กรุงเทพธุรกิจ

  • เข้าสู่ระบบ
ad 1

Life Style

วันที่ 2 เมษายน 2555 14:18

วิกฤติซ้ำ...น้ำท่วม(จอ)

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

“ปีนี้น้ำจะท่วมมั้ย” เป็นคำถามที่ใครก็อยากรู้

แต่ก่อนจะไปถึงคำตอบนั้น ลองทบทวนกันสักนิดว่าน้ำท่วมครั้งที่ผ่านมา นอกจากปัญหาเรื่องการจัดการแล้ว อะไรคือ “จุดอ่อน” และเราจะช่วยกัน “กำจัดจุดอ่อน” นั้นได้อย่างไร

 อุทกภัยปี 2554 ไม่ได้ทิ้งไว้แค่คราบดำๆ ตามกำแพง หรือเศษซากถุงทรายที่กลายเป็นขยะมหาศาลเท่านั้น แต่มันยังให้บทเรียนสำคัญ โดยเฉพาะเรื่องการสื่อสารในภาวะวิกฤติ ที่นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนถึงขั้นกุมขมับ


 เริ่มตั้งแต่การแถลงข่าวของรัฐบาลที่ต้องใช้คำว่า “น้ำท่วมทุ่ง ผักบุ้งโหรงเหรง” ไปจนถึงการทำงานของสื่อมวลชน ที่ถูกมองว่าดราม่ากันจน “น้ำตาท่วมจอ” สุดท้ายเกือบจะกลายเป็นสงครามกลางเมืองก็หลายครั้งจากการให้ข้อมูลที่ผิดพลาด ขาดความเป็นเอกภาพ


 ก่อนพิบัติภัยรอบใหม่มาเยือน สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ชวนนักวิชาการที่เกาะติดสถานการณ์น้ำ มาแลกเปลี่ยนความเห็นเรื่องการจัดการในช่วงภาวะวิกฤติ (Crisis Management) ในหัวข้อ “รู้ทันข้อมูล เพื่อรับมือพิบัติภัย” งานนี้ใครสอบได้ ใครสอบตก รู้ผลบนเวที 

บันทึก (ไม่) ลับ กับ ดร.สมเกียรติ


 เพื่อเตือนความจำสำหรับคนลืมง่าย ดร. สมเกียรติ อ่อนวิมล สื่อมวลชนอาวุโส ผู้พลิกเรตติ้งข่าวโทรทัศน์เมื่อ 20 ปีที่แล้ว เริ่มต้นด้วยการทบทวนข้อความในไดอารี่ที่มาพร้อมความรู้สึกในขณะนั้นว่า


 “บ้านผมอยู่เมืองทองธานี น้ำไม่ท่วม แต่ก่อนน้ำจะท่วมนี่แหละไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้าย แต่ละวันไม่ได้อยู่สุขเลย กลัวว่าน้ำจะท่วม ดูข่าวสารทุกอย่าง ทีวีทุกช่อง แล้วก็เดินทางไปทั้งเหนือ ใต้ ตก ออก ด้วยรถเมล์ เดินเท้า มอเตอร์ไซค์ ไปเก็บภาพแล้วก็มาโพสต์ลงเฟสบุ๊คทุกวัน เรียกว่าเป็นนักข่าวอาวุโสในตำบลคลองเกลือเลย”


 สำหรับคอข่าวสิ่งที่ปรากฏในโซเชียลมีเดียว่าน่าติดตามแล้ว บันทึกไม่ลับที่ลำดับเหตุการณ์ไว้อย่างละเอียดและไม่เคยเปิดเผยที่ไหน...ยิ่งน่าสนใจ


  “วันที่ 25 ตุลาคม น้ำท่วมรอบๆ สนามบินดอนเมืองต่อจากเมื่อวาน รัฐบาลหยุดราชการ 27-31 ตุลาคม ...สองทุ่มครึ่งนายกฯยิ่งลักษณ์แถลงให้คนกรุงเทพเตรียมตัวรับน้ำท่วมในหลายแห่ง พูดผิดๆ ถูกๆ สั่นๆ ไม่ควบกล้ำ ไม่มั่นใจ ภาษาไทยแย่มาก”


 “วันที่ 28 ตุลาคม ผมออกกำลังกายรอบสนามบ้าน ย้ายลังเทปในศาลาเข้าบ้าน เปิดลังเทปเก่าๆ พบเทปพระเจ้าอยู่หัวทรงประชุมกับข้าราชการเรื่องเตรียมป้องกันน้ำท่วม รีบเอาไปดู แล้วก็อัพลงยูทูบ 24 ชั่วโมงกว่าจะเสร็จ ตอนหลังก็มีคนดูประมาณหกแสน“


 โฟกัสไปที่การทำงานของสื่อหลักอย่างโทรทัศน์ ก็ได้รับการจดบันทึกพร้อมแสดงความเห็นกำกับไว้เช่นกัน


 “วันที่ 1 พฤศจิกายน ผมวิจารณ์ช่อง 3 ว่าคุณสรยุทธ์มีข่าวน้อยกว่ารายงานชีวิตคนที่ถูกน้ำท่วม มีข่าวน้อยมาก ไม่ค่อยได้ข่าว แต่ได้อารมณ์ สนุกด้วยดูโก๊ะตี๋”


 “TNN 24 ข่าวมาก ภาพน้อย ปรับผังรายงานเรื่องน้ำท่วมทั้งวัน”


 “ช่อง 7 ช่อง 9 ข่าวสั้นกระชับตามผังรายการปกติ ก็คือไม่ได้สนใจน้ำท่วม มีเวลามากน้อยแค่ไหน เวลามีเท่าไหร่ก็เอาเท่านั้น เวลาปกติ”


 “ช่อง NBT 11 ประชาสัมพันธ์งานรัฐบาล ศปภ. กับข่าวน้ำท่วม


 “TPBS คุณดาริน ร่วมกับกลุ่มอิสระ เปิดเว็บไซต์รู้ทันน้ำ ทางเลือกข้อมูลใหม่ สะท้อนความไม่น่าเชื่อถือของข้อมูลรัฐบาล”


 “ดร.เสรี น่าเชื่อถือขึ้นทุกวันผ่านการวิเคราะห์ที่ TPBS” 


 ส่วนอีกเรื่องที่ ดร.สมเกียรติ คิดว่าไม่ควรปล่อยผ่าน ก็คือเหตุการณ์วันที่นายกฯยิ่งลักษณ์ไม่ให้สัมภาษณ์สื่อ เหตุเพราะก่อนหน้านี้มีนักข่าวคนหนึ่งถามคำถามด้วยสีหน้าจริงจังทำให้นายกฯไม่พอใจ


 “อันนี้ก็เป็นประเด็นที่ขยายความได้ว่า นายกไม่พร้อมที่จะเป็นนักสื่อสารในภาวะวิกฤต คือนักข่าวพร้อมเสมอ เพื่อจะเอาข้อมูล จะทำหน้าอย่างไรก็เป็นเรื่องของนักข่าว แต่นายกควรจะพร้อมที่จะทำสีหน้าปกติ”


 นอกจากข้อความในไดอารี่ที่ชี้ปัญหาการสื่อสารของรัฐบาลและสื่อมวลชนแล้ว อดีตผู้บริหารสื่อท่านนี้ ชวนให้มองไปที่นักวิทยาศาสตร์ ซึ่งควรจะเป็นพระเอกในข่าวน้ำท่วม


 “งานสื่อสารวิทยาศาสตร์ เป็น issue หลักที่มีการพูดถึงมาตลอด ล่าสุดบทบรรณาธิการของวารสาร science magazine ก็ยังพูดเหมือนเดิมว่านักวิทยาศาสตร์มัวแต่สื่อสารกันเอง โดยลืมไปว่า public เขาไม่เข้าใจ”


 ยิ่งในแวดวงนักวิทยาศาสตร์ไทย จะหาใครที่อธิบายเรื่องยากๆ ให้ฟังง่ายๆ ดูจะน้อยเต็มที การเข้า(ไม่)ถึงข้อมูลของคนทั่วไป จึงกลายเป็นวิกฤติซ้ำในภัยพิบัติที่ผ่านมา


 ในมุมมองของ ดร.สมเกียรติ นี่คือวิกฤติการสื่อสารวิทยาศาสตร์ที่ไปสมาสกับการเมืองแบบไทยๆ โดยแท้

ศศิน เฉลิมลาภ ขวัญใจสื่อใหม่


 เมื่อดูข่าวแล้วไม่ได้อย่างใจ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ศศิน เฉลิมลาภ เลยลุกขึ้นมาทำหน้าที่สื่อเสียเอง ด้วยการประมวลความรู้ บนพื้นฐานความเป็นนักธรณีวิทยา ฉายภาพมวลน้ำที่มุ่งหน้าสู่เมืองกรุง ผ่านทางคลิปวิดิโอ เผยแพร่ในยูทูบ โกยเรตติ้งไปแบบไม่แคร์สื่อ(หลัก)


 “โดยพื้นฐานที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ เราเห็นข้อมูลที่ทำให้เกิดอาการไม่ไหวแล้ว รู้สึกว่าทำไมพูดกันไม่รู้เรื่องเลย จริงๆ ตัวเองก็ไม่มั่นใจ แต่จุดที่ทนไม่ไหวจริงๆ อวันที่ผู้ว่ากทม.พูดว่า กรุงเทพจะปลอดภัย ท่านพูดถูกนะว่า กรุงเทพชั้นใน แต่ท่านไม่สื่อสารว่ากรุงเทพชั้นในคือตรงไหน"


 “โดยพื้นฐานผมเป็นนักธรณี ผมอยู่กับสถานที่ แผนที่ เรื่องทางภูมิศาสตร์ แม้ว่าผมจะไม่ได้ทำงานวิจัยเรื่องนี้ แต่จากการที่เราศึกษาบนแผนที่ เราเห็นทั้งหมด ตอนนั้นผมอยากจะบอกว่าถ้าคุณอยู่ชั้นนอกคุณไม่รอดนะ ถ้าอยู่ชั้นในก็ 50/50 เพราะว่าวันนี้น้ำมันเกินจากปี 2538 มา 50 เซนติเมตร ซึ่งผมดูจากที่บ้านผม ที่อยุธยา”


 เมื่อตัดสินใจว่าต้องทำอะไรสักอย่าง ภาพของผู้ชายผมประบ่า ใบหน้ามีหนวดเครา พร้อมแผนที่กับลีลาเฉพาะตัวก็ปรากฏในโซเชียลมีเดีย ออกมาเตือนให้คนกรุงเตรียมรับมือ ไม่นาน...เขาผู้นี้ก็ติดทำเนียบฮีโร่ยามยาก

 “ผมไม่ใช่มืออาชีพ ไม่มีฐานข้อมูลพอ แต่ผมมีความรู้สึกอยู่อย่างหนึ่ง ผมไม่รู้ว่าอยากเป็นฮีโร่ หรือไม่อยากเป็น ถ้าใครดูหนังเรื่อง The day after tomorrow ซึ่งมีนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งดูเรื่องของ climate change ในหนังเขาบอกให้สื่อสารกับประธานาธิบดีว่าจะต้องทำอย่างไร ผมจำแผนที่นั้นได้แม่นมากเลยว่าเป็นแผนที่ของสหรัฐอเมริกา แล้วใช้ปากกาขีดผ่านเม็กซิโก บอกว่าให้ประธานาธิบดีอพยพคนยังไงก็ได้ให้มากที่สุดลงไปหลังเส้นละติจูดนี้“


 “คือเราไม่ได้อยากเท่แบบนั้น แต่เราจำตรงนั้นได้แม่นว่านั่นคือสิ่งที่จะต้องสื่อสาร แค่นั้นแหละ”


 ในความเห็นของเขา แม้จะไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรง แต่ในสถานการณ์ที่ข่าวสารค่อนข้างสับสน คนที่พอจะมีความรู้และมีข้อมูลจำเป็นต้องอธิบายให้ประชาชนมีทางเลือกในการรับมือกับสถานการณ์ เพราะสิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือความโกลาหลจากความไม่รู้นั่นเอง

ดร.เสรี วงศ์มณฑา แจก “F” รัฐบาล


 ไม่ต้องอารัมภบทให้มากความ สำหรับมือวางอันดับต้นๆ ของวงการประชาสัมพันธ์ ดร.เสรี วงศ์มณฑา เปิดฉากในฐานะครูบาอาจารย์ด้านสื่อสารมวลชน ด้วยการให้ F รัฐบาล หากเผลอมาลงทะเบียนเรียนวิชาการสื่อสารภาวะวิกฤติ


 “ถ้าดูหลักการแล้วจะรู้ว่าทำไมถึงได้ F ข้อที่หนึ่ง ในการบริหารภายใต้ภาวะวิกฤตนั้นจะต้องตั้งศูนย์บัญชาการที่ทำให้การสื่อสารเป็นเอกภาพ โดยผู้ทำหน้าที่ด้านนี้ จะต้องเป็นผู้นำทางด้านกระแสข่าวที่ผู้คนจะต้องพึ่งพาแล้วก็เชื่อถือ ถามว่ารัฐบาลทำมั้ย ถามว่าข่าวช่อง 3 ช่อง 11 และช่อง TPBS ตรงกันมั้ย”


 โดยไม่ต้องรอคำตอบ ดร.เสรี อธิบายหลักการข้อต่อมาว่า การสื่อสารภายใต้ภาวะวิกฤตจะต้องมี Single spoke person ซึ่งหมายถึงคนที่ได้รับมอบหมายให้พูดกับประชาชนเพียงคนเดียว และเป็นคนควบคุมทิศทางของข่าวสารด้วย
 “พอรัฐบาลคอนโทรลไม่ได้ ปล่อยให้มีดราม่าเกิดขึ้น แล้วนักข่าวแต่ละคนก็ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นนักข่าว ทำหน้าที่เป็นปอมปอมเกิร์ล ในการเชียร์น้ำ น้ำมาถึงตรงนั้นตรงนี้แล้ว เร็วๆๆ  ตรงไหนไม่ลึกก็ไม่ยืนด้วย ต้องไปรายงานตรงที่ลึกๆ เขื่อนพังรายงาน เขื่อนซ่อมไม่รายงาน น้ำขึ้นรายงาน น้ำลงไม่รายงาน แล้วก็เสนออะไรที่ very dramatic มากๆ”


 ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นก็คือ ความตระหนก โดยไม่ตระหนัก


 ทว่า ในวิกฤติมักมีโอกาสเสมอ มวลน้ำครั้งนี้ได้ส่งฮีโร่มาแจ้งเกิดบนหน้าจอพอๆ กับดาวดับ ในความเห็นของ ดร.เสรี จุดอ่อนมาจากการที่รัฐบาลไม่สามารถเป็นศูนย์กลางของข่าวสาร


 “ทุกคนก็เลยเขียนบทของตัวเอง สรยุทธ์ (สุทัศนะจินดา) ก็เขียนบทเป็น โรแมนติก คอมเมดี้ มีตัวตลกประกอบ มีชีวิตชาวบ้านรันทดสลดใจ ไทยพีบีเอสก็ไปทางกราฟฟิกสารพัด นักข่าวทั้งหลายก็อยากจะแจ้งเกิด รายงานแบบจะเป็นจะตาย มันทำให้หลายคนใช้คอนเซปต์ from zero to hero นี่คือสิ่งที่รัฐบาลพ่ายแพ้” 


 แต่หากรัฐบาลต้องการช่วงชิงความน่าเชื่อถือกลับคืนมาก็ยังไม่สาย สิ่งแรกที่ควรปรับปรุงคือ รูปแบบการให้ข้อมูลข่าวสารกับประชาชน


 “ต้องมี Breaking news ใช้อำนาจบริหารในการเรียกร้องสื่อหลักทั้งหลายว่า เมื่อถึงเวลา Breaking news ในภาวะวิกฤตตั้งแต่วันนี้ถึงวันนี้ คุณต้องรับ Breaking news ไป แปลว่า ถ้ารัฐบาลจะออกประกาศ ช่อง 3 จะเล่นละคร ช่อง 7 จะเล่นเกมส์ ช่อง 5 จะทำอะไรอยู่ก็ตาม ต้องตัดเข้าไปใน Breaking news สมัยที่เกิดเหตุการณ์ 911 อเมริกันก็มี Breaking news ทุกครั้งที่รัฐบาลอยากจะพูดอะไร สื่อต้องรับไป แล้วทุกคนก็เชื่อ”  


 ใส่ดอกจันเล็กๆ ว่าเป็นความเชื่อมั่นบนพื้นฐานที่รัฐบาลจะต้องไม่บิดเบือนข้อมูลข่าวสาร


 ที่สำคัญท่ามกลางสถานการณ์ที่มีความผกผันยากจะคาดการณ์ และมีความเสี่ยงต่อการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน เนื้อหาที่รัฐบาลต้องบอกกับประชาชน ไม่จำเป็นต้องสั้นๆ ง่ายๆ ให้ความหวัง แบบ “เอาอยู่ค่ะ” หรือเยิ่นเย้อชนิดนั่งเรียงหน้ากระดานแถลงข่าว แต่ต้องได้ใจความสำคัญ


 “ตอนนี้เกิดอะไรขึ้น รัฐบาลทำอะไรไปแล้วบ้าง และรัฐบาลกำลังจะทำอะไรต่อไป ประชาชนต้องทำตัวอย่างไร” คือคีย์เวิร์ดสำคัญ แต่จากประสบการณ์ครั้งที่แล้ว ดร.เสรี มองว่าเป็นการให้ข้อมูลไม่ครบ


 “เรารู้แต่ what happen อย่างเดียว แล้วข่าวไม่มีความสมดุลระหว่างข่าวร้ายกับข่าวดี ถ้าเราฟังรัฐบาลก็จะเต็มไปด้วยข่าวดี ถ้าเราฟังสื่อมวลชนที่ดราม่าก็จะมีแต่ข่าวร้าย คือทั้งสองคนก็ไม่มีใครพูดจริงเลย ทั้งสื่อ ทั้งรัฐบาล”


 ดังนั้นหาก(คิด)จะเตรียมรับมือกับพิบัติภัยในอนาคต (อันใกล้) นอกจากจะต้องมีการวางแผนเรื่องการบริหารการจัดการในภาวะวิกฤติ ใช้ประโยชน์จากนักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญต่างๆ แล้ว ไม่ควรมองข้าม communication strategist (นักกลยุทธ์ด้านการสื่อสาร) มืออาชีพที่จะมาช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบา โดยมีประโยชน์สาธารณะเป็นที่ตั้ง
 

ไม่เช่นนั้น “สื่อ” อาจกลายเป็นเพียงเครื่องมือในการสร้างโอกาสของบางคน ท่ามกลางภาวะวิกฤติของประเทศชาติ (เหมือนที่ผ่านมา).

 

 

Tags : น้ำท่วม การสื่อสาร

Adsense

advertisement

advertisement

AD Position a2

advertisement

advertisement