กรุงเทพธุรกิจ

ad 1

Life Style

วันที่ 27 พฤษภาคม 2554 06:00

สังคมไทยในร่างทรงตัวละคร

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ตั้งคำถามกับ 4 กูรูด้านภาพยนตร์และละคร ว่าถ้าสังคมไทยเปรียบได้กับตัวละครไทยๆ น่าจะเป็นใครหรืออยู่ในร่างทรงของใครมากที่สุด

ราวๆ สัก 10 ปีที่แล้ว นักเขียนที่มีแฟนๆ มากที่สุดคนหนึ่งอย่าง ประภัสสร เสวิกุล เคยตั้งข้อสังเกตไว้ในงานเสวนาวรรณกรรมที่มหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งหนึ่งว่า “ไม่ว่าสังคมไทยจะเป็นอย่างไร แต่ละครทีวีเรื่องหนึ่งที่มีลักษณะเป็นต้นแบบให้กับเรื่องอื่นๆ ในเวลาต่อมาก็คือดาวพระศุกร์และคู่กรรม”


 ทัศนะจากเจ้าของงานเขียน “เวลาในขวดแก้ว” มีหลายๆ คนที่เห็นด้วย แต่น่านำมาคิดต่อ ขยายแง่มุมเพิ่มจากความอื้อฉาว ข้อถกเถียงเกี่ยวกับคาแรคเตอร์ระยะหลังๆ ว่า แท้จริงแล้ว สังคมไทยมีเนื้อหา บุคลิกและความคิดและอุปนิสัยคล้ายเหมือนกับตัวละครตัวใดมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นโลกของนิยายวรรณกรรม ละครทีวีหรือภาพยนตร์ไทยนับจากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน

 นพมาส แววหงส์ เคยตั้งข้อสังเกตไว้ในงานเสวนาวรรณกรรมแปลที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ว่า พระเอกในละครทีวีนั้น มักมีสถานะของการศึกษาที่จบจากต่างประเทศอยู่ในช่วงเวลาหนึ่ง

แต่กวีซีไรต์อย่าง จิรนันท์ พิตรปรีชา บอกกับ “จุดประกาย” ว่า

 “สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนมากใน 10 ปีที่ผ่านมาก็คือ บทบาทของพระเอกในละคร หดหายไปเยอะ ไม่ค่อยตรงกับความจริง และในขณะเดียวกัน นางเอกหรือตัวละครเพศหญิงจะมีความร้ายมากขึ้น ก้าวร้าวมากขึ้น”

 

 

ใบตองหรือเรยา

 มุมมองและความคิดต่างๆ นานาจากบรรดาคาแรคเตอร์ทั้งหลายนับจากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน ทำให้ “จุดประกาย” ตั้งคำถามว่า เมื่อบุคลิกและความจริงลวงทั้งในจอและนอกจอเหลื่อมซ้อนทับกันแบบนี้แล้ว สังคมไทยมีร่างทรงของใคร สถิตอยู่มากที่สุด


 หรือในอีกมุมหนึ่ง สังคมไทยมีคาแรคเตอร์ใด(จากนิยาย, ภาพยนตร์, ละครทีวี)ที่สะท้อน “ตัวตน”ของเราเอง เพราะต้องไม่ลืมว่า หลังปรากฏการณ์ของ “เรยา” จากดอกส้มสีทองก็เกิดคำถามว่า คนที่รุมด่า เรยา บางทีอาจมีความรู้สึกอยากเป็น “เรยา” เสียเอง


 อ.สกุล บุณยทัต นักวิจารณ์วรรณกรรมและนักอ่านตัวยงใช้เวลาครุ่นคิดชั่วครู่ ก่อนจะให้สัมภาษณ์กับ ”จุดประกาย” ว่าเขาไม่สนใจภาพลักษณ์ของ เรยา เพราะมันถูกสร้างขึ้นจนเกินจริงเพื่อป้อนสู่ทีวี


 “แต่ถ้าต้องเลือกคาแรคเตอร์สักคนหนึ่งที่ผมคิดว่ามันเป็นวัฒนธรรมจริงกับตัวตนของสังคมไทยนั้น ผมขอเลือก “ใบตอง” ที่แสดงโดย “รถเมล์” คะนึงนิจ สมิทธานนท์จากหนังเรื่อง “วัยอลวน 2 ”

 แต่ก่อนจะไปตรงนั้น  คงต้องเท้าความเล็กน้อยก่อนว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็มาจากต้นทางที่เป็นเรื่องจริง กล่าวคือ เนื้อหามาจากตั้มกับโอ๋  หลานของเปี๊ยก โปสเตอร์

 "ความรักของสองคนนี้บริสุทธิ์มากนะ เปรียบเหมือนโรมิโอและจูเลียตของ วิลเลียม เชคสเปียร์ แต่เมื่อหนังเดินทางมาถึงภาคสองนั้น เราจะเห็นว่าตัวละครลูกสาวอย่าง “ใบตอง” ต้องจากบ้านไปเรียนในมหาวิทยาลัย และวันหนึ่งเมื่อพ่อกับแม่มาเยี่ยม เขาก็พบว่าลูกสาวซึ่งอยู่ในวัยเรียนได้ชีวิตอยู่กับแฟนหนุ่มในห้องเดียวกัน ภาพนี้สะท้อนสังคมได้อย่างจริงจังมากนะ มัน “จริง” เพราะผมซึ่งอยู่ในมหาวิทยาลัย ก็ได้เห็นค่านิยมแบบนี้จนชินตา บางครั้งถึงขนาดเกิดเงื่อนไขที่ว่า ถ้าไม่ให้ได้อยู่ด้วยกันทั้งก็จะไปเช่าหอนอกแทน”

อ.สกุล เปรียบเทียบว่า ใบตองอาจไม่ฉูดฉาดเท่า เรยา เพราะว่า เรยาเป็นคาแรคเตอร์จัดสร้างขึ้น

 “ผมว่า “เรยา” ใน “ดอกส้มสีทอง” คือความฝัน เรยามีลักษณะของ romanceเป็น melodrama ที่ไม่มีเหตุผลหรือแบ็คกราวน์อะไรมารองรับ แต่สำหรับชีวิตแบบ “ใบตอง” นั้นคือวัฒนธรรมแท้จริง ที่เป็นอยู่ในสังคมไทยกับคนรุ่นใหม่ ผมไม่ได้จะบอกว่าสิ่งนั้นถูกหรือผิด แต่กำลังจะสื่อความว่า มันคือตัวละครที่สะท้อนความจริงในสังคมไทยที่บางทีคนรุ่นพ่อแม่ไม่รู้ด้วยซ้ำ เหมือนที่พ่อแม่ของใบตอง ไม่เคยทราบเรื่องนี้จนกระทั่งเดินทางไปเยี่ยมลูกสาวที่มหาวิทยาลัยต่างจังหวัด

 

นี่คือ วัฒนธรรมจริง และสิ่งที่สะท้อนเชื่อมโยงกับสังคมไทยเลยก็คือ เด็กเหล่านี้หลายคนเป็นเด็กเรียนดี เป็นเด็กเรียนเก่ง เป็นเด็กเรียบร้อยด้วย พวกเขาไม่ได้ทำตัวเลวร้ายอะไรนะ แต่อยู่ในอีกค่านิยมหนึ่งไปแล้ว แถมเป็นค่านิยมที่สังคมไทยพยายามจะปฏิเสธตลอดมา ว่าไม่จริงหรอก ลูกชั้นจะอยู่ในห้องใช้ชีวิตกับแฟนหนุ่มตั้งแต่เข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้อย่างไร แต่มันจริง”

 
 จาก ใบตองที่บอกถึงความจริงของคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ที่ใช้ชีวิตร่วมตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัยนั้น เขาเองก็แปลกใจต่อไปว่า จากความสัมพันธ์ตรงนั้น มีหลายๆ คู่ก็เลิกรากันเมื่อเรียนจบไป


 “ผมชอบและเลือก “ใบตอง” ซึ่งเป็นลูกของตั้มกับโอ๋ เพราะขณะที่พ่อแม่เขา บริสุทธิ์เหมือนโรมิโอกับจูเลียต แต่พอมาถึงรุ่นลูก ก็เป็นอีกแบบหนึ่ง การมีแฟน การอยู่ด้วยกันนั้น เป็นเหมือนแฟชั่นและค่านิยมไปในสังคมทุกวันนี้ ผมจึงพูดว่า เรยา คือความฝัน แต่ใบตองคือ realistic และคือด้านหนึ่งของสังคมไทย”

 คำว่าด้านหนึ่งของสังคมไทยที่ อ.สกุล แจกแจงกับ “จุดประกาย” นั้น สะท้อนว่ายังมีอีกหลายๆ แง่มุมที่เหลืออยู่ และบ่งบอกถึงตัวตนของสังคมไทยได้ไม่แพ้กัน


 ประวิทย์ แต่งอักษร นักวิจารณ์หนังและเป็นอาจารย์สอนภาพยนตร์ที่คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ เมื่อได้รับคำถามเดียวกัน เขาบอกว่าคาแรคเตอร์หนึ่งที่เชื่อมโยงกับสังคมไทยได้ดีก็คือ “แม่พลอย” ใน ”สี่แผ่นดิน”


 “ผมว่า ตั้งแต่ตอนที่ อาจารย์ คึกฤทธิ์ ปราโมช เขียนเรื่อง “สี่แผ่นดิน" ผมว่าผู้หญิงไทยยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปสักเท่าไหร นี่หมายถึงในเชิงของความเป็นมนุษย์ ในความคิดวิธีคิด ผมชอบคำพูดหนึ่งที่อาจารย์คึกฤทธิ์เคยเขียนก็คือ ถ้าแม่พลอยอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ อยู่มาจนถึงรัชกาลที่ 9 นั้น ตัวแม่พลอยจะเป็น “ลูกเสือชาวบ้าน” นั่นแสดงว่าแม่พลอยมีวิธีคิดแบบคนอนุรักษ์นิยม ยึดมั่นในสิ่งใดแล้วไม่เคยเปลี่ยนแปลง ยึดมั่นในสถาบันและยึดมั่นในการเป็นช้างเท้าหลัง และผมเชื่อว่าวิธีคิดแบบอนุรักษ์นิยม ต่อต้านสิ่งใหม่ๆ ที่มีลักษณะของแม่พลอยในสี่แผ่นดินนี้ ยังมีอยู่มากในชนชั้นกลางของสังคมไทย

 แต่ในมุมของวรรณกรรมนั้น คนอ่านบางคนก็อาจจะรู้สึกว่า “แม่พลอย” เป็นตัวละครที่น่าเบื่อ ไม่มีสีสัน แต่มันขึ้นอยู่กับคนอ่านในแต่ละวัยนะ ถ้ายังไม่มีประสบการณ์ชีวิตมาก อาจจะรู้สึกว่าแม่พลอยคือเสาหลักของครอบครัว แต่ถ้ารู้จักอะไรมากแล้ว เราจะรู้สึกว่า แม่พลอยเป็นตัวละครที่น่าเบื่อไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ซึ่งตรงนี้มันตรงกันข้ามกับคาแรคเตอร์ของชาววัง ที่มีไหวพริบปฏิภาณ เพราะแม่พลอยที่เรารู้สึก คือแม่พลอยเป็นคนเชย”

 ประวิทย์ อธิบายไม่ว่าสังคมไทยจะเดินทางมาจากอดีต ผ่านเรื่องราวหรือสถานการณ์ใดมาบ้าง แต่ความเป็นแม่พลอย แบบสี่แผ่นดินยังคงปกคลุมหนาแน่นในบ้านเรา


 “มันจะลิงค์กับสังคมไทยแค่ไหนหรือเปล่าไม่รู้ แต่ผมรู้สึกว่า พอมีตัวละครอย่าง “เรยา” ขึ้นมานั้น มันชัดเจนว่าถูกต่อต้านจากสังคมไทยส่วนใหญ่ นั่นแสดงว่าคาแรคเตอร์ฉูดฉาดแบบนี้ มันก็สะท้อนถึงความเป็นสังคมอนุรักษ์นิยมของบ้านเรา”

 

 

น่าจะเป็นลุงบุญมี

 จะ “เรยา” หรือ “แม่พลอย” จะ “วนิดา” หรือ “ใบตอง” ก็ตามแต่ ภาพมายาหนึ่งที่ กวีซีไรต์และนักเขียนนักแปลอย่าง จิรนันท์ พิตรปรีชา พูดไล่หลังจากประวิทย์  ก็คือ


 “สมัยก่อน พระเอกในละครทีวีจะดูเป็นฮีโร่ จะดูแมนสุดๆ ส่วนนางเอกจะอยู่ในสภาพที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ มีอะไรต้องให้ฝ่ายชายช่วยตลอดเวลา แต่น่าสังเกตว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา คาแรคเตอร์ของฝ่ายชายนั้นจะมีความเขลาขึ้น ดูโง่มาก และบางทีจะช่วยอะไรตัวเองไม่ได้เลย  สิ่งที่สงสัยมากเลยก็คือ ทำไมคาแรคเตอร์เพศชายถึงถูกทอดทิ้งในการนำเสนอความจริง มากขึ้น อย่างความรุนแรงหรืออะไรของฝ่ายชาย ส่วนของผู้หญิงก็มีความก้าวร้าวมากขึ้นชัดเจน จนบางทีเราก็รู้สึกว่า ตอนนี้ความร้ายกับความก้าวร้าวในตัวละครผู้หญิง กลับถูกนำเสนอให้ดูน่าสนใจมากกว่า”


 คุณแม่ของ วรรณสิงห์ ประเสริฐกุลบอกว่า จากประสบการณ์การเดินทางและการทำงานมาหลายปีเมื่อได้คลุกคลีกับชาวบ้านมาก เธอบอกว่าตัวละครตัวหนึ่งที่เหมือนมากกับตัวตนสังคมไทยก็คือ “ลุงบุญมี” จากหนัง “ลุงบุญมีระลึกชาติ” ของ เจ้ย อภิชาตพงศ์ วีระเศรษฐกุล

 “ความคิดกับจิตภายในของลุงบุญมี เหมือนกับชาวบ้านที่เราเจอมาก  โดยเฉพาะ supernatural กับความจริง รวมไปถึงการใช้ชีวิตที่อยู่ระหว่างวิถีชีวิตดั้งเดิมกับสังคมที่ทันสมัยขึ้น ดิฉันเคยไปใช้ ชีวิตหรือพบปะกับผู้คนในชนบท ก็พบว่ามีคนแบบลุงบุญมีเยอะ ที่ใช้ชีวิตด้วยความคิดแบบนี้ ยืนอยู่ท่ามกลางความเชื่อเรื่องผีมาช้านาน แต่อีกด้านก็ต้องใช้ชีวิตกับสังคมที่ทันสมัยขึ้น คือลุงบุญมีสะท้อนคนอีกกลุ่มหนึ่งได้จริงแต่ไม่ได้หมายถึงอะไรเกี่ยวกับการทำไร่ไถนานะ”

 นักแปลบทหนังอย่าง จิรนันท์ อธิบายเพิ่มเติมว่า แม้แต่บริบทของลุงบุญมีเอง ก็น่าสนใจหลายอย่าง

 “อย่างหลานชายที่เป็นพระ  ห่มจีวรเป็น traditional มากๆ แต่พอมีสถานการณ์อะไรผ่านเข้ามา เขาสามารถวิ่งเข้าไปในโรงแรม ไปแก้ปัญหา ไปอาบน้ำฝักบัว อะไรแบบนี้ได้เลย และมันเป็นมุมที่เราก็พบเห็นอยู่จากประสบการณ์ตัวเอง คือตัวละครในหนังเรื่องนี้เรารู้สึกว่ามันสื่อความเป็นจริง ออกมาได้จริงๆ และมันก็คือตัวตนของสังคมไทยจากที่เห็น”
 

 

ลงท้ายที่เจ้าหัวโต

 จากคาแรคเตอร์ของนิยาย มาจนถึงตัวละครในทีวีและภาพยนตร์น่าสนใจว่า แล้วในโลกของการ์ตูนนั้น มีตัวละครใดมีลักษณะที่เหมือนสังคมไทยตอนนี้


 “มีอยู่นะ ถ้านึกดีๆ” มโนธรรม เทียมเทียบรัตน์ คณะกรรมการตัดสินของรางวัล “คมชัดลึก อวอร์ดส์” 2009-2011 เกริ่นนำ

 “มีหนังสือการ์ตูนอยู่เรื่องหนึ่ง ชื่อว่า “สยอง” ของคนไทยเขียน ตัวเอกของการ์ตูนเรื่องนี้ มีรูปร่างที่ผิดมนุษย์คือ มีหัวที่โตพอง แต่พอวันหนึ่งเขาเอามือทุบหัวตัวเองด้วยความหงุดหงิด มันก็มีทองไหลออกมาจากหัว เขาก็รู้สึกดีใจ และทุกๆ วันก็เอามือทุบ ทองก็ไหลออกมาเต็มเลย แต่พอโลภ ทุบถี่ขึ้น สิ่งที่ไหลออกมาก็คือเศษขยะ ไม่มีทองอีกต่อไป”
 

มโนธรรมวิเคราะห์ว่าสังคมไทยยุคใหม่มีคนแบบ "เจ้าหัวโต" อยู่ ทั้งนักการเมือง เซเลบ และคนดังบางคน ที่เมื่ออยู่ในพื้นที่ ที่มีแต้มต่อ ก็จะสนุกกับเอามือทุบหัวตัวเองเพื่อให้ทองไหลออกมา

 "สังคมเรามีลักษณะที่เอาเปรียบและโลภมาก แต่การทุบมือตัวเองทุกวันนั้น พวกเขาอาจจะยังไม่รู้ตัว จนกว่าวันหนึ่ง มันจะมีเศษขยะไหลออกมา”

 มโนธรรม ชี้ว่า สังคมไทยยุคใหม่อยากจะเป็นมนุษย์แบบ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก กันมาก คืออยากรวยเร็วและดังเร็ว ปรารถนาจะมีลักษณะของการเป็น “ปรากฏการณ์” แต่ขาดการลงแรงทำอะไร และรอคอยผลจากสิ่งนั้น

 จากหลายมุมมองและทัศนคติต่างๆ จะอนุรักษ์นิยมแบบ ”แม่พลอย” หรือฉูดฉาด จัดจ้านแบบ “เรยา” จะนิ่งเรียบแบบ “ลุงบุญมี” หรือเป็นสาวยุคใหม่แบบ “ใบตอง”


 แต่ท่ามกลางมายาภาพของตัวละครเหล่านี้ เราก็ได้เห็นเงาร่าง(ทรง)ของตัวเองด้วย

 ที่ทั้งพร่าเลือนและแจ่มชัด...

Tags : มโนธรรมเทียมเทียบรัตน์ สกุล บุญทัต นพมาส แววหงษ์ จีรนันท์ พิตรปรีชา

Adsense

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

AD Position a2

advertisement

advertisement

advertisement