กรุงเทพธุรกิจ

ad 1

Life Style

วันที่ 31 สิงหาคม 2553 01:00

ข้างนอกสดใส ข้างในเสียดสี 'วิญญู วงศ์สุรวัฒน์'

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ข่าว (ออนไลน์) ช่องนี้ ไม่ถึงขั้นตั้งโต๊ะวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นทางสังคมเผ็ดร้อน ขอแค่ "หยิก" แกม "หยอก" รวมกัน ให้แสบๆ คันๆ อารมณ์


 "ทั้งหมดเกิดจากเหตุอัดอั้นตันใจ" ...คำระบายแรก


 "ฮึ่ม!!! ไม่ไหวแล้วเว้ย!!! ขอระบายหน่อย!!!" ...คำระบายที่สอง

 "เออ ตลกดีว่ะ" คำระบายสุดท้าย 

 ทั้ง 3 ประโยค จอห์น-วิญญู วงศ์สุรวัฒน์ ใช้การันตี "เจาะข่าวตื้น" รายการทีวีเชิง "เสียดสี" สังคม ใต้ร่มเงาของ I-Here TV ที่เขากับพี่สาวและพรรคพวกร่วมกันทำ ซึ่งขึ้นแท่นรายการออนไลน์ยอดนิยม ช่วงค่อนปีที่ผ่านมา

 จำนวนผู้ชมที่ก้าวกระโดดจากหลักพันเป็นหลักล้าน ภายในระยะเวลา 3 ปีอาจไม่ใช่ตัวเลขที่น่าตื่นเต้นสำหรับเครือข่ายในโลกไซเบอร์ แต่สำหรับรายการทีวีที่หยิบจับเอา "ประเด็นสังคม" มา "เล่น" อย่าง "มีสาระ" และ "ตรงไปตรงมา" จนคว้าใจบรรดานักท่องเวบให้หันมาสนใจความเคลื่อนไหวของสังคมวันนี้ได้ ต้องถือเป็นหลักไมล์ที่น่าจับตา
 

ท่าทางสบายๆ บวกกับนิสัยขี้เล่นของเขาที่ไม่ใช่ ดีเจวิทยุคลื่นดัง หรือพิธีกรรายการบันเทิง ดูจะกลายเป็นส่วนผสมที่ลงตัวในการย่อยเรื่องซีเรียสทางสังคม วัฒนธรรม และการเมือง ให้ออกมาง่าย สนุก และกวนสุดขั้ว ผ่านตอนต่างๆ อย่าง  "สงครามสี" "ขยะโอเน็ท" "เจาะสมาร์ทการ์ด" "การเก็บภาษี" "พ่อกูหย่าญญญญ" "การกระจายความร่ำรวย" "จีที 200" หรือกระทั่ง "นิทาน 3 จี"  

 "ผมเอาข้อมูลจากข่าวที่เป็นข้อเท็จจริงมาเล่าในภาษาชาวบ้านเท่านั้น" จอห์นบอก

 ช่วงเบรกพักรายการ เขาจึงแวะมาเปิดประเด็นตามสโลแกนรายการที่แม้จะ "ดูถูกสติปัญญา"  แต่ไม่ได้มองข้าม "ความเป็นจริง"
 

 

กว่าจะตกลงใจทำรายการเจาะข่าวตื้น คิดนานแค่ไหน

 เจาะข่าวตื้นมันเกิดขึ้นจากเหตุอัดอั้นตันใจที่ผม พี่สาว คนรอบข้าง แม้แต่คนในองค์กรที่ทำงานอยู่ก็โดน ไม่ว่าจะเป็น การเอารัดเอาเปรียบ โดนปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมเท่าไหร่จากหน่วยงาน หรือองค์กรของรัฐ หรือสิ่งที่มันเกิดขึ้นในสังคม บางทีองค์กรเอกชนบางที่ก็ทำเหมือนกัน ซึ่งเรารู้สึกว่า ไม่ไหวแล้วเว้ย!!! (ออกท่าทางประกอบ) ขอระบายหน่อย


 ที่มาทำบนเวบไซด์ เพราะความสนใจของเราเหมือนกัน ว่าอยากจะทำรายการทีวีของตัวเอง แรกเริ่มเลยอยากจะทำบนฟรีทีวี แต่ว่ามันค่อนข้างมีข้อจำกัดเยอะ แล้วการลงทุนค่อนข้างสูง ไม่ใช่แค่การหาสปอนเซอร์อย่างเดียว แต่การลงทุนในแง่แบบว่า... ก็น่าจะรู้กัน คือ ดีเทลโปรดักชั่นอย่าง ค่าโฆษณา ค่ากล้อง ค่าทีมงาน เป็นเรื่องปกติ แต่มันก็จะมีด้านมืดอะไรสักอย่าง ที่เราก็รู้สึกว่ามันไม่จำเป็นน่ะ แล้วทำไมต้องทำอย่างนั้นวะ มันเป็นสิ่งที่จะมาแอ๊บแบ๊วไม่ได้ มันเป็นนิสัยที่สังคมเรายังมีอยู่ แล้วผมก็ไม่อยากทำอย่างนั้น ก็เลยคุยกับพี่สาวว่า งั้นเรามาทำอินเตอร์เน็ตทีวีกันดีกว่า พี่ก็ทักมาตั้งแรกแรกว่า เออ มันดีนะ แต่ยูต้องยอมรับนะว่า มันอยู่ลำบาก ถ้าคุณทำช่วงต้นนี่คุณต้องทำด้วยใจเลยนะ แบบ อาจจะไม่มีกินเลย (หัวเราะ)

 แรกเริ่มที่ทำนี่ทำตามอัตภาพ คุยกันว่า ว่างวันนี้ๆ ทีมกล้องว่างวันไหน ห้องตัดว่างวันไหน โอเค เดือนนี้ว่างแค่ วัน สองวัน คิวได้ ได้วันนี้ เดือนนี้ก็ถ่ายครั้งเดียว อัดครั้งเดียว ออนเทปเดียว ส่วนใหญ่เราก็ไปเจาะในเรื่องของที่มันเกิดขึ้นมานานแล้ว อย่างเรื่องใต้โต๊ะ วัฒนธรรมยกหู วัฒนธรรมคนในเครื่องแบบ ซึ่งเราก็ไปสะกิด ไปล้อ ตามประสา

 

 

อะไรที่ทำให้เจาะข่าวตื้นกลายเป็นที่นิยมของผู้ชมทุกวันนี้ 

 ที่ปรากฏว่ามันโดนจริงๆ ก็ตอน โอเน็ท เอเน็ท ที่กำลังเป็นกระแสพอดี เด็กบ่นเยอะมาก โหพี่ โคตรเซ็งเลย ใช้วิจารณญาณส่วนไหนของตัวเองมาคิดข้อสอบข้อนี้ อะไรอย่างนี้ ไหนมาดูหน่อยสิ มันอะไรขนาดไหน ก็เลยมานั่งแบบ... กูยังทำไม่ได้เลย กูยังงงเลยนะเนี่ย ก็หยิบมาทำเป็นประเด็น


 ทำไปปุ๊ปก็แบบ บูมมาก สัปดาห์เดียวแสนห้าคลิก เฉพาะในเวบของเราอย่างเดียว ในยูทูบก็เบิ้ลไปอีก 3 แสน เราก็ตกใจมาก ยอดคนดูในเวบจากประมาณล้านสองแสน ก็กระโดดขึ้นมาเป็น 3 ล้านคน ภายในระยะเวลา1-2 เดือน มันเป็นไปได้ยังไง เลยรู้ว่า การนำเสนอเรื่องราวให้มันตรงกับสถานการณ์ บางที คนเขาต้องการจะเสพ หรือบริโภคข่าวพวกนั้น และฟังข่าวจากคนที่พูดในภาษาชาวบ้าน หรือว่า ภาษาธรรมดาทั่วๆ ไปซึ่งพอทำอย่างนั้นปุ๊ป กระแสตอบรับก็ถือว่าดี
 

 

ขอบเขตที่วางไว้สำหรับการจิกกัดสังคมอยู่ตรงไหน

 

จริงๆ ผมทำรายการขึ้นมาก็เพื่อเสียดสี... ถามว่าจิกกัดขนาดไหน ก็คงไม่ถึงขั้นจิกกัด แค่เสียดสีมากกว่า

 ประเด็นของการทำรายการนี้เราไม่ได้ทำขึ้นมาเพื่อแกล้งใคร เพื่อโจมตีใคร เราทำเพื่อให้คนรุ่นใหม่ หรือคนที่สนใจบริโภคข้อมูลข่าวสาร ให้ลองตั้งคำถาม และเปลี่ยนวิธีคิด ที่อาจจะกลายเป็นวัฒนธรรมของคนไทยไปแล้วก็ได้ คือ ผมยอมรับว่ามันไม่สามารถเปลี่ยนได้หมด แต่ถ้าเราหัดตั้งคำถาม หรือมีความพยายามที่จะเปลี่ยนบ้าง มันก็คงเป็นเรื่องที่ดี บางคนอาจจะคิดว่า นักการเมืองโกงเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ซึ่งมันก็จะกลายเป็นความเคยชินไป โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่อย่างเราที่ต่อไปเราต้องก้าวสู่ในตำแหน่งบทบาทนี้

 เราต้องหัดที่จะ เฮ้ย การโกงมันไม่ใช่เรื่องปกติสิวะ มันเป็นเรื่องที่พวกเราต้องตั้งคำถาม หรือว่าข้าราชการจุดนี้ นักการเมืองจุดนี้ เขารับเงินเดือนเราจากภาษี แล้วบางคนก็ทำไม่เต็มที่ มันใช่เหรอ เขาได้รับการมอบหมายหน้าที่จากเรา ทั้งๆ ที่ได้รับเงินเดือนจากเราด้วย แล้วคุณไม่ทำน่ะ มันใช่เหรอ หรือที่คุณทำได้ไม่เต็มที่ มันใช่เหรอ เราก็ต้องตั้งคำถามเพื่อให้คนรุ่นใหม่ หัดตั้งคำถามตรงจุดนี้ด้วย ไม่ใช่ยอมรับว่าเราจะโดนกระทำอะไรก็ได้

 

 

แทนที่จะมานั่งคุยกันจริงจัง เลยมาเล่นกับอารมณ์เสียดสี ?

 ผมคิดว่าเพราะผมเคยผ่านจุดที่รู้สึกเคียดแค้นว่า ทำไมกูโดนกระทำแบบนี้วะ ทำไมมันมาโกงกันซึ่งๆ หน้าอย่างนี้วะ หรือทำไมมันมาเรียกเก็บส่วยกันตรงนี้วะ คือใครๆ ก็โดนกันไปทั่ว แล้วโกรธ ฮึม... (ลากเสียง) เราก็รู้สึกว่า โกรธแล้วมันได้อะไรล่ะ โกรธแล้วโวยวายแล้วเราได้อะไร ก็ลองนำเสนอในอีกมุมมองหนึ่ง ในการเสียดสีดีกว่า พอเสียดสีปุ๊บแล้วคนจำได้ แล้วเราก็ไม่เครียด เราก็นำเสนอในแง่ที่ว่า เออ ตลกดีเนอะ เขาทำแบบนี้กัน อืม ประเทศเราก็ยังทำอยู่เนอะ ประเทศอื่นเขาไม่เห็นทำเลย หรืออาจจะทำน้อยกว่า แต่ประเทศเราก็ยังทำอยู่ โคตรหน้าด้านเลย อะไรแบบนี้ พลิกให้เป็นเรื่องตลกไป แล้วคนจำได้ เขาก็จะเอาไปตั้งคำถามต่อ เมื่อเขาโดนกระทำในแบบเดียวกัน ไม่ช้าก็เร็วก็จะมีการตั้งคำถามว่า มันใช่เหรอ แค่นั้นเอง


 

แสดงว่า สังคมไทยยังขาดการตั้งคำถามอยู่เยอะ ?

 ผมก็ไม่ได้บอกทั้งหมดของสังคมไทยนะ ผมรู้สึกว่า คนรุ่นก่อนผม หรือคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ผม... อย่างคุณพ่อผมจะบอกว่า ต้องเข้าใจว่ามันเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ สังคมไหนมันก็มี เส้นสาย ใต้โต๊ะ คอรัปชั่น ผมก็บอกว่า ผมเข้าใจ แต่ปัจจุบันนี้ เด็กรุ่นใหม่ หรือเยาวชนรุ่นใหม่ เริ่มที่จะเข้าสู่กลุ่มของการ... มันก็จะมีกลุ่มที่คอยคอรัปชั่นอยู่ใช่ไหมครับ แล้วก็จะมีกลุ่มคนที่คอยให้โดนคอรัปชั่นอยู่ ซึ่งปัจจุบันนี้ กลุ่มคนที่ทำงานเพื่อที่จะหาเงินไปจ่ายกลุ่มคนคอรัปชั่น เริ่มมีน้อยลงทุกที กลุ่มวัยรุ่นหรือคนที่เริ่มเข้าไปทำงานใหม่ เริ่มเข้าสู่ กลุ่มที่คอรัปชั่นเสียมากกว่า เราต้องทำให้คนกลุ่มนั้น คนรุ่นใหม่ๆ ที่เข้ามากลายเป็นคนที่ยังทำงานอยู่ และขณะเดียวกัน ต้องคอยเตือนให้ไอ้พวกนี้ มันหยุดซะบ้าง หรือทำให้น้อยลง ไม่งั้นประเทศก็ไม่พัฒนาหรอก มันก็เป็นจุดในการมองมุมนี้แบบง่ายๆ ของผม

 


 
สังคมไทยรับได้แค่ไหนกับการเสียดสี

 คนยุคใหม่รับได้นะ ผมรู้สึกว่าคนไทยเปิดกว้าง เพราะเราพูดเรื่องจริงน่ะ เรื่องที่ผมนำเสนอก็ต้องเป็นเรื่องที่ผมพูดออกไป แต่ไม่ได้ไปโจมตี หรือดูหมิ่นใคร เป็นการพูดจากเนื้อหาข่าวที่มีเขียนอยู่ตามหนังสือพิมพ์ทั่วๆ ไป หรือแม้กระทั่งลงข่าวในเวบไซด์ หรือข่าวภาคค่ำ ที่ผมไปนั่งดู แล้วก็เอามาอ้างอิงเนื้อหาว่าเขาพูดแบบนี้ ไม่ได้เป็นการมานั่งเต้าข่าวเอง ไม่ได้วิ่งไปสัมภาษณ์แล้วมานั่งเทียนเขียนเอง


 ผมหยิบมาจากข้อมูลข่าวสารที่มีการเขียนไว้ และคนไทยทั่วประเทศสามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้ ผมก็แค่มานำเสนอในภาษาชาวบ้านเท่านั้นเอง ภาษาที่คนธรรมดาเข้าใจได้ และเด็กวัยรุ่นเข้าใจได้ จริงๆ ผมว่าวัยรุ่นอยากจะเข้าใจนะ เขาอยากจะรู้เรื่อง แต่เขาฟังไม่รู้เรื่อง เพราะว่า บางทีผมดูช่องบางช่อง พูดอะไรวะ ฟังท่านโน้นท่านนี้พูดก็... พูดอะไร ฟังไม่รู้เรื่อง พูดวนไปวนมา มันไม่ชัดเจนน่ะ ไม่ได้พูดแบบ เปรี้ยง ประเด็นนี้คืออะไร ข่าวนี้คืออะไร

 แล้วผมก็ถือว่ามันก็น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่าเป็นผลเสียนะ ถ้าเป็นผลเสียผมบอกได้เลยว่า จะเป็นผลเสียกับคนที่อยู่ในข่าวมากกว่า ผมเชื่อว่าผลดีน่าจะอยู่กับผู้บริโภค เขาจะได้รู้ว่าความเป็นจริงมันเป็นยังไง แล้วถ้าบอกว่าผมผิดเนี่ย อย่างนี้มันไม่ชัดเจนนี่หว่า นั่นแสดงว่าคุณกำลังให้ท้าย หรือสนับสนุนคนโกงนี่หว่า

 หลายคนที่ผมไปเปิดดูคอมเมนท์ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นผมในระดับแรก ก็คือ ระดับของความโกรธแค้น ระบาย ไม่อยากเชื่อเลยว่าเราจะโดนกระทำแบบนี้ ฮั่นแน่... (ทำท่าทางประกอบ) เพิ่งเก็ตน่ะสิ ผมน่ะเข้าใจมานานแล้ว (หัวเราะ) บางคนก็เข้าใจในมุมผมว่าเราเสียดสีเพราะอะไร แล้วข้อเท็จจริงมันคืออะไร ผมรู้สึกว่ามันได้ผล และเข้าถึงคนได้สัก 10-20 เปอร์เซ็นต์ของคนที่ดูทั้งหมด ก็โอเคแล้ว ผมไม่ได้บอกว่าทั้งหมดต้องเข้าใจ ไม่ใช่

 

 

จัดสมดุลบุคลิกระหว่างงานประจำที่เราทำ กับรายการเจาะข่าวตื้นอย่างไร

 ต้องแบ่งอย่างชัดเจนเลยครับ เวลาผมถ่ายรายการผมก็เป็นภาคของจอห์น วิญญูนะครับ ดีเจจอห์นนะครับ แล้วผมก็จะไม่แตะข่าวการเมือง หรือประเด็นสังคมเลยนะ ถึงช่วงที่ต้องขายสินค้านี้ ต้องนำเสนอแขกรับเชิญคนนี้ ก็ทำเต็มที่ แต่เมื่อผมไปทำเจาะข่าวตื้นผมก็นำเสนอข้อเท็จจริง หรือข้อมูลที่ผมได้มา ตามภาษาวัยรุ่น

 

 

ตัวจอห์น-วิญญูจริงๆ เป็นแบบไหน

 ผมว่า คาแรกเตอร์ผมในฟรีทีวี ก็เป็นคาแร็กเตอร์ผมนะ เป็นคาแร็กเตอร์ที่อยู่ในมาดของความสุภาพอ่อนน้อมมากกว่า แล้วก็เหมือนเป็นตัวอย่างเยาวชนด้านหนึ่ง ส่วนทางทีวีออนไลน์ก็เป็นคาแร็กเตอร์ของคนที่ไม่ได้วิเศษเลิศเลอไปกว่าใครเลย

 

 

ดาร์กไซด์หรือเปล่า

 ก็เฉยๆ นะ ผมว่าทุกคน คนธรรมดาทั่วๆ ไปมันก็มีด้านมืด  ผมรู้สึกว่า ผมมาในมาดของจอห์น วิญญู ผู้เป็นคนธรรมดาสามัญคนหนึ่งที่ตั้งคำถามว่ายังไงครับ ช่วยบอกผมหน่อย แต่ในฟรีทีวีผมอาจจะเป็นพิธีกร อยู่บริษัทนี้ ก็แค่นั้นเอง ขึ้นอยู่กับบทบาทที่ผมได้รับมากกว่า ผสมกัน

 

 

ในมุมมองของคุณ คำถามอะไรน่าถามที่สุดในตอนนี้

 เยอะแยะมากมาย (ยิ้ม) แต่ผมคิดว่า คำถามมันน่าจะอยู่ที่ว่า ทำไมไม่คุยกัน (หัวเราะ) จริงๆ นะ จะแบ่งฝ่ายทำไม แต่ละฝ่ายก็มีจุดที่มันดี มีจุดที่น่าสนใจ แล้วก็มีข้อเท็จจริงด้วย แต่เราก็ต้องยอมรับว่าแต่ละฝ่ายก็จะมีการใส่ไข่ หรือจุดไฟมันเข้าไป แต่เราลองมาฟังเฉพาะแค่ข้อเท็จจริงสิ แล้วก็คุยกัน มันจะได้ชัดเจนว่าปัญหามันคืออะไร แล้วค่อยช่วยกันแก้


 แต่ทุกวันนี้ก็ยังคงแบ่งฝ่ายอยู่ แล้วก็ ฉอดๆๆๆๆ แล้วก็ฮึ่ม.... กูไม่ฟังๆๆๆๆ  แล้วก็ไม่เคยเช็คข้อเท็จจริงอะไรกันเลย ซึ่งตรงนี้สำคัญมาก การให้ข้อมูลของสื่อวันนี้มีจุดบอด และตัวคนบริโภคเองบางทีก็ไม่ได้ขวนขวายที่จะหาข้อเท็จจริงด้วย บางทีรับข้อมูลนี้มาเราก็พร้อมที่จะเชื่อเลย การรับฟังความคิดเห็นก็เป็นเรื่องสำคัญ บางที คนเราแค่นำเสนอความคิดเห็น เขาก็ถูกตราหน้าว่าผิด ไม่รักชาติ หรือเป็นสีนี้ ซึ่งมันไม่ใช่อย่างนั้นสิ คนเราต่างมีสิทธิที่จะนำเสนอความคิดเห็นของตัวเอง มันไม่ได้ตีความว่าคุณเป็นสีอะไร หรือคุณเป็นฝ่ายไหน

 ปัจจุบัน ผู้ใหญ่ยังเป็นตัวอย่างของการแบ่งพรรคแบ่งพวกอยู่อย่างนี้ แล้วต่อไปคนรุ่นเรา หรือเด็กรุ่นใหม่เขาจะรู้สึกยังไง

 ท้ายที่สุดก็ไม่มีใครได้อะไรขึ้นมา อันนี้คือในแง่ของการเมือง หรือในแง่ของออฟฟิศ ก็ยังเป็นอย่างนั้น หรือแม้แต่ในที่เรียน เด็กในมหาวิทยาลัย คณะเดียวกัน ก็ยังตั้งก๊ก ตั้งเหล่ากันเลย เพื่ออะไร ดังนั้น คำถามที่ผมคิดว่าควรจะถามก็คือ ทำไมไม่คุยกันสักที (วะ) (หัวเราะ)
 

 

แล้วถ้าเป็นคำตอบล่ะ ?

 ถ้าถามผมนะ คำตอบ ผมค่อนข้างคาดหวังลำบาก ตอนนี้เค้นคำตอบลำบาก ขณะที่คำตอบที่ตอบแบบผ่านๆ หรือตอบให้จบๆ ไปมีเยอะ (ยิ้ม)

Tags : วิญญู วงศ์สุรวัฒน์

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

advertisement