กรุงเทพธุรกิจ

ad 1

Life Style

วันที่ 3 กันยายน 2553 01:00

เฮโลสาระพา 'วิวาห์ส่าหรี'

ภาพ : ฐานิส สุดโต

ภาพ : ฐานิส สุดโต

ปาร์ตี้สุดเหวี่ยงก่อนเข้าพิธีศักดิ์สิทธิ์

แยกกันจัดพิธีตามหลักศาสนาฮินดู อันนี้ของฝ่ายหญิง

เจ้าบ่าวขี่ม้าดั้นด้นไปหาเจ้าสาว

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

คู่บ่าวสาวชาวภารตะตีตั๋วมาแต่งงานในเมืองไทยกันเป็นว่าเล่น ที่มาที่ไปของปรากฎการณ์นี้ ไม่ใช่แค่หาเรื่องเที่ยว แต่ 'เปรี้ยว' กว่านั้น


 ซุบกามไน....ขอให้โชคดีในการแต่งงาน คำอวยพรเรียบง่าย แต่มีความหมายลึกซึ้ง ซึ่งบรรดาแขกเหรือที่มาในงานวิวาห์มอบให้กับเจ้าสาว ชราดา บัดจันดารี (Shradha Bhachandari) และเจ้าบ่าว กุนาล อัดดานิ (Kunal Adnani) หลังพิธี แมนดับ (Man dab) อันเป็นพิธีสำคัญที่บ่าวสาวต้องสาบานต่อหน้าฟ้าดิน และไฟ ว่าจะรักและซื่อสัตย์ต่อกันไปจนตราบฟ้าดินสลาย บนศาลา 4 เสายกพื้น ริมชายหาดหัวหิน โรงแรมเชอราตัน

 

 เท่านี้ก็ถือว่าการแต่งงานสมบูรณ์ หลังจากฉลองกินดื่มทั้งวันทั้งคืน...

 

 และตลอดเช้าก่อนเข้าพิธีแมนดับวันนี้ คู่บ่าวสาวชาวภารตะ ต่างแยกกันจัดพิธีตามศาสนา ฮินดู นิกายซินดิ (Sindhi)  จนสุดท้ายเจ้าบ่าวก็แห่ขบวนขันหมากหรือพิธีบาลัดเดินทางด้วยม้า (บ้างก็เดินทางด้วยช้าง) โดยมีขบวนเพื่อนเจ้าบ่าวเต้นระบำอินเดีย ล้อมหน้าล้อมหลัง ทำทีเป็นอุปสรรคคอยขัดขวางไม่ให้เจ้าบ่าวเดินทางไปหาเจ้าสาวได้สะดวก

 ตลอดทาง เพื่อนๆ จะถามเจ้าบ่าวว่า คิดดีแล้วหรือที่จะจากเพื่อนๆ ไปมีคู่ อยู่กับเพื่อนฝูงดีกว่า ชีวิตโสดก็สนุกดีมิใช่หรือ

 ขั้นตอนนี้รั้งขบวนเจ้าบ่าวไว้นานพอสมควร แต่เจ้าบ่าวก็ไม่เปลี่ยนใจ ไปถึงบ้านเจ้าสาวได้ตอนพลบค่ำพอดี ถัดจากนั้นคือ พิธีสำคัญสาบานต่อหน้าไฟ แขกเหรื่อทุกคนเตรียมตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นเดรส ทักซิโด หล่อสวยตามแบบสากล สตรีส่วนใหญ่ยังคงนุ่งส่าหรีตามประเพณี เตรียมตัวเลี้ยงฉลองกันอีกครั้งในห้องบอลรูมที่ขนะนี้เปลี่ยนธีมใหม่ ประดับประดาด้วยดอกกุหลาบสีขาว และดอกลิลลี่สีขาว หอมตลบอบอวลไปทั้งห้อง 
 

 ชราดา เจ้าสาวปลีกตัวจากพิธีแน่นเอี้ยด มาคุยถึงชีวิตสีชมพูให้ฟังว่า

 “...ฉันยังไม่ได้วางแผนอะไรไว้หรอกว่า หลังแต่งงานแล้วจะทำอะไรต่อไปเช่น จะมีลูกหรือไม่ จะมีลูกสักกี่คน  รู้แต่ว่าหลังจากงานนี้ฉันก็จะไปฮันนีมูนซัก 2 อาทิตย์ เริ่มจากในประเทศไทย กระบี่ เกาะพีพี แล้วไป มาเก๊า และจบที่เกาะมัลดีฟท์ หลังจากนั้นก็คงกลับไปทำงานที่ดูไบเหมือนเดิม ฉันเป็นผู้จัดการสาขาของบริษัทเนลสัน รีเซิร์ทคัมปานี ....” 

 
 งานเลี้ยงอ้อยอิ่งยาวนานมานับ 3 วัน 3 คืน พวกเขาเชิญแขก 220 คน เลือกเฉพาะเพื่อนฝูงญาติสนิท แต่ละคนมาจากทุกมุมโลก ไม่ว่าจะเป็นออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แคนาดา  อินเดีย ฯลฯ โดยบ่าวสาวดูแลค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด ด้วยงบประมาณ 4.9 ล้านบาท 

 คำถามถัดจากนั้นก็คือ ทำไมต้องยกขบวนมาจัดกันที่เมืองไทย ไม่เป็นดูไบ หรือ อินเดีย บ้านเกิด


 “เพราะอยากให้ทุกคนเหมือนมาฮอลิเดย์ เวลานี้ที่ดูไบ และอินเดีย อากาศแย่มากๆ แต่ที่หัวหินฝนตกเดี๋ยวก็หยุด ผมก็เลยชอบหัวหินมาก เพิ่งเคยมาครั้งแรก แต่ครอบครัวผมเคยมาหลายครั้งแล้ว เพื่อนผมซื้อคอนโดอยู่ที่นี่เขาก็บอกว่าที่นี่ดี  ทุกคนมาที่นี่แล้วก็มีความสุข บริการของโรงแรมดีน่าประทับใจมากๆ  มีอาหารอินเดียด้วย  อีกอย่างถ้าผมแต่งงานที่ดูไบ ทุกคนจะสนุกไม่เต็มที่ ต้องขอตัวกลับก่อน เพราะพรุ่งนี้ต้องไปทำงาน หรือต้องไปธุระ แต่พอมาจัดที่นี่ เป็นวันหยุดของทุกคน สนุกเต็มที่ไม่มีใครต้องขอตัวกลับก่อน พรุ่งนี้ไม่ต้องทำงาน... ”

 

 

ผู้หญิงยังต้องสู่ขอ?

 ชัคตี น้องสาวคนสวยของเจ้าสาว เล่าว่า ทั้งคู่รู้จักกันตั้งแต่ 6 ขวบ (อนุบาล 3)  เคยแสดงงานโรงเรียนด้วยกัน โดย ชราดา แสดงเป็นเจ้าสาว และ กุนาล แสดงเป็นเจ้าบ่าว ไม่น่าเชื่อว่า 20 ปีต่อมา ทั้งคู่จะได้เข้าพิธีแต่งงานกันจริงๆ
 

ชราดา มาเมืองไทยถึง 26 ครั้ง แต่ไม่เคยรู้จักหัวหินมาก่อน ส่วนใหญ่จะแวะที่ภูเก็ต กรุงเทพฯ พัทยา เท่านั้น พอเพื่อนแนะนำ "เมืองไทย" จึงมาดูสถานที่ ทั้งหมด 3 แห่ง แต่เธอก็เลือก "หัวหิน" ในที่สุด

 เจ้าสาวเล่าว่าเธอหมั้นเมื่อเดือน พฤษภาคม ปี 2009  พอเดือนธันวาคมก็เริ่มวางแผนว่าจะแต่งงาน  ช่วงระยะเวลา 7 เดือนก่อนถึงวันนี้ เธอเริ่มเตรียมตัวเป็นเจ้าสาวด้วยการดูแลผิวพรรณ เข้าสปา ออกกำลังกายโดยมีเทรนเนอร์ส่วนตัว เจ้าสาวเล่าว่าคนอินเดียสมัยใหม่ ผู้หญิงไม่จำเป็นต้องไปสู่ขอผู้ชายอีกแล้ว เธอเองก็เช่นกัน

 ทว่าบางคู่ยังคงอนุรักษ์วัฒนธรรมเดิม คือฝ่ายเจ้าสาวเป็นคนออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดในงานมงคล โดยพ่อแม่เจ้าสาว คิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย เพราะวันนี้เขาจ่ายเงินเพื่อลูกสาวจะได้ออกเรือนมีคู่ครอง แต่สุดท้ายเจ้าบ่าวก็ต้องเลี้ยงลูกสาวของพวกเขาไปตลอดชีวิต ซึ่งเป็นเรื่องที่ใหญ่กว่า

 งานวิวาห์ของ ชราดา และกุลนาล ถือว่าเป็นงานขนาดเล็กแต่ก็ไม่เล็กมาก ถ้าเปรียบเทียบกับงานแต่งอินเดียทั่วไป คงเป็นไซส์ M ค่อนไปทาง S ยังไม่ถึงขนาด L และ XL ฉลอง 3 วัน 3 คืนครบถ้วนตามประเพณี หากเป็นงานใหญ่กว่านี้อาจฉลองกัน 5 วัน 5 คืน หรือไม่ก็ 7  วัน 7 คืน ไปจนถึง 10 วัน 10 คืน วันแรกเรียกว่า "ซังกีส" เป็นงานรื่นเริงของฝ่ายหญิง ร้อนเล่นเต้นกินเต็มที่ ทันทีที่แขกเช็คอินเข้าโรงแรม พวกเขาจะได้รับการดูแลอย่างดี จากฝ่ายเจ้าภาพ เช่น จัดให้ทุกคนได้นวดสปา มีของขวัญเซอร์ไพรส์ทุกห้อง ทุกคืน จัดธีมงานลอยกระทงตรงสระน้ำ ฯลฯ สนุกสนานกันเกือบถึงเช้า 

 โปรแกรมวันถัดมา ทุกคนสามารถตื่นนอนตอนสายได้  แล้วค่อยๆ ทยอยมารับประทานอาหารเช้า เก็บแรงไว้สำหรับปาร์ตี้คืนที่สองเรียกว่า "แมนดี้"  สีสันหลักคือ การเพนท์ด้วยเฮนน่า คือ การเขียนลวดลายที่ฝ่ามือหลังมือตลอดไปจนถึงแขนและขา เพื่อสื่อถึงความหมายว่า ผู้หญิงคนนี้มีคนจองแล้ว

 แม้ประเพณีดั้งเดิมจะผูกขาดการเพนท์ไว้แค่เจ้าสาว แต่ทว่าค่ำคืนแห่งปาร์ตี้ เจ้าภาพจัดให้แขกทุกคนได้สนุกสนานกับการทำเฮนน่าแบบฟรีๆ  ยังมีเพนท์เล็บ ติดเครื่องประดับที่ใส่ตะกร้าเตรียมไว้ให้เลือกหยิบกันตามใจชอบ

 คืนที่สองนี้เอง เพื่อนบ่าวสาวรับหน้าที่จัดกิจกรรมภาคเอนเตอร์เทนทั้งหมด สนุกกันให้หนำใจก่อนตบเท้าเข้าพิธีศักดิสิทธิ์ในวันรุ่งขึ้น เริ่มต้นจากไหว้ดาว 9 ดวง และพระพิฆเนศ  ก่อนจะไปจบลงตรงพิธีสาบานต่อหน้าไฟและฟ้าดิน แล้วฉลองใหญ่ปิดท้ายอีกครั้ง ทุกคนก็จะเข้ามาแสดงความยินดี  พูดคำว่า ซุบกามไน.... ขอให้โชคดีในการแต่งงาน

 

 

ตีตั๋วแต่งข้ามขอบฟ้า 

 เหตุผลของการเลือกมาแต่งงานที่เมืองไทยของชราดากับกุนาล อาจค่อนข้างส่วนตัว แต่ดันไปพ้องกับคู่วิวาห์จากดินแดนแห่งชมพูทวีปอีกหลายคู่ จนโรงแรมไทย หัวกระไดแทบไม่เคยแห้ง


 สิธธัตถะ เซกาล  ไดเรคเตอร์ บริษัท Advertising & Media Consultants co.,Ltd. เล่าว่าคนอินเดียนิยมมาจัดงานแต่งงานที่เมืองไทยนานแล้ว โดยเฉพาะช่วง 3-4 ปีหลังมานี้ บูมสุดขีด

 “ผมเองก็เพิ่งเริ่มจัดงานออร์แกไนซ์ได้ 2 ปี จากสถิติของการท่องเที่ยวในปี 2009 มีคนมาจัดงานที่เมืองไทยถึง 30 คู่และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แม้ช่วงที่ผ่านมาบ้านเราจะมีปัญหาเรื่องการเมืองแต่ตลาดอินเดียยังคงเติบโต อย่างปีนี้ 6 เดือนแรกมีคนอินเดียเข้ามาแต่งงานถึง 40 คู่ด้วยกัน ส่วนใหญ่เป็นคนอินเดียที่มาจากประเทศอินเดีย นอกนั้นก็มาจากเกาหลี ญี่ปุ่น อังกฤษ ...  ”


 สิธเล่าอีกว่ามีหลายเหตุผลที่คนอินเดียนิยมมาจัดงานที่เมืองไทย หนึ่งในนั้นคือ คนอินเดียชอบเมืองไทยมาก ครั้งหนึ่งในชีวิตอยากจะมาเที่ยวให้ได้ พวกเขาใฝ่ฝันจะมาสปา ชอปปิง พักมีโรงแรมระดับโลก รับบริการระดับ 5 ดาว และสัมผัสชายหาดสวยงาม ไม่ว่าจะเป็นภูเก็ต เกาะสมุย กระบี่ หรือพัทยา

 “ชายหาดที่สวยที่สุดในอินเดียก็ยังสวยสู้เมืองไทยไม่ได้ อีกอย่างจากเมืองใหญ่ๆ ของอินเดียบินมาประเทศไทยใกล้มาก แค่ 4 ชั่วโมงก็ถึงแล้ว ค่าเครื่องบินก็ถูกประมาณ 10,000 บาท ช่วงพีคที่สุด 18,000 บาท ค่าห้องพักก็ถูกเฉลี่ยแล้วตกประมาณ 3,000-5,000 บาทต่อห้อง ยิ่งช่วงเดือน 11 คนอินเดียจะนิยมแต่งงานกันเยอะ แค่ช่วงวันที่ 18-21 มีคู่แต่งงานนับหมื่นคู่ ฉะนั้นโรงแรม ห้องบอลรูม แคเทอริ่งในอินเดียไม่พอ พวกเขาก็เลยต้องมองนอกประเทศ บางคู่ก็ไปแต่งที่สิงคโปร์ มาเลเซีย แต่ส่วนใหญ่ชอบมาที่เมืองไทยมากกว่า ”

 งานแต่งงานขนาดเล็กที่บินมาจัดในเมืองไทย จะเชิญแขกประมาณ 200 คน แต่ถ้าจัดที่อินเดียต้องเชิญแขกถึง 2,000 คน เพราะต้องเชิญทุกคนที่รู้จัก เมื่อคิดสะระตะแล้ว จัดงานแต่งนอกประเทศน่าจะดีกว่า

 “ตลอด 2 ปีที่ผมทำมา ลูกค้าจะมี 2 ประเภท ประเภทแรกต้องการประหยัด ต่อรองเรื่องราคาได้ ประเภทที่สองไม่สนใจเรื่องของราคา ขอให้เป็นโรงแรมที่ดีที่สุด เซอร์วิสดีที่สุด เชิญแขก 500 คน เคยจัดที่โรงแรมอินเตอร์คอนฯ ขนสตาฟมาจากอินเดีย 100 คน เชฟ 40 คน ผมต้องเช่าอีกร้านในโรงแรมเพื่อให้เชฟทำงาน จัดงานทั้งหมด 10 วัน ขนของใส่ตู้คอนเทนเนอร์มา 4 ตู้


 เรื่องดอกไม้สำคัญมากสำหรับคนอินเดีย ทุกมื้อ จะต้องมีดอกไม้สวยๆ และเปลี่ยนธีมตลอด ผมเคยจัดงานแต่งวันหนึ่งที่ร้านอาหารอินเดียของผมเอง เขาขอให้จัดเป็นธีมป่า เพราะเจ้าบ่าวเคยทำงานเนชันแนลจีโอกราฟฟิค ที่ป่าอเมซอน ในบราซิล เขาต้องการให้แขกที่มาในงานรู้สึกถึงบรรยากาศป่าอเมซอน  ผมต้องขนต้นไม้ใหญ่จริงๆ มาจากต่างจังหวัด จัดให้เหมือนป่ามากที่สุด มีเสือขาวตัวจริง พร้อมลูกเสือขาวอีก 6 ตัว มีทาร์ซาน กอริลล่า ทำจากโฟมแต่เหมือนจริง มีสะพานแขวนบนลานจอดรถ  แล้วแต่ว่าใครอยากมีไอเดียแบบไหน"

  ลำพังงานเลี้ยงคืนนั้นคืนเดียว เฉพาะค่าตกแต่งอย่างเดียวหมดไปเกือบ 1 ล้านบาท ยังไม่รวมค่าอาหาร ค่านักแสดง  สิธบอกว่า งานนั้นทั้งหมดเจ้าภาพมีงบประมาณ  100 ล้านบาท ทั้งนี้ แขกที่มาทุกคนต้องนั่งเครื่องบินเฟิร์สคลาส รถที่ไปรับจากสนามบินเพื่อมาเช็คอินที่โรงแรม คือ BMW ซีรี่ส์ 7 แต่ละห้องต้องมี แชมเปญ กล่องไม้ใส่ทองคำ ให้กับทุกคนที่มาในงาน

 "เขาเป็นนักธุรกิจครับ ตอนแรกก็ดูธรรมดาๆ ผมว่าคนอินเดียมีฐานะหรือไม่นั้น เราจะไม่มีวันรู้เลยจนกว่าเขาจะจัดงานแต่งงาน...”

 เท่าที่เคยจัดมา สิธเผยว่า งบประมาณแต่ละคู่ไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท สูงสุด 100 ล้าน

 "ทุกโรงแรมพร้อมอ้าแขนรับถ้าบอกว่าจะมีคู่แต่งงานอินเดียมาอินสเป็ค  จะเตรียมห้องพัก อาหาร สปาฯ ไว้ให้แบบฟรีๆ เพราะปีหนึ่งรับคู่แต่งงานแค่ 6 คู่ โรงแรมก็สามารถอยู่ได้สบาย"

 คนอินเดียชอบเที่ยวทะเล ชอบน้ำ ช่วงหลังๆ มา ปลายทางของพวกเขาจึงมักจะไปลงที่ หัวหิน หลังจากที่ภูเก็ตครองอันดับ 1 มาโดยตลอด ทั้งนี้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ก็เป็นอีกหนึ่งแรงหนุนส่ง ลงทุนบินไปโปรโมทแพคเก็จหวานนี้ถึงที่อินเดียเช่นกัน 

 อีกคนที่ทำมาหากินอยู่ในแวดวงนี้ ธนดล สินจุฑาวงษ์ ช่างภาพไทยเชื้อสายอินเดีย เล่าว่าแพคเกจแต่งงานข้ามประเทศ น่าจะเริ่มจากนักธุรกิจไทยเชื้อสายอินเดีย ที่อาศัยอยู่ในเมืองไทยจัดงานแต่งงานลูกหลานแล้วเชิญแขกจากบ้านเกิดที่อยู่ในประเทศต่างๆ มาร่วมงาน พอคนอินเดียต่างแดนมาเห็นงานได้เปรียบเทียบราคาและคุณภาพแล้ว พบว่า ถูกกว่าประเทศไหนๆ จึงพูดคุยกันปากต่อปาก จนกลายมาเป็นอาชีพใหม่ของเหล่าบรรดา เวดดิ้งแพลนเนอร์ต่างๆ ในปัจจุบัน


 "เวดดิ้งแพลนเนอร์ก็จะเป็นตัวกลาง เหมือนเป็นนายหน้ารับจัดงาน ส่วนผมก็มารับจ้างถ่ายภาพให้เขา เมื่อ 30 ปีที่แล้วคุณพ่อก็รับถ่ายงานให้ญาติแล้วแม่รับทำอาหารอินเดีย เรียกว่ารับงานเวดดิ้งกันทั้งครอบครัว"

 เขาเล่าว่า งานแต่งของอินเดียปัจจุบันจะก็อปปี้สไตล์หนังอินเดียทุกเรื่องที่เกียวกับความรัก

 "งานแต่งอินเดียเขามาแสดงความยินดีกันจริงๆ มาฉลองจริงๆ ไม่มีการใส่ซองเหมือนงานแต่งบ้านเรา อาจจะมีการให้ของขวัญกันเล็กๆ น้อยๆ"

 จากสถิติการรับงาน ธนพลประมาณการว่า ทุกอาทิตย์จะมีคนอินเดียมาแต่งงานในเมืองไทยอย่างน้อย 1 คู่

 "ที่หัวหิน ภูเก็ต เคยจัดงานแต่งพร้อมกัน  2-3 โรงแรม" เดิมทีคนอินเดียจะนิยมสละโสดกันหน้าหนาว แต่มาวันนี้ มีงานมงคลกันตลอดปี 

 "คนอินเดียมีพิธีเยอะ กว่าจะหมั้นกัน กว่าจะแต่งต้องผ่านพิธีเยอะ เหมือนหนังอินเดีย เขารักกันจริงๆ ไม่มีเฟค แต่บางคู่เฟคๆ ก็มีนะครับ แต่งงานใหญ่โต ผ่านไป 3-4 เดือนเลิกกันก็มีแต่น้อยมาก ส่วนใหญ่จะรักกันจริงๆ ปึ้กมากๆ ครับ"
 เขาบอกอีกว่าถ้าอยากแต่งงาน ต้องมีเงินขั้นต่ำ 2 ล้านบาทถึงจะจัดงานมงคลไซส์เอสได้

 ...ไม่ง่ายเลย
 

Tags : งานแต่งงานของชาวอินเดียในเมืองไทย

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

advertisement