กรุงเทพธุรกิจ

ad 1

Life Style

วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2555 12:29

ตำนานไม้ผันน้ำ

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ภาพสะท้อนการจัดการน้ำโดยชุมชน เพื่อชุมชน ผ่าน "ฝาย 120 ปี" แห่งบ้านน้ำปุก

กว่า 2 เดือน ภายใต้การดำเนินงานของคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) และกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) แผนยุทธศาสตร์ และแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาล ดูจะมีความชัดเจน และเป็นรูปธรรมมากขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยาแบบบูรณาการ การฟื้นฟู และอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ เพื่อเกิดระบบนิเวศที่สมบูรณ์ ปรับปรุงพื้นที่ลุ่มน้ำ ปิง วัง ยม น่าน สะแกกรัง ป่าสัก รวมพื้นที่กว่า 330,000 ไร่ เพิ่มการสร้างเขื่อนหลักกักเก็บน้ำ 5 เขื่อน มูลค่า 50,000 ล้านบาท ในพื้นที่ต้นน้ำ 10 จังหวัด และพื้นที่กลางน้ำ 14 จังหวัด ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดปริมาณน้ำได้รวม 1,800 ล้านลูกบาศก์เมตร การหาพื้นที่แก้มลิงและพื้นที่รับน้ำนอง 2 ล้านไร่ รวมไปถึงพรก.ชดเชยความเสียหายต่างๆ

รวมมูลค่าการจัดการต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำทั้งสิ้นกว่า 3.5 แสนล้านบาท

ตัวเลขงบประมาณ กับประสิทธิภาพ และความเหมาะสม รวมถึงผลกระทบเชิงพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง ดูจะยังเป็นคำถามที่รอคำตอบอยู่ แต่ข้อสังเกตหนึ่งที่ไม่อาจมองข้าม ก็คือ การจัดการอย่างมีส่วนร่วม โดยเฉพาะฟันเฟืองเล็กๆ อย่าง "ชุมชน"

ที่บ้านน้ำปุก ต.ขุนควร อ.ปง จ.พะเยา มีบทเรียนการจัดการน้ำของชุมชนด้วยฝายไม้โบราณมาสะท้อนการ "บูรณาการ" ที่บรรดานักบริหารจัดการตัวใหญ่ชอบพูดกัน

น้ำ เพื่อ ชีวิต

เสียงตะโกนโหวกเหวกอาจทำลายความเงียบของป่าลงไปบ้าง แต่รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะไร้เดียงสาของเด็กน้อยทั้ง 2 ที่กำลังไล่กวดกันอยู่บนสันกองไม้เรียงสลับหินดูจะกลายเป็นภาพชินตาของชาวชุมชนบ้านน้ำปุกมานานแล้ว

น้ำปุก เป็นลำน้ำที่ไหลมาจากภูลังกา ผ่านบ้านน้ำปุก บ้านสันกลาง บ้านน้ำแป้ง ไหลรวมกับแม้น้ำคาง บ้านนาอ้อม เปลี่ยนชื่อเป็น แม่น้ำควร ไหลผ่านบ้านสบขาม สบเกี๋ยง วังบน ห้วยขุ่น ป่าคา แสะควร ดอนมูลเก่า พื้นที่ต.ขุนควร ต.ควร แล้วไหลไปบรรจบกับแม่น้ำงิม ที่บ้านเหล่าบุญยืน ต.ปง กลายเป็นแม่น้ำยม ต้นทางสายน้ำเจ้าพระยา

สำหรับชาวน้ำปุก สายน้ำที่ไหลผ่านทางตะวันออกของหมู่บ้าน ระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นเส้นเลือดหลักให้กับชาวบ้านกว่า 160 ครัวเรือนมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่า โดยมีฝายไม้เป็นเครื่องมือบริหารน้ำที่ใช้ชุบเลี้ยงพวกเขา

"ตั้งแต่จำความได้ก็มีฝายลูกนี้ขึ้นมาอยู่แล้ว ฝายลูกนี้เลี้ยงลูกเลี้ยงหลานจนมาถึงวันนี้" ผัน ชัยมงคล ผู้อาวุโสแห่งบ้านน้ำปุกระบุความเก่าแก่ของฝายทดน้ำที่สามารถย้อนประวัติได้ถึง 2 รุ่น

สอดคล้องกับประวัติชุมชนของคนน้ำปุกที่อพยพมาจากเมืองน่านตั้งแต่ พ.ศ.2432 เป็นหมู่บ้านที่มีพื้นที่อาศัยและทำกินติดต่อกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดอยผาช้าง ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะยึดอาชีพเกษตรกรรม ทำนาตามแอ่งที่ราบกลางหุบเขาโดยใช้น้ำจากสายน้ำแห่งนี้เป็นต้นทุนหลัก และภูมิปัญญาที่สืบย้อนกลับไปได้ไกลถึงยุคสร้างบ้านแปงเมืองของพญามังราย อย่างฝายได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดสรรน้ำให้ทั่วถึง

"แม่น้ำที่นี้ใช้ได้ตลอดกาลเลย บ่ว่าฤดูแล้ง หรือบ่ว่าฤดูฝน" ศรีมูล ลาบุตรดี อบต.บ้านน้ำปุกยืนยัน

ฝายจึงทำหน้าที่ทดน้ำเข้าพื้นที่เกษตรตลอด 150 ไร่ ราว 50 หัวนา สำหรับการทำนาปีละ 2 ครั้ง เลี้ยงไร่ข้าวโพดในช่วงฤดูแล้ง รวมทั้งแบ่งใช้กับเพื่อนบ้านที่อยู่ท้ายน้ำ โดยมี "แก่เหมือง" "แก่ฝาย" หรือ "นายฝาย" เป็นผู้ดูแลจัดการฝาย 

"การแบ่งน้ำให้เจ้าของนาแต่ละคน นายฝายจะดูว่าน้ำขึ้นเท่าใด ถึงจะพอใช้" อบต.บ้านน้ำปุกคนเดิมบอก

ซ่อมฝาย สร้างชีวิต

"ถ้าให้ชาวบ้านแบ่งกัน ต่างคนต่างจะเอาหนัก ปัญหามันก็จะเกิด" ศรีมูลให้เหตุผลถึงการมีอยู่ของนายฝาย ซึ่งได้มาจากการคัดเลือกของผู้เฒ่าผู้แก่ และหัวนาที่ใช้น้ำจากฝาย โดยจะมี "สิบฝาย" หรือ "รองแก่ฝาย" ทำหน้าที่ประสานงานแทนแก่ฝาย เมื่อแก่ฝายติดภารกิจ หรือกรณีที่มีกิจกรรมพร้อมกันหลายส่วน และ "ล่ามฝาย" หรือตัวแทนประชาสัมพันธ์ฝายจะมีหน้าที่ส่งข่าวจากแก่ฝายให้กับหัวนาต่างๆ ได้รับทราบ

นอกจากการดูแล จัดสรรน้ำให้แก่พื้นที่เกษตร การวางกฎระเบียบเพื่อเป็นแนวปฏิบัติร่วมกัน ก็ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ชุมชนให้การยึดถือสืบทอด

"อย่างข้อห้ามทำนาวันศีล (วันพระ) ถ้าใครฝ่าฝืนก็จะต้องเสียผี" ศรีมูลยกตัวอย่าง

บทลงโทษของการ "ผิดผี" ก็มีตั้งแต่การซื้อเหล้าซื้อไก่ ไปจนถึงซื้อวัวมาขอขมา ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของบรรดาสมาชิกฝายตกลงกัน ก่อนให้แก่ฝายเป็นผู้ประกาศ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาก็มีความผิดเพียงเล็กๆ น้อยๆ เช่น ลืมวันลงนาในวันพระ อะไรทำนองนี้เท่านั้น

กุญแจสำคัญอีกดอกหนึ่ง ที่ทำให้ฝายซึ่งนอนขวางลำน้ำ 50 เมตร ยาว 20 เมตรนี้เป็นมากกว่าฝาย ก็คือ ประเพณีซ่อมฝาย เพื่อให้เก็บกักน้ำ ดักตะกอน ชะลอน้ำ จัดเป็นประจำทุกปี

"ชาวบ้านที่มีพื้นที่มากใช้น้ำมากต้องนำหลักไม้มามาก แต่รายที่มีน้อยก็นำหลักไม้มาน้อยโดยยึดจำนวนไร่ของที่ทำกินเป็นหลักเช่น ต่อ 1 ไร่จะต้องนำไม้หลักใหญ่ยาว 100 ซม. 5 อัน, ไม้หลักเล็กยาว 30 ซม. 80 อัน และ ไม้ตีขวางยาว 100 ซม. อีก 15 อัน และดินหรือหิน 3 ถัง (ครึ่งกระสอบฟาง) รวมทั้งบุ้งกี๋ไม้ไผ่มาช่วยกันทำ ไม้ที่หามาก็เอามาจากในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์ฯ เป็นไม้ที่ตายแล้ว ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็อนุโลมให้เพราะเป็นการใช้ประโยชนในพื้นที่" เขาอธิบาย

รวมทั้ง การทำพิธีเลี้ยงผีขุนน้ำ ขอใช้น้ำตอนปางเก้า (พฤษภาคม-มิถุนายน) และขอบคุณหลังใช้น้ำตอนปางสี่ (ธันวาคม) ก็ล้วนแล้วแต่มีส่วนทำให้สายสัมพันธ์ของฝายกับผู้คนแนบแน่นยิ่งขึ้น

พงษ์สวัสดิ์ สมคิด เลขานุการสภาอบต.ขุนควร และ ชิน ใจเย็น รองประธานสภาอบต.ขุนควรในฐานะคนบ้านใกล้เรือนเคียงต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันถึงผลพวงของการ "ลงแขก" ซ่อม-สร้างฝายที่สืบทอดกันมาไม่ว่าจะเป็น เยาวชน ชาวบ้าน ผู้นำท้องถิ่น เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์ฯ ต่างกลายเป็นสำนึกหวงแหน และพึ่งพาอาศัยกันมาเป็นอย่างดี

จากลำห้วยสู่แม่น้ำ

สิ่งหนึ่งที่ปฏิสธไม่ได้ถึงความสำคัญของฟันเฟืองเล็กๆ ในระดับชุมชน หรือท้องถิ่นตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาก็คือ การหล่อหลอมกลายเป็นขุมกำลังในการขับเคลื่อนแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพไม่แพ้เหล่าเมกะโปรเจคท์ที่ผู้บริหารประเทศพยายามผลักดันให้คลอดโครงการแล้วโครงการเล่า

แม้กระทั่งเรื่องน้ำ

เตชะพัฒน์ มะโนวงศ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายลุ่มน้ำอิง ยกมือสนับสนุนชัดเจนถึงการจัดการน้ำในระดับชุมชนที่เขาคิดว่า ควรรื้อฟื้นภูมิปัญญาเหล่านี้ คืนมาเพื่อเป็นคำตอบของสังคมไทยในอนาคต ในการจัดการน้ำระดับมหภาค

"ทางเหนือจะมีความลาดชันของที่ดินสูง เหมาะสำหรับสร้างเหมืองฝาย ซึ่งถือเป็นภูมิปัญญาโบราณของคนทางเหนือ สามารถสืบทอดมาได้เป็น 100 ปี แล้วการอพยพของพันธุ์ปลาก็สามารถขึ้น-ลงได้ตามฤดูน้ำหลาก ไม่ต้องทำบันไดปลาโจน ตะกอนที่มาก็ระบายลงตามสัดส่วนที่มันลงได้ แล้วใช้น้ำได้อย่างสมดุล และพอเพียง"

เช่นเดียวกับ ศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ที่มองว่า ฝายไม้แห่งนี้ สามารถอธิบาย "ความไม่ถาวร" ที่สร้าง "ความถาวร" ได้เป็นอย่างดี

"อะไรที่มันไม่ถาวร มันมักจะอยู่ถาวร เพราะว่ามันจะถูกบำรุงรักษาโดยการมีส่วนร่วม เพราะการที่ใช้วัสดุธรรมชาติที่มันสลายได้ เท่ากับมันมีชีวิต คนก็จะเข้ามาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับฝาย แต่ละปีถึงช่วงเวลาก็จะมาร่วมกันซ่อมแซม ถ้าเราไปคิดใช้ถาวรวัตถุ ก็ไม่มีส่วนร่วมกัน ไม่มีชีวิต พอเราเอาคอนกรีตไปกั้นถาวร ทรายก็มาตกเต็มไปหมด พอไม่มีกระบวนการที่ชุมชนมาดูแล ก็ต้องใช้แต่งบประมาณอย่างเดียว เป็นรัฐที่จะมาจัดการให้ทั้งหมด ไม่ทำให้คนมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากร ฝายจึงเป็นเหมือนตัวเชื่อมคนไปโดยปริยาย เพราะทุกคนเป็นเกษตรกรหมด มาเป็นอันหนึ่งกันเดียวกันกับการจัดการน้ำ" เขาขยายความ

เมื่อย้อนถึง กรณีผลกระทบจากมวลน้ำ ที่เกิดกับคนต้นน้ำ อย่าง ชาว อ.ฮอด ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการกักเก็บน้ำในเขื่อนภูมิพลไม่ให้ไหลลงสู่พื้นที่ภาคกลาง หรือโครงการเดินธรรมยาตราเพื่อแม่น้ำโขงของกลุ่มรักษ์เชียงของ เครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง-ล้านนา เพื่อสร้างสำนึกอนุรักษ์ลำน้ำ เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ทั้งหมดล้วนเกี่ยวข้องกับการมองความเชื่อมโยงในการแก้ปัญหา และอนุรักษ์สายน้ำด้วยกันทั้งนั้น

แทบไม่ต่างกับ 3.5 แสนล้านบาทที่ยังคงเป็นข้อถกเถียงว่าจะ "เอาอยู่" จริงหรือไม่เสียด้วยซ้ำ

Tags : ฝาย เขื่อน น้ำท่วม

Adsense

advertisement

advertisement

AD Position a2

advertisement

advertisement