เมื่อมีคนเจ็บมาอยู่ตรงหน้า การปฏิเสธไม่รักษาเพราะไร้สัญชาติ ไม่ใช่นโยบายของรพ. และด้วยมนุษยธรรม โรงหมอแห่งนี้ อาการเพียบหนักไม่แพ้คนไข้แล้ว
1
“ฉะมื่อไม่นึกไม่ฝันว่าแม่จะมีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้ ก่อนที่จะเข้าโรงพยาบาลเมื่อสองเดือนก่อน แม่สั่งเสียพ่อกับลูกทุกคนเอาไว้แล้ว”
ฉะมื่อ เป็นบุตรสาวคนที่สองของ นางชิชะพอ หญิงปกาเกอญอ(กะเหรี่ยง)อายุ 48 ปี ซึ่งป่วยเป็นโรคไตระยะสุดท้าย
“พวกเราไม่กล้าพาแม่ไปหาหมอตอนมีอาการใหม่ ๆ เพราะแม่เป็นคนไม่มีบัตร แต่แม่ก็ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ฉะมื่อรู้สึกขอบคุณทุกคนที่โรงพยาบาลอุ้มผางค่ะ” น้ำเสียงของเธอยังสั่นเครือ
ชิชะพอ เข้ารับการรักษาเป็นผู้ป่วยในของโรงพยาบาลอุ้มผางตั้งแต่ 2 กุมภาพันธ์ 2554 เธอเป็นบุคคลที่กำลังอยู่ระหว่างการสำรวจเพื่อขึ้นทะเบียนบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน (คนเลข 0) จึงไม่ได้รับสิทธิการรักษาพยาบาลจากกองทุนใด ๆ ทางโรงพยาบาลอุ้มผางทำได้เพียงให้การรักษาทางยา เพราะการฟอกล้างไตมีค่าใช้จ่ายสูงมาก
กระทั่งวันที่ 23 พฤษภาคม 2554 อาการของชิชะพอทรุดหนักจนแพทย์ผู้ดูแลต้องทำการส่งต่อไปยังโรงพยาบาลแม่สอด เพื่อรับการรักษาจากแพทย์เฉพาะทางโรคไต
นายแพทย์พิสิฐ ลิมปธนโชติ แพทย์เฉพาะทางประจำหน่วยไตเทียมของโรงพยาบาลแม่สอด ให้ชิชะพอพักฟื้นเป็นผู้ป่วยในของโรงพยาบาลแม่สอดเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นอยู่ราวสองสัปดาห์ จึงทำการเจาะเส้นเลือดบริเวณต้นคอเพื่อฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม จากนั้นจึงส่งกลับมารักษาและต้องเดินทางมารับบริการฟอกเลือดที่หน่วยบริการที่มีเครื่องไตเทียมของโรงพยาบาลอุ้มผาง สัปดาห์ละ 2-3 ครั้งๆ ละ 4-5 ชั่วโมง
ในส่วนของค่าใช้จ่ายการเจาะเส้นเลือด ทางโรงพยาบาลแม่สอดแจ้งว่า ไม่สามารถให้ความอนุเคราะห์ผู้ป่วยกรณีนางชิชะพอได้ ทางโรงพยาบาลอุ้มผาง จึงยินยอมรับภาระค่าใช้จ่ายดังกล่าว โดยให้เป็นหนี้สิ้นเรียกเก็บมายังโรงพยาบาลแต่ด้วยภาระปัจจุบันของโรงพยาบาลอุ้มผางจึงยังไม่สามารถชดใช้ค่าใช้จ่ายดังกล่าวได้ รวมถึงค่าใช้จ่ายที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไป ราวสามแสนบาทต่อปี
ชิชะพอ เป็นเพียงตัวอย่างเดียวของคนไข้จำนวนสามหมื่นกว่าคนที่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลอุ้มผาง โดยไม่มีหน่วยงานใดเป็นเจ้าภาพรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น
2
ปี 2534 แพทยศาสตร์บัณฑิตหนุ่ม รุ่นที่ 1 จากคณะแพทยศาสตร์ วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ละทิ้งความเจริญในเมือง เพื่อมาเป็นแพทย์ใช้ทุน งานเวชปฏิบัติทั่วไปที่โรงพยาบาลอุ้มผาง ขณะนั้นยังเป็นโรงพยาบาลขนาด 10 เตียง
นายแพทย์วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ เล่าถึงเรื่องราวครั้งนั้นว่า
“แพทย์รุ่นพี่ๆ ที่อยู่มาก่อน และกำลังจะกลับไปเรียน ผมมาอยู่แทน เขาบอกว่า อุ้มผางอยู่แล้วเหงาเพราะมันเงียบมาก เงียบจนได้ยินเสียงหญ้างอก แล้วก็จริงซะด้วย สองสามเดือนแรก เหงาและทุกข์มาก อยากกลับไปใช้ชีวิตอยู่ในเมือง”
“แต่พอเลี้ยวไปอีกทาง ทำให้เจอกับความสงบ มีสติ คิดถึงเรื่องราวต่าง ๆ รอบตัว เงยหน้าจากเรื่องราวของตัวเองหันไปมองคนอื่น จึงได้เห็นว่า คนไข้ เขาเจ็บป่วย ทุกข์ทรมานกว่าเรามากมาย เขาด้อยโอกาสทุกๆ ด้าน เราช่วยเขาได้แค่รักษาจากโรคภัยไข้เจ็บเท่านั้น ผมก็เลยทำงานต่อมาเรื่อยๆ"
จากตอนนั้นจนถึงวันนี้ 20 ปีแล้ว แพทย์จบหมาดคราวนั้น ณ ปัจจุบัน ทุกคนเรียกติดปากว่า "หมอตุ่ย" ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุ้มผาง ที่วางนโยบายชัดเจนว่า ต้องให้บริการแก่ประชาชนทุกคนโดยไม่ได้เลือกว่าเป็นคนสัญชาติใด เชื้อชาติไหนอย่างเท่าเทียมกัน
แม้กระทั่งการดูแลด้านการศึกษาของเด็กและเยาวชนอุ้มผาง หมอตุ่ยนำรายรับของตัวเองที่นอกเหนือจากเงินเดือน อาทิ เงินเหมาจ่าย เงินประจำตำแหน่ง จัดตั้งเป็นเงินทุนการศึกษาสำหรับเด็ก ปัจจุบันมีเด็กที่จบการศึกษาไปแล้วจำนวน 8 คน และกำลังศึกษาอยู่อีก 8 คน
3
ประชากรของทั้งอำเภอตามทะเบียนราษฎรมีเพียง 28,000 คนเศษ แต่ด้วยความที่อำเภออุ้มผางมีอาณาเขตติดต่อกับประเทศพม่ายาวถึง 180 กิโลเมตร ทำให้มีพี่น้องชาติพันธุ์ คนไทยเสมือนไร้สัญชาติ ที่รอการพิสูจน์จุดเกาะเกี่ยวกับรัฐไทยกลายเป็นประชากรแฝงซึ่งไม่มีเลขประจำตัวประชาชน รวมถึงราษฎรในหมู่บ้านตามตะเข็บชายแดน ตลอดจนประชากรในศูนย์พักพิงชั่วคราวบ้านอุ้มเปี้ยม และศูนย์พักพิงชั่วคราวบ้านนุโพ มาเข้ารับบริการจากโรงพยาบาลอุ้มผางมากมาย
แม้มีนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในปี 2544 และ ความพยายามในการเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขตามหลักนโยบายหลักประกันสุขภาพ โดยมีกองทุนเพื่อบุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิ ตามมติครม. เดือนมีนาคม 2553 เข้ามาช่วย คนเหล่านี้ซึ่งจำนวนมากเป็นกระเหรี่ยงดั้งเดิมติดพื้นที่มาเนิ่นนาน เมื่อยังไม่สามารถพิสูจน์จุดเกาะเกี่ยวได้ก็ยังคงรอดหลุดไปใน “ช่องว่าง” นั้น ส่งผลให้รายรับของโรงพยาบาลสวนทางกับรายจ่ายจริงที่เกิดขึ้น จนประสบภาวะหนี้สินและค่าใช้จ่ายสังคมสงเคราะห์สูงขึ้นสะสมเรื่อยมาจนยอดล่าสุดในปี 2553 อยู่ที่ราว 36,000,000 บาทเศษ
ค่าใช้จ่ายหลักอีกส่วนที่จำต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ ค่ายาและเวชภัณฑ์ ซึ่งไม่เพียงใช้ในโรงพยาบาล แต่ยังสนับสนุนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล(รพ.สต.) 7 แห่ง สถานบริการสาธารณสุขชุมชน (สสช.) 6 แห่ง สุขศาลาพระราชทาน 2 แห่งและสุขศาลาประจำหมู่บ้าน 13 แห่งในฐานะแม่ข่าย ทำให้โรงพยาบาลอุ้มผางมีค่าใช้จ่ายด้านยาและเวชภัณฑ์ในปี งบประมาณ 2554 (ยังไม่หมดปีงบฯ) 10,035,139.03. บาท ยังไม่รวมของปีที่แล้ว ร่วมๆ 10 ล้าน
เทวฤทธิ์ ประเพชร เภสัชกรชำนาญการ หัวหน้าฝ่ายเภสัชกรรมชุมชน เผยถึงความพยายามที่จะประหยัดค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลด้วยการรณรงค์ให้ผู้ป่วย โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นโรคเรื้อรัง เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หอบหืด นำยาเดิมที่แพทย์สั่งกลับมาที่โรงพยาบาลทุกครั้งที่มีการนัดหมาย เพื่อลดการจ่ายยามากเกินไปเพราะยาที่ผู้ป่วยได้รับคราวก่อนแต่ยังใช้ไม่หมด ซึ่งหากเก็บไว้นานจะหมดอายุ และกลายเป็นยาขยะ
แม้จะมีมาตรการลดค่าใช้จ่าย งบประมาณค่ายาก็ยังคงสูงและไม่สามารถหาเงินมาชำระแก่บริษัทยาได้โดยเฉพาะในช่วงใกล้สิ้นสุดปีงบประมาณเกือบทุกปี
“เกือบทุกปีเราจะมีหนี้สินกับบริษัทยา พอจำนวนหนี้สินเพิ่มขึ้น ทางบริษัทจะโทรศัพท์มาเตือนให้ชำระหนี้คงค้างเสียก่อน แล้วค่อยสั่งยาล็อตใหม่ ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ เราจะรีบเคลียร์ให้หลังจากตัดหนี้สินพวกค่าตอบแทนเพื่อให้มีคนทำงานต่อไปเรียบร้อยแล้ว” วิภาดา ดิษฐ์เย็น นักวิชาการพัสดุ ที่ดูแลงบประมาส่วนนี้ เล่าปัญหาหนักหนา
"บางทีก็เหนื่อยและท้อมาก แต่พอคิดว่าคุณหมอตุ่ยเหนื่อยกว่าพวกเรามาก ก็เลยยังทำหน้าที่ต่อไป”
4
ด้วยความที่อำเภออุ้มผางเป็นอำเภอที่อยู่ห่างไกลจากตัวอำเภอเมืองมากที่สุดในประเทศไทย คือมีระยะห่างถึง 247 กิเมตร ความห่างไกลเชิงคมนาคมดังกล่าว ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่อำเภออุ้มผางมีราคาขายสูงกว่าที่อื่น เมื่อรวมค่าขนส่งแล้ว
ทุกๆ ฝ่ายจึงต้องช่วยกันรัดเข็มขัด...
ในโรงจอดรดของโรงพยาบาล เรียงรายไปด้วยรถทั้งเก่าและใหม่ ทุกคันล้วนแต่มีพนักงานขับรถของโรงพยาบาลอุ้มผางดูแลรับผิดชอบ นอกเหนือจากบำรุงดูแลตามปกติ เช่น เติมลมยาง เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง เป่ากรอง ฯลฯ รถบางคันยังจอดซ่อม ปะ ผุ พ่นสี โดยไม่ต้องง้ออู่ซ่อมรถข้างนอก
บริเวณใกล้กับห้องพักเวรของฝ่ายยานพาหนะ กั้นเป็นห้องติดตั้งเครื่องจักรสำหรับผลิตน้ำมันไบโอดีเซล จากน้ำมันพืชใช้แล้ว น้ำมันไบโอดีเซลนี้ใช้สำหรับเติมเครื่องปั่นไฟในเมื่อมีการออกพื้นที่นอกโรงพยาบาลของฝ่ายทันตกรรมชุมชน ฝ่ายส่งเสริมสุขภาพชุมชน รวมทั้งใช้เติมรถอีต๊อก (เครื่องรถไถยนต์ดัดแปลงต่อตัวถังสำหรับบรรทุกคนไข้) เพื่อใช้รับส่งผู้ป่วยในพื้นที่ห่างไกลซึ่งรถยนต์ไม่สามารถเข้าถึง
เจ้าของความคิดนี้ คือ จีรนันท์ เวชกิจ นักโภชนากรประจำโรงพยาบาล ที่รวบรวมน้ำมันเหลือจากการทำกับข้าวของครัวโรงพยาบาล รวมทั้งติดต่อขอซื้อและรับบริจาคน้ำมันใช้แล้วจากแม่ค้าในตลาดเพื่อเป็นวัตถุดิบ
“รู้สึกภูมิใจที่มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือคนไข้ที่อยู่ห่างไกล แม้จะไม่ได้ช่วยรักษาพยาบาล ดูแลเหมือนหมอหรือพยาบาล แต่ก็เป็นการช่วยเหลือทางอ้อมค่ะ”
............................................................
นอกจากนี้โรงพยาบาลอุ้มผางยังร่วมเป็นหนึ่งในโรงพยาบาลนำร่องโครงการจดทะเบียนการเกิดแบบออนไลน์ ซึ่งเป็นโครงการที่ร่วมมือกันระหว่างสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สำนักบริหารการทะเบียนราษฎร สนับสนุนโดยองค์การยูนิเซฟ เพื่อติดตามการจัดทำสูติบัตรอันเป็นต้นทางของปัญหาความไร้สถานะของบุคคล เมื่อทราบสถานะบุคคลที่ชัดเจนของคนไข้ โรงพยาบาลจะได้ติดตามสิทธิในการรักษาพยาบาลที่ถูกต้องต่อไป
ถึงแม้ว่าโรงพยาบาลอุ้มผางจะมีมาตรการพึ่งพาตนเองและลดค่าใช้จ่ายอย่างเต็มกำลัง แต่ภาระการดูแลผู้ป่วยของโรงพยาบาลเองเป็นภาระหนักอึ้งที่ต้องแบกรับและดำเนินการอย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ตลอดไป สวนทางกับงบประมาณที่สามารถเบิกจ่ายได้จากส่วนราชการ
เส้นทางสายมนุษยธรรมกับเส้นทางแห่งความอยู่รอดขององค์กรเอง ดูจะเหมือนเป็นเส้นทางคู่ขนานที่ไม่อาจมีวันมาบรรจบกันได้
แต่โรงพยาบาลอุ้มผางยังยืนยันที่จะเดินต่อไปอย่างนี้....
มูลนิธิโรงพยาบาลอุ้มผาง
มูลนิธิโรงพยาบาลอุ้มผาง ไม่มีวัตถุประสงค์ปลดเปลื้องหนี้สินของโรงพยาบาล แต่จะทำให้โรงพยาบาลสามารถให้การช่วยเหลือผู้ป่วยที่ไม่สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลจากกองทุนใดๆ ได้ และใช้ และใช้จ่ายในส่วนที่เกินจากการสนับสนุนงบประมาณของส่วนราชการ อาทิ ค่าตอบแทนลูกจ้างรายวัน ลูกจ้างชั่วคราว ซึ่งเป็นอัตรากำลังสำคัญที่เป็นหัวใจของการดำเนินกิจการโรงพยาบาลอย่างต่อเนื่อง
สนใจร่วมเป็นส่วนหนึ่งของมูลนิธิฯ สามารถร่วมบริจาคได้ที่ ธนาคารออมสิน สาขาอุ้มผาง เลขที่บัญชี 020044702783 ชื่อบัญชี “กองทุนก่อตั้งมูลนิธิโรงพยาบาลอุ้มผาง” สอบถามโทร.081 950 0080
Tags : โรงพยาบาลอุ้มผาง




ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น