวมเหง้ารากวัฒนธรรมของชุมชนที่สืบทอดกันมา 3-4 ชั่วอายุคน ถือเป็น  "ความชอบธรรม" อีกฟากที่มองข้ามไปไม่ได้ 

วันนี้ นอกจากแผ่นป้ายคัดค้าน และตั้งคำถามถึงผลกระทบที่แฝงมากับการพัฒนา 

"โมเดลชุมชน" ของชาวชุมชนเจริญไชยจะกลายเป็นกรณีศึกษาจุดบรรจบของปัญหาและทางออก ที่ไม่ว่า "ผู้เช่า" หรือ "เจ้าของ" จะสามารถก้าวผ่าน "วิกฤติการพัฒนา" ครั้งนี้ไปได้อย่างยั่งยืน

...และเจ็บตัวน้อยที่สุด

  • พัฒนาสู่ปัญหา และความขัดแย้ง

"ถือเป็นเจตนารมณ์ของเหล่าศิษยานุศิษย์ซึ่งทางคณะกรรมการเองก็มองว่าเป็นเรื่องที่ดี" พิสิทธิ์ชนนท์ นิวัฒนากุล กรรมการวัดมังกรกมลาวาส (วัดเล่งเน่ยยี่) และรองผู้อำนวยการโรงเรียนมังกรกมลาวาสวิทยาลัย ให้ความเห็นถึงการรวมตัวของบรรดาชาวชุมชนเจริญกรุง และผู้มีจิตศรัทธาต่อวัดเดินเจริญภาวนาแผ่เมตตาเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา 

ส่วนตัว เขาหวังว่า "สาร" เชิงสัญลักษณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นการตอกย้ำความกังวลที่จะเกิดตามมาภายหลังการพัฒนาได้เป็นอย่างดี อย่างน้อยที่สุดก็ถือเป็นการปลุกจิตสำนึกถึงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมของชาวไทยเชื้อสายจีนที่นับย้อนร่วมสมัยไปพร้อมกับการเริ่มต้นของเกาะรัฒนโกสินทร์

ถนนเจริญกรุง หรือ "นิวโรด" สายแรกของประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ 4 และถนนเยาวราชในสมัยรัชกาลที่ 5 

เค้าลางความเปลี่ยนแปลงเริ่มปรากฏชัดเจนขึ้นภายหลังมีการกำหนดพื้นที่การก่อสร้างส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงปีพ.ศ. 2552 บริเวณสถานีมังกรกมลาวาส พื้นที่สองฟากถนนเจริญกรุงตั้งแต่ซอยเจริญกรุง 16 ไปจนถึงแยกแปลงนาม ถูกกำหนดให้อยู่ในเขตก่อสร้างสถานี

ชาวแปลงนาม ชุมชนตลาดกรมภูธเรศ และชุมชนเจริญไชยถูกหยุดต่อสัญญาเช่า ก่อนจะมีการกำหนดพื้นที่รื้อถอนอาคาร รวมทั้งแผนพัฒนาพื้นที่ ส่งออกมาหลายกระแส 

"บริษัทร่วมทุนระหว่างเจ้าของที่ดิน สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และมูลนิธิจุมภฏ-พันธุ์ทิพย์" "จุดเชื่อมต่อใต้ดิน"  "ตลาดอุโมงค์ใต้ดินเยาวราช-โบ๊เบ๊" "การร่างสัญญาร่วมกับบริษัทข้ามชาติ" "ชอปปิงมอลล์" "สวนสาธารณะ" "คอนโดติดรถไฟฟ้า" "การรุกคืบของผู้ค้ารายย่อยจากประเทศจีน" "อุโมงค์ลอดบริเวณถนนเจริญกรุง หน้าวัดมังกรกมลาวาส" หรือ "เร่งรื้อตึกเก่าในพื้นที่ก่อสร้าง" 

ทั้งหมดล้วนสร้างความเคลือบแคลงและแรงกดดันให้กับชาวบ้านทั้งสิ้น โดยเฉพาะ "กระบวนการชุมชน" ในหลายกรณี ไม่ได้มีการออกแบบสอบถาม หรือทำความเข้าใจกับผู้คนแต่อย่างใด

จนเกิดกรณี "การที่เจ้าหน้าที่มูลนิธิจุมภฏ-พันธุ์ทิพย์โทรศัพท์แจ้งขอพื้นที่ 'บ้านเก่าเล่าเรื่อง' คืน" เป็นข่าวจนต้องมีการชี้แจงต่อมาว่า "เข้าใจผิด"

ล่าสุด การออกมาแสดงเจตจำนงอย่างชัดเจนถึงการเร่งรื้ออาคารเก่าด้วยเหตุผลความกังวลเกี่ยวกับเหตุแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งอาจส่งผลกระทบต่อโครงสร้างตึกของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ชาวชุมชนก็ตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมต้องรีบเร่งรื้อแต่ส่วนพื้นที่ของมูลนิธิฯ

"เดี๋ยวนี้เขาใช้โทรศัพท์มือถือเจาะตามบ้านเลย ว่าบ้านไหนทำอะไร ยังอยู่หรือเปล่า ถ้าออกจะได้เท่าไหร่ โดยเฉพาะบ้านที่เป็นโกดัง เพราะมันรื้อง่ายกว่า" ใครบางคนบอกถึง "ลูกเล่น" ใหม่ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นกับพวกเขา

  • โอกาสในวิกฤติ

ถึงหนังสือสัญญาจะอยู่ถูกระบุในสถานะ "ผู้เช่า" แต่ความผูกพัน และวิถีชีวิตที่ตกทอดมาไม่ต่ำกว่า 4 ชั่วอายุคน ดูจะเป็นเรื่องยากในการทำใจกับข่าวการเวนคืนที่เพื่อก่อสร้างสถานีสำหรับชาวชุมชนเจริญไชยอยู่พอสมควร 

"มังกรดามเหล็กแล้วมันจะเป็นมังกรที่มีชีวิตได้ไหม" เสียงตัดพ้อทำนองนี้ก็มีให้เห็น

พอๆ กับ การสงวนท่าทีเกี่ยวกับอนาคตของ สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินแห่งใหม่ที่จะผุดขึ้นตรงหน้าบ้านพวกเขาในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า 

"อย่าเพิ่งไปตัดสินเลย ตอนนี้เรายังไม่รู้ว่าอะไรดีหรือไม่ดี" ยี่ปั๊วะซีอิ้วดำรายหนึ่งมองอีกมุม 

แต่เมื่อเปลี่ยนแปลง ก็ต้องปรับตัว

บนแผนที่การก่อสร้าง ฟากชุมชนเจริญไชย อาจไม่ได้รับผลกระทบจากโครงสร้างสถานีโดยตรงอย่างฝั่งชุมชนตลาดกรมภูธเรศ แต่การลดสัญญาเช่าจาก 3 ปี ลงเหลือ 2 และ 1 ปีตามลำดับดูจะเป็นสัญญาณบางอย่างที่ชาวเจริญไชยหลายคนจับสังเกตได้ 

กระทั่ง มาปรับเป็นการต่อสัญญาแบบเดือนต่อเดือน ผลกระทบจากการพัฒนาจึงชัดเจน และนำไปสู่การรวมกลุ่มที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น จากแต่ก่อนผู้คนย่านนี้ก็ไม่ต่างจากชุมชนชาวไทยเชื้อสายจีนอื่นๆ ที่มีการไปมาหาสู่กันบ้างเท่านั้น

ประเพณีเก่า อย่างเทศกาลไหว้พระจันทร์ ถูกรื้อฟื้นขึ้นมา เริ่มมีการปรับปรุงซ่อมแซมตัวอาคาร ทาสีเพื่อความสวยงาม และเปิดคุณค่าทางวัฒนธรรมของลูกหลานมังกรย่านไชน่าทาวน์กรุงเทพฯ อีกฟากถนน ตลอดจนจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ชุมชน "บ้านเก่าเล่าเรื่อง"

ทั้งหมด ดำเนินการคู่ขนานไปพร้อมกับการถามหาความชัดเจนจาก "เจ้าของที่" ซึ่งคำตอบที่ชุมชนมักได้รับก็คือ "ความไม่แน่นอน" 

หลังจากกรณีการขอพื้นที่ "บ้านเก่าเล่าเรื่อง" คืน  ทำให้ทั้ง 2 ฝ่ายได้มานั่งจับเข่าคุยกันอย่างจริงจัง ซึ่งข้อเสนอที่รับรู้ร่วมกันในวงสนทนาก็คือ ช่องว่างของการพัฒนาที่ยังถูกเว้นไว้ เพราะต้องรอความชัดเจนจากทาง การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) หรือ ผู้รับเหมาว่าจะส่งผลกระทบกับส่วนไหนของพื้นที่บ้าง 

"ทางชุมชนมีแผนพัฒนาอะไรก็สามารถเสนอขึ้นมาได้" นั่นคือประโยคสนทนาที่ ดร.ชิงชัย หาญเจนลักษณ์ กรรมการมูลนิธิจุมภฏ-พันธุ์ทิพย์ฝากเอาไว้กับชุมชน

จนเกิดเป็น "เจริญไชยโมเดล" ขึ้นมาในที่สุด 

"จากวันนั้นเราก็ตั้งตุ๊กตาไว้ก่อนว่าจะเสนออะไร แล้วเราก็ส่งแบบสอบถามไปเสนอชาวบ้าน เราประชุมรวมก็สรุปออกมาได้ว่า จะเสนออะไรกับเขาบ้าง" เล็ก - ศิริณี อุรุนานนท์ ตัวแทนคณะทำงานของกลุ่มอนุรักษ์ และฟื้นฟูชุมชนเจริญไชยบอก

ในฐานะคนที่รับผิดชอบรวบรวมข้อมูล-ความเห็น เธออธิบายลักษณะการทำประชาพิจารณ์ฉบับชาวเจริญไชยคร่าวๆ ว่า ภายหลังจากกำหนดข้อเสนอขึ้นมาเป็นตัวอย่างเรียบร้อย ก็มีการแบ่งโซนเพื่อสะดวกในการรวบรวมความเห็น และลงพื้นที่ โดยแบ่งพื้นที่ทั้งหมดออกเป็น 4 ส่วนคือ พลับพลาไชยฝั่งตะวันออก พลับพลาไชยฝั่งตะวันตก บริเวณริมถนนเจริญกรุง และภายในซอยเจริญไชย

นอกจากนี้ ยังได้มีการประสานงานกับเครือข่ายชุมชนแวดล้อม อาทิ ชุมชนแปลงนาม ชุมชนตลาดกรมภูธเรศ เพื่อประสานความร่วมมือในการพัฒนาพื้นที่ชุมชนในอนาคตควบคู่ไปกับการพัฒนาที่กำลังเกิดขึ้นในพื้นที่ขณะนี้ 

  • อยู่ร่วมอย่างยั่งยืน

ข้อสรุปสำหรับ "โมเดลชุมชน" ของชาวเจริญไชยนั้นแบ่งออกเป็น 5 เรื่องหลักๆ ได้แก่ สัญญาเช่า ค่าต่อสัญญา ค่าเช่า การปรับปรุงอาคาร และการก่อตั้งชุมชน

ทั้งหมด เล็กยอมรับว่า ล้วนมีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของผู้คนในชุมชนทั้งสิ้น

"สัญญาเช่าเราขออยู่ที่ 5 ปี เพราะว่า ชาวบ้านส่วนใหญ่มองว่า ถ้าสั้นไปก็จะมีความเปลี่ยนแปลงไม่แน่นอน เขารู้สึกว่าไม่มั่นคง อีกอย่างอาจจะขึ้นค่าต่อสัญญาบ่อย แต่ถ้ายาวเกินไปเป็น 10 ปี เขาก็จะมองว่าเงินมันก้อนใหญ่ไป บางคนไม่สามารถหาเงินมาจ่ายได้"

ตัวเลขสัญญา 5 ปีนั้น เธอยืนยันว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับระยะเวลาการก่อสร้างสถานีรถไฟฟ้าแต่อย่างใด 

อัตราค่าต่อสัญญา ชุมชนเสนอให้อิงราคาเดิมซึ่งขั้นต่ำจะอยู่ราว 20,000 - 30,000 บาทต่อครั้ง ค่าเช่าขอให้ขึ้นราคา 10 เปอร์เซ็นต์จากค่าเช่าเดิม ส่วนการปรับปรุงอาคารให้เป็นภาระคนละครึ่งระหว่างเจ้าของที่ และผู้เช่า 

"จริงๆ ต้องแยกเป็น 2 ส่วนนะ ส่วนใหญ่ถ้าหน้าบ้านจะยอมออกค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด ที่ผ่านมาเราก็ทำกันอยู่แล้ว มีบางห้องที่ต้องใช้เงินเยอะ เพราะเขาก็ไม่รู้ว่าจะได้อยู่แน่ๆ หรือเปล่า ถ้าได้อยู่ก็ยินดีทำ แต่ภายในมันจะมีรายละเอียดเกี่ยวกับโครงสร้าง และระบบอะไรต่างๆ ซึ่งเราก็ไม่มั่นใจว่าจะอยู่ที่เท่าไหร่เลยออกมาเป็นสัดส่วน 50 : 50" เล็กอธิบาย 

สำหรับการจัดตั้งชุมชน เสียงเกินกว่า 80 เปอร์เซ็นต์อยากให้ตัวชุมชนเป็นรูปธรรมมากขึ้น เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาชาวชุมชนเจริญไชยไม่เคยได้รับการยอมรับว่าเป็นชุมชนเลย 

"ที่ผ่านมาทางเขตเคยมีงบจัดทำท่อ ทำถนน พัฒนาสาธารณูปโภคต่างๆ ในซอย แต่ทำไม่ได้ เพราะเขตบอกว่า ต้องให้เจ้าของที่เซ็นต์เพราะมันเป็นเอกชน เมื่อเขาไม่ยอมเซ็นต์ เราก็ไม่ได้งบประมาณส่วนนี้มาพัฒนาชุมชน"

ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเชิงกายภาพ หรือปฏิสัมพันธ์ของผู้คน ล้วนเป็นชุมชนอย่างชัดเจนมาแต่ไหนแต่ไร

"ที่เราทำเราก็หวังนะ" เล็กเผยความรู้สึกในฐานะลูกหลานเจริญไชยคนหนึ่ง 

ทั้งอยู่ต่อ และอยู่ได้

"ตรงนี้เราไม่รู้ว่าเจ้าของที่เขาจะยังไง ตรงข้อเสนอที่เราทำไป มันคงไม่ใช่ข้อสรุปที่ว่า เราจะต้องตามนี้เป๊ะๆ เพียงแต่ขอให้เราได้อยู่ เจรจา พูดคุย ตกลง จะให้เราจ่ายยังไง ค่าเช่าเท่าไหร่ ปรับปรุงอาคารอย่างไรก็มาคุยกัน"

นอกจากเจ้าของที่ เธอก็ได้แต่หวังว่า ทางผังเมือง กรมศิลปากร สมาคมต่างๆ หรือกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องจะมองเห็นคุณค่าของย่าน ของคนบริเวณนี้ แม้ที่ผ่านมาจะยังไม่มีเสียงตอบรับอะไรเลยก็ตาม

"มันไม่ใช่แค่อาคารเก่าเป็นร้อยปี แต่มันหมายความถึงประเพณีวัฒนธรรมเก่าแก่ของชุมชนทั้งหมด และมันเป็นส่วนหนึ่งของไชน่าทาวน์ เราบอกว่าไชน่าทาวน์เราใหญ่ที่สุดในโลก ตรงนี้เป็นส่วนสำคัญ" สายตา และน้ำเสียงย้ำหนักแน่น 

การขยับตัวของชุมชนดูจะเป็นเพียงอีกก้าวเล็กๆ ของความหวังในการรักษา "บ้าน" ของพวกเขาเอาไว้ ท่ามกลางการพัฒนาที่กำลังเดินใกล้เข้ามาทุกขณะ 

ที่สุดแล้ว คงได้แต่หวังว่า แหล่งผลิต และจำหน่ายสินค้าเกี่ยวกับประเพณีของคนไทยเชื้อสายจีนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศแห่งนี้ จะไม่ถูกผลักไสหลีกทางให้กับการพัฒนาเหมือนชุมชนเก่าแก่อื่นๆ อย่างที่ผ่านมา

Tags : เจริญไชย เยาวราช สเตชั่นวัน สถานีมังกรกมลาวาส

Adsense

advertisement

advertisement

AD Position a2

advertisement

advertisement