ในหนึ่งปีมีวันหยุดยาวที่ต่อเนื่องกันอยู่หลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นปีใหม่ สงกรานต์ หรือวันสำคัญทางศาสนา
แน่นอนว่า วันหยุดยาวๆ แบบนี้เป็นช่วงเวลาที่ใครต่อใครอยากใช้ทุกๆ วินาทีเพื่อพักผ่อนอยู่กับครอบครัว คนรัก และเพื่อน
สำหรับฉัน วันหยุดยาวอาจไม่ได้เป็นวันที่สลักสำคัญอะไรมากไปกว่า เราจะมีเวลาว่างเว้นจากหน้าที่การงานนานขึ้น และช่วงเวลาดีๆ แบบนี้เราควรทำอะไรกันดี
กระเป๋าเป้ใบใหญ่ถูกรื้อลงมาจากหลังตู้ เมื่อบรรจุเสื้อผ้าในจำนวนที่ประมาณว่าเพียงพอแล้ว ฉันก็ก้าวออกจากบ้าน ปลายทางคือสถานีรถไฟสามเสน จุดนัดพบของฉันและเพื่อน
ก่อนวันหยุดยาวในฤดูหนาว เรานัดกันว่าจะหาสถานที่พักผ่อนเพื่อเติมพลังให้กับชีวิต และมองหาไอเดียใหม่ๆ ให้กับการทำงานในวันต่อๆ ไป ซึ่งความเห็นของทุกคนก็มาสรุปลงที่ปลายทางแสนสงบ “หลวงพระบาง”
1.
เมืองแห่งนั้นราวกับจะจมซ่อนอยู่กลางหุบเขาเมื่อเรามองลงมาจากหน้าต่างรถประจำทางที่กำลังทะยานแล่นอย่างเชื่องช้าอยู่บนเนินสูง ก่อนที่คนขับสูงวัยจะควบคุมระบบเบรกให้ช้าลงเมื่อรถคันเดิมเริ่มไต่ลงจากเขา จากนั้นภาพเมืองเก่าก็ค่อยๆ แจ่มชัดขึ้น
หลวงพระบาง เป็นเมืองมรดกโลกของลาวที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก ด้วยว่าความสงบงดงามในวิถีการดำรงอยู่ เมื่อผสมรวมเข้ากับสถาปัตยกรรมอันอ่อนช้อย หลวงพระบางจึงมีเสน่ห์อย่างที่ไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้
บ่ายแก่ๆ นักเดินทางสาวไทยทั้ง 5 หิ้วกระเป๋าพะรุงพะรังเดินเข้าโรงแรมนั้น เกสท์เฮ้าส์นี้ มากกว่า 3-4 แห่ง ก่อนที่กระเป๋าทั้งหมดจะมากองรวมกันอยู่ในเกสท์เฮ้าส์เล็กๆ แต่กว้างขวางด้วยน้ำมิตรอย่าง “เฮือนพักสักกะลิน” เฮือนพักสไตล์โคโลเนียลสีขาว ซึ่งตั้งอยู่บนถนนศรีสว่างวงศ์ ใกล้รอยต่อถนนสักกะลิน กลางเมืองหลวงพระบาง
“ไม่มีห้องว่างแล้วจ้ะ แต่ถ้าไม่มีที่นอนจริงๆ ห้องรับแขกข้างล่างนี่ก็นอนได้นะ เดี๋ยวจะหาหมอนกับผ้าห่มให้ นอนได้ป้าไม่คิดเงิน” เจ้าของบ้านสักกะลินวัยชรา เอ่ยกับผู้มาใหม่กลุ่มหนึ่งซึ่งถ้านับเข็มนาฬิกา มาช้ากว่าเราไม่ถึง 10 นาที แบบนี้จะเรียกว่าโชคเข้าข้างสาวไทยก็คงได้
น้ำมิตรน้ำใจคือหนึ่งความประทับใจที่เราได้พบในเมืองหลวงพระบาง
บ่ายวันนั้นเราออกเดินไปบนถนนสักกะลิน เลือกเลี้ยวซ้ายไปทางทิศตะวันออกของเมือง แสงสุดท้ายกำลังจะลาลับ เราจึงแวะเข้าไปในวัดที่อยู่ปลายสุดของถนน
วัดเชียงทอง แทบจะเรียกว่าเป็นดาวเด่นของการท่องเที่ยวหลวงพระบาง เพราะสถาปัตยกรรมของวัดนี้งดงาม ละเมียดละไม ไม่ว่าจะเป็นหลังคาทรงโค้งและชายคาคว่ำซ้อนกันถึง 3 ชั้น แบบที่เรียกว่า หลังคาปีกนก หรือภาพด้านหลังโบสถ์ (สิม) ที่มีศิลปะประดับกระจกเป็นรูปต้นทอง หรือ ต้นงิ้ว ซึ่งเคยมีอยู่มากมายในอดีต จนพระเจ้าศรีสว่างวัฒนา โปรดฯ ให้ประดับกระจกขึ้นเมื่อครั้งบูรณปฏิสังขรณ์วัด ส่วนชื่อ “เชียงทอง” ก็ตั้งไว้เป็นที่ระลึกว่าเมืองแห่งนี้มีต้นทองมากมายนั่นเอง
ด้านหลังของโบสถ์มีวิหารหลังเล็กๆ สีชมพูน่ารัก เรียกว่า พระม่าน ชาวลาวเชื่อกันว่าหากอัญเชิญพระม่านออกจากวิหารแล้วฝนจะตกไม่หยุด จึงอัญเชิญออกมาเพียงปีละครั้งช่วงวันบุญปีใหม่ หรือวันสงกรานต์ เพื่อให้ชาวหลวงพระบางได้สรงน้ำทำบุญกัน
ส่วนอีกฝั่งหนึ่งคือ โรงเมี้ยนโกศ เป็นสถานที่เก็บราชรถพระโกศของเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนา พิศดูด้านหน้าของโรงเมี้ยนโกศจะเห็นศิลปะลงรักปิดทองสว่างไสว ส่วนเรื่องราวที่ปรากฏบนแผ่นผนังคือเรื่องรามเกียรติ์ ไล่สายตาดูไปเรื่อยๆ จะพบว่าเรื่องราวบนนี้ช่างฝีมือได้ถ่ายทอดออกมาอย่างชดช้อยจริงๆ
ฤดูหนาวพระอาทิตย์กลับเข้านอนเร็ว เราจึงมีเวลาชื่นชมวัดแห่งนี้ได้ไม่นานนัก
พระเณรหลายรูปกำลังเดินตามกันเข้าไปในโบสถ์หลังใหญ่ ฉันเดินตามท่านไปเงียบๆ และค่อยๆ นั่งลงตรงประตูด้านหน้า พระสงฆ์พร้อมใจกันสวดมนต์ทำวัดเย็น ฉันยกมือขึ้นพนมและชื่นชมภาพพระในโบสถ์นั้นด้วยจิตใจที่สงบ
2.
เช้าวันแรกที่หลวงพระบาง พวกเราเดินออกไปหน้าบ้านเพื่อใส่บาตร ก่อนจะถือโอกาสกล่าวคำ “สบายดี” กับหญิงชราผู้เป็นเจ้าของเกสท์เฮ้าส์ รอยย่นบนใบหน้าบอกช่วงเวลาของวัยวันได้เป็นอย่างดี เธอยิ้มกว้างก่อนที่สองตานั้นจะมีรอยรื้นของน้ำตา
“คิดถึงสามีและลูก” แม่หญิงลาว บอก
ท่าทีในตอนนี้ของเธอทำให้เราตกใจ แต่เหมือนจับความรู้สึกได้ เธอค่อยๆ ใช้นิ้วที่เหี่ยวย่นนั้นปาดน้ำใสๆ ก่อนจะเล่าว่า สามีของเธอเป็นชาวฝรั่งเศสที่เคยมาพำนักอยู่ในหลวงพระบางเมื่อครั้งฝรั่งเศสเป็นเจ้าอาณานิคม หลังพบรักกันเธอตัดสินใจทิ้งบ้านเกิดเพื่อไปเริ่มต้นชีวิตใหม่กับสามีที่ฝรั่งเศส
ช่วงชีวิตระหว่างอยู่ที่นั่นมีความสุขมาก เธอมีลูกที่น่ารัก และสามีที่อบอุ่น กระทั่งวันที่สามีของเธอจากโลกนี้ไป ความรู้สึกสูญเสียจึงก่อตัวขึ้น จนในที่สุดเธอไม่อาจทนอยู่ในสภาพปวดร้าวได้จึงเลือกที่จะกลับมายังบ้านเกิดและเปิดเฮือนพักต้อนรับนักท่องเที่ยวคลายเหงา
“ไปฝรั่งเศสบ้าง ไปหาลูก แต่ก็นานๆ ครั้ง ไม่บ่อย ไม่ค่อยมีใครมาเยี่ยมแบบนี้หรอก พอพวกคุณมาก็เลยดีใจ” น้ำเสียงของเธอสั่นเครือเล็กน้อย นั่นก็ทำให้เราทั้ง 5 พลอยน้ำตารื้นไปด้วย
เช้าวันนี้อากาศสดใส และยิ่งสดชื่นขึ้นเมื่อได้ยินเรื่องราวความรักของเจ้าของเฮือนพักสักกะลิน เรื่องราวที่ทำให้เราเข้าใจว่า อานุภาพของความรักนั้นยิ่งใหญ่ และเป็นความรู้สึกที่คนไม่มีรักไม่อาจเข้าใจ จริงๆ
มื้อเช้าเราฝากท้องไว้กับเฝอรสอร่อยที่(สุด) อยู่ด้านหน้าเฮือนพักสักกะลิน จากนั้นทั้งสิบเท้าก็พากันก้าวออกสำรวจเมืองโบราณแห่งนี้อีกครั้ง
หลวงพระบางเป็นเมืองไม่ใหญ่ สามารถเดินชมได้โดยใช้เวลาไม่นาน ที่เยอะมากเห็นจะเป็นวัดเล็กวัดน้อยที่ตั้งอยู่ริมทางเดิน ใครปรารถนาจะชมวัดไหนสามารถเดินเข้าไปสัมผัสศิลปวัฒนธรรมล้านช้างได้ไม่ต้องเสียสตางค์ แต่สำหรับใครที่ต้องการสืบรากประวัติศาสตร์เมืองหลวงแห่งอาณาจักรล้านช้างแห่งนี้ต้องไปดูที่ พระราชวังหลวงพระบาง
พระราชวังหลวงพระบาง เป็นอาคารชั้นเดียวที่ออกแบบโดยสถาปนิกชาวฝรั่งเศส สถาปัตยกรรมจึงเป็นลักษณะผสมผสานระหว่างฝรั่งเศสและลาว เดิมเป็นพระราชวังของเจ้ามหาชีวิต จนเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2518 พระราชวังหลวงพระบางจึงถูกเปลี่ยนให้เป็นพิพิธภัณฑ์ จัดแสดงประวัติศาสตร์ในมุมต่างๆ ของเมืองหลวงพระบาง
เราเพลิดเพลินอยู่ภายในอดีตพระราชวังนั้นจนลืมเวลา เพราะว่าห้องต่างๆ ช่างงดงามจนไม่สามารถเดินผ่านไปได้ด้วยระยะเวลาสั้นๆ
ฉันออกจะประทับใจห้องรับแขกของเข้ามหาชีวิต ที่เรียกว่า ห้องฮับต้อน เป็นพิเศษ เพราะภายในนอกจากจะมีรูปปั้นของเจ้ามหาชีวิต 3 พระองค์ คือ เจ้ามหาชีวิตมหินทรเทพ (เจ้าอุ่นคำ) เจ้ามหาชีวิตสักกะลิน (เจ้าคำสุก) และเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ บนผนังยังมีภาพเขียนบนผ้าใบแนว Impressionism ฝีมือ อลิซ เดอ โฟเตอโร จิตรกรหญิงชาวฝรั่งเศสที่เขียนขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2437 ส่วนอีกด้านเป็นภาพแกะไม้จากวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์โดยช่างชาวหลวงพระบาง ดูแล้วเป็นห้องที่แสดงวัฒนธรรมอันแตกต่างได้ชัดเจนทีเดียว
จากพิพิธภัณฑ์เราไปคลายร้อนกันที่ร้าน JOMA เป็นร้านกาแฟและเค้กทำเองรสอร่อย ฉันสั่งคาปูชิโนเย็นแก้วใหญ่ ตามด้วยแครอทเค้กและบลูเบอร์รีชีสพาย งานนี้เห็นทีน้ำหนักจะเพิ่มขึ้นอีกแล้ว
คลายความกังวลเรื่องน้ำหนักกันด้วยการเดิน ใช่แล้ว ฉันหมายถึงการเดินขึ้นบันไดกว่า 200 ขั้น ผ่านดงจำปาลาวสองข้างทางเพื่อขึ้นไปชมศาสนสถานสำคัญที่อยู่บนยอดเขากลางเมืองมรดกโลก
วัดพระธาตุพูสี หรือพระธาตุจอมพูสี มีอายุกว่า 200 ปี สร้างขึ้นในสมัยเจ้าอนุรุทธราช องค์พระธาตุหุ้มด้วยแผ่นทองเหลืองฉาบทองคำ เวลามองจากด้านล่างจึงเห็นพระธาตุสีทองอร่ามมาแต่ไกล ใครๆ จึงพากันยกให้เป็นแลนด์มาร์กหลวงพระบาง
จากตรงนี้เราสามารถมองเห็นทิวทัศน์เมืองมรดกโลกได้โดยรอบ ฉันเห็นเกาะเล็กๆ เกาะหนึ่งบนแม่น้ำคาน แม่น้ำสายสำคัญอีกหนึ่งสายของชาวเมือง ดูเหมือนจะมีความเคลื่อนไหวบางอยู่บนเกาะกลางน้ำแห่งนั้น ไม่ปล่อยให้ความคลางแคลงใจกินเวลายาวนาน เรารีบตรงรี่ไปที่เกาะกลางน้ำแห่งนั้นทันที
สะพานไม้เล็กๆ เชื่อมพาเราไปยังเกาะกลางน้ำคาน ตรงนั้นมีเพิงไม้ขนาดย่อมตั้งอยู่ พร้อมๆ กับโต๊ะไม้อีกหลายโต๊ะซึ่งมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติยึดหัวหาดครองพื้นที่ไปแล้วกว่าครึ่ง
สอบถามพนักงานในร้านได้ความว่า ที่นี่เป็นร้านอาหารชั่วคราว ถูกต้องแล้ว ร้านอาหารชั่วคราวที่จะเปิดเฉพาะฤดูน้ำลดเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น เพราะหากเป็นฤดูน้ำหลากหรือหน้าฝน น้ำจะท่วมจนกลืนเกาะกลางน้ำแห่งนี้หายไป ผู้ใหญ่บ้านเห็นว่าน้ำลดแล้วน่าจะใช้พื้นที่ให้เป็นประโยชน์ จึงสร้างสะพานไม้ให้ชาวบ้านข้ามมาปลูกผัก แล้วเปิดเป็นร้านอาหารพื้นบ้าน ใครสั่งเมนูผักรับรองไม่ผิดหวังเพราะผักเขาสดมาก ตัดเอาจากแปลงที่ปลูกกันบนเกาะนี่เอง
สลัดหลวงพระบางมีเครื่องเคราไม่กี่อย่างแต่อร่อยไม่เหมือนใคร ถามว่าเพิ่มผักสดอีกได้ไหม พนักงานคนเดิมเธอก็ใจดีไปเก็บจากแปลงมาเพิ่มให้แบบไม่ต้องเพิ่มสตางค์ นี่เป็นน้ำใจอีกอย่างที่เรารู้สึกได้เมื่อมาหลวงพระบาง
หลังกลับมาพลิกภาพถ่ายหลวงพระบางดูซ้ำไปซ้ำมาแล้ว อาการ “คิดถึง” ก็แทรกซึมเข้ามาในหัวใจ มือไม้สั่นอยากจะเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋า เดินทางไปเยี่ยมเยือน “หลวงพระบาง” เมืองเก่าในความทรงจำ อีกครั้ง
การเดินทาง
ประเทศเพื่อนบ้านอย่างหลวงพระบางสามารถเดินทางไปได้ด้วยวิธีการที่หลากหลาย เครื่องบินก็มีให้บริการบินตรงจากเมืองไทยหลายสายการบิน ทั้งบางกอกแอร์เวย์ การบินลาว หรือถ้าอยากได้อีกรสชาติบินกับนกแอร์ หรือแอร์เอเชีย ไปลงอุดรธานี ข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาวไปที่เวียงจันทน์ ต่อรถโดยสารไปหลวงพระบางอีกราว 9 ชั่วโมง แบบนี้อาจจะเสียเวลาสักนิดแต่ก็ประหยัดเงินในกระเป๋าไปได้มาก แถมยังได้พักเที่ยวชมเมืองกลางทางอย่าง “วังเวียง” ได้ด้วย
ถ้าใครมีเวลามากกว่านั้น จะเลือกใช้บริการเรือโดยสารแบบที่ฝรั่งเคยใช้มาก่อนก็ได้ ตั้งต้นกันที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย แล้วซื้อตั๋วเรือนอนไปหลวงพระบาง มีเรืออยู่ 2 แบบ คือเรือเร็วกับเรือช้า เรือเร็วใช้เวลา 7 ชั่วโมงถึงหลวงพระบาง แต่คนนั่งต้องเสี่ยงกับอาการ “หน้าชา” สักหน่อย เพราะเรือเร็วมากจริงๆ ส่วนเรือช้าใช้เวลา 2 วัน โดยจะพักค้างคืนที่เมืองปากแบง แขวงอุดมไซ ก่อนจะเดินทางใหม่ในเช้าวันรุ่งขึ้น ใครชอบแบบไหนก็เลือกเอา
ด้วยความที่เป็นเมืองท่องเที่ยวจึงมีโรงแรมที่พักหลายแบบ ตั้งแต่โรงแรมระดับ 5 ดาว ไปจนถึงเกสท์เฮ้าส์ที่มีไม่กี่ห้องนอน ถ้าให้แนะนำแบบประหยัดราคาแต่ว่าสะดวกสบาย ในเมืองหลวงพระบางมีเฮือนพักหลากหลาย แทบทุกซอย ราคาต่ำสุดอยู่ที่ 300 บาท อย่างเฮือนพักสักกะลินก็น่ารัก พักอยู่ย่านใจกลางเมือง เปิดประตูไปก็เจอตลาดมืด หรือถนนคนเดินหลวงพระบาง ที่สำคัญเจ้าของบ้านน่ารักที่สุด
ลาวไม่ต้องทำวีซ่า แต่ว่าต้องมีพาสปอร์ต ใครไม่มีต้องทำหนังสือผ่านแดน หรือ Border Pass ใช้แค่บัตรประชาชน แต่แบบนี้จะอยู่ในลาวได้ไม่เกิน 3 วัน เพราะฉะนั้นมีพาสปอร์ตดีกว่า เพราะอยู่ได้นาน 1 เดือน ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.louangprabang.net
ลาวใช้เงินสกุล “กีบ” อัตราแลกเปลี่ยน อยู่ที่ราวๆ 250 กีบต่อ 1 บาท (หมายเหตุ : อัตราแลกเปลี่ยนอาจมีการเปลี่ยนแปลง สอบถามอีกครั้งที่ธนาคารพาณิชย์ทุกสาขา) แต่เงินกีบเยอะนับยาก หากจะซื้อของในหลวงพระบางสามารถใช้เงินบาทไทย หรือเงินดอลลาร์สหรัฐก็ได้ แต่ต้องเป็นธนบัตรเท่านั้นนะ เหรียญไม่รับ
Tags : หลวงพระบาง



