เมื่อกองทัพปลาวาฬกำลังหาทางกลับบ้านโดยใช้เส้นทางตัดผ่ากลางเมืองหลวงของประเทศไทย เกิดความแตกตื่นของคนเมืองผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ เหตุผลส่วนหนึ่งคือความไม่รู้ ..ไม่รู้จักน้ำ ไม่รู้จักผืนดินที่ตัวเองอยู่ ไม่รู้จักวิธีการเอาตัวรอด ภารกิจ "รู้ สู้! Flood" จึงถือกำเนิดขึ้น
ชั่วข้ามคืน หลังจาก คลิปวิดีโอ Infographics "รู้จักน้ำท่วมให้มากขึ้น" ถูกปล่อยบนโซเชียลเน็ตเวิร์ก "น้องปลาวาฬ" ก็ดังเป็นพลุแตก
ชุดความรู้นี้ เป็นผลงานของกลุ่ม "รู้ สู้! Flood" อาสาสมัครที่รวบรวมเอา "นักสื่อสารมวลชน" ในแวดวงโปรดักชั่นมาทำงานอาสาอีกรูปแบบหนึ่งในจังหวะที่ประเทศไทยกำลังโกลาหลไปด้วยข่าวสารน้ำท่วม
เพราะวันนี้ส่วนใหญ่มีแต่ "คนแชร์" จน "คนดู" ไม่รู้ว่าจะหยิบจับอะไร จึงทำให้ ปิง - เกรียงไกร วชิรธรรมพร และ อู๋ - ธวัชชัย แสงธรรมชัย กับพรรคพวกในก๊วนนิเทศศาสตร์ หันมาคุยกันถึงชุดความรู้ที่ช่วย "จัดระเบียบ" อาการ "ฟลัด" ของข้อมูล โดยใช้ฐานความรู้ของสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสเป็นหลักอ้างอิง
"เรารู้สึกตัวช้าไป" ปิงยอมรับ
ทั้ง เขา อู๋ และคนอื่นๆ ต่างเคยผ่านงานอาสาสมัครน้ำท่วมมาแล้วทั้งนั้น ไม่ว่าจะ กรอกทราย แพ็คถุงยังชีพ หรือรับบริจาค เพียงแต่ว่า ทักษะที่ร่ำเรียนมาจากรั้วมหาวิทยาลัย และสายงานที่คลุกคลีกับการสื่อสารโดยตรง น่าจะทำอะไรได้มากกว่านั้น จนกลายเป็นที่มาของการรวมตัวเฉพาะกิจครั้งนี้
นอกจากจะมาล้อมวงคุยในฐานะตัวแทนของกลุ่มรู้ สู้! Flood แล้ว ด้วยความที่คนหนึ่งเป็นเด็กเมืองเต็มสูบ เดินพารากอนได้คล่องปร๋อ ส่วนอีกคนก็เป็นเด็ก (เมือง) สายเอ็นจีโอเข้มข้น ทั้งคู่ยังมี "คนละมุมเดียวกัน" มาแลกเปลี่ยน
ทำให้น้ำท่วมคราวนี้มีแต่ "เนื้อ" เน้นๆ
- กลุ่ม รู้ สู้! Flood เริ่มมาจากตรงไหน
ปิง : เริ่มต้นจากการที่เราไปทำงานอาสาสมัครเมื่ออาทิตย์ก่อนอย่างที่เขาทำกัน ตักทราย แพ็คถุงยังชีพ ไปทำโน่นทำนี่ แล้วเรารู้สึกว่าน่าจะทำอะไรได้มากกว่านี้ พอดีว่าอู๋ไปคุยงานกับทางไทยพีบีเอสอยู่ เขาอยากจะทำสื่อความรู้ให้กับประชาชน โจทย์ตรงกัน เพราะเรารู้สึกว่าตอนนี้ข้อมูลมันฟลัด ทุกคนแห่กันกดแชร์จนคนที่อยากดูไม่รู้จะดูอะไร เราก็เลยมาหาวิธีการรวบรวมความรู้ทุกอย่างเป็นชุดๆ ให้ดูง่ายที่สุด ลดภาวะการฟลัด โดยให้ไทยพีบีเอสรับรองให้ว่าข้อมูลเราเชื่อถือได้ สคริปท์ทุกตอนเวลาเขียนก็จะส่งให้ไทยพีบีเอสก่อน อันนี้ใช้ได้ ผ่าน ก็เผยแพร่
- คุยกันนานไหมกว่าจะเคาะแนวทางในการทำงานร่วมกันออกมาได้
ปิง : ประชุมกันอยู่ระดับหนึ่งครับ ตอนแรก เรามีคำถาม 5 คำถาม ที่อยากจะเคลียร์ให้ได้ในภาวะน้ำท่วม คือ 1.เขาต้องเข้าใจที่มาก่อน เราต้องปูพื้นฐานให้เท่ากันก่อนว่า น้ำท่วมครั้งนี้คืออะไร เพราะบางคนไม่รู้เรื่องอะไรเลย วัดตั้งต้นจากแม่เราเอง (ยิ้ม) เรารู้สึกว่าน้ำท่วมปีนี้มันไม่ธรรมดาแน่นอน แต่เราบอกแม่เท่าไหร่เขาก็ไม่เชื่อ จะทำยังไงให้คนอย่างแม่เราเข้าใจ เพราะเขาไม่รู้ว่าน้ำท่วมปีนี้มันหนักมาก เราต้องปูพื้นฐานให้เท่ากันก่อนว่า น้ำท่วมปีนี้มันหนักนะ ข้อ 2 แล้วเขาจะดูแลตัวเองยังไง พอดูแลตัวเองได้แล้ว 3.จะมีบทบาทกับสังคมยังไง คำถามที่ 4 ก็คือ หลังจากนั้นเนี่ย ผลกระทบที่ตามมาหลังน้ำท่วมจะมีอะไร จะเกิดอะไรได้อีก และข้อสุดท้าย เราอยู่กับน้ำท่วมได้ยังไงอย่างยั่งยืน นี่คือ 5 คำถาม ถ้าเราเคลียร์ได้หมด ถือว่าประสบความสำเร็จ
- ทีมงานมีกี่คน
ปิง : มันนับไม่ได้น่ะครับ ตัวยืนจริงๆ ที่มาทุกวัน ก็จะประมาณ 6-7 คน อย่างผมกับอู๋นี่อยู่ทุกวัน นอนที่นี่แล้ว เสื้อผ้านี่ใส่ตั้งแต่ 2 วันที่แล้ว (หัวเราะ) มันจะเป็นสไตล์นี้ครับ ได้กลับบ้านนิดหน่อย ทุกคนก็กลับไปเคลียร์บ้านตัวเอง เราบอกทุกคนว่า เคลียร์บ้านตัวเองให้เรียบร้อยก่อนนะ แล้วค่อยมา เอาตัวเองให้รอดก่อน ตรงนี้ ก็คือคนที่รอดแล้ว พอสมควร (หัวเราะ) บางคนก็บ้านน้ำท่วมอยู่
อู๋ : ผู้ประสบภัย (ชี้ตัวเอง)
ปิง : ก็มานอนนี่ โอเค กูทำกราฟฟิกได้ด้วย (หัวเราะ) อะไรอย่างนี้
- ทำไม ถึงเป็นปลาวาฬ
อู๋ : เพราะตอนทำข้อมูล เราก็ค้นพบว่า นักวิชาการหลายท่าน สื่อต่างๆ พยายามพูดว่าวิกฤติคราวนี้มันหนัก มวลน้ำ 1 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตร แต่เราก็รู้สึกว่ามันยังไม่เข้าใจ
ปิง : คือเราเจอในเฟซบุ๊คคนหนึ่งบอกว่า ไม่ได้อยากรู้หรอกว่าน้ำท่วมกี่ลูกบาศก์เมตร แต่อยากรู้ว่าจะท่วมบ้านไหม ฉะนั้นแปลว่า เขาไม่ได้อยากรับรู้ข้อมูลขนาดใหญ่ หรือยากขนาดนั้น แล้วจะทำยังไงเพื่อย่อยข้อมูลให้ง่ายที่สุด
อู๋ : ก็เลยเปรียบเทียบข้อมูล ทำยังไงให้เขารู้ว่า หมื่นล้านลูกบาศก์เมตรมันเยอะมากนะ เลยนึกถึงมาเปรียบเทียบกับสิ่งที่ใหญ่ที่สุดในโลก คือ ปลาวาฬสีน้ำเงิน ทีแรกก็เลือกกันว่าจะเป็นเรือไททานิก ช้างแมมมอธ สฟิงก์ อะไรอย่างนี้ (ยิ้ม) แต่เรามีความรู้สึกว่า เออ ปลาวาฬมันน่ารัก
ปิง : กรณีศึกษาของเรามาจากตอนที่ญี่ปุ่นเจอภาวะนิวเคลียร์ แล้วนิวเคลียร์ก็มีตัวแอนิเมชั่นรูปอึ อันนั้นคือกรณีศึกษาของการใช้นิเทศศาสตร์มาเป็นประโยชน์ในภาวะวิกฤติเราก็เลยลองทำแบบนั้นบ้าง ประเทศไทยก็ทำได้เหมือนกัน ก็พบว่าบุคลากรเราจริงๆ มันพร้อมมากเลย แต่แค่ไม่มีคนจัดชุดข้อมูลให้เท่านั้นเอง
อู๋ : จริงๆ ไม่ได้ตั้งใจให้ปลาวาฬเป็นพระเอกนะ ไม่ได้ตั้งใจเลย (ยิ้ม) ตอนแรกเราคิดว่าพระเอกน่าจะเป็นตัวตกใจ ลามไปสู่ตัวงง แล้วก็ไปสู่เป็นสติ แต่สุดท้ายกลายเป็นปลาวาฬมาแย่งซีนเป็นพระเอกไป (หัวเราะ)
ปิง : มันเกินคาดเราไปเหมือนกัน คือ โจทย์เราก็คือว่า ทำยังไงให้เห็นภาพที่สุด เพราะอินโฟกราฟฟิกคือการทำให้เห็นภาพ แปลข้อมูลยังไงให้เป็นภาพและข้อมูลที่สั้นที่สุด โจทย์ของเราก็คืออย่าให้มันเกิน 5 นาที เพราะเรารู้เลยว่า เดี๋ยวนี้คนเสพสื่อกันสั้นมาก ไม่มีใครอยากอ่านข้อมูลยาวๆ ไม่ค่อยมีใครอยากอ่านบทความ คือทุกคนอ่านทวิตเตอร์ 140 ตัวอักษร มันได้แค่นี้ จริงๆ มันก่อให้เกิดผลกับสมอง ภาวะรับข้อมูลได้แค่สั้นๆ ก็เลยแปรรูปแล้วกัน เอาให้มันง่ายที่สุดก่อน
- ที่บอกว่าข้อมูลมันฟลัด แสดงว่า ทุกวันนี้เรากำลังเผชิญปัญหาข้อมูลน้ำท่วมล้นทะลัก ?
ปิง : มันเร็วมากจริงๆ เหมือนเราเคยเจอคนแชร์เรื่องหุงข้าวยังไงไม่ให้บูด เราก็โอเคเดี๋ยวค่อยกลับมาดูอีกทีตอนเย็น หาไม่เจอแล้ว กลายเป็นว่าทุกอย่างต้องเซฟเก็บไว้ คนทั่วไปน่าจะประสบปัญหาคล้ายๆ กัน เพราะไม่มีการเรียบเรียงข้อมูลที่เข้าใจง่ายจริงๆ เราเป็นคนเล่นเฟซบุ๊คบ่อยมาก แล้วก็เจอคนแชร์บ่อยมาก จนแบบ เฮ้ย เราไม่ได้อยากรู้แล้วว่ะ ว่าใครทำอะไร ใครไปทำความดีที่ไหน กูอยากรู้ว่า ถ้าเกิดน้ำท่วมขึ้นมาจริงๆ จะต้องทำอะไร ต้องเตรียมอันไหนก่อนอันไหนหลัง ก็เลยเริ่มจากการไปทำอัลบั้มรวมลิงก์ความรู้การเอาตัวรอดในภาวะต่างๆ บนเฟซบุ๊ค อย่างภาวะน้ำท่วมฉุกเฉินทำยังไงที่เป็นข้อมูลแบบ โน ดราม่า
เราก็รู้สึกว่า นี่แหละ นี่คือรูปแบบของการเรียบเรียงแบบหนึ่ง จะทำเรียบเรียงข้อมูลแบบนี้ให้คนเข้าใจง่ายมากขึ้นได้ยังไง เลยคิดเรื่องอินโฟกราฟฟิก โดยอิงพื้นฐานที่ว่า เราเปิดให้ทุกคนดูแล้วทุกคนเข้าใจไหม วิธีการทำงานคือ เราเขียนสคริปต์เสร็จก็ให้คนพากษ์ ลงเสียงไกด์ไว้ อย่าให้เกิน 5 นาที ถ้าเกินเราตัดบท ตัดคำออก วางโครงตัดตามเสียงไกด์เลย แอนิเมเตอร์ก็ตัดตามเสียงไกด์เลย
- ในเมื่อชุดข้อมูลความรู้ที่มีอยู่เยอะมาก มีวิธีเลือกมาใช้อย่างไร
อู๋ : เราเลือกกันบน 5 คำถาม ที่มาตอบโจทย์แล้วเป็นประโยชน์ต่อ 5 ข้อที่เราตั้งเป้าไว้
ปิง : คีย์อย่างหนึ่งคือ อย่าทำให้ข้อมูลท่วมมากขึ้น ทำให้มันท่วมน้อยลง และสิ่งสำคัญคือ อย่าใส่ความคิดเห็นลงไป เราทำทุกอย่างโดยที่ไม่ใส่ความเห็นลงไป อะไรที่เป็นประโยคแสดงทัศนคติ เราพยายามจะตัดออกให้หมด เราเขียนสคริปต์ เราจะเอาคำว่า "เพียง" "แค่" อะไรอย่างนี้ออก คือเรารู้สึกว่า การที่เราใส่ "แค่" "เท่านี้" มันคือความเห็นที่ใส่ลงไปแล้วว่า เรามองว่ามันน้อย หรือเรามองว่ามันเยอะ ก็พยายามตัดออก แล้วพูดให้มันเป็นข้อเท็จจริงมากที่สุด เราเช็คข้อมูลตลอด เพราะอู๋จะมีเครือข่ายกับองค์กรโน้น องค์กรนี้เยอะ เช่น ถ้าไม่มีความรู้เรื่องเช็คไฟฟ้าจริงๆ โทรไปองค์การไฟฟ้าเลย จะได้รู้ว่ายังไง
อู๋ : แหล่งข้อมูลทุกแหล่งที่เราหาต้องพูดได้ว่ามาจากองค์กรที่น่าเชื่อถือ เช่น เรายึดไทยพีบีเอสเป็นหลัก สุขภาพก็ต้องกรมควบคุมโรค เราไม่อยากซี้ซั้ว อะไรๆ ก็พึ่งกูเกิลอย่างเดียว
- ถ้าอย่างนั้น จากการที่เก็บข้อมูลมา เจอความรู้ที่ส่งต่อกันบนโซเชียลเน็ตเวิร์คต่างๆ ว่าเป็นความเข้าใจที่ผิดบ้างไหม
ปิง : ล่าสุดที่เพิ่งเจอมาคือ เทคนิคหุงข้าวอย่างไรไม่ให้บูด เขาบอกให้ใส่น้ำส้มสายชูลงไป เพื่อนอีกคนไปค้นมา บอกว่าลองทำแล้วผลคือ ข้าวไม่บูด แต่ขึ้นรา เราก็ต้องคอยเช็คอื่นๆ ด้วย ทำให้เราระวังตัวด้วยเวลาอ่านอะไร อย่าแน่ใจว่าทุกข้อมูลผ่านการรับรองแล้วจริงๆ สถาบันคิงส์คอลเลจยืนยัน (หัวเราะ) ไม่มีอะไรบอกได้หรอก ต้องเช็คเองด้วยตัวเอง ถ้าทุกคนขวนขวายเองก่อนก็จะคัดกรองได้
- กำหนดเอาไว้หรือเปล่าว่าจะออกมาทั้งหมดกี่ตอน
ปิง : จริงๆ ที่ตั้งไว้เรายังไม่เห็นว่าจะเลิกตรงไหน เพราะข้อมูลเยอะมากจริงๆ ความรู้มีอีกมากที่คนยังไม่รู้ อย่างเรื่องนวัตกรรมที่เกิดขึ้นในสถานการณ์เฉพาะหน้า เช่น มีพี่คนหนึ่ง เอาขวดมาต่อเป็นเรือ สัญชาตญาณทำให้คนเอาตัวรอดได้ นั่นคือสิ่งที่อยากเล่นมากๆ ในหลายๆ ตอนถัดไป
- รู้สึกว่าเริ่มช้าไปไหม
ปิง : (พยักหน้า)เราว่าที่เราทำช้าไป เลยทำให้ทุกอย่างลน น่าจะมาเร็วกว่านี้ ตัวเราเองก็เพิ่งรู้สึกด้วย
- คุณบอกว่าโซเชียลเน็ตเวิร์คข้อมูลเยอะ แต่ก็ยังคลิปนี้ก็ยังแชร์ในโซเชียลเน็ตเวิร์คอยู่ ?
ปิง : เราไม่ได้บอกว่าอย่าเสพ เพียงแต่ว่าต้องมีสติ การแชร์ก็อย่าไปแชร์ซี้ซั้ว หาแหล่งอ้างอิงก่อน เรายังมองว่า โซเชียลเน็ตเวิร์คยังมีข้อดีของมันอยู่ จริงๆ มันไม่ใช่พิษนะ มันไม่ใช่ของร้าย แต่เป็นคนเรานี่แหละที่ใช้ไม่เป็นจริงๆ
อู๋ : คือมีดมันก็ต้องบาดนิ้วอยู่แล้ว ถ้าเราเอามาบาดนิ้ว แต่ถ้าใช้ดีๆ มันก็เอาไว้หั่นเนื้อหั่นหมู แต่ถามว่า ข้อมูลฟลัด เราพยายามจะจัดระเบียบมากกว่า ให้คนดูรู้สึกว่า คีย์เวิร์ดตอนแรกที่ออกมาเลยคือ สติ เราต้องอยู่กับมันอย่างมีสตินะ ข้อมูลมันจะวิ่งมาหาเราเสมอ แต่เราจะไม่เซไปตามข้อมูลที่มันวิ่งผ่านหน้าจอได้ยังไง
ปิง : เราแก้ปัญหาที่คนพูดไม่ได้ ทุกคนอยากพูด แต่เราแก้ปัญหาที่คนฟังได้ เราบอกได้ว่าคุณฟังดีๆ นะ ตั้งสติดีๆ
- นอกจากความเป็นนักสื่อสารฯ ในความเป็นคนกรุงเทพฯ คนหนึ่ง มองเห็นอะไรจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนี้
อู๋ : สิ่งหนึ่งที่รู้สึกในใจ เป็นแรงบันดาลใจหนึ่งให้อยากทำตรงนี้ด้วยก็คือ ถ้าเรามองความคนๆ หนึ่งที่แชร์สเตตัส แชร์รูป หรืออะไรก็ตาม คือเนื้อหาที่ปล่อยออกมาสู่สื่อ เหมือนรายการทีวีรายการหนึ่ง เราพบว่าวันนี้ มีเนื้อหาที่ทำให้เราเป็นทุกข์มากกว่าเดิมเยอะมาก ทัศนคติที่ดึงเราให้จิตใจตกต่ำลงไป และไม่ได้สร้างสรรค์ให้เกิดอะไรดีขึ้นกับคนที่จมน้ำอยู่เลย มันเยอะขึ้นเรื่อยๆ
ที่น่าสมเพชที่สุดคือ บางคนใช้สถานการณ์แบบนี้เพื่อผลประโยชน์เข้าตัวเอง มันน่าจะมีอะไรที่ดีกว่านี้ ก่อนเราจะแชร์ เราดูรูปที่มันมาก่อนไหม โห น้ำท่วมหนักมาก ปรากฏรูปมันมาจากฟิลิปปินส์ มันคืออะไร ทำไมคนถึงปล่อยเนื้อหาที่ไม่ตรวจสอบ ไม่ใช่ข้อมูลอย่างเดียว
สภาพทัศนคติมันพอๆ กับช่วงการเมืองแรงๆ เลย แต่ตอนนั้นมันยังเข้าใจได้ว่า มันเป็นทัศนคติสู้ทัศนคติ แต่อันนี้มันมีความจริงอยู่ คนเป็นเท้าเปื่อยแล้วจ้า แต่เป็นคนเอาคนเท้าเปื่อยมาตีเป็นทัศนคติยกประโยชน์เข้าตัวเอง ไม่ใช่ มันน่าจะแก้ได้ที่เราก่อนจะแชร์อะไร ตรวจสอบให้ดีก่อน มันสำคัญเหมือนกัน
ปิง : โดยสัญชาตญาณเราก็หงุดหงิดน่ะ จะอะไรกันนักกันหนา ทำอะไรกันมากมาย แต่พอเรามานั่งคิดดีๆ แล้วเราก็รู้สึกว่า นี่เราโชคดีมากเลยนะที่ยังมีหน้ามานั่งหงุดหงิดตรงนี้ได้ เราก็คิดว่า แล้วจะทำยังไงให้เราไม่เป็นแบบนี้ ถ้าทุกคนจะรู้สึกอะไรก็ตาม มันเป็นเรื่องที่ห้ามไม่ได้ แต่ถ้าคุณพูดอย่างเดียวไม่มีประโยชน์เลย แต่ถ้าคุณออกไปทำอะไรบ้าง เราว่ามันยังมีประโยชน์มากกว่า คุณพูดๆ แต่คุณก็ทำประโยชน์เพื่อสังคมนะ เราไม่หงุดหงิดคุณหรอก ทุกคนมีสิทธิพูด พูดอะไรก็ได้ แต่คิดดีๆ นะ ทุกอย่างมันมีผล
- น้ำท่วมคราวนี้ ข้อดีมีไหม
อู๋ : เรารู้มากขึ้นนะ รู้ว่าเราไม่ค่อยรู้เรื่องเกี่ยวกับน้ำท่วมหรืออะไรที่เป็นเรื่องธรรมชาติเลย ไม่เคยจัดการ เพราะเรามั่นใจใน man made facility (สิ่งก่อสร้างโดยคน) มาโดยตลอด แต่ตอนนี้ปลาวาฬท่านมาแล้ว แล้วเราจะทำยังไงล่ะ ภัยพิบัติครั้งนี้ทำให้เห็นว่า มันมีอะไรหลายอย่างในชีวิตเรามากเลยที่มันไม่จำเป็น พอถึงเวลาแล้ว ไม่ว่าจะรถเบนซ์หรือฮอนด้า มันก็จอดบนสะพานเหมือนกัน ตากแดดร้อนๆ ถ้าน้ำท่วมก็พังเหมือนกัน บนปลาวาฬ 50 ล้านตัวที่กำลังถล่มลงมา เราเล็กมากเสียจนเราได้คิด ว่าอะไรที่มีความหมายจริงๆ อะไรสำคัญจริงๆ
ปิง: ผมไม่เหมือนมัน ไอ้นี่มันเอ็นจีโอจ๋า (ฮากันทั้งวง) ผมเด็กเมือง วันๆ อยู่แต่พารากอน อยู่สุขุมวิท คนเมืองมาก ผมมองว่า คนเมืองจะใช้ชีวิตแบบเดิมก็ได้ ถ้าคืนอะไรให้กับประเทศบ้าง ไม่ได้ว่าหรอกถ้าคุณจะไปเดินห้าง แต่ช่วยคิดถึงคนที่เขาไม่ได้เดินห้างหน่อย ลองคิดดูว่าวิชาชีพที่เรียนไป พ่อแม่ที่ส่งคุณเรียนมหาวิทยาลัยสูงๆ ทุกอย่างน่ะกลับมาตอบแทนอะไรให้กับประเทศบ้าง จากภาษีรัฐบาลที่ทำให้คุณได้เรียน ให้ค่าเทอมถูกลง
คือ เรามีความรู้ เรามีโอกาส เราโชคดีมากแล้ว ภาวะนี้คือจังหวะที่ดีที่จะบอกทุกคนให้รู้ว่า ถ้าเรามีเหลือเราต้องแบ่ง อย่าเก็บไว้ตุน ถ้าเรามีพอแล้วก็แบ่งให้คนอื่นบ้าง ความรู้ถ้ามีเอามาแบ่งปัน ในโอกาสที่โลกมันสื่อสารได้เร็วขึ้นขนาดนี้แล้ว แบ่งความรู้ดีกว่าแบ่งความเกลียดชัง ความเกลียดชังมันไม่มีประโยชน์เพราะยังไงคุณก็คิดไม่เหมือนกัน แต่ถ้าคุณแบ่งความรู้ได้ปุ๊บ คุณจะไปคิดอะไรก็เรื่องของคุณ
ผมถึงบอกว่า คุณก็ใช้ชีวิตของคุณไปเถอะ จะไปเที่ยวผับทุกวันศุกร์เหมือนเดิมก็ได้ คือกลไกสังคมมันเป็นไปอย่างนั้นแล้ว เราจะไปแก้อะไรคงยาก เราตัวเล็กกว่านั้นเยอะ เราใช้วิธีค่อยๆ ไปดีกว่า ว่า เราจะอยู่อย่างไรแบบนี้
กรุงเทพฯ เล็กมากในแผนที่ ไม่ได้เล็กธรรมดา โคตรเล็กเลย แต่ทำไมทุกอย่างถึงแคร์กรุงเทพฯ ก่อน เราต้องทำให้คนกรุงเทพฯ คิดให้ได้ว่า อ๋อ..ที่เขาโอ๋ เพราะกรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางของความช่วยเหลือนะ แล้วคุณทำอะไรหรือยัง
- ถามความเห็นส่วนตัว หากเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข เปิดให้กรุงเทพฯ ท่วมหมดเลย ยอมไหม
ปิง : ส่วนตัวเลยนะ ผมมองว่า วิธีนี้อาจจะถูกแล้วก็ได้ ยังมองเห็นอยู่ว่าทุกวันนี้กรุงเทพฯ เคลื่อนไหว ไม่ได้อยู่นิ่งๆ แล้วรอว่า เอ...ทำไมน้ำไม่เข้ามา จริงๆ เขาก็ยังปกป้องตัวเองเพื่อให้ความช่วยเหลือไปที่อื่นได้ แต่ตอนนี้หลายคนมองว่าทำไมความช่วยเหลือไม่เห็นถึงชั้นเลย คนกรุงเทพฯ ทำอะไรหรือเปล่า แต่จริงๆ เราก็พยายามกันอย่างเต็มที่ที่จะกระจายความช่วยเหลือออกไป อาจจะดีแล้วก็ได้นะ ถ้าให้มันเป็นแบบนี้แล้วก็ค่อยๆ หาวิธีรับมือร่วมกัน เพียงแต่ว่าตอนนี้ทำยังไงให้กรุงเทพฯ ที่ยังรอดอยู่ มีกำลังที่แข็งแรงขึ้น มีสภาพจิตใจที่แข็งแรงขึ้น
คนกรุงเทพฯ ไม่ใช่น้อยๆ เลยนะ ถ้าเมื่อไหร่ที่เขาพร้อมจะเปลี่ยนทัศนคติว่า โอเค เหลือเวลาจากชีวิตตัวเอง ฉันจะไปช่วยคนอื่น ทำแบบนั้นได้ปุ๊บ กำลังมันจะเพิ่มขึ้นอีกเยอะ อย่างคำถาม 5 ข้อของเรา ข้อที่ 3 บอกว่า ถ้าเราดูแลตัวเองได้แล้ว เราจะเอาเวลาไปช่วยคนอื่นๆ อย่างไร จะมีบทบาทกับสังคมอย่างไร ถ้าเคลียร์ตรงนี้ได้ จะทำให้กำลังของกรุงเทพฯ แข็งแรงขึ้น ช่วยเหลือจังหวัดอื่นๆ ได้มากขึ้น
เราไม่ได้เจอกับตัวเองเราไม่เข้าใจหรอกว่าสภาพที่ต้องไปอยู่บนหลังคา มันเป็นยังไง เรารู้สึกสลดจริง เราเศร้าจริง แต่เราไม่เข้าใจเขาหรอก แต่เราก็อยากจะบอกว่า เรากำลังทำดีที่สุดของเราอยู่เหมือนกัน มันไม่มีคำตอบที่ถูกต้องหรอก
อู๋ : คำถามสำคัญ ไม่น่าจะอยู่ที่กรุงเทพฯ ควรปล่อยน้ำให้เข้าหรือไม่ให้เข้า แต่ปัญหาอยู่ที่ถ้าปล่อยเข้ามา ปลาวาฬจะหายไปเร็วขึ้นหรือเปล่า ซึ่งถ้าในมุมของนักวิชาการสายเอ็นจีโอเกือบหมดเห็นตรงกันว่า กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกควรท่วม เพราะศักยภาพของคลองระบายฝั่งสมุทรปราการมีอยู่สิบกว่าเครื่องใช้งานไม่เต็มศักยภาพ ควรจะปล่อยให้น้ำข้ามสุวรรณภูมิมา โอเค.. สุวรรณภูมิต้องป้องกัน นิคมอุตสาหกรรมต้องป้องกัน แล้วปล่อยท่วมมาให้ทางสมุทรปราการระบายออก จะได้วันละประมาณ 30-40 กว่าล้านลูกบาศก์เมตร ก็ประมาณปลาวาฬวันละตัว
ผมมองว่าถ้าพูดแบบนี้ได้ ถ้ามีประโยชน์จริง ก็ควรปล่อย แต่ก็ต้องมาถกเถียงกันบนสมการที่ว่า ถ้ากรุงเทพฯ ท่วมทำให้ความช่วยเหลือที่กระจายออกไปมีปัญหา คนที่ประสบภัยจะมากขึ้นจากการขาดการช่วยเหลือ มันก็เป็นตัวแปรหนึ่งในสมการนี้ แต่ถ้าเทียบกับที่ว่า น้ำจะลดลงเร็วขึ้น อ้าว ตัวแปรนี้ก็สำคัญนะ เอามาคูณหารกัน แต่ผมไม่ใช่นักวิชาการน้ำ ไม่ใช่วิศวกรน้ำ เพราะฉะนั้น ผมตอบตรงนี้ไม่ได้
ปิง : แล้วเราก็ไม่สามารถโทษรัฐบาลที่เป็นคนตัดสินใจได้ด้วย หลายๆ คนไม่เข้าใจภาวะการตัดสินใจนะ เปรียบเทียบเหมือนกับหัวหน้าห้องที่ต้องจดชื่อคนคุยน่ะ เพื่อนก็เกลียด มันไม่มีความพึงพอใจทั้งสองฝ่ายได้หรอก แต่สถานการณ์ไหนทำแล้วมันดีที่สุด ณ เวลานั้น โอเค รัฐบาลเขาใช้ข้อมูลจากนักวิชาการทั้งหลาย แล้วตัดสินใจ เรารู้สึกว่ายิ่งไปโทษมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเกิดความรุนแรงในทัศนคติความเกลียดชัง แต่ไม่ได้บอกว่าเบลมไม่ได้นะ เบลมได้ไม่ผิด แต่ต้องอยู่บนข้อมูล เอาข้อเท็จจริงมาชนกัน
อู๋ : ไม่ใช่ว่าเอาอารมณ์มาใส่แล้วกลายเป็นการฉวยประโยชน์ อย่างนี้มันผิดน่ะ ผมว่ามันมีเส้นแบ่งอยู่นะ เห็นชัดว่า อะไรคือทัศนคติเพื่อหาผลประโยชน์ อะไรคือการวิจารณ์เพื่อสร้างสรรค์อย่าง อ.ศศิน (เฉลิมลาภ) พูดเรื่องผันน้ำสู่ตะวันออก คนกลุ่มหนึ่งเกลียดไปส่วนหนึ่งเลยนะว่า ทำไมต้องให้สุวรรณภูมิท่วม ทำไมต้องให้ลาดกระบังท่วม แต่ถ้าท่วมแล้วมันดีขึ้นก็ต้องมาคุยกัน เอาข้อมูลมาคุยกัน
ปิง : แต่โลกนี้ไม่ได้ Base on วิชาการอย่างเดียวไง นั่นคือปัญหา เพราะโลกนี้ Base on อารมณ์ความรู้สึกด้วย
- ถ้าน้ำมาถึงสตูดิโอที่ทำงานกันก่อน ได้วางแผนไหมว่าจะทำอย่างไรต่อ
ปิง : ไม่ได้วางไว้ครับว่าจะทำต่อยังไง คิดแต่ว่าจะหนียังไง (หัวเราะ) น้ำท่วมสตูดิโอ ทุกคนกลับบ้านครับ ปิดเพจ (หัวเราะ)
อู๋ : คือถ้ามาเท่านี้นะ เอาคนขึ้นรถแล้วหนีไป คลิปสุดท้ายถ่ายรูปปลาวาฬแปะ ขออนุญาตครับ ปลาวาฬมาแล้ว ขออนุญาตบ๊ายบาย ...ลาก่อน (ยิ้ม)
Tags : รู้สู้ Flood • เกรียงไกร วชิรธรรมพร • ธวัชชัย แสงธรรมชัย


ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น