หรือสังคมไทยกำลังเข้าสู่ยุคขาดแคลน "คนดี" จึงต้องมีเวทีค้นหาต้นแบบและป่าวประกาศ หรือทำดีสมัยนี้ ต้องมีคนรับรู้ ลำพังฟ้ารู้คงไม่พอ
เป็นไปได้หรือไม่ว่าสังคมไทยกำลังขาดแคลน “ต้นแบบ” ของคนดี ในยุคที่ค่านิยมความดีถดถอย จนบรรทัดฐานและนิยาม“ความดีงาม”ถูกตั้งคำถามอย่างท้าทาย ท่ามกลางปรากฎการณ์เวทีค้นหาคนดีของแผ่นดินที่เกิดขึ้นหลายต่อหลายเวทีในสังคม
จะเป็นอย่างไรเมื่อนักข่าวไม่ได้ทำหน้าหน้าที่แค่“หมาเฝ้าบ้าน”ขุดคุ้ยหาข่าว แต่ยังถูกท้าทายด้วยภารกิจค้นหาคนดีต้นแบบ เพื่อส่งต่อพลังความดีให้แผ่ขยายสู่สังคม ?
นับเป็นปีที่ 4 แล้วที่สื่ออย่างเครือเนชั่นทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพเปิดเวทีใหญ่สรรหาคนดีในโครงการ“แทนคุณแผ่นดิน” โดยปีนี้นอกจากจะสรรหาคนดี 76 คนจาก 76 จังหวัด และ 6 เยาวชนต้นแบบแล้ว ยังขยายขอบข่ายโครงการครอบคลุมองค์กรต้นแบบธุรกิจคิดดีอีก 6 รางวัล
ประเด็นน่าสนใจที่ต้องหยิบมาขยายต่อจากเวทีเสวนาในวันแถลงข่าวเปิดตัวโครงการซึ่งถูกพูดถึงเป็นเสียงเดียวกันในปีนี้ นั่นคือปัญหาค่านิยมความดีงามในสังคม ซึ่งกลายเป็นปัญหาระดับประเทศสะท้อนผ่านวิกฤติความวุ่นวายต่างๆในบ้านเมือง
“จากเหตุการณ์ในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา ผมคิดว่าคนไทยได้ตระหนักดีว่าความดีเป็นสิ่งที่มีคุณค่า” ศ.เกียรติคุณนพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี หนึ่งในคณะกรรมการกิตติมศักดิ์โครงการแทนคุณแผ่นดิน ให้สัมภาษณ์ผ่านวีดีทัศน์ในวันนั้น โดยอัญเชิญพระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อหลายปีก่อนที่เคยรับสั่งว่า “การทำความดีเป็นของที่ไม่ล้าสมัย การทำความดีเป็นของที่ไม่น่าอาย การทำความดีไม่ใช่ของที่ยากเย็น และการทำความดีให้ผลคุ้มค่าเสมอ
"ในพระบรมราโชวาท พระองค์ทรงรับสั่งว่า การตอบแทนของความดีคงคุณค่าไม่เปลี่ยนแปลง แต่ค่านิยมของความดีที่เปลี่ยนแปลงได้ ผมคิดว่าส่วนที่สองนี้สำคัญที่เราต้องคงค่านิยมความดีเอาไว้เพื่อให้คนทำดีได้ทำดีไปได้ตลอด”
เช่นเดียวกับเสียงสะท้อนจาก ดร.อาณัติ อาภาภิรม ตัวแทนผู้สนับสนุนโครงการ กรรมการบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด ที่หยิบยกประเด็นว่า เวลานี้สังคมไทยกำลังสับสน ไม่ทราบว่าจะให้นิยามของความถูกต้องคืออะไร ความไม่ถูกต้องคืออะไร ความดีคืออะไร ความไม่ดีคืออะไร คนที่ควรได้รับการยกย่องในสังคมต้องเป็นคนชนิดไหน
กระบวนการในการคัดเลือกคนดีต้นแบบ 76 จังหวัดจึงมีความสำคัญอย่างมากเพราะเป็นมาตรฐานที่คนในสังคมเฝ้าจับตา ว่าบรรทัดฐานความดีนั้นอยู่ที่ไหน และคนดีที่สังคมควรให้การยกย่องเป็นอย่างไร
นพ.อำพล จินดาวัฒนะ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ มองปรากฎการณ์เวทีค้นหา"คนดี"ที่เกิดขึ้นมาอย่างมากมายว่า
“ผมคิดว่ามันสะท้อนให้เห็นว่าคนไทยรู้สึกไม่สบายใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคม ถึงเวลาที่เราต้องหันกลับมามองอีกมุมหนึ่งที่ขาดหายไป กระแสนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในบ้านเราเพียงประเทศเดียว แต่เป็นกระแสโลกด้วยเหมือนกันที่เศรษฐกิจเติบโต คนร่ำรวยขึ้น แต่คนเอารัดเอาเปรียบกัน เมื่อความสุขไม่มี ความดีเริ่มเลือนหาย ทำให้เกิดอีกแนวคิดหนึ่งกลายเป็นอีกกระแสที่มีการตื่นตัวกันในเรื่องความสุขกับความดี”
ในทัศนะของ นพ.อำพล มนุษย์ทุกคนมีเมล็ดพันธุ์ความดีในตัวเอง ถ้าเรารดน้ำพรวนดินใส่ปุ๋ยให้กำลังใจคนดี เมล็ดพันธุ์ความดีก็จะงอกงาม ตรงนี้ถือเป็นสิ่งสำคัญ ในสังคมไทยยังมีคนเล็กคนน้อยที่ทำความดีมากมายเพียงแต่เราไม่ค่อยได้พูดถึงกันสักเท่าไหร่
การบ้านของสังคมไทยวันนี้ จึงอาจต้องเริ่มตั้งหลักคิดกันใหม่ เพราะเรายังหลงลืมการเอาเรื่องความดีนำทาง แต่เอาความเก่งความสำเร็จความร่ำรวยเป็นตัวตั้งมาสิบๆ ปี จนค่านิยมในสังคมบิดเบี้ยวไป ยิ่งในทุนนิยมแบบโลกาภิวัฒน์ เราแข่งกันรวย แข่งกันเก่ง แข่งกันเอาชนะ แต่กลับเผลอทอดทิ้งกันในสังคม
“ ผมคิดว่าการที่สื่อมวลชนเข้ามาทำหน้าที่ในการเชิดชูคนดีในสังคมเป็นเรื่องที่ดีที่สังคมจะได้หันมามองในมุมดีๆ อย่างนี้บ้าง บางครั้งเรามองแต่เรื่องที่เป็นปัญหาความเลวร้ายทุกวัน คนที่ทำสิ่งดีๆ ก็อาจจะฝ่อไป เพราะไม่เคยถูกฉายไฟให้ได้รับความสนใจ”
นอกจากการฉายสปอร์ตไลท์เชิดชูคนดีที่เป็นแบบอย่างในสังคมแล้ว คำถามถึงการปฏิรูปประเทศไทย ยังต้องไม่ลืมหัวใจของการปฏิรูปวิธีคิดของสังคม ของคนไทย รวมไปถึงการปฏิรูปโครงสร้างต่างๆ ที่จะเอื้อสังคมไทยให้เป็นสังคมของคนดี
“หัวใจการปฏิรูปประเทศไทย ไม่ใช่การรอให้คนอื่นทำให้ แต่มันต้องเริ่มต้นที่ตัวเรา ครอบครัว ที่ทำงาน ชุมชน เราต้องเริ่มคิด ต้องชวนทุกคนเริ่มคิดว่า เราจะทำให้ประเทศไทยดีกว่านี้ได้อย่างไร
"ขณะเดียวกันยังมีการบ้านของการปฏิรูปโครงสร้างสังคมที่ต้องทำอีกหลายเรื่อง เพราะยังมีปัญหาโครงสร้างที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำจนทำให้ความดีของผู้คนท้อถอย จึงต้องปรับปรุงระบบต่างๆให้เอื้อกันด้วย ไม่ว่าจะเป็น โครงสร้างการจัดการทรัพยากร โครงการสร้างการศึกษา โครงสร้างระบบเศรษฐกิจ โครงสร้างระบบยุติธรรม และหลายๆ อย่างในสังคมที่เคยทำให้ความดีถูกกดทับ ท้อถอยจากการถูกเอารัดเอาเปรียบจากอำนาจเงินและผลประโยชน์
“การจะปฏิรูปจริงๆ มันต้องปฏิรูปตัวโครงสร้างมารองรับด้วย เราจะเรียกร้องให้คน 63 ล้านคนเป็นคนดีหมดทุกคน แต่โครงสร้างยังทำร้ายเขาอยู่อย่างนั้นก็คงเป็นไปได้ยาก“
เมื่อนักข่าวตามล่า‘คนดี’
“ข่าวดีๆ หน้าอยู่ใน ข่าวจัญไรอยู่หน้าหนึ่ง”คำพูดเสียดสีติดตลกทำนองนี้ของนักหนังสือพิมพ์รุ่นเก๋า อย่าง ประเสริฐ ศรีสืบ บรรณาธิการอาวุโสหนังสือพิมพ์คมชัดลึก กรรมการคัดสรรโครงการแทนคุณแผ่นดิน สะท้อนให้เห็นถึงภาพการนำเสนอข่าวที่เกิดขึ้นจริงบนหน้าหนังสือพิมพ์หัวสีรายวันจากอดีตถึงปัจจุบัน เมื่อ Human Interest หรือเรื่องที่ผู้คนให้ความสนใจ เป็นเกณฑ์ที่สื่อหนังสือพิมพ์ประเภทหัวสีจะให้น้ำหนักความสำคัญเป็นอันดับต้นๆในการเลือกข่าวขึ้นหน้าหนึ่ง
“ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าเป็นข่าวดีหรือไม่ดี แต่อยู่ที่ว่าข่าวนั้นๆ คนให้ความสนใจหรือเปล่า”ประเสริฐ ตอบคำถามถึงเสียงวิจารณ์การทำงานของสื่อที่มักจะมีแต่ข่าวลบขึ้นหน้าหนึ่ง มากกว่าข่าวเชิงบวกสร้างสรรค์สังคม
เมื่อสื่อหนังสือพิมพ์หัวสีซึ่งถือว่าสามารถเข้าถึงกลุ่มคนอ่านได้ในวงกว้าง เข้ามาร่วมทำหน้าที่ในการตามหาและเผยแพร่เรื่องราวคนดีๆ 76 จังหวัดบนหน้าหนังสือพิมพ์ จึงน่าจะถือเป็นอีกมิติหนึ่งของสื่อที่ได้หน้าที่หยิบยกเรื่องราวดีๆ ขึ้นมาขยาย เพื่อสร้างสรรค์เปิดมุมมองใหม่ๆ ให้กับสังคม แทนที่เปิดหนังสือพิมพ์ทุกวันตอนเช้าจะเห็นแต่ข่าวร้ายๆ ข่าวอาชญากรรม ข่าวฆ่าข่มขืน
ข้อมูลรายชื่อในการพิจารณาคัดเลือก “คนดีต้นแบบ” ส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดร้อยเปอร์เซ็นต์เป็นแหล่งข้อมูลจากนักข่าวที่ระดมค้นหาคนดีทั่วประเทศ โดยนักข่าวแต่ละจังหวัดเขียนเรื่องส่งมาเสนอเบื้องต้นจังหวัดละ 5 คน ก่อนที่คณะกรรมการจะกลั่นกรองเหลือ 3 คน เพื่อให้คณะกรรมการกิตติมศักดิ์ซึ่งได้รับการยอมรับในสังคม อาทิ เช่น ศ.เกียรติคุณนพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี, มีชัย วีระไวทยะ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี,นพ.มงคล ณ สงขลา อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข,วีระ โรจนพจนรัตน์ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม,พนิตา กำภู ณ อยุธยา ปลัดกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์,พญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการกิฟฟารีน, ศิรินา โชควัฒนา ปวโรฬารวิทยา ประธานกรรมการบูติค นิวซิตี้ ฯลฯ ร่วมตัดสินจนเหลือจังหวัดละ 1 คน
“ความท้าทายอยู่ที่ว่า ทำอย่างไรถึงได้หาคนดีที่สังคมยกย่องได้อย่างสนิทใจ ไม่มีข้อตำหนิ หรือคำครหา ซึ่งยากมาก”
เพราะต้องยอมรับว่า โลกนี้ไม่มีใครที่เพอร์เฟคท์ เช่นเดียวกับการทำงานของนักข่าวเองซึ่งต้องมีการดับเบิ้ลเช็ครายชื่อของ “คนดี” ที่นักข่าวในพื้นที่นำเสนอมาด้วย เพื่อให้รางวัลนี้เป็นรางวัลที่ศักดิ์สิทธิ์เป็นรางวัลของคนดีต้นแบบอย่างแท้จริง
ธานินทร์ พันธ์ประภากิจ ประธานกรรมการบริษัท ทาสของแผ่นดิน จำกัด หนึ่งในตัวแทนผู้ได้รับรางวัล “แทนคุณแผ่นดินปี 2552” และร่วมเป็นหนึ่งในคณะกรรมการกิตติมศักดิ์โครงการแทนคุณแผ่นดินปีนี้ เล่าให้ฟังว่า ปีที่แล้วตอนที่ได้ข่าวว่าติด 1 ใน 3 ของแคนดิเดทคนดีของกรุงเทพมหานคร ยังรู้สึกแปลกใจพร้อมกับบอกภรรยาว่าเขาเป็นแค่คนเล็กๆ ธรรมดาคนหนึ่งจะได้รางวัลนี้ได้อย่างไร
เจ้าตัวบอกไว้อย่างน่าคิดว่า ที่ผ่านมา สังคมไทยมีรางวัลคนดีเยอะมีเวทีเยอะ แต่จะหารางวัลที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นรางวัลน่าเชื่อถือที่มอบให้กับคนดีต้นแบบจริงๆ นั้นหาได้ยาก ยิ่งเป็นคนเล็กๆ ในสังคม ไม่ใช่คนดังมีชื่อเสียงหรือมีคอนเนคชั่น
ธานินทร์ ถือเป็นต้นแบบของคนดีที่เสียสละมุ่งมั่นทำประโยชน์ให้กับสังคมโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน จากการริเริ่มโครงการศูนย์ผ่าตัดตาที่เป็นโรคต้อให้กับผู้ป่วยยากไร้มาแล้วกว่า 7 หมื่นรายทั่วประเทศ โดยใช้ทุนทรัพย์ส่วนตัวทั้งหมดและไม่ขอรับเงินช่วยเหลือสนับสนุนจากหน่วยงานอื่นๆ
ธานินทร์ บอกว่า การทำความดีของเขามาจากจิตใต้สำนึก อาจเพราะตัวเขาเองเคยยากจนมาก่อน เมื่อมีโอกาสจึงอยากช่วยเปิดดวงตาให้กับคนอื่นๆได้มองเห็น
“ รางวัลถือเป็นกำลังใจที่เราต้องรักษาไว้ และต้องยิ่งทำความดีต่อๆไป”
หลังจากเรื่องราวของธานินทร์ ได้รับการบอกเล่าผ่านสื่อภายหลังจากที่ได้รับรางวัลแล้ว นอกจากกำลังใจที่มีเข้ามาอย่างมากมาย ธานินทร์ยังได้รับการติดต่อจากทูตสวิตเซอร์แลนด์เพื่อให้ความช่วยเหลือโครงการสร้างโรงพยาบาลผ่าตัดดวงตาที่ประเทศลาว
นับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างหนึ่งที่ยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า "ความดียิ่งบอกเล่า ยิ่งมีพลัง..." และหากยิ่งได้รับการบอกเล่าผ่านพลังของสื่อด้วยแล้ว ต้นกล้าแห่งความดีเหล่านี้ย่อมหยั่งรากลึกขยายผลสู่สังคมในวงกว้าง.
Tags : แทนคุณแผ่นดิน

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น