กรุงเทพธุรกิจ

ad 1

Life Style

วันที่ 28 พฤษภาคม 2554 07:00

หนีร้อน...เที่ยวนครฯ

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ในวันอากาศอบอ้าวจนร่างกายโหยหาธรรมชาตินอกกรุง แม้ช่วงนี้จะมีข่าวภัยธรรมชาติมากมายจนน่ากลัว แต่ฉันก็เลือกที่จะแบกเป้

เดินทางมุ่งหน้าสู่เมืองนครศรีธรรมราช หนึ่งในหลายจังหวัดที่เจอภัยธรรมชาติจากน้ำท่วม-ดินถล่มอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา ด้วยเหตุผลว่าฟ้าหลังฝนย่อมมีความสวยงามเสมอ

ตามรอยศรัทธาวัดมหาธาตุ
 

ร่วม 10 ชั่วโมงบนรถโดยสาร ฉันลืมตาตื่นตอนฟ้าสางเมื่อรถเข้าสู่จังหวัดนครศรีธรรมราช ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังจุดหมายแรก...เจดีย์พระธาตุ


 เช้านี้ฉันมายืนอยู่ริมถนนราชดำเนิน ตำบลในเมือง ฝั่งวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ซึ่งเป็นพระอารามหลวงชั้นเอกชั้นวรมหาวิหาร วัดแห่งนี้เดิมชื่อ วัดพระบรมธาตุ เป็นปูชนียสถานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของภาคใต้ ผ่านมาผ่านไปควรหาโอกาสไปไหว้พระเอาฤกษ์เอาชัยสำหรับการเดินทาง


 ฉันไล่สายตาไปตามองค์พระเจดีย์ ดูร่องรอยความเก่าขลัง ก่อนจะลดสายตามาจับจ้องที่บรรดานักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียง อย่างมาเลเซีย แต่ไม่นานฟ้าใสๆ ก็เริ่มหม่นลง ส่งฝนมาทักทาย จนต้องมองหามุมนั่งหลบฝน ฟังไกด์ประจำวัดเล่าประวัติพระธาตุ แทนการเดินชมอย่างที่ตั้งใจแต่แรก


 “พระบรมธาตุเจดีย์ ประดิษฐานอยู่ภายในวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร เป็นปูชนียสถานอันเป็นที่เคารพสักการะอย่างสูงสุดของชาวนครศรีธรรมราช และชาวใต้  ไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่นอนเกี่ยวกับประวัติการสร้าง แต่จากเรื่องเล่าต่อกันมาบอกว่า พระเจดีย์องค์เดิมสร้างตามความเชื่อของพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน เมื่อประมาณปี พ.ศ.1300 สมัยอาณาจักรตามพรลิงค์


 ลักษณะเป็นสถาปัตยกรรมแบบศรีวิชัย ต่อมาเมื่อได้มีการติดต่อสัมพันธ์กับพระภิกษุลังกา ในระยะนั้นพระบรมธาตุองค์เดิมชำรุดทรุดโทรมมาก พระภิกษุลังกาจึงได้ช่วยกันบูรณปฏิสังขรณ์ให้เป็นสถาปัตยกรรมแบบลังกา โดยสร้างพระสถูปแบบลังกาครอบองค์พระเจดีย์เดิม เป็นพระสถูปทรงโอคว่ำปากระฆังติดกับพื้นกำแพงแก้ว ที่มุมกำแพงแก้วมีพระบรมธาตุจำลองประดิษฐานอยู่ทั้งสี่มุม” 


 จนแล้วจนรอดฝนก็ยังไม่หยุดตก ฉันนั่งฟังไกด์คนเดิมเล่าต่ออย่างตั้งใจ  "องค์พระธาตุเปรียบเหมือนพระพุทธเจ้า ส่วนเจดีย์เล็กๆ รายรอบมากมายเปรียบเสมือนอรหันต์สาวกทั้ง 800 รูปที่มาเข้าเฝ้า ตามลำดับพระชั้นผู้ใหญ่ไล่ลงมาเรื่อยๆ ตามลำดับขั้นสงฆ์"


 ได้ยินแล้วนึกสงสัยว่าเจดีย์มีมากขนาดนั้นเลยเหรอ หลังฝนซาฉันเดินลัดเลาะตามทางเดินไปตามคำบอกเล่าของไกด์ ซึ่งเป็นดังเขาว่า เพราะเจดีย์เล็กรายรอบมีเยอะจริงๆ จากนั้นจึงเดินไปยังพิพิธภัณฑ์... ภายในมีชิ้นงานเก่าแก่มากมาย ทั้งพระพุทธรูปหายากจากหลายยุคสมัย ข้าวของเครื่องใช้ งานศิลป์ต่างๆ ดีไซน์สวยงามแปลกตา โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องประดับที่คนสมัยก่อนเขาออกแบบได้ประณีตมาก


 น่าเสียดายที่เขาไม่อนุญาตให้บันทึกภาพภายในได้  ฉันจึงสั่งเปลือกตาทำหน้าที่เป็นชัตเตอร์ สมองทำหน้าที่บันทึกภาพให้ทุกอย่างอยู่ในความทรงจำมากที่สุด เพลินใจในการพินิจสิ่งต่างๆ มากขึ้น นานขึ้น แอบคิดไปว่าหรือนี่เป็นกุศโลบายให้นักท่องเที่ยวได้ซึมซับความมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์อย่างแท้จริงมากกว่าการเดินเข้ามาดูผ่านๆ ถ่ายภาพแล้วจากไป


 นึกขอบคุณฟ้าฝนที่ทำให้ฉันไม่รีบร้อนเดินทางมากไป จนเกือบขาดโอกาสสัมผัสความอัศจรรย์ที่ศาสนาบรรจงสร้างให้เราได้เรียนรู้จากที่นี่  

แก่งคลองกลาย ไม่คลายเสน่ห์

 อิ่มบุญ อิ่มใจแล้ว คราวนี้ก็ถึงเวลาเดินทางต่อไปยัง ตำบลกรุงชิง อำเภอนบพิตำ ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองนครศรีธรรมราชราว 60 กิโลเมตร ระหว่างทางยังคงเห็นร่องรอยความเสียหายจากภัยธรรมชาติอยู่มาก โดยเฉพาะถนนช่วงที่ถูกน้ำตัดขาด แต่ยังสามารถนำรถตู้ผ่านเข้าไปได้ แม้จะมีบางช่วงให้ลุ้นแบบตื่นเต้นบ้าง เมื่อรถตู้ขับผ่านทางน้ำไหล ไปบนสะพานโครงเหล็ก ที่สร้างเป็นสะพานชั่วคราว


 ถึงที่หมายมีชาวบ้านหลายคนออกมาทักทายด้วยรอยยิ้ม แต่ฉันสังเกตเห็นบางคนยิ้มพร้อมน้ำตา ชาวบ้านคนหนึ่งเดินมาจับมือนักท่องเที่ยว พูดว่า "ดีใจจังที่พวกคุณมาเที่ยวที่นี่ ถ้าทุกคนทำแบบนี้จะเป็นการช่วยชาวบ้านอย่างยั่งยืน มากกว่าการบริจาคสิ่งของอย่างเดียว เพราะจะทำให้เกิดการจ้างงาน ชาวบ้านสามารถช่วยตัวเองได้" 


 เธอพูดต่อด้วยสายตาบอกอาการมุ่งมั่นว่า "ช่วยบอกต่อคนที่รักการท่องเที่ยวด้วยว่า สถานที่ท่องเที่ยวที่นี่ยังสมบูรณ์ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ ที่ถูกกระทบไปบ้างมีเพียง 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น อยากให้ทุกคนออกมาเที่ยว ออกมาดูว่าเรายังพร้อมต้อนรับทุกคน การเที่ยวของเขาจะเป็นทั้งความสนุกและการทำบุญกับชาวบ้านทางอ้อมอย่างแท้จริง"


  หลังจากฟังเรื่องเล่าและเรื่องราวทั้งช่วงเวลาที่น้ำป่าได้ถาโถมมาในพื้นที่ จนถึงช่วงเวลาทั้งสุขและทุกข์หลังจากนั้น เสียงหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมาเป็นการเตือนพวกที่ยังอ้อยอิ่ง


 “ได้เวลาล่องแก่งแล้วครับ” เจ้าหน้าที่เรียกนักท่องเที่ยวให้เตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางไปร่วมกิจกรรมล่องแก่งคลองกลาย ก่อนจะอธิบายว่า คลองกลาย เป็นสายน้ำที่เกิดจากป่าต้นน้ำบนเทือกเขาสูงในเขตป่ากรุงชิง อุทยานแห่งชาติเขาหลวง และเขตอุทยานแห่งชาติเขานัน  มีความลงตัวทางธรรมชาติที่เหมาะสมในการล่องแก่ง


 สภาพแก่งและสายน้ำคลองกลายเหมาะที่จะใช้เรือยางที่มีขนาดเล็ก หรือเรือแคนูมากกว่า เพราะมีขนาดที่ไม่ใหญ่และไม่อันตราย เส้นทางในการล่องแก่ง 2 ระยะ คือ ปากคลองพิตำ-ลานหินดาน ระยะทาง 4 กม. ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ปากคลองพิตำ-บ้านทุ่งใน ระยะทาง 8 กม. ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง ระดับความยากง่ายอยู่ที่ 2-3


 วันนี้ฉันเลือกเรือยางลำใหญ่ ระยะใกล้ เพราะเห็นว่าเวลาคล้อยบ่ายมากแล้ว เราล่องเรือลัดเลาะไปตามโขดหินและร่องผาที่มีทัศนียภาพที่สวยงาม แม้จะมีร่องรอยต้นไม้ล้มแบบถอนรากถอนโคนให้เห็นตลอดเส้นทาง ขนาดคลองดูกว้างขึ้นจนฉันคิดว่าน่าจะเรียกว่าแม่น้ำมากกว่าคลอง แต่ธรรมชาติสองฟากฝั่งยังคงอุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าดงดิบที่เขียวชอุ่ม วิถีชีวิตชุมชนริมคลองกลายดูสงบราบเรียบแต่มีชีวิตชีวา


 นายท้ายเรือเล่าว่า คลองกลายวันนี้เปลี่ยนไปบ้าง หลังโดนภัยธรรมชาติกลุ่มชาวบ้านจึงพลิกวิกฤติเป็นโอกาส ด้วยการปรับรูปแบบการท่องเที่ยวล่องแก่งใหม่ เพิ่มสีสันลงไปเป็นตัวเลือกให้นักท่องเที่ยวมากขึ้น ซึ่งช่วงที่ล่องแก่งสนุกมากๆ คือช่วงปลายปี ก.ค. - ม.ค. ช่วงนั้นน้ำจะเริ่มมีมาก


 “ตูม ! ฮาๆๆ”  ฉันเรียกสติกลับมาทันที หลังจากที่มัวเพลิดเพลินกับการชื่นชมธรรมชาติ จนตอนนี้เรือยางที่ฉันนั่งมาตกแก่งเทกระจาดนักท่องเที่ยวทั้งลำ ทุกคนประสานเสียงร้อง ทั้งเฮฮาสนุกสนาน ตื่นเต้นตกใจ นึกขำตัวเองที่นั่งเพลินจนลืมว่ากำลังล่องแก่ง เผลอตกน้ำจนได้


 แก่งที่นี่มีหลายแก่ง อาทิ แก่งหินหมอน แก่งช่องปืน แก่งประ แก่งยาหนัด หรือที่เราเรียกคุ้นปากว่า แก่งสับปะรด ตรงจุดนี้ถือเป็นไฮไลต์ของการล่องแก่งเลยก็ว่าได้


 ตะวันคล้อยบ่าย หายเหนื่อยจากการล่องแก่งแล้ว ถึงเวลาอำลากรุงชิง-นบพิตำ ก่อนมุ่งหน้าสู่อำเภอขนอม อำเภอเล็กที่สุดของจังหวัดนครศรีธรรมราช  เพื่อพักผ่อนให้คลายความเหนื่อยล้า ก่อนเยี่ยมชมโลมาในวันรุ่งขึ้น

ออกเรือตามหาโลมาสีชมพู

 อำเภอขนอม มีทรัพยากรการท่องเที่ยวที่โดดเด่น คือหาดทรายชายทะเล เหมาะสำหรับคนชื่นชอบการตากอากาศในบรรยากาศสงบเงียบตามแถบหมู่เกาะทะเลใต้


 เช้านี้เราออกเดินทางกันตั้งแต่หกโมงเช้า เพื่อไปเฝ้ารอดูโลมาในอ่าวเตล็ดตระการตา โดยมีไฮไลต์ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวคือ "โลมาสีชมพู" ซึ่งปัจจุบันกลายเป็น "มาสคอต" สัญลักษณ์การท่องเที่ยวของอำเภอขนอมไปแล้ว


  เรานั่งเรือหางยาวฝ่าคลื่นทะเลไปยังเกาะต่างๆ ระหว่างเฝ้ารอโลมาออกมาให้ยลโฉม เกาะแรกที่ไปดูคือ pancake rock หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า "หินพับผ้า" ซึ่งหินลักษณะนี้มีแค่ 2 ที่ในโลกคือ นิวซีแลนด์และเมืองไทยเท่านั้น เจ้าหน้าที่ลอยเรือกลางทะเลแบบประชิดแผ่นหินให้ได้ชมความงามกันอย่างเต็มอิ่ม ชั้นหินที่ดูเป็นแผ่นบางๆ หลายพันแผ่นวางทับกันสูงสุดลูกตา ดูสวยงามยามต้องแสงแดดยามสาย ล่องเรือชมทิวทัศน์สวยๆ ของอ่าว ดูนักท่องเที่ยวเล่นน้ำทะเลใสๆ บนหาดทรายขาว บ้างก็พักแรมแบบแคมป์ปิ้ง พักผ่อนด้วยการปืนหน้าผา ดำน้ำดูปะการัง หรือเดินทอดน่องริมหาด ดูมีความสุข


 วันนี้การล่องเรือดูโลมาดูจะครึกครื้นเป็นพิเศษ เพราะมีเรือเกือบสิบลำวิ่งวนรอบเกาะต่างๆ เพื่อรอชม เสียงดังจนฉันไม่แน่ใจว่าเจ้าโลมาที่น่ารักจะกล้าโผล่ขึ้นมาหรือเปล่า


 “เจอโลมาแล้ว...ตรงโน้นน่ะ” เสียงนักท่องเที่ยวบนเรือลำข้างๆ ตะโกนขึ้น เรือเกือบสิบลำเร่งเครื่องพุ่งไปยังจุดนั้นทันที พอไปถึงเจ้าโลมาน้อยก็หายแล้ว ไม่นึกแปลกใจเลยที่ไม่เห็นโลมา เพราะดูจากจำนวนเรือและวิธีการนำชมในวันนี้แล้ว โลมาคงไม่กล้าโผล่มาใกล้ๆ แน่ 


 สมาชิกบนเรือคนหนึ่งขอให้เจ้าของเรือลำที่นั่งมาด้วยกัน ลอยออกไปเรื่อยๆ ห่างจากกลุ่มใหญ่ เพราะได้รับคำแนะนำจากชาวบ้านบนฝั่งก่อนลงเรือว่า โลมาชอบความเงียบ ถ้าเบาหรือดับเครื่องยนต์เรือ ลอยลำนิ่งๆ สักพักเราจะมองเห็น ให้สังเกตตรงที่มีปลาตัวเล็กๆ กระโดดระยิบระยับ ตรงนั้นมักจะมีโลมาเพราะปลาเล็กๆ เหล่านั้นคือเหยื่อของเขา และการที่โลมากระโดดโผล่พื้นน้ำก็เพราะพวกมันกำลังล่าเหยื่อนั่นเอง


 เจ้าของเรือทำตามโดยการลอยลำนิ่งๆ สักพักปลาโลมาก็โผล่มาให้ยลโฉมตรงที่มาปลาเล็กๆ กระโดดในทะเลจริงดังว่า แต่เป็นเพียงแวบเดียวเท่านั้น ไม่สามารถกดชัตเตอร์ได้ทัน ได้แต่นั่งดูไปเรื่อยๆ ตามจุดที่เรือพาไป ในขณะที่ทุกคนเทใจให้กับการดูปลาโลมา ฉันกลับให้ความสนใจกับชีวิตเล็กๆ ที่นำพาโลมาตัวเขื่องมาให้เราชมในวันนี้  นึกถึงความสัมพันธ์ของชีวิตที่เกื้อกูลกันในท้องทะเล แม้วันนี้จะไม่เจอโลมาสีชมพูที่เป็นไฮไลต์ แต่ก็ไม่ผิดหวังเพราะธรรมชาติรอบข้างทำให้เพลิดเพลินได้ไม่แพ้กัน

แวะชิมน้ำทะเลจืด


 ตะวันเริ่มตั้งตรงบนหัว เราปิดทริปด้วยการล่องเรือไป เกาะนุ้ย ไหว้หลวงปู่ทวด และชิมน้ำทะเลจืดที่เลื่องลือ จากตำนานหลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด ที่เล่ากันว่าเมื่อครั้งหลวงพ่อทวดเดินทางจากสงขลาไปยังกรุงศรีอยุธยาด้วยเรือสำเภา ระหว่างทางเกิดคลื่นลมแรงเรือไปต่อไม่ได้ ต้องลอยลำอยู่กลางทะเลจนน้ำจืดหมด หลวงพ่อทวดได้แสดงอภินิหารเอาเท้าเหยียบน้ำทะเล กลายเป็นน้ำจืดดื่มกินได้ ให้ลูกเรือขนน้ำไปใช้ในระหว่างการเดินทาง


 เจ้าของเรือที่รับหน้าที่ไกด์ บอกว่าเรื่องเล่านี้อาจจะพิสดารไปบ้าง แต่เป็นเรื่องที่ชาวบ้านให้ความเชื่อถือ เมื่อพบว่ามีบ่อน้ำจืดอยู่กลางทะเลที่เกาะนุ้ย ยิ่งเพิ่มความเชื่อและศรัทธาที่มีต่อหลวงพ่อมากยิ่งขึ้น จึงได้สร้างรูปบูชาหลวงพ่อทวดขนาดหน้าตัก 36 นิ้ว อัญเชิญมาประดิษฐานไว้ที่เกาะนุ้ย เพื่อให้เป็นที่เคารพของคนในพื้นที่ รวมทั้งนักท่องเที่ยวที่ได้มาถึงเกาะนุ้ย เกาะหลวงพ่อทวดแห่งทะเลขนอม


 จุดธูปเทียนกราบไหว้หลวงปู่ทวดเสร็จสรรพก็เดินลงมาด้านล่างที่เป็นบ่อน้ำจืด ไกด์บอกว่า น้ำจืดบ่อใหญ่ยังใช้ไม่ได้ต้องรอน้ำทะเลลดประมาณ 5 โมงเย็น แต่ลองชิมบ่อเล็กข้างบนได้ สมาชิกบนเรือไม่รอช้าดึงขวดน้ำขนาดเล็กที่พกมา เพื่อหวังจะตักน้ำไปบูชากัน บ้างก็ตักแล้วกลืนกินตรงนั้น บ้างเก็บใส่ขวด ใส่ถุงกลับไปบูชาตามความเชื่อ ฉันเลือกที่จะชิมน้ำตรงนี้ไปหนึ่งอุ้งมือ พร้อมอธิษฐานขอให้การเดินทางไป-กลับครั้งนี้ราบรื่น


 ก่อนอำลาท้องทะเลกลับกรุงเทพฯ ด้วยความตั้งใจที่จะนำเรื่องราวดีๆ มาบอกเล่ากับคนต่างถิ่นให้ไปเที่ยวภาคใต้ในวันฟ้าหลังฝนอีกครั้ง


--------------

การเดินทาง


 จากกรุงเทพฯไปนครศรีธรรมราช ใช้ทางหลวงหมายเลข 4 กรุงเทพฯ-ประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร แล้วใช้ทางหลวงหมายเลข 41 ผ่านสุราษฎร์ธานี-ทุ่งสง จนถึงนครศรีธรรมราช หรือถึงอำเภอพุนพิน สุราษฎร์ธานีแล้วใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 401 เลียบชายฝั่งทะเลไปจนถึงนครศรีธรรมราช  มุ่งหน้าสู่ตัวเมืองนครศรีธรรมราช


 หากต้องการเดินทางต่อไปยังกรุงชิง อำเภอนบพิตำ ต้องใช้ทางหลวงหมายเลข 401 ถึงแยก อ.ท่าศาลา เลี้ยวซ้ายไปตามเส้นทางสาย 4140 จนถึงสามแยกกิ่ง อ.นบพิตำ ระยะทางราว 60 กิโลเมตร ส่วนใครที่ต้องการจะไปชมโลมาที่อำเภอขนอม จากทางหลวงหมายเลข 401 เมื่อถึงสามแยกคลองเหลง ให้แยกไปใช้ทางหลวงหมายเลข 4014 เข้าตัวเมืองขนอม อ่าวขนอมอยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 2 กม.มีถนนเลียบชายหาดยาวกว่า 9 กม.

Tags : นครศรีธรรมราช

Adsense

advertisement

advertisement

AD Position a2

advertisement

advertisement

advertisement