กรุงเทพธุรกิจ

ad 1

Life Style

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2555 18:21

บ้านแตก เมื่อเมืองโต

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ร่วมถอดบทเรียน หาตอนจบของชุมชนและการพัฒนา ปักหลักอยู่ร่วม หรือจะหลีกทางหายไปตามกาลเวลา อย่างไหนคือคำตอบสุดท้ายของเมืองไทยในวันพรุ่งนี้

 

 

 ดูเหมือนผลกระทบของส่วนต่อขยายโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน กับผู้คนที่อยู่ในพื้นที่ก่อสร้าง สถานีมังกรกมลาวาส สถานีวังบูรพา สถานีสนามไชย (มิวเซียมสยาม) และสถานีอิสรภาพ รวมไปถึงการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณถนนราชวงศ์ และท่าดินแดง จะเป็นเพียงตัวอย่างภาพสะท้อนของการพัฒนาเมืองที่ชุมชนถูกมองข้ามไปอีกครั้งเท่านั้น

 "เราไม่ได้ต่อต้านรถไฟฟ้านะ เพียงแต่ว่าอยากให้เขาคำนึงถึงผลกระทบของการพัฒนาที่จะมีกับพวกเราบ้าง" แววตาและน้ำเสียงของใครบางคนเผยความรู้สึก

 แม้บางสุ้มเสียงจะยังไม่ฟันธงถึงอนาคตหลังจากมีสถานีเกิดขึ้นแล้ว ย่านต่างๆ จะสามารถลืมตาอ้าปากให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิมจริงหรือไม่ แต่ระยะเวลาของการก่อสร้าง 5 ปี ถือเป็นช่วงเวลา "วัดใจ" ที่ทำเอาหลายๆ คนพากันถอดใจง่ายๆ เหมือนกัน

 "ถ้ากลับมาได้ราคาพอสู้ไหว เราก็จะกลับมา" เจ้าของบ้านบางหลังที่ถูกเวนคืนเผยความหวัง ถึงแม้จะดูยังไม่แน่ใจนักก็ตาม

 รูปร่างหน้าตาพื้นที่ที่เปลี่ยนไป ย่อมสร้างความหวั่นวิตกให้กับผู้คนดั้งเดิมเป็นธรรมดา

 ..ที่สำคัญ นี่ไม่ใช่ครั้งแรก
   
ม้วนเก่าเล่าไม่เคยจบ

 ตลอดช่วง 30 ปีที่ผ่านมา หน้าตาของกรุงเทพมหานครถูกเปลี่ยนโฉมไปตามยุคสมัย เทคโนโลยี ระบบอำนวยความสะดวกต่างๆ ถูกพัฒนาเพื่อรองรับภาวะการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ในระนาบเดียวกับการเติบโตของเมืองนั้น ได้บ่มเพาะให้เกิดการล่มสลายของชุมชนขึ้น ครั้งแล้ว ครั้งเล่า


 หากยังจำกันได้...

 จากเมื่อปี พ.ศ.2535 กรุงเทพมหานครได้ออกพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดินบริเวณป้อมมหากาฬเพื่อสร้างเป็นสวนสาธารณะ ตามแผนแม่บทเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์ ทำให้วันนี้ ชุมชนป้อมมหากาฬ ยังเป็นชุมชนหนึ่งที่กำลังต่อสู้ดิ้นรนเพื่อให้ตนเองอยู่รอด จนถึงวันนี้ เรื่องก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะจบ

 ชุมชนหวั่งหลี และวัดยานนาวา ที่มีประวัติศาสตร์ด้านการค้าสำเภาจีนร่วมกันมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 กลายเป็นโศกนาฏกรรม เมื่อวัดยึดพื้นที่คืน เพื่อพัฒนาพื้นที่ ซึ่งจนถึงตอนนี้ ภาพการก่อสร้างปรับหน้าดิน ก็ยังไม่มีคำตอบว่าจะถูกสร้างอะไร "ทับ" แทนกันแน่

 ข้ามฟากไปยังฝั่งธนฯ ชุมชนย่านกะดีจีน วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร ก็ถูกการ "ปรับปรุงพื้นที่และสร้างอุทยานการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ตามนโยบายของภาครัฐ" จนนำไปสู่การทุบทำลายโบราณสถานที่มีอายุกว่าร้อยปี และไล่บ้านให้พ้นที่วัด

 กลุ่มมุสลิมเก่าแก่ตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ที่อยู่บนเขตตัวเมืองชั้นในอย่าง ชุมชนมัสยิดบ้านตึกดิน ก็ประสบชะตากรรมไม่ต่างกัน คือ มีโครงการพัฒนาพื้นที่รอบวัดบวรนิเวศราชวรวิหาร ขณะที่ ชาวแพร่งภูธร ถูกเรียกเวนคืนที่ดิน โดยสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ สืบเนื่องจากโครงการแผนพัฒนาปรับปรุงภูมิทัศน์และอาคารที่อยู่อาศัยของกรุงเทพมหานคร

 หรือ ชุมชนไทย-จีนแม้นศรี นาคบำรุง บริเวณหลังศูนย์การค้าวรจักร เกิดข้อพิพาทระหว่างกรุงเทพมหานครกับชุมชน เนื่องจากความต้องการเวนคืนที่ดินเพื่อขยายถนนรองรับย่านการค้า ตามประกาศพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดินเพื่อสร้างและขยายทางหลวงท้องถิ่นสายเชื่อมระหว่าง ถนนดำรงค์รักษ์กับถนนบำรุงเมือง

 จนมาถึงกรณีล่าสุดสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน และการพัฒนาพื้นที่กำลังทำให้ ชุมชนเวิ้งนาครเขษม และ ชาวชุมชนกรมภูธเรศ - เจริญไชย กลายเป็นอีกความล่มสลายของชุมชนที่กำลังเกิดขึ้น

 "ปัญหาของกรุงเทพมหานคร คือ เวลาพัฒนาไม่เคยคำนึงถึงคนที่เขาอยู่มาก่อน" นี่คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับเมืองหลวงในมุมมองของ รศ. ศรีศักร วัลลิโภดม ซึ่งภาพความขัดแย้งระหว่างชุมชนกับเมืองมีมาตั้งแต่ยุคของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์แล้ว

 "แต่ก่อนชุมชนที่อยู่ในกรุงเทพฯ เรารู้เลยว่ามีการสืบเนื่อง เป็นย่านที่เป็นพื้นที่วัฒนธรรม เช่น เยาวราช ราชวงศ์ นครเกษม วรจักร บางลำภู บางขุนพรหม เป็นต้น แต่พอตอนหลัง เราพัฒนาเมืองเป็นอุตสาหกรรม มีการใช้พื้นที่ใหม่ แล้วก็มีการโยกย้ายคนเข้ามาตั้งถิ่นฐานใหม่อย่างไม่มีระบบ พัฒนาไปโดยไม่เข้าใจถึงย่าน ความเป็นย่านคือการเป็นชุมชนของเมือง แต่คุณมีแต่เขต มีแต่การบริหารเข้าไปเท่านั้น เวลามีการพัฒนา คุณก็เขี่ยคนเก่าออกไป คุณไม่มองปัญหาสังคม คุณมองพื้นที่เชิงอยู่อาศัยเดิมเป็นพื้นที่เศรษฐกิจการเมืองไปหมด ดังนั้นมันก็ขาดการสืบเนื่อง" เขาอธิบาย

เมืองโตแต่บ้านแตก

 หากเปรียบเทียบอดีตสำนึกร่วมทางสังคมที่หายไปยิ่งทำให้ "ช่องว่าง" ระหว่างคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ถูกถ่างให้กว้างขึ้นเป็นสิ่งที่อยู่ในความกังวลของ รศ.ศรีศักร รวมถึงความเข้าใจที่ถูก "บิด" ให้ "เพี้ยน" ออกไปด้วย


 "คนรุ่นนี้ไม่เข้าใจอดีตแล้ว เพราะมองแต่เรื่องเศรษฐกิจ ยิ่งย่านเยาวราช ราชวงศ์ มันเป็นไชน่าทาวน์เดิม แล้วคนเหล่านี้เขามีความสัมพันธ์ทางสังคมสูง ระยะแรก คนแก่เขาอยู่ คนรุ่นหนุ่มสาวออกไป แต่มันก็มีสำนึกร่วมอยู่ ยังมีวัฒนธรรมประเพณีที่ยังตรึงคนอยู่ ถึงมีเหตุการณ์เล่นมังกรกันอยู่ แล้วภาพความเป็นสังคมเมือง ที่เป็นวัฒนธรรมเดิมก็ยังอยู่แถวนั้น กรุงเทพฯ ตั้งแต่ปากคลองสานเป็นต้นไป สะพานพระพุทธยอดฟ้าลงไป เรื่อยไปถึงคลองสานทั้งหมด มันเป็นซีกหนึ่งของเยาวราช ราชวงศ์ มันเป็น 2 ฝั่งน้ำ คนไทยเชื้อสายจีนทั้งนั้น ที่มีประเพณีวัฒนธรรมร่วมกันอยู่"

 "แต่ปัจจุบันลำบาก คนรุ่นหนุ่มสาวไม่เอาแล้ว มันกำลังเปลี่ยนแปลง เมืองกำลังจะไปรุกที่เขา ปรับผังเมืองใหม่ แต่ไม่คำนึงถึงความเป็นอยู่อาศัย และเวลามองความเป็นอยู่ของคนเหล่านี้ มองแบบเมืองของตะวันตก ถ้ามองอย่างนั้นก็ต้องรู้ว่า ต้องมีการสร้างสัดส่วน สร้างพื้นที่แบบใหม่ขึ้นมา ซึ่งสมัยก่อนเคยอยู่เป็นพื้นที่เก่าๆ เรียงแถวเล็กๆ ของเขาได้ แต่เรามองว่าเป็นชุมชนแออัด"

 และผลกระทบที่เกิดตามมาก็คือ การขาดสติทางวัฒนธรรม (Culture Shock)

 "มันไม่มีการสืบเนื่อง ร้อยพ่อพันแม่เข้าไปใหม่ มันก็ไม่มี แล้วจะพัฒนาได้ยังไง คุณมีแต่เขตการบริหาร เมื่อไม่มีชุมชน มนุษย์ก็แย่แล้วล่ะ อยู่เป็นปัจเจก ขานรับทุนนิยมปัจเจกน่ะ ถึงได้ชิบหาย เวลามีเรื่องมันไม่ช่วยกันหรอก เป็นหลักฐานว่าสิ่งเหล่านี้กำลังเข้ามา พร้อมกับโครงประชาธิปไตยสามานย์ ซื้อเสียงเลือกตั้งได้ มันขยี้ความเป็นมนุษย์หมดเลย เวลาเกิดความขัดแย้ง คุณจะมาชำระ ไล่เขาออก ด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ย่านแม้นศรี วรจักร ป้อมมหากาฬ บ้านบุก คลองบางหลวง นี่ไปไล่ที่เขา"

 ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ความขัดแย้งระหว่างวัดกับชุมชนยิ่งทำให้ภาพความเกื้อกูลกันระหว่างคนกับศาสนาหายไปโดยปริยาย

 "พวกขุนนาง พระ นี่ร้ายมาก ที่เป็นเจ้าอาวาสก็ร้ายมาก คุณต้องรู้ว่าวัดเมื่อก่อนเขาไม่ได้สร้างโดดๆ เขาสร้างขึ้นเป็นวัดเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระมหากษัตริย์ เขาสร้างให้คนแถวนั้นอยู่ ต้องมีคนแถวนั้นเป็นคนดูแลวัด บางแห่งเขาพัฒนาที่ดินให้คนอยู่ดูแลรักษาวัด ไม่ได้ให้กรรมสิทธิ์อยู่กันลูกหลานสืบมา ตอนหลังให้กรรมสิทธิ์ก็เลยมีปัญหาขึ้นมา" เขาให้ความเห็น

 ไม่เฉพาะการเปลี่ยนผ่านยุคสมัย หรือรูปแบบการพัฒนาเท่านั้น เรื่องเชิงเทคนิคอย่างระบบผังเมืองเอง ก็กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่เอื้อให้เกิดปัญหาขึ้นกับชุมชนเกือบทุกครั้งเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ทำให้ ผศ. ยงธนิศร์ พิมลเสถียร อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมและผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คิดว่าในทางปฏิบัติ ผังเมืองของไทยยัง "หยาบ" และ "มีปัญหา" อยู่มาก

 "ปัญหาของประเทศเราตอนนี้ก็คือ ไม่เคยมีข้อมูลที่บอกว่าอาคารชุมชนนี้มีความสำคัญหรือไม่บอกไว้เลย เขาไม่ได้หาข้อมูลตรงนี้ ทีนี้เวลาเขาลากไปมันก็จะทับกัน เพราะฉะนั้น เราก็ต้องมีการมาดูว่าพื้นที่ไหนที่มีประวัติศาสตร์วัฒนธรรม ถ้าอย่างนั้นกฎหมายผังเมืองเวลามันบูรณาการกับกฎหมายอื่นถ้าทำให้ดีจริงๆ ก็จะต้องมีรายละเอียดชุมชนด้วย เพราะเมื่อเราพูดถึงผังเมือง มันจะไม่ใช่แค่การใช้ประโยชน์ที่ดิน มีในเรื่องของการคมนาคมขนส่งด้วย แผนปรับปรุงต่างๆ แผนเพื่อสาธารณะอะไรต่างๆ ซึ่งถ้ามีข้อมูลตรงนี้ เข้ามาเพิ่มให้กระบวนการสรรหา ปัญหามันจะน้อยลง แต่บ้านเราส่วนใหญ่มีปัญหาในเรื่องซ้อนทับ เมื่อมีคนโวยวายขึ้นมา ก็ค่อยมาดูกันทีนึง ซึ่งมันจะทำให้เราพลาดข้อมูลอะไรบางอย่างไป"

 

ปลายทางแก้ตรงไหน

 ความเคลื่อนไหวของชุมชนเมื่อถูกผลกระทบของความเปลี่ยนแปลงเล่นงาน มักสะท้อนความรู้สึกออกมาในรูปแบบต่างๆ เท่าที่พวกเขาจะทำได้ ทั้งแง่ของกิจกรรมเสวนา การถ่ายทอดเรื่องราวถึงความสำคัญของย่านชุมชนที่มีมาแต่ก่อน ล่ารายชื่อเรียกร้อง ส่งตัวแทนเจรจา ตลอดจนการปรับปรุงภูมิทัศน์เพื่อสร้างคุณค่า หรือซ้ำร้ายที่สุด รวมกลุ่มปิดถนน


 "จริงๆ เขามีสิทธินะ" รศ.ศรีศักร ในฐานะนักวิชาการประวัติศาสตร์บอก

 ย้อนกลับไปสมัยก่อน ตัววัดไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาโดดเดี่ยว แต่หากไม่เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระมหากษัตริย์ ก็เพื่อผูกสัมพันธ์ และสร้างสำนึกร่วมให้กับชุมชนเพื่อดูแลวัด ผิดกับทุกวันนี้

 "รัฐบาลไทยไม่เคยมีเวลาจะสร้างความรู้ สืบเนื่องอดีตมีความเป็นมายังไง สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์เขาสร้างวัดเพื่อบูรณาการทางวัฒนธรรม คนหลายเหล่าเข้ามาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน นับถือพุทธศาสนาเดียวกัน เขาอยู่เขามาแต่งงานปะปนกัน อย่างเขตคลองบางหลวง นั่นก็หลายศาสนา พระมหากษัตริย์ให้ที่ขุนนางสร้างวัด เขาก็อยู่กันมา อยู่ดีๆ ก็ไปไล่เขา อย่างนี้ใช้ได้ไหม มันเลอะเทอะ คุณไม่เห็นคน ละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วย"

 ลักษณะการเมืองระบบบนลงล่างสำหรับตัวเขาเอง ถือเป็นความล้มเหลวอย่างร้ายแรง แทนที่จะสร้างให้รากฐานแข็งแรงขึ้นมาจากท้องถิ่นเพื่อสร้างสำนึกอันยั่งยืน

 "ชุมชนเก่าในกรุงเทพฯ วันนี้ ผมคิดว่าเหลือไม่ถึง 10-15 เปอร์เซ็นต์ แต่มันมีโอกาสฟื้นขึ้นมา เพราะมีเชื้อกระจายอยู่ ถ้าไม่เกิดเหตุการณ์เขาก็จะไม่รวมตัวกัน อย่างกรณีของป้อมมหากาฬ บางลำภู หรือกลุ่มไชน่าทาวน์ นี่เห็นชัดเลย ทั้งคนจนคนรวยร่วมกัน การจัดพิธีต่างๆ ขึ้นมาก็เพื่อสร้างสำนึกร่วม นำเอาความสัมพันธ์ทางสังคมกลับมา ตามประเพณีของเขา เขาส่งสัญญาณหลายอย่าง เพราะเขา อดีตที่อยู่ร่วมกัน มีทั้งสำนึกร่วม ถ้าคุณสร้างเมืองใหม่ ไล่เขาไปแล้วมันจะมีเหรอ กว่าจะสร้างคนให้เป็นชุมชนได้มัน 3 เจเนอเรชั่นนะคุณ ไม่ใช่จะมาสร้าง 2-3 วัน"

 ส่วนในแง่ของกฎหมาย สำหรับ ผศ.ยงธนิศร์ เชื่อว่า กระบวนการทางผังเมืองที่มีประสิทธิภาพจะช่วยคลี่คลายเรื่องความขัดแย้ง ระหว่างการพัฒนากับตัวชุมชนได้ในที่สุด

 "อาจจะต้องคิดระบบที่แก้ไขปัญหาตรงนี้ได้ ตอนนี้ มันเกิดความขัดแย้ง เนื่องจากเวลาเขาทำ กระบวนการผังเมืองมันไม่พร้อม ตามปกติที่เขาปฏิบัติกัน นานาประเทศ หนึ่ง ก็คือ ปรับปรุงกระบวนการได้รับข้อมูลภาคประชาชน สอง เวลาเกิดกรณี ข้อมูลอาจไม่ครบ ซึ่งจริงๆ ควรมีคณะกรรมการย่อยในท้องถิ่น เพื่อยุติข้อพิพาทเรื่องของผังเมืองตรงนี้ ในการให้ทั้ง 2 ฝ่ายได้มาคุยกัน แล้วพิจารณาด้วยหลักเหตุผล คุณธรรม จริยธรรม หรือ ประโยชน์สาธารณะ แล้วเขาก็ต้องให้คำตอบได้อย่างชัดเจนว่า การตัดสินใจแบบนี้ ใครได้ใครเสีย รวมทั้งเรื่องการชดเชยเพื่อบรรเทาผลกระทบดังกล่าว"

 ที่สุดแล้ว กลไกต่างๆ เพื่อแก้ปัญหา และไม่ทิ้งชุมชนไปหากมีการพัฒนาเกิดขึ้น คงไม่ได้อยู่ที่แนวทางปฏิบัติร่วมกัน หรือกระบวนการที่มีประสิทธิภาพเท่านั้น แต่ยังคงต้องมองถึงความโปร่งใส และความจริงใจระหว่าง "เจ้าของ" กับ "ผู้เช่า" ด้วย

 ไม่อย่างนั้นแล้ว ภาพชุมชนที่พังพาบลงเพื่อชอปปิงเซ็นเตอร์ คอนโดหรูกลางใจเมือง หรือส่วนต่อขยายระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ก็ยังคงถูกฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่า.. นั่นเอง

 

................

ภาพ : ฐานิส สุดโต 

 

Tags : บ้านเมือง วัฒนธรรม เมืองเก่า การพัฒนา รถไฟฟ้า สิ่งปลูกสร้าง การเวนคืนที่ดิน เยาวราช เจริญกรุง

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

AD Position a2

advertisement

advertisement