กรุงเทพธุรกิจ

ad 1

Life Style

วันที่ 6 กันยายน 2553 01:00

เพื่อนกันตลอดไป

ยะโก๊ะ มิหนา

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

มิตรภาพที่หนักแน่นของสองผู้นำต่างศาสนา ที่ไม่ใช่แค่คงเส้นคงวาแต่ก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ ตามความระดับความไม่สงบในพื้นที่ปลายด้ามขวาน

แม้สถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้วันนี้จะยังคงอบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งความหวาดระแวงจากผลพวงของเหตุการณ์ความไม่สงบ แต่บางครั้งในดินแดนปลายด้ามขวานแห่งนี้ ก็ยังมีเรื่องราวที่สร้างรอยยิ้มให้เห็นและได้ยินอยู่บ้าง


 หนึ่งในนั้นคือ เรื่องราวแห่งมิตรภาพของสองเด็กหนุ่มจากบ้านโคกโพธิ์ในวัยเด็ก ที่วันวานเคยจับมือสัญญาว่าจะเป็น “เพื่อนรัก” กันตลอดไปไม่ว่าวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร

 จนกาลเวลาล่วงเลยไปกว่า 50 ขวบปี ทั้งคู่ต่างมีวิถีทางและความเชื่อของตัวเอง แต่ก็มาบรรจบกันอีกครั้งในฐานะ “ผู้นำศาสนา” เมื่อหนึ่งคนสวมหมวก “โต๊ะอิหม่าม”ประจำมัสยิด และอีกคนครองตนอยู่ในสมณเพศกลายเป็นผู้มีบทบาททางสังคมในฐานะ “เจ้าอาวาส”

 ด้วยสถานะทางสังคมทำให้สองผู้นำศาสนาต้องวางตัวอยู่ในกรอบ และหลักของศาสนา แต่กลับไม่ใช่กำแพงกั้นสัมพันธภาพของสองสหายให้ห่างหายจากกันได้เลย

 

 

กัลยาณมิตรแห่งโคกโพธิ์

 บ่ายแก่ๆ กลางสัปดาห์ ยะโก๊ะ มิหนา อิหม่ามประจำมัสยิดบ้านสามยอด หมู่ที่ 8 ต.โคกโพธิ์ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี อดีตกำนันตำบลโคกโพธิ์ ขับรถกระบะสัญชาติญี่ปุ่นสภาพโกโรโกโสบุโรทั่งมาตามถนนในตัวเมืองโคกโพธิ์ ก่อนหักพวงมาลัยเข้าสู่ซอยแคบๆ ประมาณ 400 เมตรก่อนถึงซุ้มประตู วัดศรีมหาโพธิ์


 ก่อนดับเครื่องยนต์ชายสูงวัยสูงหนวดเคราเฟิ้มสีดอกเลาแต่ยังเห็นรอยยิ้มบนใบหน้า พลางตะโกนเสียงดังสำเนียงทองแดงเพื่อถามหาเจ้าอาวาส ทำเอาพุทธศาสนิกชนในรอบเขตพัทธสีมาแห่งนั้นออกอาการแปลกใจไปตามๆ กัน

 ชายสูงวัยผิวคล้ำในชุดดาวะห์ เดินมุ่งหน้าไปยังกุฏิเจ้าอาวาสซึ่งอยู่ไม่ห่างจากจุดจอดรถมากนัก พร้อมทักทายพระลูกวัด ก่อนจะพบกับภิกษุวัยเดียวกันที่ยืนรอท่าอยู่ใต้ร่มเงาไม้ใหญ่หน้ากุฏิไม้หลังเล็ก ทันทีที่เจอหน้าทั้งสองต่างยื่นมือมาสัมผัสและแลกประโยคทักทายกันอยู่นานสองนานก่อนเดินกอดคอเข้าไปยังแคร่ไม้หน้ากุฏิ

 ยะโก๊ะบอกว่า สำหรับ “วัดศรีมหาโพธิ์” แล้วเขาคือ“ขาประจำ”คนหนึ่งที่แวะเวียนมาไม่ขาดสาย เพราะต้องแวะมาปรึกษาและแลกเปลี่ยนทัศนะในการพัฒนาชุมชนกับเพื่อนรักอย่าง พระครูโสภิตโพธิคุณ เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน หรือที่ชาวบ้านทั้งพุทธและมุสลิมละแวกนี้เรียกกันติดปากว่า พ่อท่านจ่าง

 “ฉันกับพ่อท่านจ่างเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว สมัยก่อนปั่นจักรยานไปเที่ยวด้วยกันทั่วเมืองปัตตานี ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมานับครั้งไม่ถ้วนจนรักกันเหมือนพี่เหมือนน้อง กระทั่งวันหนึ่งได้ปฏิญาณกันว่าจะเป็นเพื่อนรักกันตลอดไปไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพื่อนจะไม่ทิ้งเพื่อน” อิหม่ามประจำมัสยิดแห่งบ้านสามยอด ย้อนวันวาน


 เรื่องราวในวัยเด็กยังไม่สิ้นสุดเมื่อ ยะโก๊ะยังเดินหน้าเปิดบันทึกความทรงจำอย่างต่อเนื่องด้วยการกอดคอเพื่อนรัก ย้อนเหตุการณ์ให้ฟังว่าครั้งเป็นเด็กเคยมากินข้าวในวัดกับพ่อท่านจ่าง ขณะเดียวกันก็ยังได้พาเพื่อนรักต่างศาสนาในวัยเยาว์ไปกินข้าวที่บ้านเป็นการตอบแทนจนกลายมิตรภาพอันดีมาจนถึงทุกวันนี้

 ด้านพระครูโสภิตโพธิคุณได้ทีสำทับว่า สมัยเด็กยะโก๊ะถือเป็นเพื่อนที่กินเก่งคนหนึ่ง แต่มีข้อดีที่ยากจะลืมนั่นคือ “ไม่ทิ้งเพื่อน”เพราะยามมีปัญหาโดยเฉพาะชกต่อยกับใครก็ตาม ยะโก๊ะจะยืนหยัดปักหลักสู้ร่วมกันชนิดไม่มีถอยแม้แต่ก้าวเดียว

 ส่วนเรื่องเรียน แม้ทั้งสองจะมีทางเดินบนหนทางการศึกษาที่แตกต่างกันเมื่อคนหนึ่งต้องเข้าสู่เส้นโรงเรียนสอนศาสนา และอีกคนต้องร่ำเรียนในโรงเรียนสังกัดกระทรวง แต่เพื่อนรักก็มักจะเอาความรู้มาแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกันหลังเลิกเรียนเสมอจนกลายเป็นการเติมเต็มศาสตร์และความรู้ให้ซึ่งกันและกัน

 จึงไม่น่าแปลกใจที่วันนี้พระครูโสภิตโพธิคุณจะเข้าใจหลักศาสนาอิสลาม ส่วนยะโก๊ะก็เข้าใจในวิถีแห่งพุทธ

 

 

สองศาสนาอยู่ร่วมกันได้

 ด้วยวิถีชีวิตในสังคม “พหุวัฒนธรรม” หรือสังคมที่มีความหลากหลายด้านความเป็นอยู่ ทั้งศิลปะประเพณี และศาสนาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะการอาศัยร่วมกันของคนต่างศาสนาทั้งที่นับถือพุทธศาสนิกชน และชนอิสลาม ในช่วงที่ผ่านมาได้ถูกกลุ่มผู้ไม่หวังดีหยิบเอาประเด็นทางศาสนามาเป็นเงื่อนปมหนึ่งที่ผูกเชื่อมโยงไว้กับความไม่สงบในพื้นที่จนเป็นปัญหาที่ซับซ้อนอยู่บนรากเหง้าแห่งความรุนแรงอย่างเลี่ยงไม่ได้ ด้วยความมุ่งหวังของบรรดาแนวร่วมที่ต้องการผลักดันให้สถานการณ์ในพื้นที่นี้เดินไปสู่สมรภูมิ “สงครามเชิงสัญลักษณ์” นั่นเอง


 แต่พระครูโสภิตโพธิคุณ กลับสะท้อนภาพอันเป็นดั่งหลักฐานที่ตอกย้ำความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างพี่น้องไทยพุทธกับชาวมลายูมุสลิมในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ให้ฟังว่า วัดศรีมหาโพธ์แห่งนี้ยังคงปรากฎภาพความรักใคร่ สามัคคี ที่มิได้แปรเปลี่ยนไปตามสถานการณ์อันร้อนแรงในพื้นที่ มิหนำซ้ำยังอยู่ด้วยกันอย่างกลมกลืนบนวิถีแห่งความแตกต่าง ชาวมลายูมุสลิมในพื้นที่และแวกใกล้เคียงยังคงเดินทางไปมาหาสู่เพื่อพบปะกับชาวพุทธ โดยมีวัดแห่งนี้เป็นดั่งศูนย์กลาง

 ไม่เพียงเท่านั้นชาวบ้านที่นับถือศาสนาอิสลามยังเดินทางมาเพื่อพบปะพูดคุยกับพระสงฆ์เพื่อสนทนาธรรมอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะเรื่องราวความทุกข์ร้อนใจที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันอันเป็นผลเนื่องมาจากเหตุการณ์ความไม่สงบไม่ว่าจะเป็นเรื่องสังคม เศรษฐกิจปากท้อง

 “นอกจากมุสลิมจะแวะเวียนมาพูดคุยปรับทุกข์ที่วัดแล้ว บางคนที่มีอาการเจ็บไข้ได้ป่วยก็ยังแวะมารับน้ำมนต์เพื่อไปดื่มกินให้คลายจากโรคภัยตามความเชื่อของเขา ซึ่งคนกลุ่มนี้จะเป็นคนที่อยู่ในพื้นที่มาตั้งแต่โบราณโดยครอบครัวมีความใกล้ชิดกับวัดมาตั้งแต่ยุคบรรพบุรุษ จนถึงปัจจุบันความสัมพันธ์ก็ยังแน่นแฟ้นยามมีเรื่องร้อนไม่ว่าทางกายหรือใจก็จะมาที่วัดเสมอ” พระครูโสภิตโพธิคุณ ย้ำ

 เจ้าอาวาสรูปเดิม บอกด้วยว่า สิ่งสำคัญที่พี่น้องมุสลิมจะกระทำเสมอหลังจากชีวิตพ้นจากเรื่องเศร้าหมองทั้งทางกายและจิตใจแล้ว นั่นคือการนำข้าวสาร หรือข้าวเหนียว มาถวายพระภิกษุสงฆ์ พร้อมน้ำตาลแว่นกับปัจจัยอีกจำนวนหนึ่งให้กับวัด

 ยิ่งไปกว่านั้นถาวรวัตถุในวัดศรีมหาโพธิ์แห่งนี้ ยังเป็นประจักษ์พยานยืนยันสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นถึงสายใยของคนสองศาสนาเข้าไว้ด้วยกัน พ่อท่านจ่างหมายถึงการร่วมกันลงแรงสร้าง "หอระฆัง" และ "โรงครัว" จนกลายเป็นหนึ่งในเรื่องราวที่คนในชุมชนกล่าวขานด้วยความภูมิใจร่วมกัน

 ยะโก๊ะ อิหม่ามแห่งมัสยิดบ้านสามยอดเสริมต่อทันทีว่า องค์ศาสดาแห่งศาสนาอิสลามสอนเราว่า ห้ามมิให้รังแกมนุษย์ ไม่ก้าวก่ายสิทธิส่วนบุคคล ให้เสรีภาพในการนับถือศาสนา ดังนั้นใครจะนับถือศาสนาใดถือเป็นสิทธิส่วนบุคคลซึ่งทุกคนสามารถอาศัยอยู่ร่วมกันได้หากเข้าใจในวิถีซึ่งกันและกัน

 

 

โสร่ง-จีวร สอนชุมชน

 ระหว่างบทสนทนาที่ระคนไปด้วยมิตรภาพของสองสหายแต่กลับแฝงไปด้วยสาระและเรื่องราวที่ทั้งคู่มุ่งหวังนำสังคมไปสู่เส้นทางแห่งความสุขท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบ จึงเกิดความร่วมมือของเจ้าอาวาสวัดศรีมหาโพธิ์กับกับโต๊ะอิหม่ามมัสยิดบ้านสามยอด ในการขับเคลื่อนกิจกรรม “ชุมศรัทธากุมปาตะกะวา” โดยมี“สี่เสาหลัก”ของสังคม อันประกอบด้วย1.โต๊ะอิหม่ามกับเจ้าอาวาส 2.ผู้ใหญ่บ้าน 3.อบต.และ 4.ผู้นำทางธรรมชาติ หรือผู้อาวุโสในชุมชน เพื่อทำหน้าที่พิจารณาพร้อมกำหนดกติกาการทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อท้องถิ่นที่อยู่อาศัยร่วมกันโดยมี “มัสยิดกับวัด”เป็นแกนหลัก เพราะศาสนาสถานทั้ง 2 แห่งถือเป็นศูนย์กลางของชาวบ้านเพื่อสร้างเจตคติที่ดีในการอยู่ร่วมกันของคนต่างศาสนา


 ยะโก๊ะ บอกว่า ชีวิตตั้งแต่เกิดจนเลยวัยเกษียณมีความผูกพันกับพี่น้องไทยพุทธในพื้นที่เป็นอย่างดี อีกทั้งเมื่อมีบทบาททางสังคมในฐานะผู้นำท้องถิ่น หรือผู้นำศาสนา จึงมีสัมพันธภาพที่แน่นแฟ้นมากขึ้นและสามารถไปมาหาสู่กับชาวบ้านไทยพุทธได้โดยตลอด และที่สำคัญยังเข้าไปพบปะพูดคุยกับพระภิกษุในวัดเป็นประจำ รวมถึงงานศพชาวไทยพุทธในพื้นที่ก็ยังไปร่วมทุกงานมิเคยขาด

 "ขอเพียงเราไม่ทำสิ่งที่ผิดหลักแห่งศาสนาเท่านั้น ดังนั้นนั้นจึงอยากเอาสัมพันธภาพอันดีของคนสองศาสนามาผูกความร่วมมือเพื่อกระชับความเข้มแข็งให้ชุมชนมากขึ้น"

 โต๊ะอิหม่ามแห่งบ้านสามยอดยังเปรียบเทียบสังคมชายแดนภาคใต้วันนี้ ว่าไม่ต่างไปจากมือของคน  ซึ่งมีอยู่ห้านิ้ว
 "นิ้วโป้งเชื่อมั่นว่าตัวเองเก่งกว่าใคร สามารถยกย่องใครต่อใครก็ได้ ส่วนนิ้วชี้คอยทำหน้าที่สั่งการ สำหรับนิ้วกลางทะนงตนว่าตัวเองสูงส่งกว่าใคร ส่วนนิ้วนางมั่นใจในความงดงาม ในขณะที่นิ้วก้อยคิดว่าตัวเองต่ำต้อยกว่าใครๆ"

 ดังนั้นหากแต่ละนิ้วไม่ประสานสามัคคีกันก็จะไม่สามารถสร้างประโยชน์อะไรได้ ในทางกลับกันหากทุกนิ้วเข้าใจบทบาทและหน้าที่ของตัวเองก็จะทำให้สามารถขับเคลื่อนทุกสิ่งทุกอย่างไปตามความต้องการได้

 “ฉันใดก็ฉันนั้นหากสังคมในภาคใต้เอาเรื่องศาสนามาเป็นข้ออ้างเพื่อให้แต่ละคนต่างคนต่างอยู่ ท้ายที่สุดรากฐานของชุมชนก็จะอ่อนแอ ไม่ว่าจะทำงานใดๆ ก็ยากที่จะประสบความสำเร็จ ดังนั้นทุกองคาพยพในท้องถิ่นแห่งนี้ต้องรักใคร่และสามัคคีกันไว้เหมือนนิ้วทั้งห้าเพราะไม่ว่าจะหยิบจับสิ่งใดก็จะง่ายดั่งใจหวังทุกประการ” ยะโก๊ะ กล่าวด้วยความเชื่อมั่น

 เจ้าอาวาสวัดศรีมหาโพธิ์ เสริมว่า สังคมจะเป็นสุขได้ต้องเริ่มที่ตัวเราก่อน หากวันนี้ยังไม่คิดแล้วเริ่มทำให้คนอื่นเห็นเป็นตัวอย่าง ก็คงเป็นเรื่องยากที่จะไปบอกให้ทุกๆ คนร่วมกันแสวงหาสันติสุข เพราะ “สันติภาพ”ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้จะปรากฏขึ้นได้ ต้องมาจากความร่วมแรง ร่วมใจของทุกคนโดยไม่มีการแบ่งแยกด้วยเรื่องของศาสนา

 พระครูโสภิตโพธิคุณย้ำว่า ชาวพุทธกับมุสลิมรอบวัดแห่งนี้อยู่ร่วมกันบนพื้นฐานความ “เป็นเพื่อน” และ “เป็นพี่น้อง” กัน ด้วยเหตุนี้จึงเห็นว่าการเอาจุดแข็งของพื้นฐานทางสังคมที่มีทั้งพุทธศาสนิกชนและอิสลามิกชน เป็นพลังขับเคลื่อนกิจกรรม “ชุมศรัทธากุมปาตะกะวา” ด้วย "สี่เสาหลัก”โดยมีวัดและมัสยิดเป็นจุดเริ่มต้นเดินบนเส้นทางมุ่งหน้าสู่สันติสุขน่าจะทำให้ชาวบ้านอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขมากขึ้น แม้ว่าสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จะยังไม่ยุติก็ตาม

.................................................

 ตะวันคล้อย แสงแดดที่แผดแรงเริ่มอ่อนกำลัง ยะโก๊ะพลิกข้อมือมองหน้าปัดนาฬิกา ก่อนลุกขึ้นยืนพร้อมบอกลาพระครูโสภิตโพธิคุณว่า “เพื่อนกันเหมือนเดิม” ก่อนที่เจ้าอาวาสจะลุกขึ้นจับมือและเดินไปส่งขึ้นรถคันเดิมพร้อมเอ่ยประโยคทิ้งท้ายว่า “ทุกอย่างไม่มีวันเปลี่ยนแปลง”


 วันนั้น บทสนทนาของเพื่อนรักต่างศาสนาจบลงด้วยรอยยิ้ม แต่แววตาและสีหน้ากลับเต็มไปด้วยความคาดหวังว่าไมตรีเล็กๆ ของสองสหายที่เริ่มต้นภายในวัดเล็กๆ แห่งนี้พอจะเป็นแรงส่งให้ทุกฝ่ายช่วยกันเร่งสืบเท้าและก้าวเดินไปสู่สันติสุขที่คนปลายด้ามขวานเฝ้ารออยู่ให้เร็วที่สุด

Tags : ยะโก๊ะ มิหนา พระครูโสภิตโพธิคุณ

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

  • ความเห็นที่ 1

    สุนทร ลัภกิตโร

    โคกโพธิ์เป็นดินแดนที่ศาสนาทั้งสองผูกพันกันอย่างลึกซึ่ง ไม่ค่อยมีในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
    สุนทร ลัภกิตโร

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

advertisement