บ้านไหนยาแน่นตู้ เดาได้2อย่างคือเฮลตี้กับขี้โรค และถ้ากว่าครึ่งคือยาแก้ปวดกับยาฆ่าเชื้อ เชื่อขนมกินได้เลยว่ายาเหลือ...สาเหตุของโรคเรื้อรัง
กลับบ้านไปลองสำรวจช่องเก็บของในตู้เย็น คุณอาจพบยาหยอดตาเมื่อปีที่แล้ว ยาแก้ไอชนิดน้ำที่กินเหลืออยู่จากเดือนก่อน ยาฆ่าเชื้อในกระเพาะอาหารตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ กับแผงยาเม็ดที่บรรจุอยู่ในซองพลาสติกเขียนชื่อคนในครอบครัวอีกเพียบ
นอกจากตู้เย็นแล้ว ที่ตระกร้าหัวเตียง ชั้นวางทีวี โต๊ะกินข้าว ตู้ยาโซฟา และบางแห่งอย่างตู้เก็บของในห้องน้ำก็อาจมียาซุกซ่อนอยู่ด้วยความหลงลืม เผลอเรอ หรือไม่ใส่ใจ
ยังไม่เท่านั้น ตามนิสัยคนไทยใจบุญ บางรายถึงกับโพสต์ขึ้นเว็บไซต์ประกาศของบริจาคยา เราจึงได้เห็นข้อความในกระทู้แบบข้างล่างนี้
"มียาเหลือ บริจาคได้ที่ไหนบ้าง หมอจ่ายยาให้เยอะ ตอนนี้หายแล้วไม่ต้องทาน เช่น
ยาแก้ปวด ลดการอักเสบ Votaren 90 เม็ด หมดอายุปี 2013
ยาลดกรด Maracid หมดอายุ ปี 2011 จำนวน 90 เม็ด
ยาบำรุงปลายประสาท Princi B หมดอายุปี 2011 จำนวน 180 เม็ด"
ภญ.วุฒิรัต ธรรมวุฒิ เภสัชกรสมาคมเภสัชโรงพยาบาล ไม่แปลกใจกับกระทู้ รวมถึงยาเหลือทิ้งที่กระจายอยู่ตามบ้าน
เธอบอกว่า ยาปฏิชีวะหรือยาฆ่าเชื้อที่หลายคนรู้จักกันดีนั้นเป็นยาที่เหลือใช้ค่อนข้างมาก และเป็นยาที่ผู้ป่วยสามารถซื้อกินเองได้ หรือ กรณีไปพบแพทย์ และได้รับยามากินไป 2-3 วัน พออาการดีขึ้นก็หยุดยา ทั้งที่ทราบกันอยู่แล้วว่า ยาฆ่าเชื้อหรือยาปฎิชีวนะจำเป็นต้องทานต่อเนื่องอย่างน้อย 5- 7 วันขึ้นไป ขึ้นกับภาวะโรค
แต่คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่า อาการดีขึ้นแล้วไม่จำเป็นต้องกินต่อ ทำให้ยาฆ่าเชื้อเป็นอีกหนึ่งประเภทยาที่เหลือใช้เยอะมาก เพราะใช้กันบ่อยมาก
"หากคนไข้กินยาไม่ครบทำให้เกิดการดื้อยาได้ ครั้งหน้าไม่สบายอีก และกลับมาใช้ยาตัวเดิมอาจไม่ได้ผลแล้วก็ได้ ที่ถูกต้องคือ ไม่ควรมียาปฎิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อหลงเหลืออยู่ในบ้าน ควรกินให้หมดทุกครั้งเวลาที่แพทย์หรือเภสัชกรจ่ายยาให้"
นี่คือแนะนำพื้นฐานที่น่าปฏิบัติได้สำหรับทุกคน
เภสัชกรเพิ่มเติมว่า ยาบางประเภทไม่จำเป็นต้องกินติดต่อกันจนครบโดส เช่น ยาแก้หวัด ยาแก้ไอ ถ้าอาการดีแล้วสามารถหยุดได้ แต่ต้องพิจารณาคุณภาพของยาด้วย ก่อนนำไปใช้อีกครั้งหนึ่ง เช่น ถ้าเป็นยาน้ำยังใสเหมือนเดิมหรือไม่ มีตะกอนหรือเปล่า เพราะถ้าใช้ยาเสื่อมคุณภาพจะส่งผลอันตรายต่อร่างกายได้
ยาล้นบ้าน
อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจสาเหตุยาเหลือใช้ส่วนใหญ่พบว่า มักเกิดจากคนไข้โรคเรื้อรัง เช่น โรคความดัน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้สูงอายุ คนไข้อาจกินยาไม่ต่อเนื่อง หรือไม่สม่ำเสมอ หรือว่าไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องกินยา
ผลสำรวจจากโครงการของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยให้เภสัชกรเข้าเยี่ยมบ้านผู้ป่วยโรคเรื้อรังจำนวน 700 คน ที่อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลทั้งหมด 54 ชุมชน พบว่าผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูง ซึ่งต้องใช้ยาหลายขนานร่วมกันในการรักษาโรค มียาเหลือใช้ในบ้านสูงถึง 3-4 เท่าของยาที่ควรมี หรือประมาณ 300-400 เปอร์เซ็นต์
ยาเหลือใช้ของผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ต้องกินยาหลายชนิดแต่ไม่ได้กิน หรือกินไม่ครบและกลายเป็นยาเหลือใช้ คิดเป็นมูลค่ายาสูญเสียไม่ต่ำกว่า คนละ 700 บาทต่อคนหรือประมาณ 7,000 ล้านบาท เมื่อคิดจากจำนวนผู้ป่วยโรคเรื้อรัง 10 ล้านคนในแต่ละเดือน
สาเหตุสำคัญจากการที่ผู้ป่วยไม่รับประทานยาตามแพทย์สั่ง มีมากถึง 90 เปอร์เซ็นต์ และในจำนวน 90 เปอร์เซ็นต์ ที่ไม่รับประทานยาตามแพทย์สั่งนั้น 25เปอร์เซ็นต์ รับประทานยาไม่สม่ำเสมอ ส่วนอีก 65 เปอร์เซ็นต์ ผู้ป่วยไม่ยอมกินยาเลย จึงทำให้เกิดปัญหาด้านการใช้ยาและยาเหลือใช้ตามบ้าน อีกทั้งยังอาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพจากผลการรักษาที่ไม่ได้ตามเป้าหมาย และภาวะโรคแทรกซ้อนอื่นที่ตามมาได้
"คนไข้รายหนึ่งมียา 20 กว่าตัว ซึ่งคนไข้กินถูกบ้างไม่ถูกบ้าง การที่คนไข้กินยาไม่ถูกต้องทำให้เกิดยาเหลือใช้ นอกจากยาเหลือใช้แล้วยังส่งผลต่อโรคของเขา ทำให้ควบคุมโรคไม่ได้ ความดันแย่ลงเรื่อยๆ"
ลุงทองดี วัย 60 คือตัวอย่างหนึ่ง เขาป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงที่ต้องกินยาความดันเป็นประจำ หลังจากเพื่อนบ้านมาเล่าถึงสุดยอดสรรพคุณยาต้มสมุนไพรจากวัดแห่งหนึ่งว่ามีคุณสมบัติสุดแสนมหัศจรรย์สามารถรักษาได้ทุกโรค ใครกินแล้วหายป่วยเป็นปลิดทิ้ง ลุงทองดีเลยซื้อมาต้มกิน และเลิกกินยาสั่งจากแพทย์ แต่ก็ยังไปพบหมอตามนัดสม่ำเสมอ และไม่เคยปริปากบอกเลยว่า ไม่กินยาของหมอแต่กินยาต้มแทน
จากการตรวจสุขภาพ แพทย์พบว่าผู้ป่วยคุมความดันไม่ได้ หลังจากเพิ่มปริมาณยาแล้วไม่ประสบผลสำเร็จ แพทย์จึงเพิ่มโดสยาอีก โดยไม่รู้ว่าสาเหตุแท้จริงที่ความดันคุมไม่ได้คือ ผู้ป่วยไม่ทานยา
"หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่มันเป็นเรื่องใหญ่ที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตองคนค่อนข้างเยอะที่เกิดจากยาเหลือใช้ ซึ่งมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย" เภสัชบอก
อีกกรณีคือ ผู้ป่วยเข้ารับการตรวจแล้วแพทย์เปลี่ยนยา ทั้งขนาดยาและชนิดของยา ส่งผลให้คนไข้เกิดความสับสน ไม่รู้ว่ายาเดิมที่ทานเหลือยังต้องทานอีกหรือเปล่า
ตัวอย่างคนไข้รายหนึ่งมีอาการชาที่ปลายประสาท มาหาหมอ ครั้งแรกหมอให้ยาลดอาการชาปลายประสาทขนาด 100 มิลลิกรัม ผ่านไปหนึ่งอาทิตย์อาการไม่ได้ดีขึ้น กลับมาหาหมอใหม่ หมอเพิ่มขนาดเป็น 300 มิลลิกรัม กินไปอีกอาทิตย์หนึ่งไม่ดีขึ้นจึงกลับมาหาหมออีกครั้ง หมอเพิ่มเป็น 600 มิลลิกรัม แต่ผู้ป่วยไม่เข้าใจจึงตัดสินใจกินทั้งยาเก่าและยาใหม่ควบกัน
นอกจากนี้ ยังมีกรณีคนไข้หาหมอหลายแห่ง ซื้อยาหลายแห่ง โดยไม่ได้แจ้งหมอที่รักษา ทำให้เกิดการได้รับยาซ้ำซ้อน ยาบางตัวกินคู่กัน กินซ้ำกันเหมือนอาจทำให้เกิดอาการข้างเคียงมากขึ้น เช่น ง่วง
สาเหตุอื่นของยาเหลือใช้ เช่น คน ไข้มาหาหมอก่อนวันนัด เช่น มาล่วงหน้าก่อน 1 สัปดาห์ โดยไม่ได้นำยาเก่ามาทำให้ได้ยาใหม่เพิ่มขึ้น จนเกิดยาเหลือใช้ ดังนั้น การที่ผู้ป่วยแจ้งแพทย์ว่ายังมียาเหลืออยู่ที่บ้าน หรือ นำยาที่ใช้เป็นประจำมาด้วย ช่วยลดปริมาณการสั่งใช้ยาบางรายการจะช่วยประหยัดเงินทั้งของตัวผู้ป่วยเอง โรงพยาบาล และประเทศได้
กินทุกวัน วันละหลายมื้อ
ลองนึกถึงภาพตัวคุณเองยืนอยู่หน้าช่องรับยา และฟัง "อธิบาย" จากเภสัชกรหลังจากเดินทางมาหาหมอแต่เช้าตรู่ กว่าจะได้คิวพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยอาการเสร็จเกือบเที่ยงวัน
บางครั้งแม้ฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ แต่ยาที่อยู่ในถุงช่างมากมายเหลือเกิน ทั้งยาน้ำ ยาเม็ด ยาฉีด ยาอม ยาพ่น บางยาต้องหักครึ่งตามแพทย์สั่ง บางแผงกินก่อนอาหาร อีกแผงกินหลังอาหาร และอีกสองแผงกินเช้า กลางวัน เย็น ตาคุณเริ่มลายสมองเริ่มหยุดสั่งการ และงุนงงกับกระบวนการรับประทานยามาราธอน
ในมุมเภสัชกร ภญ.รศ.ธิดา นิงสานนท์ นายกสภาเภสัชกรรม ยอมรับว่า ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาจำนวนมากมายในแต่ละวันเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้ป่วยไม่เข้าใจชัดเจนเกี่ยวกับขั้นตอนการใช้ยา
ขณะเดียวกัน ผู้ป่วยที่เข้ามาหาแพทย์ตั้งแต่เช้า และรอรับยาตอนบ่าย หลายคนเริ่มออกอาการอยากกลับบ้านมากกว่ารับฟังข้อมูลการใช้ยา
แต่สำหรับผู้ป่วยที่อยากฟังรายละเอียด บางโรงพยาบาลจัดห้องไว้สำหรับให้บริการแก่คนไข้เป็นพิเศษ เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง และประสิทธิผลของการรักษาโดยเฉพาะยาที่มีเทคนิคพิเศษในการใช้ เช่น ยาพ่นหอบหืด
ทว่า ปัจจัยที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหายาเหลือใช้ก็คือ พฤติกรรม และความเชื่อ ทำให้การใช้ยาไม่เป็นไปตามเป้าประสงค์ตามที่แพทย์ต้องการ
นพ.พนมกร ดิษฐสุวรรณ์ ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ มองว่า ปัญหายาเหลือเกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยเฉพาะโรงพยาบาลรัฐพบบ่อยกว่าโรงพยาบาลเอกชน หรือ คลินิก ที่ผู้ป่วยต้องจ่ายเงินเอง
"ปัญหายาเหลือโดยมากมักเกิดกับผู้ป่วยที่เป็นโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดัน หัวใจ ซึ่งต้องกินยาต่อเนื่องตลอดชีวิต การจ่ายยาของอายุรแพทย์แต่ละนัดมักให้ยาครั้งละหลายเดือน เนื่องจากปริมาณผู้ป่วยจำนวนมาก" แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคกระดูก กล่าว
นอกจากสาเหตุโรคเรื้อรังรักษาไม่หาย และปริมาณผู้ป่วยมหาศาลแล้ว อีกประเด็นที่สำคัญคือ ผู้ป่วยบางรายเห็นว่า "ยาฟรี" เลยไม่เห็นคุณค่า ไม่เก็บรักษา หายก็กลับมาขอใหม่ได้ พอหาเจอก็เหลือทิ้งไว้ที่บ้าน บางคน ก็ลืมกินยา กลับมาโรงพยาบาล หมอก็ไม่ได้ถามว่ายามีหรือไม่ ให้ยาเดิมมาเพิ่มอีก สะสมไปเรื่อยๆ
การแก้ไขปัญหายาเหลือใช้ นพ.พนมกร เสนอว่าต้องอาศัยความร่วมมือของหลายฝ่าย
เริ่มจากจุดสตาร์ทคือ โรงพยาบาล ออกเป็นนโยบายไม่ให้ยาผู้ป่วยนานกว่า 1 -2 เดือนต่อครั้ง เพราะให้ยานานๆ ก็ไม่ค่อยดี ในแง่การเก็บรักษา คุณภาพยา
การใช้ยาที่บรรจุสำเร็จรูปเป็นอีกข้อเสนอหนึ่ง เมื่อมียาเหลือก็จะสามารถนำกลับมาใช้ได้หากยังไม่หมดอายุ ต่างจากยาเม็ดเปลือยซึ่งเสื่อมสภาพได้เร็วกว่าวันหมดอายุ
ตามมาด้วยข้อเสนอให้แพทย์ลดปริมาณยาในแต่ละครั้ง และสอบถามผู้ป่วยทุกครั้งว่ายังมียาเหลือหรือไม่ หากมีเหลือให้ปรับจำนวนปริมาณยาที่จะสั่งให้ครั้งต่อไป เขายอมรับว่า วิธีนี้อาจยากเพราะต้องใช้เวลาตรวจสอบมาก
เช่นเดียวกัน เจ้าหน้าที่ (พยาบาล เภสัชกร) ควรสอบถามผู้ป่วยทุกครั้งว่ามียาเหลือหรือไม่ และเน้นให้ผู้ป่วยนำยาทั้งหมดมาโรงพยาบาลทุกครั้ง เพื่อตรวจสอบปริมาณยา รวมถึงคุณภาพการรักษาด้วย หากให้ยาตามจำนวนวันนัดพบแพทย์ครั้งต่อไป แต่พบว่ายาเหลือแสดงว่า ผู้ป่วยไม่ได้ใช้ยาตามที่กำหนดไว้
สุดท้ายคือ ให้ความรู้ผู้ป่วยและญาติ เรื่องยา การใช้ยา เพื่อประสิทธิภาพในการรักษา
หากปฏิบัติตามทุกแนวทางแล้ว ยังไม่ได้ผล นพ.พนมกรมีข้อคิดฝากให้เป็นการบ้านว่า
"สำหรับโรงพยาบาลรัฐตอนนี้มีปัญหายาขาดมากกว่า ยาเหลือนะครับ"
Tags : ยาเหลือ • ภญ.วุฒิรัต ธรรมวุฒิภญ.รศ.ธิดา นิงสานนท์นพ.พนมกร ดิษฐสุวรรณ์


ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น