นับเวลาถอยหลังสำหรับโครงการสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินแห่งใหม่ใจกลางไชน่าทาวน์ ที่มาพร้อมกับความท้าทายครั้งใหม่ของลูกหลานมังกร อารัมภบทแรกระหว่าง ชุมชน และการพัฒนา ปักหลักอยู่ร่วม หรือจะหลีกทางหายไปตามกาลเวลา
แม้จะพ้นเทศกาลตรุษจีนไปไม่นาน แต่ละแวกถนนเยาวราช ทอดยาวไปจรดถนนเจริญกรุงก็ยังเต็มไปด้วยความคึกคัก และภาพเคลื่อนไหว
แตรรถโดยสารประจำทางคำรามบรรยายถึงความแออัดบนผิวถนน และผู้คนข้ามไปมา กลิ่นธูป ควันเทียน เครื่องเซ่น ทำนองกู่ฉิน ข้าวของเครื่องใช้แก้ปีชง เครื่องยาจีน ควันไฟหน้าเตา ประกายทองวิบวับจากร้านค้า หรือ คนโซ หาบเร่ แผงลอยต่างจับจองพื้นที่ความหวังของชีวิตให้ผ่านพ้นไปอีกวัน
ทั้งหมดถือเป็นความคุ้นชินของย่าน "ไชน่าทาวน์" ที่ไม่ว่าคนไทย หรือนักท่องเที่ยวต่างชาติรู้จักกันดี
อีกฟาก...
เสียงเครื่องยนต์ หลังกำแพงสังกะสีบริเวณสถานีรถไฟหัวลำโพง กำลังทำงานอย่างขะมักเขม้นเพื่อสร้างส่วนต่อขยายโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน จากหัวลำโพงไปทางทิศตะวันตก โดยมีอนาคตสถานีมังกรกมลาวาส สถานีวังบูรพา สถานีสนามไชย (มิวเซียมสยาม) และสถานีอิสรภาพ รวมทั้งสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณถนนราชวงศ์ และท่าดินแดงรออยู่อีกไม่กี่ปีข้างหน้า
ถึงกระบวนการทำความเข้าใจ เวนคืน ชดเชยค่าเสียหายจะดำเนินมาได้ระยะหนึ่ง ท่ามกลางมุมมองที่แตกต่างทั้งเจ้าของที่ ชาวบ้าน หรือกระทั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่คำถามถึงความเปลี่ยนแปลงก็ยังคง "คาใจ" หลายๆ คนอยู่
อุโมงค์ลอดคลองผดุงกรุงเกษมกำลังค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่างขณะเดียวกัน แรงสั่นสะเทือนของความเจริญกำลัง "กระเพื่อม" ความกังวลให้ยิ่งไกลออกไปอย่างไม่มีทางเลี่ยง
- ย้อนเยือนถิ่นมังกร
สำหรับ เคี้ยง - สมเกียรติ สมบูรณ์ปัญญากุล ทายาทรุ่นที่ 2 ของร้านย่งซินหลียิ่งเจริญ ไชน่าทาวน์ไม่ได้มีความหมายเพียงแค่เป็น ย่านคนจีน เท่านั้น แต่หากยังหมายถึง อารยธรรมตกทอดที่ลูกหลานจีนโพ้นทะเลช่วยสืบสานกันมา โดยมีชุมชนตลาดกรมภูธเรศ และชุมชนเจริญไชย เป็นส่วนประกอบ
"ไชน่าทาวน์ เจริญกรุงก็ตั้งแต่ 4 แยกเสือป่า จนถึง 4 แยกแปลงนาม เป็นช่วงที่เขาเรียกว่าไชน่าทาวน์ดั้งเดิม ตรงวัดไตรมิตร ถึงซุ้มประตูเป็นช่วงของหัวมังกร ตรงนี้เป็นท้องมังกร ซอยต่างๆ แปลงนาม ผดุงด้าว ก็จะเป็นขา" เขายืนยันถึงสิ่งที่เห็นมาตั้งแต่จำความได้
ตั้งแต่หัวรุ่ง (หรือบางคนอาจจะหมายถึงหลังเที่ยงคืน) ข้าวของในส่วนของตลาดเก่า "เล่าตั๊กลัก" ตามภาษาแต้จิ๋ว ช่วงระหว่างถนนเยาวราชกับถนนทรงวาด จะถูกทยอยเรียงแผงสำหรับบรรดาอาจ้ง (หัวหน้าพ่อครัว) มาจ่ายตลาด ชิ้นเนื้อ ผักเคียง เครื่องเทศ ถูกคัดแยกตามแผ่นกระดาษที่เหล่าขาประจำยื่นให้
จนฟ้าสาง ตลาดกรมภูธเรศ (ชิงตั๊กลัก) หรือที่เรียกกันติดปากว่า ตลาดใหม่ ในซอยอิสรานุภาพที่เชื่อมระหว่างถนนเยาวราชกับถนนเจริญกรุง จะกลายเป็น "แหล่ง" สำหรับแม่บ้าน นักเรียน คนทำงาน หรือบรรดายี่ปั้วจะมาฝากท้อง รวมทั้งจับจ่ายสินค้าเพื่อเอาไปขายต่อ
หลังจากนั้น เวลา "ทำมาหากิน" ของ ป้ายคำมงคล ตุ๊กตามงคล ขนมแต่งงาน ผ้าแพร งานกระดาษ ตลอดจนอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับประเพณีจีน ที่กระจัดกระจายอยู่ตามร้านรวงต่างๆ ไม่ว่าจะริมถนน ในตรอก ซอก ซอย พร้อมๆ กับความหนาแน่นของการจราจร (และนักท่องเที่ยว) หมุนเวียนเปลี่ยนไประหว่าง ตลาดกรมภูธเรศ และตลาดเล่งบ้วยเอี้ย
ตกเย็น ความคึกคักก็จะถูก "ย้ายฝั่ง" ตามรสชาติของอาหารนานับชนิด ตั้งแต่ระดับ "ข้างถนน" ไปจนถึง "ขึ้นเหลา" กลับไปสู่ถนนเยาวราชอีกครั้ง
ทั้งหมด เป็นความคึกคักที่จับต้องได้ของ เยาวราช-ตลาดกรมภูธเรศ-ชุมชนเจริญไชย ในสายตาเด็กตลาดคนหนึ่ง
"วัฏจักรชีวิตของคนไทยเชื้อสายจีนอยู่ที่นี่แทบทั้งหมด" ภูมิสิษฐ์ ภูริทองรัตน์ หรือ อาส คนรุ่นใหม่ที่โตมากับชุมชนเจริญไชย กำลังหมายถึง ข้าวของเครื่องใช้ที่เกี่ยวข้องกับประเพณีในรอบปีของคนจีน หรือแม้กระทั่งวิถีวัฒนธรรมตั้งแต่เกิดจนตาย ย่านนี้ก็จัดเป็นแหล่งที่รู้จักกันดีในหมู่ลูกหลานชาวจีน
ฉัตรชัย เติมธีรพจน์ ลูกหลานชาวเจริญไชยอีกคนอธิบายถึง วัฏจักร ที่ไม่เฉพาะจะเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตชาวไทยเชื้อสายจีนเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวพันถึงผู้คนที่อยู่ละแวกนี้ด้วย
"ชุมชนย่านนี้ มีความหลากหลายด้านอาชีพ และเกี่ยวโยงกันเป็นใยแมงมุม เพราะสินค้าแต่ละอย่างล้วนเกี่ยวข้องกัน เช่น กระดาษที่เป็นแหล่งขายที่ใหญ่ที่สุด ของแต่งงาน เวลาคนมาเลือกซื้อของก็สามารถเลือกซื้อของได้หมด ร้านค้าเอง ผ้าแพรจากร้านโน้นก็เอามาจัดชุดแต่งงานในร้านนี้ ขนมจากร้านนั้นก็เอามาจัดชุดกระดาษที่ร้านนี้ เป็นต้น" เขายกตัวอย่าง
สิ่งสำคัญ ก็คือ ความเก่าแก่
"เมื่อก่อนเป็นอาคารครึ่งปูนครึ่งไม้ หลังจากนั้น 20 ปีต่อมา ค่อยมาปลูกอาคารพาณิชย์ 4 ชั้นขึ้นมา เมื่อก่อนก็เป็นถนนลาดยางธรรมดา ถ้าฝั่งด้านโน้นอายุประมาณ 100 กว่าปี ร้านขายยา ร้านทำของไหว้เจ้า ทำทรงสมัยเมื่อ 100 กว่าปีเลย" เคี้ยงชี้ให้ดูลักษณะอาคารที่ปลูกไล่ระดับตามหลักสถาปัตยกรรมสมัยก่อน ตึกแถวที่ปลูกโดยมีกำแพงกันไฟแซมคั่น ปูนปั้น และสัญลักษณ์มงคลต่างๆ ตามหลักฮวงจุ้ย
โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ที่กำลัง "ตัดผ่าน" จึงทำให้ชุมชนลูกหลานมังกรย่านนี้กำลังถูกท้าทายครั้งใหญ่
- เหตุเกิดที่สถานีมังกรกมลาวาส
หัวมังกรกระดาษที่ถูกผึ่งลมให้แห้งกาว เตรียมรอลงสี เป็นส่วนหนึ่งในงานของ "คกเท้า" หรือ ช่างประดิษฐ์จีน วางอยู่ตรงบันไดทางเดินเก่าภายในตัวอาคาร 7 ชั้น ของแฟลตกรมภูธเรศที่มีอายุใช้งานมากว่า 1 ชั่วคน ขณะที่ลิฟท์โดยสาร (ขนทั้งคน และของ) ยังทำหน้าที่ได้ดีตามสภาพ ข้าวของเครื่องใช้พิงเข้ามุม เสียงรองเท้าของเด็กๆ เพิ่งผ่านหลังของใครบางคนที่กำลังมีสมาธิซ่อมเก้าอี้ไม้ตัวเก่าอยู่ ทำให้ชุมชนบนโฉนดอากาศแห่งนี้ มีสภาพไม่ต่างจากหมู่บ้านขนาดย่อม
"ที่นี่คนจีนทั้งนั้นแหละ" ภาษาไทยสำเนียงจีนของ เจ๊เฮียง (สงวนชื่อจริง) ประธานชุมชนแฟลตภูธเรศพูดถึง 250 ครอบครัวที่ใช้ชีวิตสืบทอดกันมาอย่างน้อย 2 รุ่น และส่วนใหญ่หาเช้ากินค่ำ
"ก็มีบ้างที่เถ้าแก่เช่าให้อยู่ เขาทำงานอยู่ตรงตลาดข้างล่าง แต่ทั่วไปก็อยู่กันเป็นครอบครัวส่วนใหญ่เป็นคนค้าขายกันมาแถวนี้หมด อย่างตัวเจ๊เองก็ 2 รุ่น คนอื่นก็ประมาณ 2-3 รุ่น"
เหมือนกับผู้คนที่อาศัยอยู่ 2 ฟากถนนเจริญกรุงช่วง ซอยเจริญกรุง 18 มาจนถึงแยกแปลงนาม พื้นที่การสร้างสถานีรถไฟใต้ดินมังกรกมลาวาส ล้วนสืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่นแล้วทั้งนั้น
"เมื่อก่อนเป็นทางช้างผ่านไง ตอนเขาขุดถนนดูเขายังบอกเลยว่าเนี่ยมีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4" ใครบางคนย้อนอดีต
ความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้น สำหรับคนเก่าคนแก่จึงค่อนข้างเป็นอะไรที่เกินรับพอสมควร
"ทำยังไงล่ะ ไม่มีที่อยู่ให้เรา เราก็ไปไม่ได้" คำตัดพ้อด้วยอารมณ์ทำนองนี้ มีให้ได้ยินอยู่ทั่วไป
หรือไม่ก็...
"ดูเองก็แล้วกัน ว่าสมควรไหม แต่มันเป็นโครงการใหญ่ของประเทศเราว่าเขาก็ไม่ได้ แต่มันกระทบแน่นอน ประชาพิจารณ์เขาก็ไม่ได้ทำ อันนี้พูดตรงๆ ไม่ได้เข้าข้างใคร เขาไปชวนคนอื่นมารับฟัง ใครๆ ก็อยากได้รถไฟฟ้าใต้ดิน จริงไหม"
เจ้าของความเห็นคนเดิมเผยความรู้สึกว่า หากเป็นไปได้ก็น่าจะเข้าข้างชาวบ้าน เพราะเท่ากับว่าสิ่งที่สั่งสมมาตั้งแต่บรรพบุรุษนั้น "สูญ" ไปแล้ว ไม่ต่างกับชาวแฟลตกรมภูธเรศ ในแปลนสถานี แม้จะไม่ได้กินพื้นที่มาถึงตัวแฟลต แต่ด้วยระยะช่วงตึกที่ติดกับบริเวณก่อสร้าง คำถามถึงอนาคต และการพัฒนาย่อมเกิดขึ้นในใจอยู่ดี
ฟากชุมชนเจริญไชย แสงชัย คุณวิเศษพงษ์ รุ่นที่ 4 ของร้านเตี่ยเฮง มองว่า ที่สำคัญสถานีรถไฟจะเปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิตของคนไทยเชื้อสายจีนไปโดยสิ้นเชิง
"มีรถไฟฟ้า ทำให้วิถีชีวิตของคนเปลี่ยน ปกติคนเฒ่าคนแก่ เขาไม่สนใจ เวลาคุณก่อสร้างปุ๊ป คนที่เคยค้าขายเขาก็ต้องย้ายไปที่อื่น ความเจริญมาอยู่ แต่วัฒนธรรมหายหมด วิถีความเป็นอยู่ไม่มีแล้ว อย่างก๋วยเตี๋ยวจับกังอีกหน่อยก็จะไม่มี ร้านเครื่องกระดาษก็จะไม่มี เดิมทีเห็นคนแก่มานั่งขายก็จะไม่มี หมดแน่นอน"
นอกจากความเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตดั้งเดิม เรื่องราวเกี่ยวกับการพัฒนาพื้นที่ที่จะเกิดขึ้นมาเพื่อรองรับศูนย์การค้าจากบริษัทข้ามชาติของจีนดูจะเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่หลายคนเข้าใจว่าเป็นผลประโยชน์แอบแฝงที่เกาะมากับรางรถไฟด้วย
ผลประโยชน์ที่พูดถึงกัน ก็คือ แนวทางการพัฒนาพื้นที่โดยรอบสถานีรถไฟฟ้า 500 เมตร ซึ่งสภาพภายหลังสถานีสร้างเสร็จ จะถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นย่านชอปปิงสมัยใหม่ สินค้าเกี่ยวกับจีนโดยบริษัทจากจีนแผ่นดินใหญ่โดยตรง ซึ่งวันนี้ โดยรอบพื้นที่ก่อสร้างมีคนจีนแท้ค่อยๆ เข้ามาจับจองเช่าช่วง และขยายกลุ่มให้กว้างขึ้นเรื่อยๆ
"กลายเป็นว่าคนจีนกำลังทำลายคนไทยเชื้อสายจีนโดยมีการสมรู้ร่วมคิดระหว่างเจ้าของที่ดินกับบริษัทข้ามชาติใช่หรือเปล่า" ชาวชุมชนบางคนตั้งคำถาม
ยังไม่นับแนวการสร้างคอนโดมิเนียม และการขยายถนนเพื่อรองรับการจราจรบนเส้นถนนพลับพลาไชยอีก นี่ถือเป็นอีกความล่มสลายของชุมชนที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตด้วยเช่นกัน
- ปิดอดีต เพื่อเปิดอนาคต
"มันจบแล้วล่ะ" เคี้ยงตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ สำหรับวันพรุ่งนี้
ถึงจะมีคำถามในใจว่า วัฒนธรรมที่บรรพบุรุษสืบสานมาจะตายไปพร้อมกับตัวเองหรือเปล่า หากเมื่อมองดูความเป็นจริง ความคืบหน้าของโครงการ หนังสือแจ้งจากเจ้าของที่ ทุกอย่างคำตอบก็ค่อนข้างชัดเจนอยู่พอสมควร
"29 กุมภาพันธ์ 2555 เป็นกำหนดวันสุดท้ายในหนังสือแจ้ง" เขาบอก
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรจากชุมชนเมื่อความเปลี่ยนแปลงได้ส่งผลกระทบถึงผู้คน 2 ฝั่งถนนโดยตรงอย่างนี้
ที่ผ่านมาได้มีความพยายามหาทางออกเพื่อรอมชอมปัญหาที่เกิดขึ้น ตั้งแต่การเสนอย้ายสถานที่ก่อสร้างสถานีไปยังบริเวณโรงหนังสิริรามา การเจรจาต่อรองเรื่องค่าชดเชย ซึ่งมาถึงตอนนี้ ความเหมาะสมก็ยังหาข้อยุติไม่ได้ การจัดกิจกรรมภายในชุมชน รวมทั้งแง่มุมกฎหมาย แต่ดูเหมือนจะยังเป็นความพยายามนำเสนอจากชุมชนฝ่ายเดียว
"เราก็ลุกขึ้นมาทำสิ่งที่เราไม่เคยทำ การรื้อฟื้นประเพณีเก่าๆ เช่น ประเพณีไหว้พระจันทร์ มีการทาสีอาคาร เพื่อทำให้ชุมชนน่าอยู่ มีการทำพิพิธภัณฑ์ชุมชน บ้านเก่าเล่าเรื่อง เพื่อเป็นฐานข้อมูลให้คนได้รู้จักถึงความสำคัญ วิถีชีวิตของคนแถบนี้ ที่ควรอนุรักษ์อย่างไร จากคนที่มาเดินซื้อของกินของใช้ แต่ก็ไม่รู้ว่าที่นี่เป็นมายังไง แล้วกำลังจะเกิดอะไรขึ้น แต่ตอนนี้ คนเริ่มรู้ เข้าใจ และเห็นว่า ตรงนี้ควรจะอนุรักษ์ไว้ เพราะมันเหมือนเป็นที่ๆ หายากแล้ว เขาสั่งสมสร้างกันมาเป็น 100 ปี" นั่นคือสิ่งที่ เล็ก - ศิริณี อุรุนานนท์ ทายาทร้านอุปกรณ์โฟโต้ ในฐานะคณะทำงานของกลุ่มอนุรักษ์ และฟื้นฟูชุมชนเจริญไชย กำลังพยายามทำกันอยู่
ไม่ต่างจากมุมมองของคนรุ่นใหม่อย่างอาส ทุกสิ่งทุกอย่างก็เพื่อแสดงให้เห็นว่า นี่คือส่วนหนึ่งของออริจินัลไชน่าทาวน์ แต่หากถึงเวลาต้องปรับตัว คนค้าขายอย่างแสงชัยเองยอมรับว่า ถ้ายังมีช่องทางให้อยู่ที่เดิมได้ก็อยากจะกลับมา เพราะทำเล อีกทั้งความคุ้นชินของสถานที่ไปที่อื่นก็ไม่เหมือนที่นี่
"เจ้าของที่เขาจะสร้างใหม่ สภาพก็จะไม่เหมือนเดิมแล้ว จะมาขายโลงก็คงเป็นไปไม่ได้แล้ว คนขึ้นจากรถไฟใต้ดินมาเจอร้านขายโลง อ้าว ก็คงไม่ใช่ ปรับก็คงไม่ได้ปรับอะไร เพราะเราก็ยังไม่รู้ความชัดเจนของเจ้าของที่ เจ้าของที่ไม่เคยมาหา ไม่เคยมาพบ ไม่เคยพูดอะไรทั้งสิ้น เราก็ไม่รู้ สุดท้ายก็คงต้องย้ายไปหัวลำโพง"
ด้านคนเก่าคนแก่ของชุมชนตลาดกรมภูธเรศตั้งข้อสังเกตถึงส่วนได้ส่วนเสียของสถานี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลักษณะเฉพาะของคนที่มาย่านนี้
"ถ้าอยากจะทำเราไม่เถียง คุณทำ แต่ไม่ได้คำนวณผลประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับ ถามว่า ถ้าคุณมากัน 5 คน คุณจะลงรถไฟฟ้าไหม คุณก็ไม่เอา มาแท็กซี่ ใช่ไหม คุณมาซื้อกับข้าว มาหิ้วสินค้าสำเพ็งไปขาย คุณจะลงรถไฟฟ้าไหม ก็ลงไม่ได้ ก็ต้องกลับสามล้อกลับแท็กซี่ แล้วมันคุ้มไหม"
อีกเรื่องที่ เล็ก อยากให้คิดถึงเยอะๆ ก็คือ รากเหง้าของชุมชน ที่ไม่ได้ใช้เวลา 1-2 ปีในการสร้าง แต่เป็น ชั่วอายุคน
"ที่จะทำลายตรงนี้ไปมันง่าย แต่การที่เราจะเก็บมันแล้วรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ มันต้องเป็นร้อยปีนะ กว่าอาชีพหนึ่งจะทำให้คนรู้จัก และสามารถดำรงอาชีพนั้นอยู่ได้" เธอยกตัวอย่าง
ท้ายที่สุด เมื่อสถานีมาแทนที่ชุมชน คำถามสำคัญคงอยู่ที่ว่า วันนี้ชุมชนกับการพัฒนาไม่สามารถร่วมทางกันได้อย่างอดีตที่ผ่านมาแล้วใช่ไหม

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น