กรุงเทพธุรกิจ

  • เข้าสู่ระบบ
ad 1

Life Style

วันที่ 14 เมษายน 2555 09:00

เที่ยว 'จันท์' ยัน 'สุข'

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ทำไมต้องรอวันหยุดยาวเป็นสัปดาห์เพื่อจะออกไปทอดน่องท่องเที่ยว แค่นั่งรถออกจากกรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมรสู่ดินแดนภาคตะวันออก

ไม่กี่ชั่วโมงก็ได้เติมสุขให้เต็มปอดแล้ว ที่ 'เมืองจันท์'

แม้วันหยุดจะวนเวียนมาเรื่อยๆ ทั้งปี แต่ 'ใจ' ก็ไม่ค่อยจะพา 'เท้า' ให้ก้าวออกนอกบ้านไปไกลกว่าในกรุง แต่ในที่สุดก็ฝืนทนเมามลพิษใน Green Bangkok ไม่ไหว ต้องออกไปสูดอากาศเติมพลังสักที

เหลือบมองปฏิทิน แม้วันหยุดจะไม่ยาวอย่างตั้งใจ แต่จะกี่วันก็ไม่เกี่ยง เพราะตอนนี้เสื้อผ้าสัมภาระอัดแน่นอยู่ในเป้ใบเก่งแล้ว ได้เวลาเดินทาง...

-1-

เอนหลังบนเบาะนุ่มๆ ของรถโดยสารสาธารณะ มองภาพริมถนนค่อยๆ เคลื่อนไหวผ่านไปทีละน้อย แต่บ่อยครั้งก็หยุดนิ่ง..นิ่ง..และนาน !

จะแปลกอะไรกับภาพนิ่งๆ ช้าๆ แบบ slow life ที่เราเห็นกันจนชินตาในเมืองหลวงแห่งนี้ ก็รถมันติดนี่นา ค่อยๆ ขยับ ติดไฟแดง ติดรถข้างหน้าที่ไร้มารยาท ติดๆ ขัดๆ แต่ไม่เป็นไร ทนอีกไม่นานเราคงหลุดพ้นจากภาวะนี้เอง...ผมมองภาพริมถนนที่คุ้นเคย ไม่นานก็หลับไป

เกือบสี่ชั่วโมงบนรถคันนี้ ผมไม่ได้รับรู้อะไรมากนัก นอกเสียจากความโอนเอนขณะรถแล่นสู่ปลายทาง มารู้ตัวอีกทีรถก็กำลังหันหัวเข้าสู่สถานีขนส่งจันทบุรีแล้ว ถึงแล้วสินะ... จันทบุรี

จากข้อมูลที่ได้รับมาเมื่อวันสองวันก่อน เมืองจันท์ฝนตกมาก มากเสียจนใจแป้วว่าจะได้เที่ยวหรือไม่ จะมาติดเกาะที่นี่หรือเปล่า ภาพเมืองจันท์จมน้ำเมื่อหลายปีก่อนผุดขึ้นในสมอง กลัวก็กลัว แต่อย่างไรก็ต้องไป เพราะหัวใจมันเรียกร้อง

ก้าวลงจากรถปุ๊บ เรื่องที่กังวลก็มลายหายสิ้นปั๊บ ฟ้าสดใส แดดจ้า ไม่มีเค้าเมฆฝน ถือเป็นอากาศค่อนไปทางร้อนระอุเสียด้วยซ้ำ สบายใจเรื่องอากาศได้ แบกเป้ขึ้นไหล่ก้าวเดินออกจากสถานีขนส่งฯ แหงนมองฟ้าอีกครั้ง อ้าว ! ฟ้าครึ้ม เมฆดำทะมึนลอยเด่นอยู่บนนั้น ลมแรง แรงมาก อย่างกับพายุ เผลอแป๊บเดียว ฟ้าใสอีกแล้ว เท่จริงๆ อากาศที่นี่

จังหวะที่ฟ้าใส ผมรีบแจ้นขึ้นรถมอเตอร์ไซค์ของมัคคุเทศก์กิตติมศักดิ์ (สาวจันท์ในดวงใจ) บึ่งรถเครื่องคันน้อยไปยัง ศาลหลักเมืองจันทบุรี ไหว้พระขอพรสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์เอาฤกษ์เอาชัยก่อนจะเริ่มเที่ยว อันที่จริงผมเคยมาไหว้ศาลหลักเมืองจันทบุรีหลายครั้งแล้ว แต่มาทีไรก็ยังชื่นชอบบรรยากาศร่มรื่น และเข้มขลังไม่คลาย ยิ่งมีค่ายทหารเป็นฉากหลัง คล้ายเห็นรัศมีอันศักดิ์สิทธิ์แผ่ซ่าน ดุดันจริงเชียว

ผมไถ่ถามและหาข้อมูลของศาลหลักเมืองนี้ พบว่ายังไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างขึ้นเมื่อใด แต่สันนิษฐานกันว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงสร้างขึ้นเมื่อครั้งเสด็จเข้าเมืองจันทบุรีเมื่อปี พ.ศ. 2310 เพื่อใช้เมืองจันท์เป็นที่รวบรวมไพร่พลและเสบียงอาหาร เพื่อไปกอบกู้กรุงศรีอยุธยา ตัวศาลเดิมน่าจะสร้างด้วยศิลาแลง ซึ่งยังปรากฏร่องรอยให้เห็นอยู่ แต่ก็ทรุดโทรมมากจนดูไม่ออกแล้วว่ามีรูปทรงอย่างไร ภายในศาลมีองค์เจ้าพ่อหลักเมืองและเสาหลักเมือง ผมมาที่นี่กี่ครั้งก็เห็นผู้คนมากมายวนเวียนมาสักการะกันไม่ขาด และดูท่าเจ้าพ่อและเสาหลักเมืองจันทบุรีจะศักดิ์สิทธิ์ไม่น้อย สังเกตได้จากเครื่องเซ่นสรวง แก้บน ตั้งแต่แบบมาตรฐานยันแปลกตา เช่น ทุเรียน ขนมจีนเป็นหาบๆ

ไหว้เจ้าพ่อและเสาหลักเมืองเสร็จสรรพ ก็นั่งชมบรรยากาศสักพัก แหงนมองต้นก้ามปูยักษ์อายุกว่า 200 ปี เชื่อกันว่าตรงกับยุคที่สมเด็จพระเจ้าตากสินเสด็จมาด้วย ก่อนออกจากที่นี่ เพิ่มสิริมงคลมากขึ้นไปอีกด้วยน้ำมนต์ ที่คนแถวนั้นบอกว่าให้คนเจ็บป่วยดื่ม แล้วหายดีกันนักต่อนักแล้ว ว่าแล้วก็พิสูจน์ไปอึกใหญ่ แล้วกรอกใส่ถุงกลับบ้านอีกหนึ่งถุง...มงคลพอหรือยังนะ

อาจยังไม่พอ เพราะข้างๆ ศาลหลักเมือง คือ ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช รูปทรงเก้าเหลี่ยมหลังคาเป็นรูปพระมาลาหรือหมวกยอดแหลม งดงามอย่างสร้างสรรค์ ภายในประดิษฐานพระบรมรูปของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เดิมเป็นเพียงศาลไม้อยู่ด้านข้างศาลหลักเมือง ต่อมาเกิดเพลิงไหม้ สันนิษฐานว่าเกิดจากธูปเทียนที่ผู้คนนำมาสักการะ ชาวจันทบุรีและคณะสมาคมต่างๆ จึงร่วมแรงร่วมใจกันสร้างศาลหลังใหม่ขึ้นมา นอกจากความศักดิ์สิทธิ์แล้ว ยังถือเป็นสัญลักษณ์ของการร่วมมือร่วมใจสมานสามัคคีกันด้วย

วันที่ 28 ธันวาคม ของทุกปี จะมีทำบุญตักบาตรและถวายเครื่องราชสักการะ เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงกอบกู้เอกราชให้แผ่นดินไทย เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเสด็จขึ้นครองราชย์ของพระองค์

-2-

หากใครมีตาทิพย์ ตอนนี้คงมองเห็นความสิริมงคลพอกพูนเต็มตัวของผมแล้ว ไม่เคยรู้สึกพร้อมเที่ยวมากเท่านี้มาก่อน คงเพราะพลังใจและกำลังใจข้างๆ กาย เมฆครึ้มเริ่มก่อตัวอีกแล้ว ไปไกลคงไม่ทันต้องเปียกปอนเป็นแน่ แค่ข้ามไปอีกฝั่งถนนก็แล้วกัน

ไม่รู้ว่าฟ้าฝนเป็นใจหรือมนต์เสน่ห์แห่งอาคารที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าผม เพียงดูจากภายนอกก็รู้สึกถึงความเข้มขลัง ที่นี่คือ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ จันทบุรี ที่เห็นว่าเก่าขนาดนี้ก็เพราะสร้างขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2459 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ใช้เป็นที่ทำการมณฑลจังหวัดจันทบุรี ซึ่งประกอบด้วยเมืองจันทบุรี ระยอง และตราด จนกระทั่ง พ.ศ. 2476 ยกเลิกมณฑล จึงใช้เป็นศาลากลางจังหวัดจันทบุรี จนถึง พ.ศ. 2521

แม้ว่าจะดูใหญ่โตรโหฐาน ทว่า ศาลากลางเก่านี้เป็นอาคารชั้นเดียว รูปทรงยุโรป ตัวอาคารก่ออิฐฉาบปูน ยกใต้ถุนสูงสำหรับเก็บวัสดุ มีระเบียงด้านหน้ายาวตลอด กับทั้งยังมีมุขยื่นออกไป หลังคามุงกระเบื้องว่าว เสาระเบียง กันสาด ช่องลม ตกแต่งด้วยไม้ฉลุลายสวยงาม เป็นสถาปัตยกรรมแบบผสมผสานระหว่างตะวันออกและตะวันตก

ปัจจุบันกลายเป็นหอจดหมายเหตุแห่งชาติ จันทบุรี เป็นศูนย์กลางของการศึกษาค้นคว้า วิจัยและบริหารเอกสารจดหมายเหตุ พร้อมทั้งเผยแพร่ประชาสัมพันธ์งานจดหมายเหตุทั้งในรูปกิจกรรมต่างๆ การจัดนิทรรศการให้ความรู้ต่างๆ รวมทั้งฉายภาพยนตร์เก่าและสารคดีต่างๆ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับศิลปะ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม วิถีชีวิต และพัฒนาการท้องถิ่น

แม้ผมจะมีโอกาสได้เพียงชื่นชมความงามแต่เพียงภายนอก เพราะที่นี่เปิดเฉพาะวันจันทร์ถึงศุกร์ เวลาราชการ ทว่า ทุกรอยแตกร้าว ทุกตารางนิ้วที่ล่อนหลุด กลับประทับแน่นอยู่ในความทรงจำของผมจนทุกวันนี้...ใครว่ากาลเวลาพรากความงามไป ผมว่าไม่จริง

หมดไปครึ่งวัน ยังไม่ไปไหนไกล ถูกมนต์เสน่ห์อันศักดิ์สิทธิ์และสถาปัตยกรรมอันงดงามดูดดึงไว้ พอจะออกเดินทางต่อก็ต้องชะงัก...เพราะหิวมาก

พูดถึงจันทบุรีนึกถึงอาหารอะไร หมูชะมวง, ก๋วยเตี๋ยวผัดปู หรืออะไร ผมยืนยันได้เลยว่าไม่ว่าจะเมนูใด ก็อร่อยทั้งนั้น "สั่งเลย..อร่อยทุกอย่าง" แต่มื้อกลางวันนี้ผมเลือก ก๋วยเตี๋ยวหมูเลียงและเนื้อเลียง อาหารประเภทเส้นที่น่าจะกินง่าย และถูกปากคนทั่วไป เพราะหนึ่ง หน้าตาไม่ประหลาดกว่าก๋วยเตี๋ยวทั่วไป สอง หอมอร่อยจริงเชียว

ยังไม่ทันเข้าไปในร้าน กลิ่นหอมจากเครื่องเทศชื่อ เร่ว ก็ลอยอวลเตะจมูกแล้ว พอได้ชิมน้ำซุปถึงกับหยุดไม่อยู่ มือ ปาก ฟัน ลิ้น ทำงานกันพัลวัน เส้นจันท์เหนียวนุ่ม ซุปหวานหอม หมูและเนื้อนุ่มแทบละลายในปาก คนท้องถิ่นรู้ดีว่ากลิ่นหอมที่ได้มาจาก เร่ว และหมูกับเนื้อที่นุ่มแสนนุ่มก็เพราะใช้น้ำสับปะรดหมัก ไม่ทันไรก๋วยเตี๋ยวชามอร่อยก็เกลี้ยงชาม อยากจะกินต่อ แต่คงไม่ไหว เพราะก๋วยเตี๋ยวที่นี่ คุณภาพและปริมาณเกินราคาจริงๆ

เติมพลังเต็มท้องพร้อมเดินทางต่อ มาจันท์ทั้งทีต้องไปดูของดีเมืองจันท์ จะเป็นอะไรไปได้นอกจาก พลอย อัญมณีเลอค่าที่สร้างชื่อให้จังหวัดเล็กๆ นี้มาช้านาน แม้วันนี้พลอยเมืองจันท์จะหายากเต็มที แต่การค้าขายพลอยยังคึกคัก ถนนอัญมณี หรือที่เรียกกันว่า ตลาดพลอย ในวันศุกร์-เสาร์จึงไม่ต่างจากตลาดนัดที่มีคลื่นมนุษย์หลากเชื้อชาติมาซื้อขายอัญมณีชนิดนี้

ถนนอัญมณี หรือบริเวณถนนศรีจันท์และซอยกระจ่าง เป็นที่ตั้งของร้านเจียระไนพลอยและร้านค้าอัญมณีต่างๆ เป็นตลาดค้าพลอยเจียระไนที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ บรรยากาศซื้อขายพลอยของพ่อค้าพลอยทั้งชาวไทยและต่างชาติจะเกิดขึ้นตั้งแต่ 10.00-15.00 น. หลังจากนั้นถนนนี้ก็จะเงียบสงบเหมือนไม่เคยเกิดอะไรขึ้น...มาเร็ว เคลมเร็ว ไปเร็วจริงๆ เมืองนี้

หากไม่มีกิจการค้าขายพลอยหรือต้องการเป็นเจ้าของอัญมณีชนิดนี้ อาจใช้เวลากับถนนอัญมณีไม่นานนัก ผมก็เป็นอีกหนึ่งคนที่ไม่ได้พิสมัยเครื่องประดับแวววับสักเท่าไร เพราะฉะนั้น เราควรเดินทางต่อ

-3-

ไม่แน่ใจว่าอดีตสถานที่เชิดหน้าชูตาของเมืองจันท์คือที่ใด แต่หลายปีมานี้จนถึงปัจจุบัน ชุมชนริมน้ำจันทบูร คือความภูมิใจของชาวจันท์ ย้อนไปราว 100 ปีก่อน ย่านท่าหลวง คือศูนย์กลางการค้าของเมือง มีท่าเทียบเรือค้าขายหลายแห่ง นอกจากนี้ยังมีถนนสายแรกของจันทบูร คือ ถนนเลียบนที ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นถนนสุขาภิบาล ชาวบ้านเรียกกันว่าถนนริมน้ำ แต่เมื่อเมืองเจริญเติบโต ถนนหลายสายถูกตัดขึ้น การค้าและผู้คนจึงกระจายออกสู่ตัวเมืองมากขึ้น เศรษฐกิจย่านนี้จึงค่อยๆ ซบเซา มิหนำซ้ำยังเกิดอัคคีภัยครั้งใหญ่เมื่อปี พ.ศ. 2533 และอุทกภัยใหญ่เมื่อปี พ.ศ. 2542 ย่านนี้แทบตายสนิท

แต่ด้วยความร่วมมือร่วมใจของคนในพื้นที่ และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดจันทบุรีมีนโยบายพัฒนาย่านเก่านี้ให้กลับมาเป็นย่านการค้าสำคัญอีกครั้ง ทุกวันนี้ชุมชนริมน้ำจันทบูรจึงกลับมามีชีวิตขึ้นอีกครั้ง ความง่ายงามตามวิถีชาวบ้านและสถาปัตยกรรมของบ้านเรือนดึงให้กองถ่ายละคร ภาพยนตร์ โฆษณา เข้ามาใช้สถานที่แห่งนี้สม่ำเสมอ แม้แต่วันที่ผมไปก็ยังได้พบกับกองถ่ายละครของคุณหนูบอย (ถกลเกียรติ วีรวรรณ)...ขอตัวไปดูดาราสักครู่ครับ...

นอกจากดารา เอ้ย ! สถาปัตยกรรมแล้ว ความหลากหลายทางศาสนา ประเพณี และวัฒนธรรม ก็เป็นสีสันอย่างหนึ่ง

ตามธรรมเนียมที่มัคคุเทศก์กิตติมศักดิ์บอกไว้คือ ต้องเดินเที่ยวชมริมน้ำก่อน ชิมขนมขึ้นชื่อที่นี่ไปเรื่อยๆ เช่น ขนมปังจันทบุรีเจ้าดั้งเดิม ข้าวตังโบราณที่ทำจากข้าวก้นหม้อของเจ๊จิ๋ม กวยจั๊บโบราณรสเข้มข้น ฯลฯ แต่อย่าลืมดับร้อนด้วย ไอศกรีมตราจรวด หวาน เย็น โดยเฉพาะไอศกรีมกระเบื้อง กรอบนอก หวานละมุนข้างใน แถมราคายังเบาๆ สบายกระเป๋าที่สุด แล้วค่อยไปจบด้วยชื่นชม อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล ที่ว่ากันว่า เป็นโบสถ์คาทอลิกที่สวยที่สุดในประเทศไทย มิวสิควีดิโอของอ๊อฟ ปองศักดิ์ ยังมาถ่ายที่นี่เลย...

เผลอแป๊บเดียว ฟ้าก็เปลี่ยนเป็นสีแสดเข้ม สรุปว่าวันนี้ไม่มีฝนแม้แต่เม็ดเดียวที่ร่วงหล่นจากฟากฟ้า แม้เที่ยวครั้งนี้จะไม่มีภาพอาทิตย์ตกที่เหลี่ยมเขา หรือหลบหายไปใต้ผืนน้ำ แต่สีสันของ ตลาดน้ำพุ ยามค่ำคืนก็ทดแทนได้ โดยเฉพาะของกินร้านอร่อยตั้งเรียงราย ว่ากันว่าเกือบทุกร้านนั้นอร่อยจริง เพราะชาวจันท์ไม่ใช่คนที่ง้อใคร ไม่อร่อยอย่าหวังว่าจะมีลูกค้า โอ้ว เท่อีกแล้ว

เดินรอบตลาดน้ำพุก็แล้ว ลัดเลาะซอกซอยก็แล้ว ก็ยังหาอาหารมื้อเย็นไม่ได้ ไม่ใช่ไม่อยากกิน แต่เลือกไม่ถูก ละลานตาไปหมด สุดท้ายไปจบที่ ข้าวมันไก่ !

แค่นึกก็แปลกพิลึก แต่เมื่ออาหารพื้นฐานจานนี้มาตั้งอยู่ตรงหน้าถึงรู้ว่า "ข้าวมันไก่จันท์ไม่ธรรมดา" เนื้อไก่ชิ้นโตเต็มคำ (แถมยังให้เต็มจาน) เท่านั้นไม่พอ ที่ขอบจานมีอะไรเปื้อนอยู่ ผมเพ็งพินิจอยู่นาน มัคคุเทศก์ก็ยังไม่ให้คำตอบ จนผมต้องตัดสินใจเอานิ้วจิ้มมาดูดจ้วบ ! "น้ำพริกเผานี่หว่า...!" คนที่นี่ข้าวมันไก่กับน้ำพริกเผา แปลกดี แต่ขอบอกเลยว่า อร่อยมาก

กินข้าวมันไก่ใต้แสงไฟนีออน มีเสียงรถมอเตอร์ไซค์วิ่งกันให้วุ่น...โรแมนติกพิลึก

...หมดวัน หมดแรง กลับไปนอน...

เช้าวันใหม่ ชีวิตที่ตลาดน้ำพุยังเคลื่อนไหว จากอาหารจานเดียวกลายเป็นอาหารสด พืชผัก ผลไม้ และปาท่องโก๋มีน้ำจิ้ม คุณได้ยินไม่ผิด ที่นี่กินปาท่องโก๋โดยจิ้มน้ำจิ้ม ไม่ใช่สังขยา ไม่ใช่นมข้น เป็นน้ำจิ้มจริงๆ น้ำจิ้มสีส้มใส รสหวานอมเปรี้ยว กินคู่กับปาท่องโก๋ เข้ากันดีอย่างน่าประหลาด ปาท่องโก๋จันท์เท่จัง

กินเสร็จ เก็บของใส่กระเป๋า ใกล้เวลาร่ำลา ผมขึ้นรถมอเตอร์ไซค์คันเดิมที่พาผมไปทั่วเมืองจันท์ ตอนนี้มันกำลังพาผมมาส่งยังจุดแรกที่ผมมาเหยียบ ระหว่างทางก็มี รถมาสด้า เอกลักษณ์ของเมืองจันท์แล่นเลียบเคียงข้าง สถานีขนส่งฯ จะเป็นที่สุดท้ายที่ผมจะได้สูดอากาศดีแบบนี้ และผมจะต้องร่ำลาบางคนที่นี่

มองไปฝั่งตรงข้าม คือ สวนสาธารณะสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งเคยเป็นทุ่งนากว้างใหญ่นาม ทุ่งนาเชย ที่นี่เป็นที่ประดิษฐาน พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ใครนึกภาพไม่ออก ลองหาธนบัตรยี่สิบบาทรุ่นก่อนหน้านี้มาดู นั่นแหละคือพระบรมราชานุสาวรีย์ดังกล่าว

เสียงร่ำลาเพียงแผ่วเบาบวกกับโบกมืออย่างขวยเขิน คือสิ่งสุดท้ายที่ผมได้ทำก่อนจากที่นี่ไป ผมนั่งเอนหัวพิงกระจก มองออกไป เม็ดฝนโปรยปรายอยู่ภายนอก ไม่รู้ว่าเม็ดฝนเล็ดลอดผ่านกระจกมาได้อย่างไร เพราะมันมาเอ่ออยู่ที่ดวงตาของผม

ผมลืมวัน ลืมเวลา ไม่รู้วันนี้คือวันอะไร อาจเป็นวันสงกรานต์ แต่สำหรับผมมันเป็น 'วันสุข'

Tags : จันทบุรี

Adsense

advertisement

advertisement

AD Position a2

advertisement

advertisement