เขาใส่สูท เขาผูกเนคไท วิ่งไปบนผืนพรมสีเขียวพร้อมกับเจ้าตูบเริงร่า วิ่งๆเดินๆเดี๋ยวเดียวเงินก็เข้ากระเป๋า สุขใดไหนจะเท่า สุขของเขา-handler
คำนวณคร่าวๆ ต่ำสุดราว 50,000 บาทต่อเดือน รับประจำปีหนึ่งก็เหยียบล้าน นี่ยังไม่นับรายได้พิเศษจากการเดินทางไปต่างประเทศอีกไม่รู้เท่าไร รวมๆ แล้วรายรับต่อปีก็ต้องเสียภาษีกันจนหน้ามืด
ถึงรายได้จะหอมหวาน แต่ในประเทศไทยก็มีขาประจำผูกขาดอาชีพนี้อยู่เพียง 20 กว่าคน เหตุผลน่ะหรือ...
“คุณต้องมีพรสวรรค์”
นั่นปะไร ไม่ง่ายอย่างที่คิด ใครเห็นตัวเลขหลายๆ หลักแล้วตาโต อยากกระโจนเข้าใส่ คงต้องคิดใหม่-ทำใหม่ ซะแล้ว
ใส่สูท ผูกไท ไปจูงน้องหมา
ถ้าไม่จับสายจูงยาวๆ ใครๆ ก็คงนึกว่าเขาเป็นนักธุรกิจพันล้าน เพราะเสื้อผ้าหน้าผมเพอร์เฟคซะจนแยกไม่ออก แต่ถ้าคลุกคลีอยู่ในแวดวงสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะสุนัขแล้วละก็ ใครๆ ก็รู้ว่า ผู้ชายที่ยืนใส่สูท ผูกเนคไทด์ ถือสายจูงที่ผูกติดกับสุนัขบุคลิกดีบนพรมสีเขียวนั้น คือ Handler หรือคนที่ประกอบอาชีพ “จูงสุนัขประกวด” นั่นเอง
"อ้าว แล้วไม่ใช่เจ้าของสุนัขเองหรอกหรือ"
บางคนอาจมีข้อสงสัย คำตอบคือ ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะในการประกวดสุนัขแต่ละครั้ง คนที่จะจูงสุนัขให้ชนะใจกรรมการได้ ไม่ใช่แค่คุ้นเคยหรือเลี้ยงดูกันมานาน หากต้องมีพรสวรรค์บางอย่างด้วย
“ตั้งแต่เด็กๆ ผมจะคุยกับสุนัขของผมตลอด พอมีการประกวดที่ไหน มีสุนัขต่างประเทศเข้ามาเมื่อไรก็จะไปดู ตอนแรกแค่พาสุนัขไปเดินเล่น แต่พอดูมากๆ ก็ชอบ เลยลองหัดจูงบ้าง ตอนแรกจูงสุนัขของตัวเองประกวด เพราะเรามีลูกสุนัขที่บ้านอยู่แล้ว มันน่าจะทำเงินได้นะ ก็เลยลองดู” จารุเดช อินธิกาย หรือ โบ แฮนด์เลอร์มือดีอันดับต้นๆ ของประเทศ บอก
ย้อนไปเมื่อ 16 ปีที่แล้ว การประกวดสุนัขในเมืองไทยจัดไม่บ่อยครั้งเท่าไรนัก อาชีพแฮนด์เลอร์ หรือ คนจูงสุนัขประกวด จึงไม่ค่อยเป็นที่รู้จักเทียบเท่าปัจจุบัน(หรือปัจจุบัน บางคนก็ยังไม่รู้จัก)
"ตอนนั้นมีแฮนด์เลอร์ไทยไม่กี่คน น้อยมาก ส่วนมากเวลามีประกวดก็จะมีแฮนด์เลอร์จากต่างประเทศเข้ามา ผมได้เข้าไปเรียนรู้จากพวกเขา เวลามีการสัมมนา มีการสอนก็จะไป หรือบางทีก็ดูเทปการประกวดจากต่างประเทศ พอเราจับทิศทางได้ ฝึกได้ ก็เริ่มมีคนมาให้เราช่วยจูง แล้วก็ให้ค่าจ้าง"
ดูเหมือนไม่มีขั้นตอนอะไรมาก ไม่ต้องลงทุนเท่าไร อาจจะลงแรงวิ่งตามสุนัขบ้าง แต่แฮนด์เลอร์มือหนึ่งบอก ถ้าง่ายขนาดนั้นคงมีคนประกอบอาชีพนี้กันเกลื่อนเมือง
"บางคนเดินดู ยืนดู นั่งดู ก็ไม่ยากนี่ แต่พอลองลงมาทำมันคนละเรื่องกันเลย แค่ให้สุนัขยืนนิ่งๆ แบบไม่ขยับขาเลยนี่ยากนะ เพราะฉะนั้นในสนามที่เห็นมีคนจูงสุนัขอยู่ก็จริง แต่ไม่ใช่ทุกคนจะจูงได้จนถึงโชว์ และไม่ใช่ทุกคนจะจูงได้จนถึงเบสท์ (Best in Show รางวัลสูงสุดในการประกวดสุนัขแต่ละครั้ง) คนที่จะจูงได้ถึงเบสท์ต้องมีลูกเล่นในการปกปิด อันนี้สำคัญมาก สุนัขทุกตัวไม่มีตัวไหนเพอร์เฟคตามมาตรฐานที่กำหนด 100 เปอร์เซ็นต์ มันมีจุดด้อยทุกตัว เราฝึกมา เราจะรู้ว่าสุนัขตัวนี้มีจุดด้อย-จุดเด่นตรงไหน เพราะฉะนั้นเราต้องกลบจุดด้อย แล้วดึงจุดเด่นของมันออกมาให้กรรมการได้เห็นว่า ตัวนี้สวยนะ เพราะจริงๆ แล้วการจูงสุนัขประกวดเราไม่ได้แข่งกับแฮนด์เลอร์ด้วยกัน แต่เราแข่งกับกรรมการ เราต้องเอาชนะใจกรรมการให้ได้"
ไม่ใช่แค่ลูบหัวลูบหางแล้วจะชนะใจกรรมการในวันประกวดได้ โบบอก ก่อนลงสนามจริง สุนัขทุกตัวต้องผ่านการฝึกและคลุกคลีอยู่กับแฮนด์เลอร์เป็นเวลาอย่างน้อย 1 เดือน ทั้งนี้เพื่อทำความคุ้นเคย รวมถึงสังเกตจุดเด่นและจุดด้อยของสุนัขแต่ละตัว แต่ไม่ได้หมายความว่า จบเกมการประกวดแล้วจบกันทุกครั้งไป การจ้างงานขึ้นอยู่กับลูกค้าและแฮนด์เลอร์จะตกลงกัน บางตัวอาจจ้างจูงเฉพาะงาน แต่ส่วนมากจะผูกขาดการว่าจ้าง จนกว่าสุนัขของลูกค้าจะได้รับตำแหน่ง Champion ซึ่งศัพท์ในวงการประกวดสุนัขจะเรียกว่า "การทำแชมเปี้ยน"
สำหรับสุนัขที่จะขึ้นไปถึงตำแหน่งแชมเปี้ยนแห่งประเทศไทยได้นั้น ต้องผ่านการประกวดเพื่อสะสมคะแนน และมีใบรับรองการเป็นแชมป์ประจำการประกวด หรือ Best in Show จำนวน 3 ใบ รวมถึงคะแนนสะสมจากการลงประกวดอีก 60 คะแนน ถึงจะได้รับตำแหน่งแชมเปี้ยน ซึ่งระยะเวลาขึ้นอยู่กับความสามารถของแฮนด์เลอร์ และบุคลิกของสุนัขแต่ละตัว
"แฮนด์เลอร์บางคนอาจจะเหมาทำแชมเปี้ยนตัวหนึ่งหมื่นสองหมื่นบาท อันนี้สมมตินะ แต่ของผมคิดค่าจ้างเป็นเดือน คือเจ้าของต้องเอาสุนัขมาทิ้งให้ผมอย่างน้อย 1 เดือน ค่าจ้างคิดเดือนละ 6,000 บาทต่อตัว ไม่รวมตอนประกวดนะ เฉพาะตอนกินอยู่ที่บ้านผม ส่วนวันประกวดก็อีกราคา คิดกันเป็นรอบๆ สุนัขตัวหนึ่งจะต้องประกวด 4 รอบถึงเข้าไปชิงถ้วยรางวัลใหญ่ๆ คิดเป็นรอบๆ ไป เดี๋ยวนี้มีการจัดประกวดเดือนละ 2 ครั้ง ครั้งละ 2 วัน คือ เสาร์-อาทิตย์ รายได้ตอนประกวดวันหนึ่งอย่างน้อยๆ ก็ 7,000-8,000 บาท เคยได้สูงสุด 50,000 บาท แต่มันไม่ใช่ทุกวันนะ รายได้ก็จะประมาณนี้"
ถือว่าอู้ฟู่พอสมควร และยิ่งสมาคมพัฒนาพันธุสุนัข(ประเทศไทย) กำหนดให้มีการประกวดสุนัขเป็นประจำทุกเดือน เดือนละ 2 ครั้ง ยิ่งสร้างรายได้ประจำ พร้อมๆ ไปกับการพัฒนาขีดความสามารถของเหล่าบรรดาแฮนด์เลอร์ไทย ให้ก้าวไกลเทียบระดับมาตรฐานสากลด้วย
คู่หู รู้ใจ ไม่ใช่แค่สายจูง
แม้อาชีพแฮนด์เลอร์จะไม่ได้เป็นกันง่ายๆ แต่ น้องมายด์ - ด.ช.ศุภสิน ขจรประภาสันต์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบางกะปิ ก็สนใจอาชีพนี้ เพราะคลุกคลีอยู่กับสุนัขและเริ่มจับสายจูงตั้งแต่อายุ 4 ขวบ
"เกิดมาพร้อมกับสุนัขเลย เพราะคุณพ่อ(เฉลิมชัย -แฮนด์เลอร์รุ่นแรกๆ ของเมืองไทย) เริ่มประกวดสุนัขตั้งแต่20 กว่าปีที่แล้ว มายด์เกิดมาก็อยู่ในสังคมนี้ แล้วก็สนใจจึงเรียนรู้ทุกอย่างจากคุณพ่อ คุณพ่อสอนเต็มที่เลยถือว่าได้เปรียบกว่าคนอื่นๆ ที่ต้องเรียนรู้เอง แต่ว่าก็หาความรู้เพิ่มเติมด้วยนะ จากการดูประกวดในเมืองไทย ดูวิดีโอต่างประเทศ อ่านหนังสือ คุณพ่อจะมีหนังสือเกี่ยวกับแฮนด์เลอร์โดยเฉพาะอยู่เล่มหนึ่ง ภาษาอังกฤษหมดเลย เป็นหนังสือหายาก ซึ่งมายด์ก็ศึกษาจากเล่มนี้ด้วย"
ด้วยวัยเพียง 13 ปี วันนี้น้องมายด์กลายเป็นแฮนด์เลอร์มืออาชีพที่มีอายุน้อยที่สุดในประเทศไทย การันตีด้วยรางวัล Junior Handler 2009 และ Best of Breed (อันดับ 1 ในสายพันธุ์) จากการจูงสุนัขพันธุ์ไทยหลังอาน ในการประกวด World Dogs Show 2009 ที่ประเทศสาธารณรัฐสโลวัก
"จริงๆ ประทับใจที่สุดมีอยู่หลายครั้งนะครับ อย่างตำแหน่ง Best in Show ที่สวนสามพราน นั่นก็ประทับใจเพราะเป็นถ้วยพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นงานใหญ่ที่สุดเลย ตอนนั้นจูงสุนัขพันธุ์โดเบอร์แมน ชื่อโดน่า (TH.CH.BADEN BADEN DONA TELLA) เป็นสุนัขอิมพอร์ตมาจากอาร์เจนติน่า เจ้าของเขาจ้างเราประจำ"
จะเรียกว่าเป็นครอบครัวแฮนด์เลอร์ก็คงไม่ผิด เพราะคุณพ่อ คุณแม่ และน้องมายด์ ประกอบอาชีพเดียวกัน ที่บ้านน้องมายด์จึงมีสุนัขที่อยู่ในความดูแลมากเป็นสิบตัว
"เป็นของลูกค้าหมดเลยครับ คือเขาจะ โอเค...ครอบครัวนี้ฝึกนะ เราก็มาดูว่าใครเข้ากับตัวไหนได้ก็จูงไป นอกจากในบ้านมายด์จะรับงานข้างนอกด้วย หรือลูกค้าทำท็อประดับประเทศแล้วก็มี ส่วนใหญ่จะเป็นสุนัขรุ่นแชมเปี้ยน ประมาณว่า เป็นสุนัขที่เพอร์เฟคแล้วนั่นแหละครับ"
มีรายได้ประจำที่อัตราสูงต่ำไม่ต่างจากแฮนด์เลอร์ร่วมอาชีพคนอื่นๆ แต่น้องมายด์ บอก มันเป็นส่วนหนึ่งในปัจจัย สำคัญที่สุดคือเราชอบมันจริงหรือเปล่า
"ไม่ใช่เป็นใครมาจากไหน ชอบแล้วจะมาจูงง่ายๆ ได้ บางตัวอาจจะง่าย สั่งมาจากเมืองนอก เป็นสุนัขฝึกแล้วก็ไม่ต้องทำอะไรมาก แต่จะมีสุนัขยากๆ ที่เราไม่รู้กลวิธีเล็กๆ น้อยๆ เช่น กรรมการมอง เราจะทำยังไง เราจะคุมยังไง ซึ่งแต่ละพันธุ์ก็แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นการเป็นแฮนด์เลอร์ไม่ใช่ง่ายๆ เลย อย่าคิดว่าเป็นเจ้าของสุนัขแล้วจะจูงเองได้ ต้องศึกษานะ ศึกษามาตรฐาน การจูง ความเป็นมา เคล็ดลับ สุนัขตื่นไม่ตื่น ก่อนลงสนามต้องเตรียมพร้อมอย่างหนักทุกๆ เรื่องเพื่อให้การประกวดออกมาดีที่สุด"
ถามว่า ถูกกดดันจากเจ้าของสุนัขที่คาดหวังรางวัลสำคัญๆ มากน้อยแค่ไหน น้องมายด์ บอก "มาก"
"ก่อนอื่นมายด์จะดูว่า สุนัขทุกตัวที่เรารับมาต้องตรงตามมาตรฐานการประกวด มีบ้างที่เจ้าของเอามาให้จูง แบบ...ไม่สวย เราก็ต้องพยายามหามุมที่มันสวยแล้วทำออกมาให้ดีที่สุด ก็กดดันนะ แต่ก็ทำดีที่สุด คือทุกคนคาดหวัง Best in Show เหมือนกันหมด เพราะฉะนั้นเราก็ต้องพยายาม อย่างโดน่านี่ถ้าได้อีก Best in Show เดียวก็จะจบแกรนด์แชมเปี้ยน"
แฮนด์เลอร์รุ่นจิ๋ว บอกว่า ไม่ใช่แค่สุนัขเท่านั้นที่ต้องดูแล แต่ตัวแฮนด์เลอร์เองก็ต้องดูแลตัวเองด้วย เริ่มจากการออกกำลังกาย เพราะการประกวดแต่ละครั้งแฮนด์เลอร์ต้องวิ่งโชว์กรรมการไปพร้อมกับสุนัข ถ้าไม่มีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ก็ไม่สามารถผ่านการประกวดไปได้อย่างราบรื่น
"อีกอย่างคือการแต่งตัว บุคลิกของแฮนด์เลอร์มีผลประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ คือถ้าคุณใส่กางเกงยีนส์เซอร์ๆ มา แต่มาจูงหมาอเมริกันแชมป์เปี้ยนมันก็ขัดกัน ไม่ professional บุคลิกของแฮนด์เลอร์ต้องสง่าผ่าเผย แล้วต้องโชว์สุนัขให้สง่าด้วย อย่างผู้ชายควรจะใส่สูท ผูกเนคไท ส่วนสีเสื้อผ้าต้องดูให้เข้ากับสุนัข ถ้าจูงสุนัขสีดำ เราก็น่าจะใส่สีสว่างๆ ส่งให้สุนัขของเราเด่น เราจะไม่เด่นกว่าสุนัขนะ แต่เราต้องเด่นด้วย เพราะถ้าสุนัขเด่น เราไม่เด่น กรรมการก็ไม่มอง เขาเรียกว่า มันต้องมีกึ๋นให้กรรมการมองให้ได้"
สุดท้ายกับคำถามที่ว่าหลงสน่ห์อาชีพนี้ที่ตรงไหน น้องมายด์ ตอบว่า แฮนด์เลอร์ต้องแสดงจุดเด่นของสุนัขแต่ละตัวออกมาให้กรรมการเห็นให้ได้ ไม่ว่าสุนัขตัวนั้นจะสวยงาม หรือขี้เหร่แค่ไหน ถ้ากรรมการให้คะแนน นั่นถือเป็นความสำเร็จ
"ถึงจะไม่ได้ไปเที่ยวกับเพื่อนรุ่นเดียวกัน แต่วันนี้มายด์ว่า มายด์มีความสุขมาก มีความสุขที่ได้มาเจอกับพี่ๆ ในแวดวงเดียวกัน เหมือนมาปาร์ตี้ มาคุยเรื่องเดียวกัน ก็สนุกดีครับ"
เห็นหรือยังว่ารายได้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ปัจจัยสำคัญมันอยู่ที่ความรักในหัวใจ
...............
สาส์นจากนายกฯ
"ประเทศไทยเป็นตลาดสุนัขที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ต่างชาติเข้ามาซื้อสุนัขเยอะมาก เพราะ 1.คุณภาพดี 2.สะดวกในการทำเอกสาร สำคัญคือคุณภาพไม่แพ้สุนัขที่อื่นๆ ในโลกเลย และงานประกวดสุนัขในประเทศไทยก็รู้จักกันมาก ประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ทั่วโลกรู้จักไทย รู้ว่าประเทศไทยมีความสามารถในการจัดประกวด พร้อมทั้งสถานและสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญคือ ประเทศไทยไม่มีระบบกักกันสุนัข หรือ quarantine...
นอกจากนี้สมาคมพัฒนาพันธุ์สุนัข(ประเทศไทย) ยังกำหนดให้มีการประกวดสุนัขเดือนละ 2 ครั้ง กระจายไปตามสถานที่ต่างๆ โดยให้ชมรมที่เป็นสมาชิกสมาคมรับทอดจัดงานอีกที ซึ่งเขาก็จะยื่นเอกสารเข้ามาขอจัดงานประกวดสุนัข แล้วทางสมาคมจะรับรองผลการประกวด
ในงานประกวดสุนัขช่วยสร้างงานสร้างรายได้ให้คนจำนวนมาก คนปกติที่ทำงานประจำทั่วไปสามารถมีอาชีพเสริมจากสุนัขได้ เช่น ขายสุนัข จูงสุนัข หรือจับสุนัขผสมพันธุ์ ซึ่งอาชีพนี้ต้องมีความชำนาญ มีเทคนิคพิเศษ แล้วก็มีแต่งขนสุนัขที่เรียกว่า grooming หรืออาชีพผู้ช่วยกรรมการตัดสิน
อาชีพแฮนด์เลอร์ในเมืองไทยตอนนี้มีประมาณ 20 กว่าคน ถามว่าทำไมต้องมีอาชีพนี้ บางคนเลี้ยงสุนัขแต่จูงเองไม่เป็น เพราะต้องมีเทคนิค ต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์เพื่อให้กรรมการเห็นว่า สุนัขสวย ซึ่งคุณสมบัติของคนที่จะมาเป็นแฮนเลอร์ได้ 1.ต้องดูสุนัขเป็น 2.ต้องมีใจรัก(สุนัข) สามารถสื่อกับสุนัขได้ 3.ต้องมีความซื่อสัตย์ต่อ คือพยายามเต็มร้อย สุดท้ายคือ ต้องรับผิดชอบต่อหน้าที่ ตรงเวลา
เดี๋ยวนี้แฮนด์เลอร์ไทยไประดับอินเตอร์ด้วย มีจ้างไปอินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ถ้าแฮนด์เลอร์เก่งๆ ต่างประเทศเขาจะจ้างไปเลย เขาชอบคนไทย เพราะนอกจากมาตรฐานแล้ว คนไทยมีจิตใจอ่อนโยน สามารถสื่อกับสุนัขได้เร็ว สุนัขจะไม่กลัว
คนที่สนใจจะเข้ามาประกอบอาชีพนี้อย่างแรกต้องมาทำความรู้จักกับสนามประกวดสุนัขก่อน มาดูว่าเขาประกวดกันอย่างไร ระบบ ข้อบังคับต่างๆ จากนั้นก็เริ่มทำความรู้จักกับสุนัขแต่ละสายพันธุ์ว่า มาตรฐานสายพันธุ์ระบุไว้อย่างไรบ้าง เราต้องหัดประเมินสุนัขให้ออก พอเริ่มคุ้นเคยแล้วค่อยฝึกจูง บางคนอาจจะขอเข้าไปจูงแบบไม่คิดเงิน แต่ต้องเป็นคนที่คุ้นเคยกัน
อย่างที่เห็น ทำไมคนนี้จูงสุนัขดี ทำไมเจ้าของจูงไม่ได้ เพราะว่าสุนัขเขาสามารถรับรู้ความรู้สึกจากสายจูง บางตัวสุนัขสวยมาก เจ้าของจูงเอง แต่เจ้าของสั่นไปหมด วันนั้นสุนัขประกวดไม่ได้ เพราะฉะนั้นคนจูงจะต้องนิ่งมาก เทคนิคเรียนกันได้ แต่สำคัญคือต้องมีพรสวรรค์"
ผุสรา สุนทรางกูร
นายกสมาคมพัฒนาพันธุ์สุนัข(ประเทศไทย)
Tags : Handler • คนจูงสุนัขประกวด



ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น