กรุงเทพธุรกิจ

Life Style

วันที่ 2 สิงหาคม 2553 01:00

เรียกเขาว่า คุณหมอเสื้อเกราะ

ร.ต.นพ.พีรุทย์ พิพัฒน์วัฒนะกุล

มาสคอตเชื่อมใจ

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

วีรกรรมแมนๆ ของบรรดาหมอหนุ่มที่สวมเสื้อเกราะแทนเสื้อกาวน์ ทำงานชนิด "บุกถึงหัวกระไดคนไข้" เดินเท้าไปรักษาถึงหน้าประตูบ้าน

เห็นภาพหุ่นมาสคอตหัวโตตัวยักษ์แต่งชุดทหารกับรอยยิ้มเด็กๆ ของหมู่บ้านแห่งหนึ่งใน อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส ดูคลับคล้ายงานวันเด็ก


  แต่จริงๆ แล้วนี่คือบรรยากาศออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ของหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส 30 ซึ่งเจ้าของภาพเป็นแพทย์ทหารประจำหน่วย


 ต้องอมยิ้มต่อเมื่อเจ้าของภาพ เล่าให้ฟังถึงเจ้าหุ่นมาสคอตตัวนี้เอาไปที่ไหนมักจะเป็นขวัญใจทั้งเด็กๆ และผู้ใหญ่ เลยเป็นอุปกรณ์ประจำหน่วยเวลาออกทำกิจกรรมในชุมชน


  “เด็กๆ ชอบ หลังๆ ผมเลยให้เขามาแต่งเป็นมาสคอตเองเลยจะได้มีส่วนร่วม”ร้อยโทนายแพทย์กันตพัฒน์ วรพิมล เล่าให้ฟังถึงภาพประทับใจหลายภาพในโน้ตบุ๊คระหว่างสนทนา


  วันที่คุยกันคุณหมอถอดเครื่องแบบทหารกับเสื้อเกราะชั่วคราว ใช้เวลา“วันพัก”กลับกรุงเทพฯ หนล่าสุด มารับมอบสิ่งของบริจาคในกิจกรรม“ชาวกรุงเทพฯรวมใจส่งยาส่งใจสู่ภาคใต้ชายแดน”


 อินเตอร์เน็ตที่หมอลงทุนลากสายเชื่อมต่อด้วยตัวเอง ช่วยให้ชีวิตที่ปลายสุดด้ามขวานอย่างนราธิวาส ไม่เงียบเหงาจากการติดต่อสื่อสารกับโลกภายนอก โดยมีเฟซบุ๊คเป็นเหมือนกระดานข่าวบอกเล่าสารทุกข์สุขดิบกับเพื่อนฝูงระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้องแพทย์ทหารด้วยกัน


  ที่มาของกิจกรรมระดมน้ำใจที่กรุงเทพฯเกิดขึ้นหลังเสียง “ระบายความในใจ” ดังขึ้นบนเฟซบุ๊ค “ยาใกล้จะหมดคลัง ใกล้ถึงเวลางดออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่”

  เสียงของหมอทหารที่นราธิวาสได้รับการบอกเล่าปากต่อปากไปถึงบรรรดาพลเมืองน้ำใจดี ที่ช่วยกันส่งฟอร์เวิร์ดเมล์ กระจายข่าวผ่านเฟซบุ๊ค จนเกิดเครือข่ายจัดอีเวนท์ส่งยาส่งใจสู่ภาคใต้ ได้รับสิ่งของ ยาและเวชภัณฑ์ที่บริจาคเข้ามาล้นหลาม จนต้องใช้รถบรรทุกทหารมาช่วยขนและกระจายให้กับหน่วยอื่นๆ ที่ยังขาดแคลน  


   หลายคนคงมีคำถามตัวโตๆ ว่า ทำไมยาไม่พอ ทำไมต้องขอรับบริจาค? คุณหมอแจงให้ฟัง ถามว่ากองทัพมีงบฯ พอไหมสำหรับดูแลกำลังพล คำตอบคือเพียงพอและเหลือเฟือ แต่ในภารกิจอื่นในฐานะหมอที่ออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ให้บริการประชาชน อยู่นอกเหนือเรื่องของกำลังพล ด้วยเหตุนี้บางครั้งยาที่มีจึงไม่เพียงพอ

  “บางครั้งชุมชนค่อนข้างจะปิด ปิดกับตัวทหารและตัวเจ้าหน้าที่ การลงพื้นที่เข้าหาชุมชนเพื่อช่วยเหลือชาวบ้าน จึงเป็นเหมือนปฏิบัติการจิตวิทยาอย่างหนึ่ง จุดที่ผมลงไปปฏิบัติหน้าที่ในอ.รือเสาะ นราธิวาส มีทั้งหมด 72 หมู่บ้าน วางแผนไว้ว่าอยากไปให้ครบทุกหมู่บ้าน”


  การทำงานที่นี่แตกต่างจากโรงพยาบาลที่ลพบุรี และกรุงเทพฯ ที่หมอเคยทำอยู่ ระบบที่อื่นคนไข้เป็นฝ่ายเข้าหาแพทย์ แต่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้หมอต้องเป็นฝ่ายตระเวนไปหาคนไข้ เนื่องจากพื้นที่อยู่ห่างไกลและเสี่ยงภัย การเดินทางไม่สะดวก รวมถึงความเชื่อ วัฒนธรรมและภาษาที่แตกต่างกันทำให้บางครั้งมีความไม่เข้าใจในการรักษา

  “ผมไม่เคยโทษแพทย์สาธารณสุขเลยว่าทำไมเขาถึงไม่ออกแพทย์เคลื่อนที่เข้าไปดูแล เพราะมันเดินทางไม่สะดวก เสี่ยงอันตราย และขอบเขตงานที่เขาต้องรับผิดชอบในโรงพยาบาลก็มากมายอยู่แล้ว”

  คำว่า“อันตราย”ในที่นี้ ยกตัวอย่างเช่น ระเบิดที่ขุดพบได้ทุกจุดไม่รู้ว่ายังมีฝังอยู่ตรงไหนอีกบ้าง

  หมอเล่าว่า ก่อนมาทำงานที่นราธิวาส ใครๆ ก็บอกว่าเป็นหมอมาอยู่นี่ค่อนข้างจะปลอดภัย แต่เมื่ออยู่จริงๆ แล้วไม่มีใครดูแลตัวเราได้ดีเท่ากับตัวเอง จึงต้องวางแผนการทำงานออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ทุกครั้งด้วยความรัดกุม
  

“ถามว่ากลัวไหม? มันก็น่ากลัว แต่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยกลัวแล้ว เพราะกลายเป็นกิจวัตรประจำวันที่เคยชิน หมอกับความเป็นความตาย มันคาบเส้นกันนิดเดียว เห็นกันอยู่ทุกวันสัมผัสกันอยู่ทุกวัน ถ้ามัวคิดมากกลัวไปหมดคงไม่ต้องทำงานกันพอดี

   คิดอย่างเดียว คือ อย่าประมาท แต่ถ้าวันหนึ่งมันจะโดนก็ถือว่าสุดวิสัยช่วยไม่ได้ ผมเคยบอกและพยายามสอนทหารทุกคนที่ไปด้วยกันไว้แล้ว ทั้งวิธีห้ามเลือดหรือการส่งผู้ป่วย เพราะหากคนที่โดนเป็นผม วันนั้นคนที่จะต้องช่วยก็คือพวกเขา”

 

 

ฝายมาเพราะยาหมด

  ถึงแม้จะเพิ่งลงมาอยู่นราธิวาสเพียงไม่กี่เดือน แต่เจอมาแล้วสารพัดทั้งคนไข้ทั่วไป อุบัติเหตุ โดนทำร้าย โดนยิง บาดเจ็บจากเหตุการณ์ความรุนแรง มีมาหมด เพราะเวลาส่วนหนึ่งถ้าว่าง หมอหนุ่มก็ต้องไปช่วยงานที่รพ.รือเสาะด้วย นอกเหนือจากภารกิจอนุรักษ์กำลังรบ สลับกับการออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ซึ่งพยายามจะออกไปให้ได้ทุกวัน
  

“ลงมาอยู่ใต้นี่ผมว่างานหนักกว่าอยู่ข้างบนนะ ถ้าเป็นคนที่พยายามหางานให้ตัวเอง”

   แทนที่จะทำตัวเกียร์ว่าง ทำงานเชิงรับนั่งรอเหตุอย่างเดียวมีหน้าที่คอยอนุรักษ์กำลังรบเหมือนครูห้องปฐมพยายามประจำการที่หน่วย แพทย์ทหารหลายคนรู้ดีว่าพวกเขามีความสามารถทำอะไรในเชิงรุกได้มากกว่านั้น
  

เคยมีเรื่องแซวกันเล่นๆในหมู่หมอทหารด้วยกันแต่ “แนวหลัง” อย่างเราได้ยินแล้วคงทั้งขำปนอึ้ง
  

“เพื่อนผมบางคนไปขุดฝายแล้วเรียบร้อย เพราะยาหมดต้องงดออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ ผมเลยบอกว่าใกล้ถึงเวลาแล้วเหมือนกันที่จะตามไปขุดฝายด้วย(หัวเราะ)เป็นเรื่องแซวกันเล่นๆ”

 3 ปีที่ผ่านมา หลังจบจากรั้วโรงเรียนแพทย์พระมงกุฎ เพื่อนๆ แพทย์ทหารร่วมรุ่นทั้ง 20 คน กับหมอกันตพัฒน์ล้วนเคยลงไปประจำการที่ 3 จังหวัดภาคใต้มาแล้วชนิด "ยกทั้งรุ่น” โดยเฉลี่ยอยู่กันคนละ 1-2 ปี ก่อนจะแตะมือส่งไม้ต่อให้เพื่อนๆ หรือรุ่นน้อง โดยแต่ละหน่วยจะมีแพทย์ทหารประจำการ 1 คน

  เวลาปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่ เครื่องแบบของแพทย์ทหารจะอยู่ชุดลายพรางเช่นเดียวกับทหารพร้อมเสื้อเกราะกันกระสุนปืนยาวเพื่อความปลอดภัย หมอเล่าว่า เคยเอาไปลองชั่งน้ำหนักเล่นๆ แต่ละวันต้องแบกน้ำหนักเสื้อผ้าที่สวมใส่บนตัววันละไม่ต่ำกว่า 7-8 กิโลกรัม มีเครื่องหมายกากบาทสีแดงติดไว้เป็นสัญลักษณ์บนปลอกแขนให้รู้ว่าเป็น“ทหารเสนารักษ์” พร้อมพาหนะรถหุ้มเกราะ”ฮัมวี่”เมื่อปลายทางคือพื้นที่เสี่ยง

   ออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่แต่ละครั้งตามหมู่บ้าน วันๆ หนึ่งต้องตรวจรักษาคนไข้ไม่น้อยกว่า 80 คน โดยมีอาสาสมัครในหมู่บ้านมาช่วยเป็นล่าม เพราะคนไข้พูดภาษายาวี ฟังบ่อยๆเข้าหลังๆหมอเลยเริ่มฟังได้พูดได้บ้างเป็นบางคำ
 

  “ถ้าเป็นแพทย์แล้วเขายินดีเปิดเต็มที่ ถึงจะเป็นหมู่บ้านในพื้นที่สีแดงก็ยังยินดี”

  ในช่วง 2-3 เดือนหมอประเมินตัวเลขคนไข้ที่ออกตรวจตามหมู่บ้านรวมๆกันแล้วน่าจะมากกว่า 3,000 คน 
  เท่าที่สัมผัสจากการลงพื้นที่ตามหมู่บ้านห่างไกล ต้องบอกว่าชาวบ้านค่อนข้างจะปิดกั้นจากโลกข่าวสารภายนอก น้อยมากที่จะเปิดดูทีวีดูละครเหมือนที่อื่นๆ ส่วนใหญ่วิถีชีวิตคนในหมู่บ้านมักจะนั่งจิบน้ำชาคุยกันเองได้ทั้งวัน

  อีกความแตกต่างที่เห็นได้ค่อนข้างชัดระหว่างหมู่บ้านสีเขียวกับสีแดง นั่นคือ ความร่วมมือและการรวมกลุ่มของประชาชน ในหมู่บ้านสีเขียวจะค่อนข้างเข้มแข็งกว่า ส่วนหมู่บ้านสีแดงมักจะเป็นลักษณะแบบต่างคนต่างอยู่

  “ตัวผมเองเป็นแพทย์ก็คือทำหน้าที่แพทย์ รักษาคนไข้เท่านั้น เรื่องอื่นๆจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว เพราะถ้าเอาแพทย์ไปเกี่ยวข้องกับยุทธการเมื่อไหร่อาจจะเกิดปัญหา ประชาชนอาจจะไม่ยอมรับ จึงต้องรักษาระยะห่างในการเข้าถึงชุมชน ห้ามล้ำเส้น”

  ชีวิตของแพทย์ทหารประจำหน่วยที่นี่จะทำงาน 30 วันสลับพัก 10 วัน ไม่มีวันหยุดเสาร์อาทิตย์ตายตัว

   อุณหภูมิความรู้สึกของเจ้าหน้าที่ทำงานอยู่ในพื้นที่ หมอยอมรับว่า เจ้าหน้าที่แต่ละคนมีความเครียด ความกดดัน ความกลัว ครบทุกอารมณ์

 “อยากบอกว่าเจ้าหน้าที่ทุกคนทำงานกันเต็มที่เต็มความสามารถ ผมเคยถามกำลังพลเจ้าหน้าที่ว่าอะไรที่เขาต้องการมากที่สุด เขาขอแค่เรื่องเดียวคืออยากให้ช่วยดูแลครอบครัวที่อยู่แนวหลังให้ดีที่สุด ถ้าผ่านจุดนี้ได้เขาพอใจแล้ว ทำงานด้วยความสบายใจไม่มีอะไรให้ต้องห่วง”

 ถ้าจะให้พูดถึงอุดมการณ์หรือคำพูดสวยๆ หมอบอกว่าพูดไม่เป็น พร้อมออกตัวว่า ไม่ใช่คนมีอุดมการณ์อะไรนักหนา เพียงแต่พอไปเห็นสภาพจริงๆ แล้ว ได้แต่คิดว่าถ้าพวกเราไม่ลงไปช่วยกันแล้วใครมาจะช่วย เมื่อถูกถามจากผู้บังคับบัญชาว่าจะย้ายมาทำงานที่นี่ไหม? จึงไม่มีคำว่าปฏิเสธ

นี่แหละ...คุณหมอเสื้อเกราะ  
 
------------------------------------------

เสียงจากหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี 24

 ถึงแม้เหตุการณ์จะยุติไปหลายปีแล้ว แต่ฟอร์เวิร์ดเมล์ขอรับความช่วยเหลือบริจาคยาและเวชภัณฑ์ช่วยทหารใต้โดยระบุถึง“หน่วยเฉพาะกิจปัตตานี 24”ที่ยังคงถูกส่งต่อกันไปเรื่อยๆ ยังคงสร้างความสับสนจนถึงวันนี้ซึ่งแพทย์ทหารหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี 24 คนปัจจุบันยังต้องคอยรับโทรศัพท์จากผู้หวังดีวันละไม่ต่ำกว่า 3-4 ราย

  “ทุกวันนี้ยังมีโทรศัพท์มาถามตลอด ต้องปฏิเสธไปว่าไม่ได้มีการรับบริจาคอย่างที่เข้าใจ” ร้อยตรีนายแพทย์พีรุทย์ พิพัฒน์วัฒนะกุล ตอบคำถามถึงฟอร์เวิร์ดเมล์เจ้าปัญหา ซึ่งเจ้าตัวเพิ่งจะทราบเรื่องเมื่อลงมาประจำการที่นี่ เท่าที่สอบถามผู้บังคับบัญชาเล่าว่าเคยมีฟอร์เวิร์ดเมล์ขอรับความช่วยเหลือจริงเมื่อหลายปีก่อน แต่สถานการณ์ปัจจุบันที่หน่วยมียามากพอ ได้รับจัดสรรงบประมาณจากกองทัพอย่างเพียงพอกับภารกิจซึ่งครอบคลุมถึงการออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่


  ต้องขอบคุณคนไทยที่ยังมีน้ำใจดี เพราะนอกจากยาและเวชภัณฑ์แล้ว ยังมีโปสการ์ดที่ส่งจากนักเรียนโรงเรียนต่างๆ ช่วยกันล่าลายเซ็นต์เขียนข้อความให้กำลังใจถึง“แนวหน้า”ด้วยความเป็นห่วงอยู่เรื่อยๆ ถือเป็น“ยาใจ”ชั้นดีที่ทำให้เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานมีขวัญและกำลังใจขึ้นอีกเยอะ


  

หมอพีรุทย์เป็นแพทย์ทหารหนุ่มอีกคนที่สมัครใจย้ายจากนครสวรรค์ สับเปลี่ยนลงมาช่วยงานที่ปัตตานีได้ 4 เดือน สังกัดหน่วยปัตตานี 24 หลังจากได้รับการชักชวนจากรุ่นพี่

  “สภาพที่ลงมาอยู่ดีกว่าที่คิดไว้ ตอนแรกความรู้สึกคือกลัวมากกว่า เพราะปกติเคยแต่นั่งตรวจคนไข้อยู่ในโรงพยาบาล แต่มาอยู่ที่นี่เราต้องออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ มีโครงการแพทย์เดินเท้าเข้าไปในพื้นที่ ซึ่งก่อนมาได้ยินข่าวปะทะกันเรื่อยๆ คนรอบข้างครอบครัวก็กังวล ตัวผมไม่ถึงขนาดมีอุดมการณ์มากมายแต่รู้สึกว่าที่นี่ขาดแคลนหมอจริงๆ เพราะแพทย์สาธารณสุขก็คงไม่มีใครกล้าลงไปในพื้นที่เสี่ยงขนาดนี้โดยไม่จำเป็น เลยคิดว่าคงต้องลงมาช่วยๆ กัน”

   สมัยก่อนแพทย์ทหารที่เสียสละลงมาทำงานที่ชายแดนใต้อาจมีภาษีดีกว่าคนอื่นๆในการพิจารณาโอกาสเรียนต่อเป็นลำดับแรกๆ แต่เดี๋ยวนี้แทบไม่มีความแตกต่างเพราะทุกคนล้วนเคยผ่านประสบการณ์ลงมาอยู่ที่ใต้เหมือนๆ กันหมด

  หมอพีรุทย์เล่าว่า มาอยู่ที่นี่การทำงานหนักคนละแบบ ออกแนวสมบุกสมบันใช้แรงเยอะ ปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศที่ต้องเดินเท้ากลางแดดเปรี้ยง อาศัยความอึดตระเวนตรวจรักษาคนไข้ตามหมู่บ้านในชุดเครื่องแบบพร้อมเสื้อเกราะหนักเกือบสิบกิโล เรียนรู้การสร้างมนุษยสัมพันธ์กับชาวบ้านในพื้นที่

  ออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ ตั้งโต๊ะตรวจตามจุดแต่ละครั้ง เฉพาะช่วงเช้าถึงเที่ยงมีคนไข้ต้องตรวจเฉลี่ยตั้งแต่ 60-100 คนต่อวัน ส่วนแพทย์เดินเท้าจะเป็นการวางแผนกำหนดหมู่บ้านปลายทาง แล้วเดินเท้าเข้าไป

 4 เดือนที่ผ่านมาหมอพีรุทย์เดินเท้าเข้าไปแล้วประมาณ 14-15 หมู่บ้าน ส่วนใหญ่ประชาชนที่ทราบข่าวจะให้การต้อนรับค่อนข้างดี และคอยช่วยเป็นหูเป็นตาช่วยดูแลความปลอดภัยอีกทางหนึ่ง บางคนเห็นหมอเดินมาไกล รีบวิ่งเอาน้ำเอาผ้าเย็นมาให้ บางบ้านก็จะมานั่งล้อมไม่อยากให้รีบไป สัมผัสได้ถึงความรู้สึกดีๆ ที่ชาวบ้านมีต่อแพทย์

  “ก่อนมาอยู่ยอมรับว่ากลัว แต่มาอยู่แล้วไม่ได้น่ากลัวเหมือนอย่างในข่าวที่ออกทุกๆ วันซึ่งมักนำเสนอแต่ด้านความรุนแรง บางครั้งแง่มุมดีๆ ที่เกิดขึ้น เช่น การแข่งขันกีฬาไทย-มุสลิม ข่าวอย่างนี้จะไม่ค่อยได้ถูกนำเสนอเท่าไหร่” คุณหมอให้ความเห็น

  4 เดือนที่อยู่ที่นี่คุณหมอยังไม่เคยประสบเหตุระทึกขวัญจังๆ ถ้าไม่นับเหตุการณ์ที่จอดรถลงไปช่วยพยาบาลที่ถูกลอบยิงเสียชีวิตระหว่างขี่มอเตอร์ไซค์ไปทำงาน รอยเลือดที่เพิ่งไหลใหม่ๆ บอกให้รู้ว่าเหยื่อเคราะห์ร้ายเพิ่งถูกคนร้ายซุ่มยิงได้ไม่นาน

  "วันหนึ่งจะเป็นเราไหม? คำถามนี้เคยคิดบ้างนิดๆ แต่หมอเชื่อในการมองโลกแง่ดีอยู่อย่างหนึ่งว่า ถ้าลองตั้งใจจริงที่จะทำสิ่งดีๆ ช่วยเหลือผู้ป่วยแล้ว เรื่องร้ายๆ ย่อมแคล้วคลาดไปจากเรา" ร.ต.นพ.พีรุทย์ เชื่ออย่างนั้น

Tags : แพทย์ทหาร

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

  • ความเห็นที่ 1

    Cancer Foods

    อาหาร Fast Food จากต่างประเทศอันตราย บริโภคแล้วเป็นมะเร็ง

    (1.) แฮมเบอร์เกอร์ จัดเป็นอาหารประเภทที่ "มีความเสี่ยงสูง" เพราะเวลาที่สูญเสียไปในระหว่างรอกระบวนการนำ "เนื้อ" มาใช้ปรุงทำให้มี "แบคทีเรีย" เกิดขึ้นได้สูง ทำให้จำเป็นต้องมีการใช้ "สารเคมีสีแดง" มาช่วยกำจัดเนื้อที่กำลังจะเน่าเสีย ทำให้เนื้อแดงเปลี่ยนเป็นเขียว นอกจากนี้แฮมเบอร์เกอร์ทั้งหมดจะใส่ "สารปรุงรส"(MSG=Monosodium Glutamate) ทำให้ปวดศีรษะและเกิดอาการแพ้ โดย "MSG" เป็นสารเคมีที่ห้องปฏิบัติการทดลองใช้ช่วยทำให้สัตว์อ้วนขึ้น และท้ายที่สุดก็ทำให้ผู้บริโภคอ้วนขึ้นด้วย
    มีสารอะคริลิไมด์ (Acrylimides) ซึ่งเป็นสารก่อโรคมะเร็งและทำลายประสาท

    (2.) ฮอทด็อก

    ป็นอีก "เมนูอันตราย" เพราะมีกระบวนการผลิตคล้ายแฮมเบอร์เกอร์ และ "ฮอทด็อก" ทั้ง หมดยังใส่ "สารไนไตรท์" เพื่อช่วยทำให้เนื้อยึดตัวและช่วยเติมไส้กรอกให้เต็ม โดย "สารไนไตรท์" เป็นสารที่ทำให้เกิด "โรคมะเร็ง" ในกระเพาะอาหาร มะเร็งในเม็ดเลือด เนื้องอกในสมองและมะเร็งในกระเพาะปัสสาวะ นอกจากนี้ "ถุงหลอด" ที่ใช้บรรจุฮอทด็อก ก็ทำจาก "คอลลาเจนสังเคราะห์" ที่เป็นสารก่อให้เกิด "โรคมะเร็ง" ได้สูง มีไขมันที่เป็นสารประกอบไม่เปิดเผยอยู่ประมาณ 40% เมื่อนำ ไปปิ้งย่าง มันจะทำให้มี "สารพิษร้ายแรง" ที่เรียกว่า "อะคริลิไมด์"(Acrylimides) ออกมา ซึ่งรู้จักกันดีว่าเป็นสารก่อมะเร็งและ "ทำลายประสาท"

    (3.) เฟร้นช์ฟราย- มันฝรั่งทอด เป็นอาหารที่มี "ความเป็นพิษสูง" โดยการทอด "เฟร้นช์ฟราย" ใช้อุณหภูมิสูงทำให้มี "สารอะคริลิไมด์" ซึ่งเป็นสารก่อโรคมะเร็งและทำลายประสาท
    ออกมา นอกจากนี้ "น้ำมัน" ที่ใช้ในการทอดมันฝรั่งแต่ละครั้งจะเกิดการ "ออกซิไดซ์" ในมันฝรั่งยังมี "ดรรชนีกลีซิมิค"(Glycemic) อยู่สูงมาก.....นั่นหมายถึงมันเปลี่ยนให้กลายเป็นน้ำตาลภายในร่างกายได้เร็ว มาก

    (4.) พิซซ่า
    "พิซซ่า" ประกอบด้วยอาหารที่มาจากการ "ตัดแต่งพันธุกรรม" 5 ชนิด คือ.....1."เนยแท้"(cheese) เพียง 10% เท่านั้น ซึ่งไม่ควรเรียกว่าเนยแท้ได้เลย.....2."แป้ง" ที่ผ่านการปรุงแต่งให้ขาวที่ได้ทำการฟอกสี ทำให้วิตามินและเกลือแร่ออกไปแล้ว แต่ได้ทำการเติมเกลือแร่สังเคราะห์ตามจำนวนโม เลกุลที่เคยมีอยู่เข้าไปใหม่.....3."ซอสมะเขือเทศ" ทำด้วยสารคล้ายมะเขือเทศที่สร้าง "ยาฆ่าแมลง" ของมันขึ้นมาได้เองในร่างกายของท่าน.....4."แป้งสาลี" ชนิดที่มีการตัดแต่งทางพันธุกรรม.....5. มี "น้ำมันฝ้าย" ประกอบอยู่ โดยฝ้ายไม่ได้จัดเป็นพืชพวกอาหาร มันผ่านการสเปรย์ด้วยยาฆ่าแมลงที่ชาวไร่ใช้ในฝ้ายเมล็ดจะเป็นตัวดูดเอาสาร พิษต่างๆเอาไว้ได้มากที่สุด ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงสาธารณะสุข ต่างไม่ให้ความร่วมมือซึ่งกันและกันที่จะรับรองว่ามันปลอดภัยต่อการบริโภค ได้หรือไม่ มันไม่ได้ช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น แต่มันเป็น "น้ำมันไฮโดรจีเนต" และมีอันตรายต่อสุขภาพอย่างยิ่ง

    นอกจากนี้ "ผิวหน้าแป้งพิซซ่า" ที่อบปิ้งในอุณหภูมิสูง อาจมี "สารอะคริลิไมด์" เกิดขึ้นด้วย ขณะที่การเพิ่มหน้าพิซซ่า "เพ็พเปอโรนิ" หรือเพิ่มหน้าไส้กรอกทำให้มีความเสี่ยงสูงจาก "ไนไตรท์" สารกันบูดและสารเคมีอื่นๆ รวมทั้งไขมันอิ่มตัวที่มีการเติมเข้าไปจากโรงงาน


    (5.) ชิ้นไก่ทอด-เนื้อนุ่มไร้กระดูก
    เป็นเมนู ที่ทำมาจากชิ้นส่วนของไก่ที่ไม่ใช้แล้ว การรับประทานต่อครั้งโดยทั่วไปจะให้พลัง งาน 340 แคลอรี่ 50% เป็นไขมัน มีแป้งขนมปังผสมอยู่มาก จึงมีคาร์โบไฮเดรตอยู่สูง มีการเติมสารปรุงรส "MSG" ทำให้ปวดศีรษะและเกิดอาการแพ้ นอกจากนี้ "นัคเก็ตชิคเก้น" บางอันจะมี "สารอะลูมิเนียม" ซึ่งเป็นอันตรายต่อสมองและเป็นอันตรายต่อการเมตะโบลิสซึมของร่างกายด้วย


    (6.) โดนัท
    โดยเฉลี่ยแล้วจะให้พลังงานประมาณ 300 แคลอรี่ ในโดนัท 1 ชิ้นมีแป้งคาร์โบไฮเดรตอยู่มากกว่า 50% ของที่แนะนำให้บริโภคต่อครั้งต่อวัน มีเกลือโซเดียมอยู่สูงมาก ทำให้ร่างกายขาดน้ำได้ นอกจากนี้โดนัทยังทอดในน้ำมันที่มีอุณหภูมิสูง ซึ่งน้ำมันประเภทนี้จะทำให้มีกลิ่นหืนและมีสารอนุ มูลอิสระเกิดขึ้น ทำให้เกิดสารพิษและทำให้ร่างกายเมตะโบลิสซึมช้าลง เป็นการคุกคามต่อสุขภาพที่ดี และยังเป็นสาเหตุทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น


    (7.) ไอศกรีม
    มีไขมันอยู่สูงมากเกินกว่า 50% ของไขมันที่แนะนำให้บริโภคต่อครั้งต่อวัน มีคาร์โบไฮเดรตอยู่มากเกือบ 40% ของคาร์โบไฮเดรตที่แนะนำให้บริโภคต่อครั้งต่อวัน มีน้ำตาลอยู่มากทำให้มีความกระหายน้ำตาลมากยิ่งขึ้น เป็นสาเหตุทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น เต็มไปด้วยไขมันไฮโดรจีเน็ตและไขมันที่แปรเปลี่ยน(Transfat) ไปจากธรรมชาติและยังช่วยเพิ่มพูนโคเลสเตอรอล ทำให้เส้นเลือดแดงใหญ่อุดตัน ทำให้มีสารอนุมูลอิสระในร่างกายเพิ่มมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุก่อให้เกิดโรคมะเร็ง

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

advertisement