กรุงเทพธุรกิจ

ad 1

Life Style

วันที่ 5 กันยายน 2553 01:00

พรรณไม้ที่โอบสถาปัตยกรรม

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

เมื่อโจทย์การออกแบบอาคาร เชื่อมโยงกับความรู้สึกและความต้องการของชุมชน

หน้าที่อย่างหนึ่งของ 'การออกแบบ' คือการดึงลักษณะเฉพาะของวัตถุที่ต้องการออกแบบ โดยทำให้วัตถุนั้นมีความเด่นชัดหรือดูแตกต่างจากวัตถุประเภทเดียวกัน วัตถุนั้นอาจอยู่ในรูปของสินค้าแฟชั่น เฟอร์นิเจอร์ ร้านขายของ บ้าน คอนโดมิเนียม ของใช้ภายในบ้าน ยานพาหนะ อาคารสำนักงาน ไม่เว้นแม้แต่ 'ศูนย์การค้า' อาคารที่เต็มไปด้วยพื้นที่โล่งขนาดมหึมา
 

งานออกแบบเนรมิตให้ศูนย์การค้ามีรูปลักษณ์และบรรยากาศย้อนยุคกลับไปกี่พันปีหรือนำสมัยล้ำอนาคตอย่างไรก็ได้ แค่กำหนดโจทย์แล้วดำเนินการให้เป็นไปตามนั้น แต่เมื่อได้รับมอบหมายให้แปลงโฉมอาคารขนาด 5 ชั้นที่มีอยู่เดิมบนถนนศรีนครินทร์ระหว่างซอย 55 และซอย 57 รวมพื้นที่ทั้งโครงการ 290,000 ตารางเมตร และเป็นอาคารที่เชื่อมโยงกับความรู้สึกชุมชนรอบข้าง ชฎาทิพ จูตระกูล ผู้บริหารศูนย์การค้าสยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ และสยามพารากอน ทำอย่างไร


แปลงโฉมคุณชายถนัดศรี เป็น เคน-ธีรเดช

อาศัยประสบการณ์บริหารศูนย์การค้ากว่า 20 ปี คุณชฎาทิพเริ่มต้นส่งทีมวิจัยออกสำรวจความต้องการของชุมชนนับสิบแห่งในเขตกรุงเทพฯ ตะวันออก ที่ตั้งอยู่รายรอบอาคารแห่งนี้ ซึ่งรู้จักกันในนาม 'เสรีเซ็นเตอร์' ว่าชาวชุมชนอยากให้ศูนย์การค้ารูปโฉมใหม่มีรูปแบบอย่างไร

ทีมวิจัยลงพื้นที่เป้าหมาย ออกสำรวจกลุ่มตัวอย่างจำนวน 5,000 คน รายได้ระหว่าง 9,000-200,000 บาท
 “เราพยายามหาสิ่งที่เขายังขาด หาข้อมูลว่าเขาอยากให้ที่นี่เป็นอย่างไร เราได้คำตอบว่าเขาอยากให้ศูนย์การค้าใหม่มีลักษณะเป็นบ้านหลังที่สอง” ชฎาทิพกล่าวและว่า เป็นบ้านหลังที่สองของทุกคนในครอบครัว ที่สามารถเนรมิตความสุขให้ได้ตั้งแต่เด็กเล็กไปจนถึงผู้สูงอายุ

ข้อมูลในผลการสำรวจยังระบุถึง 'บุคลิกใหม่' ของบ้านหลังที่สองแห่งนี้ไว้ด้วย แบบสอบถามข้อหนึ่งถามในลักษณะที่ว่า ถ้านึกถึงภาพบุคคลที่มีชื่อเสียง คุณคิดว่าอาคารเดิมแห่งนี้ทำให้คุณนึกถึงใคร และเมื่อเปิดใหม่แล้วอยากให้เป็นเหมือนใคร

“คนเกือบห้าพันคนตอบเป็นชื่อเดียวกันว่าคุณชายถนัดศรี (ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์) คือดูเป็นผู้ใหญ่และมีความรู้ความเชี่ยวชาญเรื่องอาหาร เพราะที่นี่มีชื่อเสียงเรื่องอาหาร (ชั้นใต้ดินเสรีเซ็นเตอร์เป็นแหล่งรวมอาหารอร่อยมากมาย) ถ้าเปิดใหม่ก็อยากให้เหมือน เคน-ธีรเดช (ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์) คือเป็นหนุ่ม หน้าตาดี รักครอบครัว และเฉลียวฉลาด” คุณชฎาทิพเล่าให้ฟัง


บ้านหลังที่สองชื่อ พาราไดซ์ พาร์ค 

ใช้เวลา 2 ปี คุณชฎาทิพแปลงโฉม 'คุณชายถนัดศรี' เป็น 'เคน-ธีรเดช' ในนาม พาราไดซ์ พาร์ค (Paradise Park) พร้อมคอนเซปต์ The Oasis of Eastern Bangkok เป็นดั่งสวนสวรรค์สร้างความชุ่มชื่นใจ-ความสุขให้ทุกคน และสวนสวรรค์แห่งการชอปปิงยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งกรุงเทพฯ ตะวันออก เพราะรวบรวมร้านค้าแนว Speciality Store ไว้ถึง 700 ร้านค้า ซึ่งเป็นผลมาจากการสำรวจข้อมูลของชาวชุมชนที่อยากให้มีร้านเหล่านี้ ทั้งร้านค้าที่เคยมีอยู่เดิมและร้านค้าใหม่ที่ไม่เคยเปิดบนถนนศรีนครินทร์

แฟชั่นแบรนด์เนมจากอเมริกา Gap เปิดแฟลกชิพสโตร์ขนาด 700 ตารางเมตร, Fly Now ออกเสื้อผ้าแบรนด์ใหม่ The Garden เพื่อเปิดร้านที่พาราไดซ์ พาร์ค โดยเฉพาะ, The Dressing Room มัลติแบรนด์จาก 18 ดีไซเนอร์ไทยใหม่ล่าสุดของเมืองไทย, Thai Designers Selected พื้นที่สำหรับดีไซเนอร์ไทยจากสยามเซ็นเตอร์ครั้งแรกในเขตกรุงเทพฯ ตะวันออก ร่วมด้วยร้าน Loft  อาณาจักรสินค้าเหนือจินตนาการจากญี่ปุ่นบนพื้นที่ 2,000 ตารางเมตร, สปอร์ตเวิลด์ ศูนย์รวมอุปกรณ์กีฬาบนพื้นที่ 3,000 ตารางเมตร, บิวตี้พาร์ค โซนสำหรับ 25 อินเตอร์แบรนด์คอสเมติก, โซนดิจิทัลเวิลด์, โซนมันนี่พาร์ค, โซนลิฟวิ่งแอนด์ไลฟ์สไตล์, โฮมโปร, ไดนิ่ง พาราไดซ์ แหล่งรวมภัตตาคารเลื่องชื่อกว่า 100 ร้าน, เวิลด์ ออฟ เอ็ดดูเทนเมนต์ โลกแห่งจินตนาการและการเรียนรู้, ศูนย์รวมผลิตภัณฑ์อาหารปลอดสารพิษ ฯลฯ 

สถาปัตยกรรมพรรณไม้ 

วิธีคิดงานออกแบบตกแต่งทั้งภายในและภายนอกตัวอาคาร มีแรงบันดาลจากข้อมูลในแบบสอบถามเช่นกัน เมื่อพบคำตอบว่า สวนหลวง ร.9 คือสถานที่ที่เป็นที่หนึ่งในใจของชาวชุมชนย่านนี้และเปรียบเสมือนศูนย์กลางของกรุงเทพฯ ตะวันออก ภาพรวมของสถาปัตยกรรมและการตกแต่งทั้งหมดจึงพยายามสื่อและสะท้อนความงามของสวนหลวง ร.9 ซึ่งคุณชฎาทิพได้เชิญคุณ อัจฉริยะ และคุณ วาลุกา โรจนะภิรมย์ แห่งบริษัท Urban Architects มาร่วมกันทำงานออกแบบ โดยมีความงามของธรรมชาติ ความชุ่มชื่นใจจากดอกไม้ ต้นไม้ และธารน้ำ เป็นต้นแบบของการดีไซน์

งานสถาปัตยกรรมด้านหน้าอาคารดูโดดเด่นสะดุดตาและมีความหมาย วัสดุตลอดความยาวผนังตึกที่ดูเหมือนระลอกคลื่นแนวตั้ง แทนเส้นสายของกิ่งไม้ ใบหญ้า และธารน้ำ ส่วนปีกขวาสุดของอาคารตกแต่งเป็นรูปกลีบดอกไม้ขนาดใหญ่ นอกจากนี้ยังสร้างภูมิสถาปัตย์โดยรอบอาคารศูนย์การค้าด้านหน้าทั้งหมด พื้นที่ 4 ไร่ ให้เป็นสวนพืชพรรณไม้นานาพันธุ์ ร่มรื่นและสดชื่นด้วยน้ำพุและน้ำตก เป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นและแตกต่างจากศูนย์การค้าอื่น

การตกแต่งภายในแต่ละชั้นไม่เหมือนกันเลย แม้แต่ชั้นเดียวกันก็ตกแต่งพื้นที่ไม่เหมือนกันทั้งหมด
 "เราเปรียบพื้นที่แต่ละชั้นเหมือนห้องต่างๆ ภายในบ้าน ซึ่งแต่ละห้องตกแต่งไม่เหมือนกัน ตามประโยชน์ใช้สอยแตกต่างกัน" คุณชฎาทิพ กล่าวและว่า แนวคิดในการตกแต่งพื้นที่แต่ละชั้นของศูนย์การค้าให้ไม่เหมือนกันแบบนี้ ก็เพื่อสร้าง Sense of Place ของการออกแบบในแต่ละชั้นให้แตกต่างกันไปตามประเภทและโซนของร้านค้าและกิจกรรมที่หลากหลาย เพื่อให้สอดคล้องกับความสนใจของครอบครัวสมัยใหม่ที่มีความชอบต่างกันไป

แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ ทุกชั้นทุกพื้นที่ยังคงรักษาคอนเซปต์การตกแต่งภายในที่อิง เส้นสายธรรมชาติ โดยเลือกใช้วัสดุ โทนสี ลวดลายของต้นไม้ ใบไม้ สายน้ำ เพื่อสร้างความอบอุ่น ความประทับใจ และภาพลักษณ์อันเข้มแข็งที่ตั้งเป็นโจทย์ไว้

ที่เห็นเด่นชัดคือ หลังคาสกายไลต์ทรงโดม ที่เหมือนเป็นโดมขนาดใหญ่กลางศูนย์การค้า คุณชฎาทิพเล่าการทำงานออกแบบในจุดนี้ให้ฟังว่า โดมนี้สร้างไว้ในตำแหน่งที่ดีมาก ทำให้แสงธรรมชาติของพระอาทิตย์ตอนกลางวันส่องสว่างถึงทุกชั้น ทั้งสวยงามและช่วยประหยัดพลังงาน แต่โดยส่วนตัวเห็นว่า จะปล่อยเป็นโดมโล้นๆ ไม่ได้ ต้องเป็นโดมที่มีลวดลายจึงจะดูสวยงามทั้งสภาพของตัวโดมและบรรยากาศของพื้นที่ จึงเสนอให้ทำเป็น ลายดอกไม้ แต่หลังจากปรึกษากับคุณอัจฉริยะและคุณวาลุกา ก็พบปัญหาและข้อจำกัดหลายอย่าง ด้วยความที่โดมนี้มีขนาดใหญ่มากและมีอยู่เดิม การสร้างลายบนผิวโดมจึงไม่ใช่เรื่องง่ายและในเมืองไทยยังไม่เคยมีการแก้ปัญหาในลักษณะนี้ ซึ่งสถาปนิกทั้งสองท่านก็ได้ช่วยค้นคว้าหาเทคโนโลยีมาแก้ปัญหาจนปรากฏลายดอกไม้บนสกายไลต์ทรงโดม

พื้นของโซน ไดนิ่ง พาราไดซ์ แหล่งรวมร้านอาหาร ก็มีประเด็นให้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ด้วยความที่อยากทำให้บรรยากาศของโซนร้านอาหารดูมืด คุณชฎาทิพตั้งใจปูพื้นด้วยวัสดุสีดำ แต่สถาปนิกก็ติงว่าพื้นสีดำดูร้ายและน่ากลัว คุณชฎาทิพจึงขอให้ทดลองปูพื้นด้วยสีดำให้ดูบางส่วน ผลปรากฏว่าได้บรรยากาศอย่างที่ตั้งใจ สถาปนิกก็เลยยอมใช้สีดำปูพื้น รวมทั้งยังออกแบบการจัดวางร้านอาหารในโซนนี้แบบไม่มีผนังกั้น เพื่อให้ร้านแต่ละร้านถึงแม้อยู่แยกมุมกันไป แต่ก็ยังดูเชื่อมโยงกัน ดูอบอุ่น และได้บรรยากาศร้านอาหารในโรงแรมหรู ไม่มีความรู้สึกเหมือนอยู่ในศูนย์การค้า แน่นอนเมื่อแหงนมองเพดาน ก็จะเห็นเพดานตกแต่งด้วยลายใบไม้สีขาวบนพื้นสีดำดูทันสมัย

โซน Food Bazaar แหล่งรวมอาหารประเภท 'ซื้อกลับบ้าน' และเบเกอรี่ สร้างความแตกต่างด้วยการใช้สีสันแบบฝรั่งเศสและโมรอกโก เช่น สีเขียว เหลือง ฟ้า และตกแต่งด้วยหม้อ กระทะวางและห้อยลงมาจากชั้นวาง, โซน ดิจิทัล เวิลด์ ตกแต่งแบบสตูดิโอเครื่องเสียง สร้างจุดสนใจด้วยการนำพื้นที่มีลักษณะเหมือนไม้ชิ้นเล็กๆ เรียงต่อกัน ขึ้นไปตกแต่งเป็นฝ้าเพดาน, เช่นเดียวกับเพดานของโซน บิวตี้ พาร์ค เราจะได้ชมความงามของเพดานกุหลาบดอกมหึมา

 "เรามองว่าโซนบิวตี้ พาร์ค เคาน์เตอร์เครื่องสำอางสวยอยู่แล้ว ไม่อยากตกแต่งอะไรมาก แค่อยากได้เพดานสวยๆ สักชิ้น วางแนวคิดไว้ว่าเป็นเพดานดอกกุหลาบ" คุณชฎาทิพเล่าให้ฟังและว่า แต่เพดานกุหลาบนี้ใช้เวลา 4 เดือนก็ยังคิดไม่ออก ว่าจะทำออกมาในลักษณะใด จึงจะไม่แบน แต่มีมิติและสวยงามเหมาะสมกับพื้นที่ ในที่สุดก็มีอัศวินขี่ม้าขาวทำแบบจำลองดอกกุหลาบออกมาแค่เพียงครึ่งดอก พอเห็นปั๊บ ก็ตอบตัวเองได้ว่าแบบนี้แหละใช่เลย เพดานกุหลาบของ 'บิวตี้ พาร์ค' เป็นเพดานสุดท้ายที่ทำเสร็จ

ร่วมมือร่วมใจ-ทำงานสุดหัวใจ

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการทำงานตกแต่งศูนย์การค้า 'พาราไดซ์ พาร์ค' ที่มีเวลา 9 เดือน คุณชฎาทิพใช้เวลาภายในไซต์งานสัปดาห์ละ 3 วัน ตั้งแต่การรื้อและสำรวจงานระบบ เดินตรวจและแก้ปัญหางานตกแต่ง วันละ 4-5 ชั่วโมง แต่ 'งานออกแบบ' คงไม่ประสบผลสำเร็จ ถ้าส่วนหนึ่งไม่ได้รับความร่วมมือจากผู้เช่าเดิม

"เพราะเราจะแปลงโฉมจากหน้ามือเป็นหลังมือ เป็นความท้าทาย จะเห็นความแตกต่างเยอะมาก โดยเฉพาะจากการจัดโซนนิ่งให้เป็นสัดส่วน ซึ่งเราได้รับความร่วมมือจากผู้เช่าเดิมทั้งหมด เพราะเราต้องขอให้เขาย้ายร้านเข้าโซนนิ่งและตกแต่งร้านใหม่เพื่อการลงทุนระยะยาว ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเขาต้องลงทุนเพิ่ม ต้องคุยกันเพื่อให้เข้าใจคอนเซปต์" คุณชฎาทิพกล่าวและว่า การรอ 4 ชั่วโมงเพื่อให้มีโอกาสอธิบายกับเจ้าของร้าน ขอให้ย้ายร้านเข้าไปอยู่ในโซน จึงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ในการทำงานนี้

สิงหาคม 2551 ครั้งแรกที่ตัดสินใจรับงานนี้และถามตัวเองว่า "จะทำได้หรือไม่" คุณชฎาทิพได้กำลังใจจากคำสอนของคุณพ่อของเธอ (พลโทเฉลิมชัย จารุวัสตร์) ที่ถึงแม้วันนี้จะเฝ้ามองเธอจากที่ใดก็ตาม แต่คำสอนยังคงกังวานเสมอว่า "ในการทำงานไม่มีอะไรง่าย อุปสรรคเป็นเรื่องปกติ อยู่ที่เราจะแก้ไขอย่างไร เมื่อมีปัญหาหรืออุปสรรค ต้องแก้ไขด้วยการทำงานสุดหัวใจ ตั้งใจทำงานให้เต็มที่ ความสำเร็จจึงเป็นความยากลำบาก แต่เราไม่ต้องการคำชมจากใคร รางวัลแห่งความภาคภูมิใจเรามอบให้ตัวเราเองได้ เพียงแต่ไม่ว่าจะทำอะไร ทุกครั้งเราต้องทำอย่างดีที่สุด ไม่ว่าจะรู้ในเรื่องนั้นมากหรือรู้น้อย ก็ต้องตั้งใจทำในทุกๆ อย่างที่เราทำ ต้องทำให้ได้และทำให้ดีที่สุด"

สิงหาคม 2553 กรุงเทพฯ ตะวันออก ก็ปรากฏอาคารที่ดูมีชีวิตชีวาใหม่แห่งนี้

 

Tags : การออกแบบ

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

  • ความเห็นที่ 1

    Cancer Foods

    อาหาร Fast Food จากต่างประเทศอันตราย บริโภคแล้วเป็นมะเร็ง
    Fast Food จากต่างประเทศ มีไขมันทรานส์ (Trans Fat) เป็นจำนวนมาก
    ไขมันทรานส์ จะเพิ่มระดับโคเลสเตอรอลชนิดเลว และ ลดระดับของโคเลสเตอรอลชนิดดีให้ลดลง
    ไขมันทรานส์ เป็น ไขมันที่ทำให้ ผนังเส้นเลือดจะสะบักสะบอม เต็มไปด้วยคราบไขอุดตัน
    Big Mac แฮมเบอเกอร์ มีไขมันทรานส์ 1.5 กรัม
    เฟรนช์ฟราย (french fries) ขนาดใหญ่ 170 กรัม มีไขมันทรานส์ 8 กรัม
    ไขมันทรานส์ มีใน "อาหารสำเร็จรูป จากต่างประเทศ" และ "Fast Food จากต่างประเทศ"
    Fast Food จากต่างประเทศ บริโภคแล้วเป็นมะเร็ง

    (1.) แฮมเบอร์เกอร์ จัดเป็นอาหารประเภทที่ “มีความเสี่ยงสูง” เพราะเวลาที่สูญเสียไปในระหว่างรอกระบวนการนำ “เนื้อ” มาใช้ปรุงทำให้มี “แบคทีเรีย” เกิดขึ้นได้สูง ทำให้จำเป็นต้องมีการใช้ “สารเคมีสีแดง” มาช่วยกำจัดเนื้อที่กำลังจะเน่าเสีย ทำให้เนื้อแดงเปลี่ยนเป็นเขียว นอกจากนี้แฮมเบอร์เกอร์ทั้งหมดจะใส่ “สารปรุงรส”(MSG=Monosodium Glutamate) ทำให้ปวดศีรษะและเกิดอาการแพ้ โดย “MSG” เป็นสารเคมีที่ห้องปฏิบัติการทดลองใช้ช่วยทำให้สัตว์อ้วนขึ้น และท้ายที่สุดก็ทำให้ผู้บริโภคอ้วนขึ้นด้วย
    มีสารอะคริลิไมด์ (Acrylimides) ซึ่งเป็นสารก่อโรคมะเร็งและทำลายประสาท

    (2.) ฮอทด็อก

    เป็นอีก “เมนูอันตราย” เพราะมีกระบวนการผลิตคล้ายแฮมเบอร์เกอร์ และ “ฮอทด็อก” ทั้ง หมดยังใส่ “สารไนไตรท์” เพื่อช่วยทำให้เนื้อยึดตัวและช่วยเติมไส้กรอกให้เต็ม โดย “สารไนไตรท์” เป็นสารที่ทำให้เกิด “โรคมะเร็ง” ในกระเพาะอาหาร มะเร็งในเม็ดเลือด เนื้องอกในสมองและมะเร็งในกระเพาะปัสสาวะ นอกจากนี้ “ถุงหลอด” ที่ใช้บรรจุฮอทด็อก ก็ทำจาก “คอลลาเจนสังเคราะห์” ที่เป็นสารก่อให้เกิด “โรคมะเร็ง” ได้สูง มีไขมันที่เป็นสารประกอบไม่เปิดเผยอยู่ประมาณ 40% เมื่อนำ ไปปิ้งย่าง มันจะทำให้มี “สารพิษร้ายแรง” ที่เรียกว่า “อะคริลิไมด์” (Acrylimides) ออกมา ซึ่งรู้จักกันดีว่าเป็นสารก่อมะเร็ง และ “ทำลายประสาท” นอกจากนี้
    ไส้กรอก และ หมูแฮม ยังทำให้คนที่บริโภค เข้าไป เกิดโรคอ้วนด้วย

    (3.) เฟร้นช์ฟราย- มันฝรั่งทอด เป็นอาหารที่มี “ความเป็นพิษสูง” โดยการทอด “เฟร้นช์ฟราย” ใช้อุณหภูมิสูงทำให้มี “สารอะคริลิไมด์” ซึ่งเป็นสารก่อโรคมะเร็งและทำลายประสาท
    ออกมา นอกจากนี้ “น้ำมัน” ที่ใช้ในการทอดมันฝรั่งแต่ละครั้งจะเกิดการ “ออกซิไดซ์” ในมันฝรั่งยังมี “ดรรชนีกลีซิมิค”(Glycemic) อยู่สูงมาก…..นั่นหมายถึงมันเปลี่ยนให้กลายเป็นน้ำตาลภายในร่างกายได้เร็ว มาก

    (4.) พิซซ่า
    “พิซซ่า” ประกอบด้วยอาหารที่มาจากการ “ตัดแต่งพันธุกรรม” 5 ชนิด คือ…..1.”เนยแท้”(cheese) เพียง 10% เท่านั้น ซึ่งไม่ควรเรียกว่าเนยแท้ได้เลย…..2.”แป้ง” ที่ผ่านการปรุงแต่งให้ขาวที่ได้ทำการฟอกสี ทำให้วิตามินและเกลือแร่ออกไปแล้ว แต่ได้ทำการเติมเกลือแร่สังเคราะห์ตามจำนวนโม เลกุลที่เคยมีอยู่เข้าไปใหม่…..3.”ซอสมะเขือเทศ” ทำด้วยสารคล้ายมะเขือเทศที่สร้าง “ยาฆ่าแมลง” ของมันขึ้นมาได้เองในร่างกายของท่าน…..4.”แป้งสาลี” ชนิดที่มีการตัดแต่งทางพันธุกรรม…..5. มี “น้ำมันฝ้าย” ประกอบอยู่ โดยฝ้ายไม่ได้จัดเป็นพืชพวกอาหาร มันผ่านการสเปรย์ด้วยยาฆ่าแมลงที่ชาวไร่ใช้ในฝ้ายเมล็ดจะเป็นตัวดูดเอาสาร พิษต่างๆเอาไว้ได้มากที่สุด ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงสาธารณะสุข ต่างไม่ให้ความร่วมมือซึ่งกันและกันที่จะรับรองว่ามันปลอดภัยต่อการบริโภค ได้หรือไม่ มันไม่ได้ช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น แต่มันเป็น “น้ำมันไฮโดรจีเนต” และมีอันตรายต่อสุขภาพอย่างยิ่ง

    นอกจากนี้ “ผิวหน้าแป้งพิซซ่า” ที่อบปิ้งในอุณหภูมิสูง อาจมี “สารอะคริลิไมด์” เกิดขึ้นด้วย ขณะที่การเพิ่มหน้าพิซซ่า “เพ็พเปอโรนิ” หรือเพิ่มหน้าไส้กรอกทำให้มีความเสี่ยงสูงจาก “ไนไตรท์” สารกันบูดและสารเคมีอื่นๆ รวมทั้งไขมันอิ่มตัวที่มีการเติมเข้าไปจากโรงงาน

    (5.) ชิ้นไก่ทอด-เนื้อนุ่มไร้กระดูก
    เป็นเมนู ที่ทำมาจากชิ้นส่วนของไก่ที่ไม่ใช้แล้ว การรับประทานต่อครั้งโดยทั่วไปจะให้พลัง งาน 340 แคลอรี่ 50% เป็นไขมัน มีแป้งขนมปังผสมอยู่มาก จึงมีคาร์โบไฮเดรตอยู่สูง มีการเติมสารปรุงรส “MSG” ทำให้ปวดศีรษะและเกิดอาการแพ้ นอกจากนี้ “นัคเก็ตชิคเก้น” บางอันจะมี “สารอะลูมิเนียม” ซึ่งเป็นอันตรายต่อสมองและเป็นอันตรายต่อการเมตะโบลิสซึมของร่างกายด้วย

    (6.) โดนัท
    โดยเฉลี่ยแล้วจะให้พลังงานประมาณ 300 แคลอรี่ ในโดนัท 1 ชิ้นมีแป้งคาร์โบไฮเดรตอยู่มากกว่า 50% ของที่แนะนำให้บริโภคต่อครั้งต่อวัน มีเกลือโซเดียมอยู่สูงมาก ทำให้ร่างกายขาดน้ำได้ นอกจากนี้โดนัทยังทอดในน้ำมันที่มีอุณหภูมิสูง ซึ่งน้ำมันประเภทนี้จะทำให้มีกลิ่นหืนและมีสารอนุ มูลอิสระเกิดขึ้น ทำให้เกิดสารพิษและทำให้ร่างกายเมตะโบลิสซึมช้าลง เป็นการคุกคามต่อสุขภาพที่ดี และยังเป็นสาเหตุทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น

    (7.) ไอศกรีม
    มีไขมันอยู่สูงมากเกินกว่า 50% ของไขมันที่แนะนำให้บริโภคต่อครั้งต่อวัน มีคาร์โบไฮเดรตอยู่มากเกือบ 40% ของคาร์โบไฮเดรตที่แนะนำให้บริโภคต่อครั้งต่อวัน มีน้ำตาลอยู่มากทำให้มีความกระหายน้ำตาลมากยิ่งขึ้น เป็นสาเหตุทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น เต็มไปด้วยไขมันไฮโดรจีเน็ตและไขมันที่แปรเปลี่ยน(Transfat) ไปจากธรรมชาติและยังช่วยเพิ่มพูนโคเลสเตอรอล ทำให้เส้นเลือดแดงใหญ่อุดตัน ทำให้มีสารอนุมูลอิสระในร่างกายเพิ่มมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุก่อให้เกิดโรคมะเร็ง

    (8.) น้ำอัดลม
    สารตัวสำคัญที่มีอยู่ใน “น้ำอัดลม” คือ “กรดกำมะถัน”(Phosphoric acid) ซึ่งมีความเป็นกรดสูงมากพอที่จะละลายตะปูได้ภายใน 4 วัน กรดที่สะสมอยู่ในร่างกายทำให้ยากที่จะทำให้น้ำหนักตัวลดลงได้ และ “น้ำโซดา” ที่เป็นส่วนประกอบอีกตัวของน้ำอัดลมจะเป็นตัวชะล้างแคลเซียมออกจากกระดูก จนทำให้เกิด “โรคกระดูกพรุน”
    นอกจากนี้ในน้ำอัดลม 1 กระป๋อง จะมี “น้ำตาลที่ไม่ให้พลังงาน” อยู่ 12 ช้อนชา ในน้ำอัดลมที่ช่วยลดน้ำหนักตัว หรือ Diet soda ที่ใช้ “น้ำตาลเทียมสังเคราะห์”(Artificial sweetener) เพิ่มความหวาน จะทำให้ร่างกายกระหายน้ำตาลมากยิ่งขึ้น เพราะน้ำตาลสังเคราะห์เหล่านี้มีความหวานมากกว่าน้ำตาลธรรมดามาก ขณะที่ “สี” ที่ใช้เติมในน้ำอัดลม ยังเป็น “สารก่อมะเร็ง” ด้วย

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

advertisement