เขาไม่ได้อยากเป็นฮีโร่ แต่อยากทำความดีช่วยเหลือคน เพราะรู้ดีว่า เมื่อตกอยู่ในภาวะคับขันและลำบากยากจนเป็นอย่างไร
หลังจากช่วยเหลือผู้ประสบภัยในจังหวัดพิษณุโลก ไล่มาถึงนครสวรรค์ พระนครศรีอยุธยา ลงมาถึงกรุงเทพฯ บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ดาราที่มีผลงานมากมาย เคยได้รางวัลตุ๊กตาทองนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมเรื่อง'บางระจัน' ปี 2544 และผลงานกำกับภาพยนตร์เรื่องล่าสุด 'ปัญญา-เรณู' แทบจะไม่มีเวลาพักยาวๆ เลย
ปัจจุบัน บิณฑ์ เป็นผู้จัดการกิจกรรมพิเศษ มูลนิธิร่วมกตัญญู ดูแลบริหารจัดการอาสาสมัครทั่วประเทศกว่า 5,000 คน เขาเป็นอาสาสมัครที่ไม่ได้รับค่าตอบแทนใดๆ และทำงานมานานกว่า 24 ปี
บิณฑ์เป็นดาราหมายเลขหนึ่งที่ทำงานมูลนิธิแห่งนี้ เขาเข้ามาช่วยพัฒนาปรับปรุงการทำงานและวิธีการช่วยเหลือคนในเหตุการณ์ภัยพิบัติ และการเก็บศพ
ผู้กำกับปัญญา-เรณูคนนี้ มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการทำให้อาสาสมัครมูลนิธิต่างๆ ทำงานร่วมกันอย่างสมานฉันท์ ไม่แก่งแย่งชิงดีชิงดี และทำให้อาสาสมัครเกิดความภาคภูมิในสิ่งที่ทำ
หากจะเรียกเขาว่า 'ฮีโร่' หรือคนดีของสังคม คงไม่เกินเลยไป เพราะเหตุการณ์ภัยพิบัติที่ผ่านมา เขาไม่เคยพลาด โดยเฉพาะเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ เขาลุยน้ำทุกวัน จนเท้าเปื่อย...
- ทำไมถึงทำงานให้มูลนิธิร่วมกตัญญูยาวนานกว่า 24 ปี
ผมมีความคิดอยากช่วยคนตั้งแต่เด็ก ไม่ได้คิดว่าต้องมาเก็บศพ แต่ผมรู้สึกว่า มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งและมูลนิธิร่วมกตัญญูช่วยเหลือคนจนและชาวบ้านโดยตรง ผมเป็นเด็กต่างจังหวัด แต่ละปีผมจะได้รับการช่วยเหลือ ทั้งเรื่องอุปกรณ์การเรียนและเสื้อผ้าใหม่ๆ ผมก็เลยคิดว่า ถ้าผมมีโอกาสผมจะตอบแทน จนกระทั่งผมเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ แม้ผมจะเป็นพลเมืองดีคอยช่วยเหลือคนอื่น แต่ตอนนั้นยังไม่ได้ทำงานมูลนิธิร่วมกตัญญู
กระทั่งได้มาแสดงภาพยนตร์เป็นพระเอกได้ 2-3 ปี จนมีเหตุการณ์ตึกถล่มหน้าโรงหนังเอเธนส์ ณ วันนั้นผมได้เข้ามาทำงานร่วมกับมูลนิธิร่วมกตัญญูเต็มตัว ครั้งนั้นได้เห็นภาพข่าวจากรายการทีวีต้องการความช่วยเหลือแบบเร่งด่วนทั้งเรื่องอุปกรณ์และคน เพราะมีคนติดอยู่ด้านในกว่า 10 ราย ผมรีบเดินทางไปที่นั่น
เมื่อมาถึงอาสาสมัครของมูลนิธิทั้งสองกำลังช่วยกันขุดเพื่อช่วยคน ตอนนั้นผมเพิ่งเล่นหนัง ร่างกายแข็งแรง ก็เลยเดินเข้าไปขอเครื่องมือมาช่วยขุดหาคนเจ็บและผู้เสียชีวิต ขุดตั้งแต่สองทุ่มถึงเที่ยงคืน จนเจอผู้ได้รับบาดเจ็บคนแรก ตั้งแต่นั้นมาทางมูลนิธิร่วมกตัญญูก็เอาชุดมาให้ใส่
- นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นอาสาสมัคร ?
เมื่อ 24 ปีที่แล้วมีคนบอกว่า พี่ทำงานทุ่มเทขนาดนี้มาเป็นสมาชิกมูลนิธิไหม นั่นเป็นความตั้งใจตั้งแต่เด็กและเป็นจังหวะชีวิต ผมถูกตั้งให้เป็น'รหัสดาราหมายเลขหนึ่ง'ในงานอาสาสมัครมูลนิธิฯ หลังจากนั้นมีเหตุการณ์ภัยพิบัติใหญ่ในภาคใต้ มีคนเสียชีวิต 300-400 ศพ ผมเดินทางไปครั้งแรกเป็นเวลา 7 วัน ในเหตุการณ์ภัยพิบัติใหญ่ๆ ผมจะอยู่ที่นั่นตลอด ไม่เคยพลาด
- การช่วยชีวิตคนในเหตุการณ์ภัยพิบัติ คุณต้องฝึกทักษะอะไรเพิ่มเติม
ต้องมีการเรียนรู้ ฝึกอบรม ปฏิบัติจริง แรกๆ อาศัยครูพักลักจำ เคยเจอเหตุการณ์คนเจ็บและผู้เสียชีวิตก็สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ จนได้เรียนรู้กับรุ่นพี่ที่ทำงานในพื้นที่มานาน ถ้ามีเวลาว่างจากงานบันเทิง ผมก็ทำงานอาสาสมัครค่อยๆ สะสมความรู้ เรียนรู้การปฐมพยาบาลเบื้องต้นจากสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน ต้องรู้ว่าเวลาคนได้รับบาดเจ็บขาหักจะช่วยเหลืออย่างไรให้ถูกต้อง จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีทักษะในการช่วยชีวิตคน
สมัยก่อนเวลาเจอคนประสบอุบัติเหตุ บางครั้งอาสาสมัครไม่รู้ว่าเขาเจ็บตรงไหนแล้วเข้าไปยกหรืออุ้ม โดยไม่รู้วิธี ซึ่งอาจทำให้คนเจ็บเป็นอัมพาตตลอดชีวิต ไม่ว่าอาสาสมัครมูลนิธิไหน ก็ต้องเรียนรู้เรื่องการช่วยชีวิตคนอย่างถูกต้อง การเรียนรู้ตรงนี้เป็นสิ่งที่ดีมาก เมื่อผมเข้ามาทำงานอาสาสมัคร ผมก็ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงพัฒนาการทำงานให้ดีขึ้น
- เข้าไปช่วยวางระบบการทำงานอาสาสมัครในหลายๆ เรื่อง ?
เมื่อเข้าไปทำงานในมูลนิธิฯ ผมได้เห็นว่า บางอย่างที่ปฏิบัติต่อๆ กันมาไม่ถูกต้อง แรกๆ ยังไม่พูด เมื่อมีสื่อให้ความสนใจมากขึ้น การทำงานจะให้เหมือนเดิมไม่ได้แล้ว ผมค่อยๆ พัฒนาและให้กำลังใจคนทำงาน อาสาสมัครก็รู้สึกมีกำลังใจ เพราะมีคนดังมาทำงานด้วย จากที่เมื่อก่อนมีการแย่งศพระหว่างมูลนิธิฯ มีคำถามมากมายว่าแย่งศพกันเพื่ออะไร ต้องการค่าหัวหรือ ผมก็อธิบายให้สื่อฯฟังว่า พวกเขาแย่งศพกัน เพื่อผลงานของมูลนิธิฯ และผมได้อธิบายให้อาสาสมัครเข้าใจว่า ทำอย่างนั้นไม่ถูกต้อง
ผมเชิญผู้บริหารทั้งสองมูลนิธิ คือ ร่วมกตัญญูและป่อเต็กตึ๊งมานั่งคุยกัน เพื่อตกลงการแบ่งเขตในการช่วยเหลือคน อาสาสมัครจะได้ไม่ตีกัน ก็เริ่มพัฒนาไปเรื่อยๆ ปัจจุบันมีดารามาเป็นอาสาสมัครและนักการเมืองมาช่วยดูแลมูลนิธิฯเพื่อประโยชน์ของสังคมมากขึ้น
- คุณมีส่วนในการเปลี่ยนแปลงพัฒนามูลนิธิร่วมกตัญญูให้ดีขึ้น ?
ก็ไม่ใช่ทั้งหมด ผมเป็นแค่ตัวกระตุ้น ทำให้พวกเขามีกำลังใจทำงาน เมื่อก่อนมีแต่คนดูถูกคนทำงานเก็บศพว่า เป็นงานชั้นต่ำ ช่วงแรกที่ผมเข้ามาทำงาน คนก็หาว่าสร้างภาพ แฟนก็บังคับไม่ให้มาเก็บศพหรือทำงานแบบนี้ จากนั้นแฟนก็บอกเลิก ทั้งๆ ที่ผมไม่เห็นว่าจะผิดตรงไหน
เมื่อก่อนใครเจ็บ ใครป่วย ใครตาย จะเรียกอยู่สองมูลนิธิคือ ร่วมกตัญญูและป่อเต็กตึ๊ง ตอนนั้นอุปกรณ์การช่วยเหลือชีวิตคนมีประสิทธิภาพไม่ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ อย่างพวกเปลยก ผ้าห่อศพ หรือการช่วยคนติดอยู่ในรถ การทำงานในอดีตต้องใช้เครื่องมืองัดเพื่อช่วยคนออกมา แต่ปัจจุบันมีเครื่องมือที่ดีขึ้นใช้เวลาไม่นาน และทุกอำเภอทุกตำบลมีอาสาสมัครประจำ ทำให้งานอาสาสมัครพัฒนาดีขึ้น คนภายนอกก็ให้เกียรติคนทำงานจิตอาสา
- ใช้ความเป็นดาราช่วยหาเงินเพื่อจัดซื้ออุปกรณ์ช่วยชีวิตคน?
ใช่ครับ คนก็ชื่นชมเราส่วนหนึ่ง ยิ่งเรามาทำงานตรงนี้ คนก็เกิดความศรัทธาในตัวเรา เพราะเขารู้ว่า เราทำงานจริงจังไม่ได้สร้างภาพ เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ทุกอย่าง อย่างดาราบางคนมาเป็นอาสาสมัครแค่ 5-6 เดือนเจอความลำบากก็ออกไป เหลือแต่คนที่มีจิตอาสาจริงๆ ซึ่งการทำงานแบบนี้ก็มีพวกนักเลงคอยหาเรื่องบ้าง แต่ผมรู้สึกว่า เราต่างมาช่วยเหลือคนเหมือนกัน สามารถมีมิตรไมตรีต่อกันระหว่างมูลนิธิ บางครั้งอาสาสมัครก็มีอารมณ์บ้าง เราก็ช่วยให้เกิดความสามัคคี เพราะเมื่อก่อนมีการแบ่งเขต แบ่งพื้นที่
- แล้วคุณจัดการอย่างไร
ผมรู้จักคนเยอะก็สะท้อนความเห็นให้ผู้จัดการมูลนิธิฯฟัง เรียกพนักงานและอาสาสมัครทุกคนมาประชุมบอกถึงปัญหาและจุดอ่อนในการทำงาน เพื่อให้รู้ว่าการทำงานเพื่อสังคมไม่จำเป็นต้องแบ่งแยก ชิงดีชิงเด่นซึ่งกันและกัน อย่างเหตุการณ์น้ำท่วมหรือสึนามิ หลายมูลนิธิมาช่วยเหลือกัน ต่างชาติก็ยอมรับ แม้จะไม่มีตำรวจ พวกเราก็ทำงานได้
- เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ คุณเข้าไปทำงานในจังหวัดไหนก่อน
ถ้าระดับน้ำสูงมาก และชาวบ้านต้องการความช่วยเหลืออดอยากมาก เราจะรีบลงพื้นที่ ผมเริ่มจากจังหวัดพิษณุโลก ส่วนที่จังหวัดนครสวรรค์น้ำท่วมหนักและมาแรง รวมถึงคันกั้นน้ำแตก น้ำทะลักเร็วมาก ในเช้าวันหนึ่งยังนั่งกินก๋วยเตี๋ยวในร้านนั้น ตกเย็นน้ำท่วมมิดหัว ตอนนั้นมีเรือสองลำชนคันกั้นน้ำแตก ซ่อมแซมได้ยาก มูลนิธิในจังหวัดรับมือไม่ไหว จึงเรียกมูลนิธิฯนอกตัวจังหวัด ร่วมกตัญญูเข้าไปช่วยเป็นมูลนิธิแรกของจังหวัดนครสวรรค์ ช่วงนั้นพวกเราอยู่ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผมแบ่งทีมไป 30 คน รถพยาบาล 4 คัน และบุรุษพยาบาลที่สามารถดูแลคนป่วยเบื้องต้นได้ ภารกิจแรก คือ นำผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด
- เป็นผู้ประสานงานหลักของมูลนิธิฯในการช่วยเหลือคนที่จังหวัดนครสวรรค์ ?
ประสานกับหัวหน้ามูลนิธิฯที่นั่น ตอนนั้นผมไม่รู้จักพื้นที่ ผมเอาเรือไปสองลำ เพื่อขนย้ายคนป่วยออกจากโรงพยาบาล ที่นั่นอุปสรรคเยอะมาก มีเรือรับจ้าง เรืออื่นๆ เป็นร้อยๆ ลำ คนเจ็บต้องนอนตากแดด ทุลักทุเลมาก น้ำก็ขึ้นตลอด ไฟฟ้าดับ เครื่องช่วยหายใจใช้ไม่ได้ แต่ละวันที่ขนคนป่วย มีผู้เสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 5-7 ราย เราก็เสียใจ ถ้าน้ำไม่ท่วม บางคนอาจจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอีก 3-10 ปี แต่เหตุการณ์นี้ทำให้หลายคนต้องทำใจ บางคนญาติมารอรับ ก็เสียชีวิตแล้ว
- ให้ความช่วยเหลือไม่เต็มที่ เพราะปัญหาการจัดการ ?
ถ้าการจัดระบบการสัญจรทางน้ำดี เราสามารถทำงานได้ดี แต่เป็นสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่โรงพยาบาลมีเรือไม่กี่ลำ และมีการทำงานซ้ำซ้อนไม่ประสานงานกัน การประสานระหว่างมูลนิธิไม่มีปัญหา แต่ทีมการแพทย์ของหน่วยงานรัฐมีทำงานแย่งกัน แข่งกัน เพราะไม่อยากเสียหน้า ระบบการจัดการไม่ดี ซึ่งผมอยากบอกว่า อย่าคิดว่าเป็นผลงานใคร ณ เวลานั้น เราต้องร่วมแรงร่วมใจกัน แม้บางครั้งจะไม่มีการกล่าวถึงหน่วยงานนั้นก็อย่าน้อยใจ อย่างน้อยๆ ฟ้ามีตา สวรรค์มีใจ แต่คนทำงานตรงนี้ชอบยึดติดว่าต้องมีสื่อ เพื่อให้คนรู้ว่า ตัวเองทำอะไร มูลนิธิต่างๆ ทำงานเหมือนปิดทองหลังพระ สื่อจะมาถ่ายทำหรือไม่ ผมไม่สนใจ ผมก็ทำงานของผมไป ทำเสร็จมีคนสรรเสริญเยินยอ ไม่มีคนด่าลับหลัง
- ทำงานตั้งแต่จังหวัดพิษณุโลก นครสวรรค์มาถึงพระนครศรีอยุธยา คุณได้หยุดพักบ้างไหม
ไม่ค่อยได้หยุดพัก หลังจากช่วยคนที่จังหวัดพิษณุโลก ผมได้กลับมาพักเพื่อเก็บของ เพราะผมรู้แล้วว่า น้ำท่วมในจังหวัดต่อไปจะหนัก ผมมาช่วยคนอยุธยาอยู่สองสัปดาห์ คอยประสานงานกับหน่วยแพทย์ฉุกเฉินรับคนป่วยออกจากบ้าน การพายเรือข้ามกระแสน้ำลำบากมาก ตอนทำงานที่จังหวัดนครสวรรค์ มีคนบอกว่า คันกั้นน้ำแตกต้องอพยพด่วนภายใน 24 ชั่วโมง ผมให้เอกพันธ์อยู่ที่อยุธยา ส่วนผมไปที่นครสวรรค์
- แฝดคู่นี้ต้องทำงานร่วมกันไหม
ไม่ครับ เราแยกกันทำงาน เพราะการแยกกันจะทำให้คนสับสนและเดาว่า นั่นบิณฑ์..หรือเอกพันธ์
- เหตุการณ์ใดที่คุณรู้สึกว่า ไม่น่าเกิดขึ้น ?
ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตอนน้ำท่วมหนัก ลึกมากๆ คนช่วยเหลือก็ลำบาก ในฟาร์มหมูกว่า 500 ตัว มันตะเกียกตะกายหนีน้ำ ผมเห็นจมูกมันโผล่พ้นน้ำว่ายออกมา 200-300 ตัว บางตัวจมน้ำแล้วโผล่ขึ้น ตอนนั้นเจ้าของปล่อยหมูออกจากเล้าแล้วบอกว่า ถ้าใครจับหมูได้เท่าไหร่เอาไปเลย ชาวบ้านบางคนโลภมาก จับหมูมัดใส่เอว หมูจมน้ำคนก็จมไปด้วย พวกเขาคิดว่าหมูจะว่ายน้ำได้ทนเหมือนคน วันนั้นมีคนจมน้ำ เพราะว่ายน้ำไปจับหมู 5 รายและเสียชีวิตทันที ในจำนวนนั้นรวมเจ้าหน้าที่ตำรวจหนึ่งคน แต่ชาวบ้านบางคนก็ได้หมูมาสิบกว่าตัว จากวันนั้นหมูก็ตายลอยน้ำมากมาย และน้ำก็เน่า ชาวบ้านต้องเอาน้ำมากรองเพื่ออาบ
- ตอนที่น้ำยังไม่ท่วมกรุงเทพฯ คุณประเมินอย่างไร
ทุกคนถามผมว่า กรุงเทพฯจะโดนน้ำท่วมไหม มีคนตามเรื่องราวผมในเฟซบุ๊ค ตอนนั้นผมรู้เลยว่า ต้องเตรียมใจ น้ำท่วมแน่นอนและเข้าถึงชั้นในกรุงเทพฯ ช่วงนั้นศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (คปภ.) บอกว่า "เอาอยู่แน่นอน น้ำไม่เข้า" แต่ผมเห็นสถานการณ์ น้ำมาเยอะมาก ตอนนี้น้ำจะเข้าอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิแล้ว บ้านผมอยู่พุทธมณฑลสาย 2 น้ำท่วมถึงอก ผมให้ลูกน้องสองคนคอยดูแลบ้าน และผมเอาเรือออกไปช่วยชาวบ้านในละแวกนั้นทุกวัน เมื่อคืน (7 พฤศจิกายน) ผมกลับมาตีสี่ พอตอนเช้าผมก็เอาเรือออกตระเวนช่วยเหลือคน
- จากสถานการณ์ครั้งนี้ คุณคิดว่าน้ำจะท่วมถึงเมื่อไหร่
ผมคิดว่าคงถึงปลายเดือนพฤศจิกายนนี้ น้ำคงจะลดลง ตรงไหนน้ำเริ่มท่วม ทนไปเลยหนึ่งเดือนเต็ม
- ความช่วยเหลือจากรัฐบาลเป็นอย่างไรบ้าง
ตอนที่ ศปภ.ต้องการความช่วยเหลือเรียกประชุมมูลนิธิต่างๆ เพื่อจัดระเบียบให้เกิดความร่วมมือ แต่พอถึงเวลาลงมือทำ ก็เหมือนเดิม ต่างคนต่างทำ จัดการกันเอง มีหน่วยงานเอกชนหลายแห่งนำสิ่งของมาให้ผมช่วยแจก อาสาสมัครทำงานร่วมกับทหารอากาศ ทหารบก ทหารเรือ เพราะอาสาสมัครสามารถเข้าถึงบ้านใช้เรือนำคนออกมาส่งที่รถทหาร
ผมทำงานร่วมกับทหาร แต่ผมไม่เคยทำงานร่วมกับรัฐบาล ผมเคยขอน้ำดื่มจากทาง ศปภ. เพื่อนำมาแจกจ่ายผู้ประสบภัย พวกเขารับปาก แต่ไม่ให้ เขาคิดว่าไม่เกิดประโยชน์สำหรับพวกเขา เพราะต้องการให้คนรู้ว่านี่เป็นผลงานพวกเขา ทั้งๆ ที่ของบริจาคมาจากประชาชน แต่สิ่งของบางชุดถูกนำมาใส่ชื่อคนใดคนหนึ่ง และนี่คือเรื่องจริง
- คุณเห็นด้วยตัวเองหรือ
ผมเห็นกับตา ลูกน้องผมได้ถ่ายรูปมาทั้งหมด ตอนที่ผมขอห้องน้ำ เพื่อนำไปให้ผู้ประสบภัย ปรากฏว่า ช่วงนั้นน้ำท่วมท่าอากาศยานดอนเมือง ทำให้ห้องน้ำลอยเต็มไปหมด พวกเขาเรียกผมเข้าไปเอาห้องน้ำที่ลอยน้ำ เพื่อไม่ให้นักข่าวเห็นว่ามีห้องน้ำ เราก็เข้าไปเอา เพราะห้องน้ำสำคัญสำหรับผู้ประสบภัย
- สรุปว่า สิ่งของที่คุณขอจาก ศปภ. ได้แค่ห้องน้ำอย่างเดียว ?
จริงๆ แล้วขอน้ำดื่ม ข้าวสารอาหารแห้ง แต่ไม่ได้ พวกเขาเรียกไปเก็บห้องน้ำที่ลอยน้ำ พวกเขาบอกว่า สิ่งของที่กองไว้จำนวนมากแจกจ่ายออกไปทุกวัน และบอกว่า "ที่คุณบิณฑ์เห็นเป็นของใหม่" ผมก็เลยถามกลับไปว่า "สามารถจัดสิ่งของกองใหม่ได้เหมือนกันทุกวันเลยหรือ"
ก็ไม่เป็นไร ผมได้ของแค่ไหนก็แค่นั้น ตอนนั้นพี่น้องจากปักษ์ใต้ขับรถสิบล้อมาสองวันเต็มๆ นำน้ำดื่มมาให้ผมกว่าสามหมื่นขวด เพื่อให้ประชาชนที่ขาดแคลนน้ำ นี่คือน้ำใจของพี่น้องประชาชน ซึ่งเปรียบเทียบกับตรงนั้นไม่ได้เลย ผมกล้าพูดเลยว่า ผลประโยชน์จริงๆ และผมไม่กลัวด้วย
- คุณเอาแรงมาจากไหนมากมายเพื่อช่วยเหลือคน
ถ้าวันไหนผมไม่ได้ลงไปช่วยคนสักวัน ผมจะรู้สึกผิด อย่างวันนี้ (8 พฤศจิกายน 2554) ผมไม่น่ามาเตะบอล เพราะคนแถวเพชรเกษม 120 โทรมาหาผมตั้งแต่เช้า พวกเขาต้องการสิ่งของ ถ้าผมไม่เข้าไป ลูกน้องผม 10-20 คนก็ไม่ได้ไป ผมอยากให้พวกเขาพัก เพราะทำงานมาเป็นเดือนไม่ได้พักเลย บางครั้งอยากจะนอนอยู่บ้านสักวันสองวัน ก็ทำไม่ได้ เพราะคนกำลังลำบาก เราจะมานอนเฉยๆ ไม่ได้ ในเฟซบุ๊คผมมีคนบอกว่า "พี่บิณฑ์...ช่วยพี่น้องประชาชน ก็เหมือนช่วยในหลวงอีกแรง เพราะพวกเขาเป็นประชาชนของในหลวง"
- หลายคนยกย่องว่าคุณเป็นคนดี คุณรู้สึกอย่างไร
ก็ดีใจ สิ่งที่ผมทำไม่สูญเปล่า ผมเป็นดาราที่ไม่ได้สังกัดสถานีช่องไหน เราทำอะไรก็ไม่มีใครสนใจ อย่างดาราประจำสถานีช่องนั้นช่องนี้ มีสื่อคอยตามทำข่าว แม้จะลงพื้นที่แค่ครั้งเดียวก็เป็นข่าว ส่วนเราลงไปช่วยเหลือคนเป็นร้อยๆ ครั้งมีข่าวออกมาครั้งเดียวหรือสองครั้ง
- บางคนมองคุณเป็นฮีโร่ ?
ไม่หรอกครับ หลายๆ คนที่ทำงานช่วยเหลือคนมานานเป็นฮีโร่มากกว่า แต่ผมจังหวะดี และผมก็ชื่นชมคนที่ทำงานเพื่อประชาชน ผมยกย่องหลายๆ คนเป็นฮีโร่ของผม แต่บางครั้งไม่เป็นข่าว
- การช่วยเหลือเรื่องใดที่คนส่วนใหญ่มองข้าม
บางเรื่องคนก็นึกไม่ถึง ศูนย์อพยพบางแห่ง ถ้าไม่มีคนบริจาค ผู้ประสบภัยก็ต้องอด ถ้าจะรอให้รัฐส่งอาหารให้ คงไม่ไหว ทุกคนอาจมองข้ามเรื่องนี้ พอน้ำท่วมใหญ่ที่ไหน คนก็บริจาคเยอะที่นั่น บางจุดยังขาดแคลน ไม่มีคนเข้าไป ซึ่งหลายหน่วยงานมองข้ามเรื่องนี้
- หลักเกณฑ์ในการลงไปช่วยเหลือคน คุณวางแนวทางอย่างไร
ผมจะดูว่า ถ้ามีการช่วยเหลือซ้ำซ้อน ผมจะไม่เข้าไป บางคนโกหกว่า ไม่เคยมีคนเข้ามาเลย ผมจะให้ลูกน้องเข้าไปตรวจสอบพื้นที่ก่อน บางแห่งน้ำท่วมเป็นเดือน มีคนเข้าไปแจกของครั้งเดียว เราจะเลือกจุดที่คนไม่เข้าไปแจกของ จะไปถามชาวบ้านว่าได้รับสิ่งของกี่ครั้งแล้ว ส่วนใหญ่ชาวบ้านไม่โกหก แต่คนที่ขอส่วนใหญ่เป็น อบต.ผู้ใหญ่บ้านหรือกำนัน บางคนอยากสร้างผลงาน ถ้าดึงมูลนิธิฯเข้ามาช่วยได้เยอะ ชาวบ้านก็จะเชื่อมั่นเลือกเป็นตัวแทนอีก
- คุณมีวิธีการดูแลอาสาสมัครอย่างไร
เมื่อก่อนผมเป็นแค่หัวหน้าอาสาสมัคร ตอนนี้ผมเป็นผู้จัดการฝ่ายกิจกรรมพิเศษ มูลนิธิร่วมกตัญญู ดูแลอาสาสมัครทั่วประเทศของมูลนิธิกว่าห้าพันคน เกิดเหตุภัยพิบัติที่ไหน ผมจะต้องบริหารจัดการส่งคนเข้าไป ผมได้รับการยอมรับเพราะผมทำงานหนักมานานกว่า 24 ปี เป็นที่ยอมรับทั้งคนภายในและภายนอก
การดูแลคนทำงาน อันดับแรก ความเป็นอยู่พวกเขาต้องดีก่อน ถ้าพวกเขายังเดือดร้อน จะทุ่มเทแรงกายแรงใจคงไม่ไหว เพราะอาสาสมัครไม่มีเงินเดือน เวลาออกไปทำงาน หัวหน้าจะต้องคอยช่วยเหลือเรื่องเบี้ยเลี้ยง บางคนมาช่วยทำงานเป็นเดือน ผมก็ต้องเอาเงินส่วนตัวจ่ายเบี้ยเลี้ยงให้พวกเขา บางครั้งมีคนใจบุญช่วยบ้าง เพราะนโยบายของมูลนิธิไม่มีการจ่ายเบี้ยเลี้ยง แต่เราเห็นว่า พวกเขาลำบาก บางวันเขากลับบ้านดึกมาก ผมก็ให้เงินไปสี่ห้าร้อยบาท ถ้าวันไหนมีคนเอาเงินมาบริจาคให้สักสองหมื่นบาท ผมก็ให้ลูกน้องคนละพันบาท พวกเขาก็ดีใจว่ามีคนเห็นคุณค่าในสิ่งที่พวกเขาทำ หรือเวลาไปทานข้าวที่ไหน บางร้านไม่เอาเงิน เขาเห็นว่า พวกเราเป็นคนช่วยเหลือสังคมมีประโยชน์กับบ้านเมือง
- คุณหมดเงินไปเท่าไหร่แล้ว
ถ้าเป็นเงินส่วนตัวผมหมดไปหลายแสนบาท แต่ถ้าเป็นเงินมูลนิธิฯที่ช่วยเหลือคนกว่าสิบล้านบาท และเงินที่บริจาคก็ไม่เคยพอ
- คิดจะช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมอีกนานแค่ไหน
ถ้าน้ำไหลไปเร็ว ประชาชนก็ลืมตาอ้าปากได้ นักวิชาการบางคนบอกว่า เราจะเจอแบบนี้ทุกปี ถ้าเป็นจริงคงไม่ต้องทำอะไรแล้ว
- การเข้าไปช่วยเหลือคน สัตว์ และสิ่งของในครั้งนี้ คุณประทับใจเหตุการณ์ไหนมากที่สุด
ตอนไปช่วยกู้หนังไทยกว่า 600 เรื่องที่บริษัทสยามพัฒนาฟิล์ม จำกัด จรัสสนิทวงศ์ 65 เป็นฟิล์มเนกาตีฟ (Negative Film) ถ้าจะดูหนังเก่าต้องเอาเนกาตีฟไปอัดเป็นฟิล์มมาดู ถ้าฟิล์มพวกนี้จมน้ำ วงการบันเทิงหนังไทยจบเลย ไม่มีหนังเก่าๆ ให้ดู ห้องเก็บหนังอยู่ชั้นใต้ดิน ตอนที่ผมไปถึงน้ำท่วมถึงเข่า ตอนนั้นผมเอาลูกน้องไป 15-20 คน เจ้าของบ้านเครียดมาก เพราะฟิล์มหนังเยอะมาก
คันกั้นน้ำที่ทำไว้เกิดพัง ต้องใช้คนทั้งหมดช่วยกันอุดน้ำ แล้วมาช่วยกันย้ายฟิล์มหนังที่หนักกล่องละ 35 กิโลกรัมขึ้นไปเก็บชั้นสาม ทำทั้งวันตั้งแต่เก้าโมงเช้าถึงหกโมงเย็น หนังเรื่องสุดท้ายที่กู้ขึ้นมาได้คือ แม่นาคพระโขนง เป็นงานที่ผมภูมิใจมาก เพราะเราอยู่วงการบันเทิงและช่วยกู้หนังไทยได้ ถ้าตอนนั้นมูลนิธิร่วมกตัญญูไปไม่ทัน หนังไทยเก่าๆ ทุกเรื่องคงจมน้ำหมด พอทำงานเสร็จ เจ้าของบ้านเข้ามากอดผม น้ำตาซึม
- ประชาชนหลายพื้นที่ทะเลาะกันเรื่องคันกั้นน้ำระหว่างหัวน้ำกับท้ายน้ำ คุณมีความเห็นเรื่องนี้อย่างไร
คนที่รับผิดชอบตรงนี้ ควรเรียกผู้นำชุมชนมาอธิบายให้เข้าใจ ชาวบ้านไม่เข้าใจหรอก เพราะไม่มีคนกลางอธิบายถ้าอธิบายชัดเจน พวกเขาเข้าใจนะ แต่ไหนๆ น้ำก็ท่วมแล้ว ให้ท่วมเหมือนกันทั้งหมดไปเลย จะได้ไม่เลือกปฏิบัติ หลังน้ำลดแล้ว คงต้องมานั่งคุยกันยาว ต่อไปการจัดการต้องดีกว่านี้ รัฐบาลชุดไหนเข้ามาทำงานตรงนี้ ต้องทำให้ดีที่สุด
- ในฐานะคนทำงานลงพื้นที่ตลอด คุณมีคำแนะนำอื่นๆ ไหม
รัฐน่าจะตัดเรื่องพรรคการเมืองออกไป เอาแค่การช่วยเหลือเพื่อส่วนร่วม อย่าไปคิดเลยว่า มาช่วยแล้วต้องหาโอกาสสร้างชื่อเสียง ตอนนี้ประชาชนเดือดร้อนมากๆ คุณต้องใจกว้างต้องยอมรับว่า คุณมีสิ่งของจำนวนมาก แต่ไม่มีบุคลากรบริหารจัดการที่ดี ถ้าผมนำสิ่งของจาก ศปภ.ไปแจก ผมก็ต้องบอกประชาชนว่ามาจากที่นั่น ผมไม่เคยอ้างว่ามาจากมูลนิธิร่วมกตัญญู หน่วยงานไหนนำสิ่งของมาให้ผมแจก ผมก็บอกแหล่งที่มาตรงๆ ผมอยากให้รัฐบาลช่วยเหลือประชาชนจริงๆ
- เหตุการณ์ครั้งนี้ คุณเครียดไหม
ไม่เครียด แต่เหนื่อย บางวันมีเวลากินข้าวเช้าตอนบ่ายสอง กินข้าวกลางวันตอนตีสอง ตีสาม และเช้าๆ ต้องรีบตื่น เพื่อออกไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย
- มีวิธีการผ่อนคลายแต่ละวันอย่างไร
ออกไปช่วยชาวบ้าน ก็มีความสุขแล้ว พอเห็นชาวบ้านรอรับของ เข้าไปถึงพื้นที่ก็ตบมือกัน หลายคนเข้ามากอด บางคนบอกว่า "คิดว่าบิณฑ์จะไม่มาพื้นที่นี้แล้ว" ถ้ามูลนิธิร่วมกตัญญูเข้าไป พวกเขาจะถามว่า "คุณบิณฑ์มาไหม"
- ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา คุณต้องออกไปช่วยคนตลอด แล้วมีเวลาส่วนตัวบ้างไหม
ต้องยอมครับ สองสามเดือนไม่ค่อยมีเวลาส่วนตัว ขอเป็นเวลาส่วนรวม
Tags : บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์



ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น