ในช่วงฤดูกาลที่ฝนตกแทบทุกวันในกรุงเทพฯ บอกใครว่าจะไป "ปาย" ได้รับคำตอบเป็นสีหน้าสงสัย ตามด้วยคำถามว่า "ไปทำไม...ยังไม่หนาว"
นั่นสิ...ไปทำไม แต่ถ้าไม่ไปเยือนปายในหน้าฝนสักครั้ง จะเอาคำตอบมาจากไหนได้
เหมือนท่าบังคับสำหรับนักเดินทางไปแล้ว สำหรับอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ทั้งที่เดิมทีก็เป็นเพียงอำเภอเล็กๆ ที่เงียบสงบ ก่อนจะเกิดกระแส "ปายฟีเวอร์" ถนนทุกสายมุ่งสู่ปาย ไม่ว่าจะเป็นนักเขียน ศิลปิน และบรรดาคนนอกที่มุ่งหน้าไปปักหลักเปิดร้านเก๋ๆ ใช้ชีวิตชิลล์ๆ ที่ปาย ตามมาด้วยนักท่องเที่ยวมากมายที่รู้สึกผิดบาปหากจะเอ่ยปากยอมรับว่ายังไม่เคยไปปาย
บูมมากก็บาดเจ็บมาก คลื่นคนเดินทางที่มุ่งหน้าไปเยี่ยมเยือน สร้างภาพของคลื่นคนท่วมท้นแหล่งท่องเที่ยว ขยะเกลื่อนเมือง ปั๊มน้ำมันไม่มีน้ำมันให้เติมรถ ฯลฯ จนบางคนบอกว่า "ปาย...หมดแล้ว"...
ปายสีเขียว เที่ยวหน้าฝน
จะไปปายอย่างง่ายไปให้ถึงเชียงใหม่เสียก่อน แล้วจะต่อไปปายก็ทำได้หลายหลาก ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบินใช้เวลา 25 นาที รถตู้/มินิบัส ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง ราคาประมาณ 150-200 บาท รถบัสหวานเย็นราคาประมาณ 80 บาท ใช้เวลาเดินทาง 4-5 ชั่วโมง
หรือถ้าสนใจจะขับรถไปเอง จะขับรถไปจากกรุงเทพฯ หรือเช่ารถที่เชียงใหม่ก็ได้ ใช้เส้นทางหลวง 1095 ขับเรื่อยๆ ผ่าน 762 โค้งก็จะถึงปายได้ดังใจ ขับรถไปเองจะดีตรงที่แวะจุดชมวิวได้ครบทุกจุด หรืออยากแวะร้านกาแฟร้านไหนก็แวะได้ตามสะดวก
"คนส่วนใหญ่จะบอกว่า เที่ยวปายต้องไปหน้าหนาว แต่ที่จริงปายช่วงหน้าฝนนี่ละสวย เพราะเป็นช่วงที่ใบไม้กำลังเขียว ทุ่งนากำลังเขียว อากาศสดชื่น" นักเดินทางหน้าเก่าที่มาเยือนปายแล้วหลายสิบครั้งให้โอวาท
ไปแล้วถึงได้รู้ว่าพี่เขาพูดจริง เพราะธรรมชาติสีเขียวกับหมอกจางๆ ยามเช้า ทำให้ช่วงเดือนมิถุนายน-กันยายน หรือช่วงฤดูฝนที่ปาย ได้ชื่อว่าเป็น Green Season และนอกจากธรรมชาติที่สวยสดชื่น ไปปายหน้าฝนก็จะได้สัมผัสวัฒนธรรมการเพาะปลูก เพราะเป็นช่วงที่ต้นข้าวเริ่มเขียวเต็มนา กับบางที่ที่ปลูกถั่วเหลืองและกระเจี๊ยบก็เป็นช่วงเวลาของการเริ่มเก็บเกี่ยว
เที่ยวปายหน้าฝนดีอีกอย่างที่นักท่องเที่ยวไม่ล้นเมือง บรรยากาศการเดินเที่ยวเล่นไม่แออัด ไม่ต้องเบียดเสียด ได้สัมผัส ไม่ต้องเร่งรีบ ไม่ต้องชะโงก ไม่ต้องแย่งอากาศกันหายใจ
แถมยังสบายกระเป๋า เพราะราคาค่าที่พักที่ลดลงจากหน้าท่องเที่ยวแบบครึ่งต่อครึ่ง ทำตัวเป็นเศรษฐีเวลาค่อยๆ เที่ยว ค่อยๆ ดู ค่อยๆ ชิม ลิ้มรสปายช้าๆ สบายๆ ไม่ต้องรีบกลับ
ก่อนเข้าสู่ตัวเมืองปายจะเห็น สะพานประวัติศาสตร์ปาย ณ หลักกิโลเมตรที่ 88 บนทางหลวง 1095 (แม่มาลัย-ปาย) ถึงจุดนี้ควรแวะลงไปเดินเล่นเสียหน่อย
ตามข้อมูลบอกว่า ในอดีตกองทัพญี่ปุ่นได้สร้างสะพานไม้ข้ามแม่น้ำปาย เพื่อเปิดเส้นทางมุ่งสู่พม่า และเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ก่อนที่กองทหารญี่ปุ่นจะถอยทัพกลับได้เผาสะพานทิ้ง ชาวบ้านจึงร่วมกันสร้างสะพานไม้ขึ้นมาใช้แทน จนกระทั่งเดือนสิงหาคม พ.ศ.2516 เกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ น้ำป่าพัดสะพานไม้หายไป ทางอำเภอปายจึงได้ทำเรื่องขอ "สะพานนวรัฐ" เดิมของจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งขณะนั้นไม่ได้ใช้การแล้ว ทำการขนย้ายมาในปี พ.ศ.2518 และประกอบขึ้นใหม่แล้วเสร็จในปี พ.ศ.2519 และได้ใช้ประโยชน์มาจนถึงปัจจุบัน
อีกจุดที่น่าสนใจบนเส้นทางเชียงใหม่-ปาย ก่อนเข้าตัวเมืองปายประมาณ 5 กิโลเมตร คือ กองแลน หรือ ปายแคนยอน อธิบายง่ายก็คล้ายๆ กับ "แพะเมืองผี" ที่จังหวัดแพร่นั่นเอง เป็นประติมากรรมธรรมชาติที่สันเนินดินถูกกระแสลมพัดเซาะจนเป็นร่องลึก บวกกับยุบตัวของดินที่อยู่ตามหุบเขา กลายเป็นเส้นทางเล็กๆ บนสันเขา "กอง" เป็นภาษาพื้นเมืองแปลว่า "ถนน" แลนหมายถึง "ตะกวด" คำว่า "กองแลน" จึงใช้อธิบายภาพของสันเนินแคบๆ ที่ทอดยาวได้อย่างเห็นภาพ ตื่นเช้ามาชมพระอาทิตย์ขึ้น ณ จุดนี้ดีนักแล เพราะมองไปทิศทางไหนก็จะเห็นทิวเขาห่มหมอกอยู่รอบตัว
ค้นหาความหมาย "ปายสีเขียว"
วิถีเกษตรแบบฉบับคนปายยังคงอยู่ที่ ไฮ่อุ๊ยต๋าคำปาย (ไฮ่=ไร่,อุ๊ย=คนเฒ่า,ต๋าคำ=ตาคำ=ชื่อคน,ปาย=ปาย) ไปปายน่าแวะไปเที่ยวหา สันโดษ สุขแก้ว คนปายเชื้อสายโยน ดีกรีวิศวกรไฟฟ้า เส้นทางการทำงานพาไปไกลถึงประเทศซาอุดีอาระเบีย ก่อนจะหันหวนสู่วิถีเกษตรโดยจัดตั้ง "ไฮ่อุ๊ยต๋าคำปาย" วนเกษตรตามวิถีดั้งเดิมของชาวปายที่เน้นให้คนอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน
ที่ "ไฮ่อุ๊ยต๋าคำปาย" นอกจากจะมีที่พักแบบโฮมสเตย์ คืนละ 100 บาท ยังมีกิจกรรมเกี่ยวกับวิถีเกษตรยั่งยืนและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็น ความรู้เรื่อง "Permaculture"
(มาจากคำว่า Permanent+Agriculture+Culture) ว่าด้วยการจัดแบ่งพื้นที่ดิน การจัดการน้ำ การพัฒนาดิน การป่าไม้เพื่ออาหาร เกษตรอินทรีย์ การสร้างบ้านดิน การสร้างสรรค์จากไม้ไผ่ ฯลฯ เล่าผ่านประสบการณ์ตรงกว่า 20 ปีของสันโดษ
คอร์สอบรมของสันโดษ ได้รับการยอมรับจากฝรั่งมังค่าที่อุตส่าห์บินลัดโลกมาอบรมโดยยอมเสียค่าลงทะเบียนไม่น้อย แต่สำหรับคนไทยและคนทำงานองค์กรพัฒนาเอกชน สันโดษยินดีถ่ายทอดวิชาให้ฟรี ขอเฉพาะค่าที่พักคืนละ 100 บาทเท่านั้น (ดูเพิ่มเติมเกี่ยวกับ "ไฮ่อุ๊ยต๋าคำปาย" ได้ที่ www.tacomepai.com)
เรียนรู้วิถีสีเขียวของปายแล้วก็ถึงเวลาลงมือทำปายให้เขียวในกิจกรรม "ปลูกหญ้าแฝก" ณ หมู่บ้านตาลเจ็ดต้น ตำบลเวียงเหนือ เพื่อป้องกันหน้าดินพื้นที่สาธารณะและทางขึ้นที่ดินทำกินของชาวบ้าน ป้องกันดินถล่ม เป็นกิจกรรมนำร่องที่คาดหมายว่าจะให้เป็นกิจกรรมสำหรับนักท่องเที่ยวทุกคนที่สนใจมีส่วนร่วมในการสร้างสีเขียวให้ปาย เพื่อสร้างสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ฝากความเขียวไว้ที่ปายด้วยมือเราเอง
วัดน้อยน่าชม
ไปปายใช่จะมีแต่ที่เดินเล่น หรือนั่งชิลล์กันอย่างเดียว ปายมีวัดเล็กๆ ที่มีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจไม่น้อย เราจึงเลือกจักรยานสองล้อมาปั่นชมวัดต่างๆ รอบเมืองปาย
ที่ วัดศรีดอนชัย ตำบลเวียงเหนือ มี "พ่อหนานจัน" ประจำการคอยบอกเล่าเรื่องราวของวัดศรีดอนชัยให้นักท่องเที่ยวได้ซึมซับ ประวัติตามพงศาวดารเป็นวัดแรกของเมืองปาย (อำเภอปาย) โดยสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.1855 โดยพะก่าหม่องซอได้นำทัพพม่ามาตั้งที่บ้านดอนแห่งนี้ และสร้างวัดนี้ขึ้นเป็นครั้งแรกชื่อว่าวัดบ้านดอนจองใหม่ (หรือวัดใหญ่) โดยได้นิมนต์พระพม่า ไทยใหญ่จากแสนหวี หนองฮี เมืองปั่น ลางเคอ เมืองนาย มาจำพรรษาอบรมชาวบ้านและกองทัพพม่าในสมัยนั้น ต่อมาถึงสมัยพะก่ากั่นนะและพะก่าส่างกงวัดนี้ก็คงยังเป็นของไทยใหญ่อยู่
ต่อมาปีพ.ศ.2020 สมัยที่พระเจ้าติโลกราช เจ้ากษัตริย์ผู้ครองนพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ มีบัญชาให้เจ้ามหาชีวิตศรีใจยา หรือเจ้าศรีใจย์ พร้อมด้วยเหล่าเสนาทหารยกทัพจากนพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่มาตีเมืองแห่งนี้จากพะก่ากั่นนะและก่าม่างกง ฝ่ายเจ้าศรีใจย์ได้รับชัยชนะศึกในครั้งนั้น แต่ก่อนที่พะก่ากั่นนะและก่าส่งกงจะแพ้ศึกถอยทัพนั้นก็ไก้ทำลายเผาวัดวาอารามไหม้เสียหมด
การศึกในครั้งนั้นทำให้ "ช้างเผือกเฒ่ามงคล" และ "ช้างพลายแก้วมงคล" ของเจ้าศรีใจย์หลุดหนีเข้าป่าไป เสนาอำมาตย์ได้ไปตามพบที่ริมแม่น้ำ เจ้าศรีใจย์จึงเรียกชื่อแม่น้ำนี้ว่า "ปาย" (ภาษาเมืองเหนือ ช้างพลายออกเสียงว่า "จ๊างปาย") เมืองนี้จึงได้ชื่อเรียกว่าเมืองปาย ตามชื่อแม่น้ำปายจนปัจจุบัน
ต่อมาเจ้าศรีใจย์ ได้เป็นเจ้าชัยสงคราม ปกครองเมืองปาย และได้สร้างวัดขึ้นใหม่เมื่อปี พ.ศ.2021 และพระพุทธสิหิงค์ (พระสิงค์ปาย) จากเมืองนพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่มาประดิษฐานเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองอยู่ประจำที่วัดแห่งนี้ และได้ตั้งชื่อวัดใหม่ว่า "วัดศรีดอนชัย"
สองล้อคู่กายเฉพาะกิจพาเราต่อไปที่ วัดกลาง ใจกลางเมืองปาย อยู่ไม่ไกลจากสถานีรถประจำทางปาย เป็นวัดเล็กๆ ศิลปะไทยใหญ่บรรยากาศร่มรื่น มาแล้วก็ควรแวะไหว้หลวงพ่อพระนอนแกะสลักจากไม้สักทั้งต้น รายล้อมด้วยพระสาวก รูปเทวดา รูปยักษ์ ฯลฯ ที่ล้วนเป็นไม้แกะสลักฝีมือเฉียบ
ยังอีกหลายวัดที่น่าสนใจ แต่ ณ เวลานี้ขอปรับจังหวะจากวัดไปดูวิถีชีวิต ที่ ศูนย์วัฒนธรรมจีนยูนนาน ถิ่นที่ของชาวไทยเชื้อสายยูนนาน ที่รวมตัวกันในนาม "บ้านสันติชล" ถึงที่นี่กระทบตาเป็นอันดับแรกกับหินโบราณที่ปักไว้ด้วยเสามังกรทองกลางลานกว้าง เลยเข้าไปอีกนิดก็จะเป็นบรรดาบ้านดินที่ทำไว้เป็นร้านขายของที่ระลึกและที่พักแบบโฮมสเตย์
ไปที่นี่แนะนำให้ไปตรงมื้ออาหาร เพราะมีโรงเตี๊ยมไว้ให้ลองชิมอาหารยูนนานขนานแท้ เมนูยอดนิยมคือ ขาหมูหมั่นโถว ไก่ดำผัดขิง ผัดเต้าหู้ถั่วลันเตา ฯลฯ อิ่มท้องแล้วเดินเล่นบนลานกว้างกลางหมู่บ้านดิน แวะเล่นชิงช้ายูนนาน กิจกรรมของเด็กๆ ชาวจีนยูนนาน ก่อนจะช้อปของที่ระลึกที่มีให้เลือกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นหยก ผลไม้แปรรูป และที่ขาดไม่ได้คือ "ชา" หลายสกุลรวมถึงอุปกรณ์ต่อพ่วงต่างๆ ให้เลือกชิมเลือกซื้อ รวมทั้งสามารถเรียนรู้วิธีชงชาแบบจีนแท้ๆ ได้ที่นี่
วันนี้เราเลือกบอกลาดวงตะวันกันที่ วัดพระธาตุแม่เย็น เป็นวัดที่อยู่คู่กับเมืองปายมาช้านาน ตั้งอยู่บนยอดเขาห่างจากตัวเมืองปายออกไปประมาณ 2 กิโลเมตร ณ ที่นี่คือจุดชมวิว มองลงไปเห็นตัวเมืองปายได้ทั่วไป หรือถ้ามองสูงขึ้นไปที่ทิวเขาตรงหน้าก็จะได้ชมสายหมอกไหลผ่านยอดเขา ในบรรยากาศสีเขียวสบายตา
ชีวิตใต้แสง (หลอด) ไฟ
และแล้วก็ถึงรายการภาคบังคับ ถนนคนเดิน ที่คนปายเขาปิดถนนชัยสงครามกลางตัวเมืองปายไว้ให้นักท่องเที่ยวเดินเล่นกันโดยเฉพาะ
แสงตะวันลาไป แสงไฟก็เริ่มสว่าง ร้านรวงสองข้างทางเริ่มจะคึกคัก ใครยังไม่ผ่านมื้ออาหารเย็นจะแวะฝากท้องที่นี่ก็ยังได้ ก่อนจะออกเดินทอดน่อง มองร้านรวงที่ตกแต่งตามใจไม่เหมือนกัน ใครที่มองหาของฝากจากเมืองปายก็มักจะมาสมอารมณ์หมายกันที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นข้าวของทำมือ ขายความคิดสร้างสรรค์ ของพื้นเมือง เสื้อยืด หนังสือ โปสการ์ด ของที่ระลึก มีให้เลือกละลานตา
นอกจากถนนคนเดิน ที่ปายยังมี ถนนวัฒนธรรม อีกเส้นไม่ไกลกัน ไปไม่ถูกถามหา "บ้านพักนายอำเภอ" เป็นเจอแน่ ช่วงนี้ทุกหัวค่ำคืนวันเสาร์จะมีการแสดงวัฒนธรรมชุดต่างๆ อย่างระบำพื้นเมือง หรือการเต้นประกอบเพลงลีซู ให้นักท่องเที่ยวได้ทัศนศึกษา
ถนนคนเดินที่ปายไม่หยุดทำการในหน้าฝน แต่กลับยิ่งน่าเดินเล่นให้สบายใจ เพราะนอกฤดูท่องเที่ยวแบบนี้เดินสบายไม่เบียดเสียด หรือจะเลือกนั่งร้านไหนก็ว่างนั่งสบายไม่ต้องยืนรอให้เสียอารมณ์
เที่ยวปายในหน้าฝน นอกฤดูมรสุมนักท่องเที่ยว ก็ได้อีกอารมณ์ที่น่าไปสัมผัสสักครั้ง
.....
การเดินทาง
จากเชียงใหม่ หากขับรถมาเองให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 1095 หรือที่เรียกโดยทั่วไปว่าเส้นทางสายแม่มาลัย-ปาย ตัดจากอำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ถึงอำเภอปายจังหวัดแม่ฮ่องสอนเหลือระยะทางเพียง 245 กิโลเมตร เส้นทางนี้จะผ่านสถานที่ท่องเที่ยวอย่างห้วยนํ้าดังและถํ้าต่างๆ
แต่หากจะใช้บริการรถสาธารณะ ก็มีรถตู้ออกทุกชั่วโมงตั้งแต่ 6.30 น. ถึง 16.30น. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง ส่วนรถโดยสารประจำทาง (สีส้ม) ออกวันละ 6 เที่ยว คือ 7.00 9.00 10.30 12.30 14.00 น.และ 16.00 น. ทั้งรถพัดลมและรถแอร์ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง
สำหรับคนที่ต้องการประหยัดเวลาสามารถนั่งเครื่องบินจากเชียงใหม่มาปาย โดยสายการบิน SGA บินวันละหนึ่งเที่ยว เวลา 11.30 น. ใช้เวลาประมาณ 25 นาที
สนใจเข้าไปดูข้อมูลการท่องเที่ยวปายได้ที่ www.slowstylepai.com
Tags : ปาย • แม่ฮ่องสอน





