กรุงเทพธุรกิจ

ad 1

Life Style

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2555 09:49

งิ้วโซ่ง...ตัวโกงผู้พิทักษ์

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ในวันที่ศิลปวัฒนธรรมของมนุษย์กำลังถูกลดทอนความสำคัญลง การแสดงอุปรากรจีน หรือ 'งิ้ว' คืออีกหนึ่ง 'ผู้ถูกกระทำ' ที่น้อยคนนักจะชายตาแล แต่ไม่ว่าจะบังเอิญหรือพรหมลิขิต ทำให้คนบางคนที่ไร้ซึ่งเชื้อสายมังกรต้องมาสืบทอดศิลปะแขนงนี้ไว้

 ท่ามกลางเสียงเครื่องดนตรีจีนหลากชนิดดังระงม และเสียงเจื้อยแจ้วของนักแสดงหน้าม่าน...
 หลังฉาก เสียงโหวกเหวกคุ้นหูดังแข่งกับมหรสพเบื้องหน้า ที่นี่คือห้องแต่งตัว ห้องแต่งหน้า ห้องพักนักแสดง และห้องอาหาร ทุกชีวิตในคณะงิ้ววนเวียนอยู่ในนี้ ไม่ว่าจะคณะเล็กหรือใหญ่ล้วนมีภาพความงดงามอยู่หน้าฉากเช่นเดียวกัน
 ไม่เว้นแม้แต่ เล่าบ้วยเจียเฮง คณะงิ้วที่งานชุกที่สุดคณะหนึ่งในประเทศไทย เพราะตลอดปีนี้ยันปีหน้ามีคิวงานรอพวกเขาเต็มเอี้ยด งิ้วคณะนี้อาจไม่แตกต่างจากคณะอื่นเท่าใดนัก เพราะงิ้วก็คืองิ้ว...เอกลักษณ์ด้านพลังเสียงและความงดงามของเครื่องแต่งกาย การแต่งหน้า ไปจนถึงฉากหลังสีสด แต่ละที่ก็สูสีกัน
 เมื่อย้อนกลับไปที่หน้าเวที การแสดงของคณะเล่าบ้วยเจียเฮงในค่ำคืนก่อนฉลองตรุษจีนปีนี้ที่ปากน้ำโพ นครสวรรค์ มีผู้ชมไม่มากนัก แต่ทุกคนที่ผ่านไปมาหน้าโรงงิ้วต่างหยุดดูทุกครั้งที่ตัวละครตัวหนึ่งออกโรง ท่วงท่าน่าเกรงขาม และสีหน้าดุดัน บ่งชัดว่านี่คือตัวร้าย ยิ่งได้ฟังน้ำเสียงสำเนียงจีนอันทรงพลัง บางคนถึงกับใจสั่นระรัวไปพร้อมกับบทบาทที่ได้ยล
 วิชิต กาญจนนำพระ คือนักแสดงเด่นคนนั้น และเขาคือกุญแจดอกสำคัญแห่งความสำเร็จของงิ้วคณะนี้
-1-
 ย้อนหลังกลับไปราว 40 ปี วิชิต คือเด็กหนุ่มชาวพิจิตร เชื้อสายลาวโซ่งหรือไทยทรงดำ กลุ่มชาติพันธุ์ที่เคยมีถิ่นฐานในเขตสิบสองจุไทเดิม หรือบริเวณลุ่มแม่น้ำดำและแม่น้ำแดงในเวียดนามเหนือ ซึ่งต่อมาได้อพยพไปยังประเทศลาวรวมทั้งภาคอีสานและภาคเหนือของไทย
 ในวัยเด็กจนหนุ่มเขาค่อนข้างเกเร ไม่สนใจการเรียน แต่เขากลับเลือกเส้นทางชีวิตตัวเองมุ่งสู่ลำเรือ เขาออกเรือหาปลา แต่ละครั้งที่ออกหาปลาเขาคิดเสมอว่า "นี่ใช่ชีวิตที่ต้องการจริงหรือ ?"  กระทั่งวันหนึ่งคำถามนี้ก็เฉลยเพราะความเหน็ดเหนื่อยและเขาก็เบื่อที่จะต้องระหกระเหินอีกต่อไปแล้ว เขาตัดสินใจก้าวขึ้นฝั่ง ออกหางานที่น่าสนใจต่อไป ด้วยความรู้อันน้อยนิดที่สำคัญเมื่อล้วงไปในกระเป๋าก็พบเพียงเศษเงินไม่กี่สลึง เส้นทางของวิชิตจึงคับแคบลงทันที
 "ตอนนั้นผมเห็นมีก่อสร้างอยู่ เลยไปทำกับเขา ผมไม่ได้เรียน เงินก็ไม่ค่อยมี ก็ต้องไปทำ"
 เหมือนว่าจะได้ที่พึ่งพิงใหม่แล้ว แต่ด้วยเลือดวัยรุ่นยังเข้มข้น ความอดทนจึงเจือจาง เขาทำงานก่อสร้างได้ไม่นานก็ต้องลาออก ด้วยเหตุผลว่า "เขาใช้งานทุกอย่าง...เหนื่อย"  วิชิตระบาย
 หลังจากหันหลังให้กับไซต์งานก่อสร้างแล้วก้าวเดินเตะฝุ่น มีสุ้มเสียงหนึ่งดังขึ้น แม้เขาไม่รู้ว่าคือเสียงอะไรแต่สองเท้าก็ก้าวตามเสียงนั้นในทันที...
 เสียงนั้นพาเขามาหยุดอยู่หน้าโรงงิ้วแห่งหนึ่ง ตรงหน้าเขาคือมหรสพแปลกตา นักแสดงแต่งหน้าหนา เสียงสนทนาระหว่างตัวละครไม่ใช่ภาษาไทยหรือภาษาถิ่นที่เขาฟังออก มันเป็นเสียงที่เล็กแหลม ทุ้มก้อง
 นี่อาจไม่ใช่สิ่งที่เหมาะสมกับหนุ่มพิจิตรเชื้อลาวโซ่งแม้แต่น้อย แต่ด้วยเสน่ห์ของอุปรากรจีนทำให้วิชิตหลงใหลและตัดสินใจก้าวสู่โลกอีกใบซึ่งแตกต่างจากโลกเดิมสุดขั้ว เมื่อถูกเชื้อชวนเขาจึงรีบคว้าโอกาสไว้
 แต่ใช่ว่าเส้นทางจะโรยด้วยกลีบดอกเหมยเสมอไป วิชิตไม่ใช่คนจีน ไม่มีแม้แต่เชื้อสายจีน การใช้ชีวิตในสังคมคนจีนจึงเป็นเรื่องแสนลำบาก โดยเฉพาะภาษาจีน
 วิชิตเล่าว่าช่วงแรกเขาแทบจะเป็นคนใบ้ เพราะสื่อสารกับใครไม่ได้เลย มีคนไทยบางคนในคณะโดนด่าจนหูชาเพราะเข้าใจผิดเรื่องเงินๆ ทองๆ
 "มีเด็กใหม่คนไทยคนหนึ่ง คนในคณะให้เงินไปซื้อของมา เขาบอกเป็นภาษาจีน เด็กคนนั้นเข้าใจผิด คิดว่าเขาให้เงิน เลยเอาไปใช้หมด กลับมาโดนด่าเกือบตาย (หัวเราะ)"
 อยู่มาระยะหนึ่งเขาได้ฟังภาษาจีนมาก บวกกับมีครูคอยสอนพูดเพื่อแสดงงิ้ว ทำให้เริ่มเข้าใจและพูดภาษาจีนได้ในที่สุด อย่างไรก็ตามนั่นก็กินเวลายาวนานมาก ขณะที่เขายังพูดภาษาจีนไม่ได้จึงต้องรับบทบาททหารหน่วยกล้าตาย มีหน้าที่เพียงออกรบ ฟันดาบ และตาย...
 "ผมไม่ได้จะมาเป็นงิ้วเพียงแค่นี้" เขาบอกความคิดตอนนั้น เมื่อเป้าหมายของเขาไม่ใช่แค่พลทหารธรรมดา ทุกวิชาความรู้ที่ครูบาอาจารย์มอบให้เขาจึงรับมาทั้งหมด ไม่ว่าจะการฟ้อนรำ ร้อง แสดงบทบาท
 จากพลทหารที่มีบทสั้นๆ จบด้วยการตาย จึงค่อยๆ ขยับขึ้นมาเป็นทหารเอก, แม่ทัพ และในที่สุดเขาก็กลายเป็นจอมทัพฝ่ายอธรรมมือหนึ่งของคณะ
-2-
 ในยุคที่ศิลปะการแสดงยังไม่ถูกกลืนกินด้วยอารยวัตถุ การแข่งขันของแต่ละคณะเพื่อความเป็นหนึ่งจึงค่อนข้างร้อนแรง...ถึงตรงนี้อย่าเพิ่งนึกภาพอย่างในละครเจ้าพ่อต่างๆ นานา ที่แข่งขันด้วยกำลัง ไล่ยิงกันสนั่นจอ เพราะการแข่งขันของคณะงิ้วคือแข่งเรื่องคุณภาพ วิชิตบอกว่าเขาและนักแสดงในคณะเล่าบ้วยเจียเฮงก็ไม่น้อยหน้าคณะใดๆ
 มาถึงวันนี้ วันที่คณะงิ้วมากมายค่อยๆ ล้มหายตายจากไป การแข่งขันเพื่อเป็นหนึ่งจึงแปรเปลี่ยนเป็นประคับประคองให้อยู่รอดเท่านั้น
 วิชิต ถอดถอนใจก่อนจะเล่าด้วยดวงตาแดงก่ำว่า เขาเติบโตมากับคณะนี้ ได้ร่วมสุขยามรุ่งโรจน์ และได้ร่วมทุกข์ยามประสบปัญหา และเขายังได้เห็นความเปลี่ยนแปลงซึ่งเกิดขึ้นกับวงการงิ้วในประเทศไทยตลอดหลายสิบปี ภาพคณะงิ้วถูกขายทิ้งนับเป็นสิ่งชินตา
 อีกเหตุผลหนึ่งที่ลูกหลานไม่เอาคณะงิ้วที่บรรพบุรุษเฝ้าฟูมฟักมา คือ จำนวนคนดูที่น้อยลงจนบางทีงิ้วต้องเล่นต่อหน้าเก้าอี้เปล่าหรือไม่ก็มีอาแปะสักคนสองคนนั่งเหงาๆ ตบยุงหน้าเวที
 เล่าบ้วยเจียเฮง ก็เคยประสบปัญหานี้ วิชิตยอมรับว่าเคยออกไปจากคณะนี้ระยะหนึ่ง เขาเลือกไปอยู่กับ วิกเยาวราช คณะงิ้วอันดับต้นๆ ของเมืองไทย แต่สุดท้ายวิกเยาวราชก็จำต้องรูดม่านปิดตัวลงยอมปราชัยให้แก่พิษสงคนดูน้อย
 จังหวะที่วิกเยาวราชล้มประจวบเหมาะกับช่วงที่เล่าบ้วยเจียเฮงกระท่อนกระแท่น วิชิตจึงเข้ามาใช้ความสามารถด้านการแสดงดึงคนดูให้กับมาอีกครั้ง ซึ่งเขาก็ไม่ได้ยกตนข่มท่านว่านี่คือความดีความชอบของเขาเพียงผู้เดียว เพราะนักแสดงทุกคนในคณะก็สวมบทบาทได้ถึงใจผู้ชมและผู้ว่าจ้าง ทว่าเขาอาจเป็นตัวโกงที่โดดเด่นก็เท่านั้นเอง
 "นี่เป็นโรงเก่าโรงแก่ของคนที่เรานับถือเป็นพ่อแม่เรา ผมก็กลับมาช่วยเขา พวกเราเปรียบเหมือนครอบครัวเดียวกัน"
 สิ่งที่ตามมากับคุณภาพคือรายได้ วิชิตเปิดเผยว่าทุกวันนี้นักแสดงงิ้วในคณะได้รับเงินเดือนเฉลี่ยคนละเป็นหมื่น ยิ่งตัวเด่นรับไปเต็มๆ หลักหมื่นแน่นอน ส่วนตัวรองก็ได้รับลดหลั่นกันไป ส่วนนักแสดงเด็กๆ ที่เดินรอยตามวิชิตเมื่อครั้งเยาว์วัย รับบททหารหน่วยกล้าตาย ออกโรงไม่ทันไรก็ตาย จะได้รับเงินเป็นรายวัน วันละ 300 บาท นำหน้านโยบายค่าแรงขั้นต่ำของรัฐบาลไปก่อนแล้ว
 นอกจากรายได้แสนงามพวกเขายังเคยได้เดินทางไปแสดงถึงเมืองนอกเมืองนา อาทิ มาเลเซีย ซึ่งก็ไม่ใช่เพียงครั้งหรือสองครั้ง แต่ไปบ่อยจนเขาขี้เกียจนับ แต่นั่นคือช่วงระยะหนึ่งเท่านั้น หลังจากคนดูน้อยลง ความนิยมงิ้วลดลง พวกเขาก็ไม่มีโอกาสไปเหยียบแผ่นดินอื่นอีกเลย
 ถึงกระนั้นวิชิตก็ยังเนื้อหอม เพราะเทคนิคการแต่งหน้าที่เขาร่ำเรียนจากครูงิ้วจีนขนานแท้ไปเตะตาผู้จัดรายการโทรทัศน์หลายช่อง เขาได้รับเชิญไปแต่งหน้างิ้วโชว์บ่อยครั้ง โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลตรุษจีนและถือศีลกินเจ
 วิชิตก้าวเดินบนเส้นทางงิ้วมาหลายสิบปี เขาบอกไม่ได้ว่านี่คือจุดใดของระยะทาง แต่ที่เขาเห็นคือ เส้นทางนี้เริ่มมีกลีบดอกเหมยโปรยปรายอยู่รายทางแล้ว
-3-
 วิชิตเล่าว่าเดี๋ยวนี้คนไทยภาคเหนือ กลาง อีสาน ใต้ หรือต่างด้าว เข้ามาเล่นงิ้วโดยไม่จำเป็นต้องรู้ภาษาจีน เพียงมีใจรัก ตั้งใจ ก็มีโอกาสยึดอาชีพนี้ได้เหมือนกับเขา แต่ใช่ว่าเขาจะมองว่านี่เป็นอาชีพเลี้ยงปากเลี้ยงท้องไปวันๆ เหมือนครั้งที่เพิ่งก้าวเข้ามา ยิ่งนานวันเขายิ่งรู้ว่างิ้วคือศิลปะอันทรงคุณค่า เขาคือศิลปินผู้สืบสาน
 "มาอยู่วงการศิลปินอย่างนี้ ถือว่าสมัครใจแล้ว จิตใจชอบทางนี้แล้ว ถ้าเกิดคิดจะเล่นจริงๆ ใจต้องรักด้วย ถ้าเกิดใจไม่รัก พูดจีนไม่ได้หรอก เพราะพวกนี้ คือ ศิลปะ ต้องมีใจรัก ภาษาจีนเราไม่ผ่านอยู่แล้ว"
 เขายกตัวอย่างว่างิ้วก็ไม่ต่างจากเวทีประกวดนักร้องต่างๆ จะเดอะสตาร์หรือเอเอฟ หากไม่มีเส้นสายหรือแม่ยกเยอะจริงก็ต้องฝึกหนักกันทั้งนั้น
 "กว่าจะเป็นศิลปินได้ ลำบากเหมือนกัน ไม่ต้องอะไร คนอยากเป็นนักร้องต้องผ่านเวทีมาเยอะ โอ้โห กว่าจะได้ถ้วย งิ้วหนักยิ่งกว่านั้น กว่าจะได้แต่ละคำ เป็นภาษาจีน เล่นเอาแย่ เราต้องพูดให้ชัด ลำบาก ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ"
 แต่วิชิตก็พิสูจน์แล้วว่าความอดทน พยายาม และหัวใจแกร่ง พาเขามาถึงจุดนี้ได้
 "ถ้าเราไม่ชำนาญ ไม่มีใจจะหัดจริง ไปไม่ได้ ไหนจะฝึกลีลาการออกโรง อย่างผมเล่นตัวโกงก็ต้องทำให้คนดูรู้สึกว่าเล่นดี เราถืออาวุธก็ต้องให้เขาบอกว่า โอ้โห สวย"
 ในเมื่องิ้วคือศิลปะการแสดงที่ฝึกยาก เขาในฐานะผู้สืบสานยิ่งต้องแบกรับภาระหนักนี้ เพราะครูบาอาจารย์จีนแท้แทบไม่เหลือแล้ว เขาบอกว่านี่อาจเป็นยุคสุดท้าย เพราะแม้เขาจะพร้อมสืบสาน ทว่าไม่มีคนรุ่นใหม่สนใจไยดีเลย
 "คนจีนที่เป็นรุ่นครูตายเกือบหมดแล้ว จะหมดยุคแล้ว ก็เหลือแต่รุ่นผม เราก็ต้องสืบสานต่อไปเรื่อยๆ เราต้องอนุรักษ์ไว้ คนรุ่นใหม่ไม่ค่อยมีแล้ว เขาคิดว่าภาษาจีนมันยากเลยไม่เข้ามาหัด"
 จากคนหลักลอยสู่อาชีพงิ้ว วันนี้เขากลายเป็นศิลปินเต็มตัว ทุกลมหายใจคืองิ้ว วิชิตเล่นงิ้วด้วยความภูมิใจ เขาอธิบายว่างิ้วคือศาสตร์ชั้นสูง เป็นเรื่องประวัติศาสตร์จีน ไม่มีเล่นนอกบท แต่คนรุ่นใหม่ไม่รู้
 เมื่อเป็นเช่นนี้เขาจึงตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะเล่นงิ้วจนกว่าจะตาย ด้วยความเชื่อว่านี่คือลิขิตฟ้าที่เขาน้อมรับโดยสดุดี
 "คงเล่นไปจนชีวิตจะหาไม่ เพราะมันจะหมดยุคแล้ว อีกไม่นานก็คงจะหมดแล้ว ถ้าเราไม่เล่นงิ้ว เราอยู่บ้าน มันเหมือนกับมีครูบาอาจารย์ไปตามเรา มันก้องอยู่ในหัว ผมเคยเลิกไปพักหนึ่ง พอตกกลางคืนมีเสียงกลองเสียงเครื่องดนตรีดังอยู่ข้างหู"
 ทุกวันนี้วิชิตและคณะเล่าบ้วยเจียเฮงยังคงเดินสายเล่นงิ้วทั่วประเทศไทย แม้ไม่ได้กลับบ้านเป็นปีๆ แต่เขาก็รู้สึกอบอุ่นทุกครั้งที่ได้อยู่ใต้ชายคาโรงงิ้วต่างบ้าน

Tags : งิ้ว อุปรากรจีน งิ้วโซ่ง เล่าบ้วยเจียเฮง

Adsense

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

AD Position a2

advertisement

advertisement