กรุงเทพธุรกิจ

ad 1

Life Style

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2555 07:00

ยกสอง ประลองน้ำ

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ถอด 2 บทเรียน "รบกับน้ำ" หนึ่งแพ้.. หนึ่งชนะ.. กับแผนการเตรียมตัวสู้ศึกรอบใหม่ ที่ไม่รู้ว่าจะมาเยือนกรุงอีกครั้งเมื่อใด ที่ทำได้ก็แค่ "เตรียมตัว"

  • บทเรียนผู้พ่าย

หลังจากความพยายาม "ยัน" กับมวลน้ำมหาศาลด้วยคันกั้นน้ำทำเองของชาวชุมชนเมืองเอกอยู่นานร่วมเดือน กระทั่งสุดท้ายไม่อาจต้าน "แรงดันน้ำ" ซ้ำด้วย "แรงมือคน" ที่หมั่นลอบมารื้อแนวคันกั้นอยู่เนืองๆ ปราการ "เมืองเอก" จึงต้องพังพ่ายลงในที่สุด

ทันทีที่คันแตก มวลน้ำก็เริ่มทะลักทลายเข้าสู่ภายในหมู่บ้าน และเพียงชั่วข้ามคืน พื้นที่ราว 4 พันไร่ ประกอบด้วยบ้านเรือนกว่า 3 พันหลังคาเรือน ก็ต้องจมอยู่ใต้ก้อนน้ำมหึมาที่ไหลบ่าด้วยความแรงและเร็วจนท่วมแทบมิดหลังคา

...ประเมินความเสียหายที่หลังคาเรือนละ 5 แสนบาท คูณด้วยจำนวน 3 พันหลังเข้าไป ยอดความเสียหายก็พุ่งสูงถึง 1,500 ล้านบาท

นั่นคือตัวเลขผลจากความปราชัย คำนวณโดย สนิท ศรีสุระ ข้าราชการเกษียณ หนึ่งในหัวเรี่ยวหัวแรงสู้กับน้ำร่วมกับชาวเมืองเอกมานานนับเดือน และแม้กระทั่งในวันที่ระดับน้ำหน้าบ้านสูง 2 เมตรครึ่ง เขาคนนี้ก็ยังอยู่โยงคอยพายเรือตรวจตราบริเวณโดยรอบ เพื่อคอยระวังภัยให้กับเพื่อนบ้านแทบไม่เคยขาด

"น้ำท่วมปีที่แล้ว ทั้งๆ ที่ปริมาณน้ำฝนไม่ได้สูงกว่าปีก่อนหน้ามาก แต่ที่ท่วมมากก็เพราะปัญหาอยู่ที่โครงสร้าง ส่วนใหญ่ใช้วิธี 'ถม' เพื่อป้องกันตัวเอง ซึ่งเป็นวิธีที่ผิด เพราะทำให้น้ำไปไม่สะดวก" สนิท ในฐานะอดีตข้าราชการกรมป่าไม้ ผู้คลุกคลีอยู่กับเขื่อนและลุ่มน้ำทางภาคเหนือ เริ่มต้นวิเคราะห์ในฟังถึงปัญหาในภาพกว้าง

ก่อนจะอธิบายต่อถึง 'เมืองเอก' บ้านของตัวเองว่า มีสภาพภูมิประเทศเหมือนใจกลางกะละมัง มีคันดินรอบหมู่บ้านเป็นเหมือนขอบกะละมัง และเมื่อเห็นแววว่ามวลน้ำเริ่มเอาไม่อยู่เหมือนอย่างผู้มีอำนาจยืนยัน สนิทก็เริ่มเรียกประชุมชาวบ้าน เพื่ออธิบายถึงสถานการณ์ ความเสี่ยง และ การเตรียมรับมือกับภัยน้ำ ก่อนหน้าที่มวลน้ำจะมาจ่อหลังรั้วหมู่บ้านราว 1 เดือน

"ก่อนน้ำจะท่วมประมาณ 1 เดือน ผมเรียกประชุมและบอกชาวบ้านว่า ถ้าน้ำท่วมที่นี่ จะท่วมไม่ต่ำกว่า 2 เมตรครึ่ง ฉะนั้นชั้นล่างอยู่ไม่ได้แน่นอน ส่วนบ้านไหนมีรถหลายคันก็ให้เอาไปจอดที่อื่น เหลือไว้ใช้แค่จำเป็น เฟอร์นิเจอร์ไหนยกขึ้นได้ก็ให้ยกขึ้นที่สูง ประตูรั้วบ้านไหนเป็นรีโมท ก็ให้เปลี่ยนมาใช้แบบเข็นเอง"

กระทั่งมวลน้ำเริ่มใกล้เข้ามา จนระดับน้ำในคลอง ทั้งคลองรังสิต (ทิศเหนือ) และ ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ (ทิศตะวันออก) เริ่มสูงขึ้น ชาวบ้านก็ยิ่งระดมพลก่อแนวคันกั้นให้สูงมากพอ

"เรามัวแต่เตรียมต่อสู้กับน้ำในคลองรังสิต เพราะเห็นว่าฝั่งประตูน้ำจุฬาฯ มีหน่วยงานรัฐบาลทำการป้องกันอยู่แล้ว โดยคันกั้นน้ำฝั่งคลองรังสิต ซึ่งมีระดับน้ำสูงเท่ากับเจ้าพระยานั้น เราก็กั้นเอาไว้ได้ โดยสูงกว่าระดับน้ำศอกหนึ่ง"

เรื่องดูเหมือนจะไปได้สวย กระทั่งบทเรียนราคาแพงจากธรรมชาติสอนให้รู้ว่า 'ไม่มีใครเอาชนะธรรมชาติได้' อันเนื่องจากความพยายามบีบบังคับทางน้ำจากหลายฝ่าย หลายหน่วยงาน เมื่อน้ำไม่มีทางไป จึงได้อ้อมตลบหลังข้ามถนนพหลโยธิน ลงสู่คลองย่อยต่างๆ จากนั้นก็ยกตัวสูงขึ้น และย้อนหลับมาสู่ประตูน้ำจุฬาฯ เพื่อจะพบว่าไปต่อไม่ได้ จึงอ้อมตลบมาอีกครั้ง เข้าสู่ถนนวิภาวดี-รังสิต แต่ก็ยังไหลต่อไม่ได้อยู่ดี เนื่องจากความพยายามของรัฐบาลที่ปฏิเสธน้องน้ำไม่ให้รุกล้ำเข้าเมืองอย่างไม่มีเยื่อใย

ก้อนน้ำมหึมาซึ่งไม่มีทางไป จึงตลบหลังกลับเข้ามาโจมตีรางรถไฟริมคลองเปรมประชากร (ทิศตะวันออก) จนเข้ามารวมกับน้ำในคลองเปรมฯ และทะลักท่วมเข้ามายังชุมชนในที่สุด

..นั่นคือ นาทีสำคัญที่ทำให้เมืองเอกต้องแตกพ่าย

"เมืองเอกเป็นพื้นที่แห้งสุดท้ายของปทุมธานี เราแพ้เพราะราชการประกาศยอมแพ้ เราก็ขาดยุทธปัจจัยที่จะใช้กอบกู้คันกั้นน้ำขึ้นมา ทรัพยากรไม่พอ กำลังคนก็น้อยลงเรื่อยๆ เพราะ ม.รังสิตสั่งปิดมหาวิทยาลัยเนื่องจากเป็นห่วงความปลอดภัยของนักศึกษา จากที่เคยมีนักศึกษามาช่วยก่อกระสอบทรายจำนวนมาก ก็เริ่มเหลือน้อยลง จนสุดท้ายก็ยันไว้ไม่อยู่" สนิทเล่า

ว่าแล้วก็เอ่ยถึงส่วนแผนรับมือกับน้ำท่วมรอบใหม่ โดยแม้จะยังหวังว่าถ้ารัฐบาลจัดการน้ำได้ดี ก็ไม่น่าจะท่วมมากเท่าปีกลาย แต่ก็ต้องคอยติดตามสถานการณ์อยู่ตลอด ตัวอย่างเช่น ถ้าเห็นน้ำมาถึงนครสวรรค์เริ่มไม่ได้แล้ว เพราะอีก 20 วันก็จะถึงปทุมธานี ก็ต้องคอยเตรียมรับมือให้ดี และที่สำคัญคือต้องช่วยตัวเองให้ได้มากที่สุด

สำหรับบ้านที่เคยท่วมแล้ว สนิทแนะว่าพอทำบ้านใหม่ก็อย่าใช้เฟอร์นิเจอร์บิลท์อิน เพราะยกหนีน้ำไม่ได้ หรืออย่างมิเตอร์ไฟฟ้าก็เป็นปัญหาเหมือนกัน ถึงน้ำขึ้นไม่ถึงชั้นสอง แต่จะอยู่ก็ลำบากถ้าเขาตัดไฟ

"ตอนนี้ก็กำลังคิดจะยกมิเตอร์ขึ้นสูงสามเมตร ให้พ้นน้ำแน่ๆ แต่ก็ไม่รู้ว่า ถ้ายกสูงแบบนั้น พนักงานจะมาจดมิเตอร์ยังไง แต่จริงๆ ไฟฟ้าฯ เขาก็น่าจะคิดแทนเราบ้างนะ" (หัวเราะ)

  • ปลายทางผู้ชนะ

พร้อมๆ กับความเสียหายที่เกิดจากมวลน้ำบุกเข้าทลายหลายต่อหลายพื้นที่ในช่วงปลายปี 2554 แต่ก็ยังมีชุมชนไม่เล็กไม่ใหญ่ชุมชนหนึ่ง ที่สามารถต้านทานมวลน้ำไว้ได้จนถึงที่สุด และรักษาพื้นที่แห้งไว้ได้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์สมบูรณ์ ชุมชนที่ว่านั้นคือ "ชาวนครปากเกร็ด"

สาเหตุที่เรียกว่า "ชุมชน" ก็เนื่องจากความสำเร็จที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เฉพาะความสามารถของเทศบาลนครปากเกร็ดเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นเพราะความเข้มแข็งของชุมชนที่นอกจากจะร่วมแรงร่วมใจคอยรักษาแนวคันดิน กระสอบทรายที่ขวางกั้นมวลน้ำแล้ว หนักกว่านั้นคือ มีชาวบ้านอีกนับพันหลังคาเรือน ที่ยอมเป็นพื้นที่รับน้ำ ทนเห็นคันดินกั้นหน้าบ้านตัวเอง เพื่อให้พื้นที่ส่วนใหญ่ยังแห้งอยู่

วิชัย บรรดาศักดิ์ นายกเทศบาลนครปากเกร็ด ทบทวนข้อผิดพลาดที่ทำให้การรักษาพื้นที่แห้งของนครปากเกร็ดไม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยมีหลายพื้นที่ที่ควรจะแห้งแต่กลับท่วม เนื่องด้วยแรงกดดันของมวลน้ำ ซึ่งมุดใต้ดินออกไประเบิดขึ้นในแนวคันกั้นน้ำ อย่างเช่นที่เกิดกับ วัดกลางเกร็ด ซึ่งพื้นที่ประเภทนี้ คือเป้าหมายที่วิชัย ตั้งใจจะยันไว้ให้แห้งหากต้องเจอกับอุทกภัยรอบใหม่

แต่สำหรับบ้านริมน้ำ ที่อยู่นอกคันกั้นน้ำนั้น ยังถือเป็นพื้นที่จำต้องยอมรับน้ำ ซึ่งวิชัย ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ และ วางแผนจะเสริมคันกั้นน้ำเพิ่มให้แต่ยังต้องรองบประมาณที่กำลังทำเรื่องขอไป

เช่นเดียวกันกับโครงการขยายประตูน้ำบางพูด เพื่อให้สามารถรับแรงกดดันน้ำได้มากขึ้น และจะเพิ่มพื้นที่แห้งในบริเวณนั้นได้มากขึ้นด้วยเช่นกัน

"รวมๆ แล้วถ้าทำได้ตามแผน ก็จะรักษาพื้นที่แห้งได้เกือบพันหลังคาเรือน"

นั่นคือส่วนหนึ่งของ 'นครปากเกร็ดโมเดล ปี 2555' ที่วางไว้หลักๆ คือ จะปรับปรุงประตูระบายน้ำและสถานีสูบน้ำทุกจุด, ซ่อมและปรับปรุงประตูระบายน้ำบริเวณคลองบางพูด เพื่อให้สามารถรับแรงดันน้ำได้, ตรวจสภาพคลองและเตรียมขุดลอกคูคลอง, วางแนวทางการตั้งคันกั้นน้ำในแต่ละพื้นที่พร้อมจัดหาข้อมูลแหล่งวัสดุ และ พัฒนาเครือข่ายชุมชนทั้งทางด้านการส่งเสริมการมีส่วนร่วมและการประชาสัมพันธ์เพื่อกำหนดแนวทางแก้ปัญหาอุทกภัยร่วมกัน

พร้อมๆ กับแผนแม่บทที่วางไว้นั้น วิชัย ยังพยายามมองหาไอเดียป้องกันน้ำท่วมที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

"ตอนนี้กำลังศึกษาแบบคันดินที่ทำจากวัสดุอื่น เช่น บล็อกพลาสติกเอนกประสงค์ ข้างในกลวง เวลาใช้งานก็ใส่น้ำให้หนักขึ้น พอน้ำท่วมก็เอามาต่อกันเป็นกำแพงใช้เป็นแบริเออร์ หรือจะเอามาต่อกันเป็นแพก็ได้ เป็นสะพานก็ได้ ส่วนถ้าน้ำไม่ท่วมก็ใช้สำหรับงานจราจรแทน แต่ก็ยังอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ ซึ่งก็ยังไม่สามารถทำได้จริง เพราะไม่มีงบประมาณให้เบิกจ่าย ต้องรอน้ำท่วมถึงจะตั้งเบิกเงินได้ แต่ถ้าท่วมจริงเบิกมาก็ผลิตไม่ทันอยู่ดี" ปัญหางูกินหางที่วิชัยเล่าแกมบ่น

นอกจากนี้ก็ยังมีอีกสองประเด็นปัญหาที่หากว่าจัดการได้ แผนการจัดการน้ำท่วมของเทศบาลนครปากเกร็ดจะยิ่งเข้าขั้น "เพอร์เฟคท์" มากขึ้น

...เชื่อหรือไม่ว่า นครปากเกร็ดไม่มี "บ่อบำบัดน้ำเสีย" เป็นของตัวเอง!

และนั่นก็คือเรื่องที่นายกเทศบาลนครปากเกร็ดเป็นกังวล เพราะหากท้ายที่สุดแล้วเกิดยันน้ำไว้ไม่อยู่ ถ้าน้ำท่วมทะลักเข้ามาและเจอกับน้ำเสียของหมู่บ้านจำนวนมากโดยเฉพาะหมู่บ้านเก่าที่ไม่มีบ่อบำบัดน้ำเสีย หรือ หากว่ามีก็ไม่เคยได้ใช้ ปัญหาสุขภาวะ ย่อมเกิดขึ้นตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

"ตอนนี้ทำเรื่องเบิกงบไปเพื่อทำบ่อบำบัดน้ำเสียของเราเอง จริงๆ มองไว้ว่าจะทำทั้งสิ้น 5 จุด แต่จะเริ่มที่ ต.บ้านใหม่ ก่อน เพราะเป็นพื้นที่ใหญ่ ต้องใช้งบราวๆ 400 ล้านบาท นี่ก็กำลังรองบอยู่ว่าจะอนุมัติไหม"

ยังไม่นับแผนงานระดับชาติที่วิชัยพร้อมกับหน่วยงานเทศบาลอื่นๆ เคยคิดฝันกันไว้ว่าจะขับเคลื่อน "สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย" ซึ่งจดทะเบียนก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ 50 ปีที่แล้ว บนเป้าหมายเพื่อร่วมมือส่งความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แต่หลายๆ ครั้งการดำเนินงานก็ต้องสะดุดลง เช่นเดียวกับในยุค พ.ศ. นี้

จากที่เคยวาดโปรเจคท์การแชร์ทรัพยากร อุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้ ของแต่ละเทศบาลให้กับพื้นที่ที่เดือดร้อน บนสมมติฐานที่ว่า 'ไม่มีภัยพิบัติเกิดขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศ' ฉะนั้น เมื่อพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งประสบภัย ย่อมต้องมีเทศบาลอีกจำนวนมากที่สามารถส่งความช่วยเหลือ ให้ยืมเครื่องไม้เครื่องมือ หรือ กระทั่งยืมงบประมาณกันได้

แต่สุดท้ายแล้วก็ยังคาราคาซัง ด้วยเหตุผลจากเบื้องบน ที่วิชัยไม่ขอเอ่ย บอกเพียงสั้นๆ ว่า

"ภารกิจเยอะ แต่อำนาจมีจำกัดครับ"

Tags : อุทกภัย2555 น้ำท่วม

Adsense

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

  • ความเห็นที่ 1

    newpoliticsparty

    จะสู้กับธรรมชาติ หรือ อยู่กับธรรมชาติ ดีหนอ

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

AD Position a2

advertisement

advertisement