วีรกรรมแมนๆ ของบรรดาหมอหนุ่มที่สวมเสื้อเกราะแทนเสื้อกาวน์ ทำงานชนิด "บุกถึงหัวกระไดคนไข้" เดินเท้าไปรักษาถึงหน้าประตูบ้าน
เห็นภาพหุ่นมาสคอตหัวโตตัวยักษ์แต่งชุดทหารกับรอยยิ้มเด็กๆ ของหมู่บ้านแห่งหนึ่งใน อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส ดูคลับคล้ายงานวันเด็ก
แต่จริงๆ แล้วนี่คือบรรยากาศออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ของหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส 30 ซึ่งเจ้าของภาพเป็นแพทย์ทหารประจำหน่วย
ต้องอมยิ้มต่อเมื่อเจ้าของภาพ เล่าให้ฟังถึงเจ้าหุ่นมาสคอตตัวนี้เอาไปที่ไหนมักจะเป็นขวัญใจทั้งเด็กๆ และผู้ใหญ่ เลยเป็นอุปกรณ์ประจำหน่วยเวลาออกทำกิจกรรมในชุมชน
“เด็กๆ ชอบ หลังๆ ผมเลยให้เขามาแต่งเป็นมาสคอตเองเลยจะได้มีส่วนร่วม”ร้อยโทนายแพทย์กันตพัฒน์ วรพิมล เล่าให้ฟังถึงภาพประทับใจหลายภาพในโน้ตบุ๊คระหว่างสนทนา
วันที่คุยกันคุณหมอถอดเครื่องแบบทหารกับเสื้อเกราะชั่วคราว ใช้เวลา“วันพัก”กลับกรุงเทพฯ หนล่าสุด มารับมอบสิ่งของบริจาคในกิจกรรม“ชาวกรุงเทพฯรวมใจส่งยาส่งใจสู่ภาคใต้ชายแดน”
อินเตอร์เน็ตที่หมอลงทุนลากสายเชื่อมต่อด้วยตัวเอง ช่วยให้ชีวิตที่ปลายสุดด้ามขวานอย่างนราธิวาส ไม่เงียบเหงาจากการติดต่อสื่อสารกับโลกภายนอก โดยมีเฟซบุ๊คเป็นเหมือนกระดานข่าวบอกเล่าสารทุกข์สุขดิบกับเพื่อนฝูงระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้องแพทย์ทหารด้วยกัน
ที่มาของกิจกรรมระดมน้ำใจที่กรุงเทพฯเกิดขึ้นหลังเสียง “ระบายความในใจ” ดังขึ้นบนเฟซบุ๊ค “ยาใกล้จะหมดคลัง ใกล้ถึงเวลางดออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่”
เสียงของหมอทหารที่นราธิวาสได้รับการบอกเล่าปากต่อปากไปถึงบรรรดาพลเมืองน้ำใจดี ที่ช่วยกันส่งฟอร์เวิร์ดเมล์ กระจายข่าวผ่านเฟซบุ๊ค จนเกิดเครือข่ายจัดอีเวนท์ส่งยาส่งใจสู่ภาคใต้ ได้รับสิ่งของ ยาและเวชภัณฑ์ที่บริจาคเข้ามาล้นหลาม จนต้องใช้รถบรรทุกทหารมาช่วยขนและกระจายให้กับหน่วยอื่นๆ ที่ยังขาดแคลน
หลายคนคงมีคำถามตัวโตๆ ว่า ทำไมยาไม่พอ ทำไมต้องขอรับบริจาค? คุณหมอแจงให้ฟัง ถามว่ากองทัพมีงบฯ พอไหมสำหรับดูแลกำลังพล คำตอบคือเพียงพอและเหลือเฟือ แต่ในภารกิจอื่นในฐานะหมอที่ออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ให้บริการประชาชน อยู่นอกเหนือเรื่องของกำลังพล ด้วยเหตุนี้บางครั้งยาที่มีจึงไม่เพียงพอ
“บางครั้งชุมชนค่อนข้างจะปิด ปิดกับตัวทหารและตัวเจ้าหน้าที่ การลงพื้นที่เข้าหาชุมชนเพื่อช่วยเหลือชาวบ้าน จึงเป็นเหมือนปฏิบัติการจิตวิทยาอย่างหนึ่ง จุดที่ผมลงไปปฏิบัติหน้าที่ในอ.รือเสาะ นราธิวาส มีทั้งหมด 72 หมู่บ้าน วางแผนไว้ว่าอยากไปให้ครบทุกหมู่บ้าน”
การทำงานที่นี่แตกต่างจากโรงพยาบาลที่ลพบุรี และกรุงเทพฯ ที่หมอเคยทำอยู่ ระบบที่อื่นคนไข้เป็นฝ่ายเข้าหาแพทย์ แต่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้หมอต้องเป็นฝ่ายตระเวนไปหาคนไข้ เนื่องจากพื้นที่อยู่ห่างไกลและเสี่ยงภัย การเดินทางไม่สะดวก รวมถึงความเชื่อ วัฒนธรรมและภาษาที่แตกต่างกันทำให้บางครั้งมีความไม่เข้าใจในการรักษา
“ผมไม่เคยโทษแพทย์สาธารณสุขเลยว่าทำไมเขาถึงไม่ออกแพทย์เคลื่อนที่เข้าไปดูแล เพราะมันเดินทางไม่สะดวก เสี่ยงอันตราย และขอบเขตงานที่เขาต้องรับผิดชอบในโรงพยาบาลก็มากมายอยู่แล้ว”
คำว่า“อันตราย”ในที่นี้ ยกตัวอย่างเช่น ระเบิดที่ขุดพบได้ทุกจุดไม่รู้ว่ายังมีฝังอยู่ตรงไหนอีกบ้าง
หมอเล่าว่า ก่อนมาทำงานที่นราธิวาส ใครๆ ก็บอกว่าเป็นหมอมาอยู่นี่ค่อนข้างจะปลอดภัย แต่เมื่ออยู่จริงๆ แล้วไม่มีใครดูแลตัวเราได้ดีเท่ากับตัวเอง จึงต้องวางแผนการทำงานออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ทุกครั้งด้วยความรัดกุม
“ถามว่ากลัวไหม? มันก็น่ากลัว แต่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยกลัวแล้ว เพราะกลายเป็นกิจวัตรประจำวันที่เคยชิน หมอกับความเป็นความตาย มันคาบเส้นกันนิดเดียว เห็นกันอยู่ทุกวันสัมผัสกันอยู่ทุกวัน ถ้ามัวคิดมากกลัวไปหมดคงไม่ต้องทำงานกันพอดี
คิดอย่างเดียว คือ อย่าประมาท แต่ถ้าวันหนึ่งมันจะโดนก็ถือว่าสุดวิสัยช่วยไม่ได้ ผมเคยบอกและพยายามสอนทหารทุกคนที่ไปด้วยกันไว้แล้ว ทั้งวิธีห้ามเลือดหรือการส่งผู้ป่วย เพราะหากคนที่โดนเป็นผม วันนั้นคนที่จะต้องช่วยก็คือพวกเขา”
ฝายมาเพราะยาหมด
ถึงแม้จะเพิ่งลงมาอยู่นราธิวาสเพียงไม่กี่เดือน แต่เจอมาแล้วสารพัดทั้งคนไข้ทั่วไป อุบัติเหตุ โดนทำร้าย โดนยิง บาดเจ็บจากเหตุการณ์ความรุนแรง มีมาหมด เพราะเวลาส่วนหนึ่งถ้าว่าง หมอหนุ่มก็ต้องไปช่วยงานที่รพ.รือเสาะด้วย นอกเหนือจากภารกิจอนุรักษ์กำลังรบ สลับกับการออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ซึ่งพยายามจะออกไปให้ได้ทุกวัน
“ลงมาอยู่ใต้นี่ผมว่างานหนักกว่าอยู่ข้างบนนะ ถ้าเป็นคนที่พยายามหางานให้ตัวเอง”
แทนที่จะทำตัวเกียร์ว่าง ทำงานเชิงรับนั่งรอเหตุอย่างเดียวมีหน้าที่คอยอนุรักษ์กำลังรบเหมือนครูห้องปฐมพยายามประจำการที่หน่วย แพทย์ทหารหลายคนรู้ดีว่าพวกเขามีความสามารถทำอะไรในเชิงรุกได้มากกว่านั้น
เคยมีเรื่องแซวกันเล่นๆในหมู่หมอทหารด้วยกันแต่ “แนวหลัง” อย่างเราได้ยินแล้วคงทั้งขำปนอึ้ง
“เพื่อนผมบางคนไปขุดฝายแล้วเรียบร้อย เพราะยาหมดต้องงดออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ ผมเลยบอกว่าใกล้ถึงเวลาแล้วเหมือนกันที่จะตามไปขุดฝายด้วย(หัวเราะ)เป็นเรื่องแซวกันเล่นๆ”
3 ปีที่ผ่านมา หลังจบจากรั้วโรงเรียนแพทย์พระมงกุฎ เพื่อนๆ แพทย์ทหารร่วมรุ่นทั้ง 20 คน กับหมอกันตพัฒน์ล้วนเคยลงไปประจำการที่ 3 จังหวัดภาคใต้มาแล้วชนิด "ยกทั้งรุ่น” โดยเฉลี่ยอยู่กันคนละ 1-2 ปี ก่อนจะแตะมือส่งไม้ต่อให้เพื่อนๆ หรือรุ่นน้อง โดยแต่ละหน่วยจะมีแพทย์ทหารประจำการ 1 คน
เวลาปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่ เครื่องแบบของแพทย์ทหารจะอยู่ชุดลายพรางเช่นเดียวกับทหารพร้อมเสื้อเกราะกันกระสุนปืนยาวเพื่อความปลอดภัย หมอเล่าว่า เคยเอาไปลองชั่งน้ำหนักเล่นๆ แต่ละวันต้องแบกน้ำหนักเสื้อผ้าที่สวมใส่บนตัววันละไม่ต่ำกว่า 7-8 กิโลกรัม มีเครื่องหมายกากบาทสีแดงติดไว้เป็นสัญลักษณ์บนปลอกแขนให้รู้ว่าเป็น“ทหารเสนารักษ์” พร้อมพาหนะรถหุ้มเกราะ”ฮัมวี่”เมื่อปลายทางคือพื้นที่เสี่ยง
ออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่แต่ละครั้งตามหมู่บ้าน วันๆ หนึ่งต้องตรวจรักษาคนไข้ไม่น้อยกว่า 80 คน โดยมีอาสาสมัครในหมู่บ้านมาช่วยเป็นล่าม เพราะคนไข้พูดภาษายาวี ฟังบ่อยๆเข้าหลังๆหมอเลยเริ่มฟังได้พูดได้บ้างเป็นบางคำ
“ถ้าเป็นแพทย์แล้วเขายินดีเปิดเต็มที่ ถึงจะเป็นหมู่บ้านในพื้นที่สีแดงก็ยังยินดี”
ในช่วง 2-3 เดือนหมอประเมินตัวเลขคนไข้ที่ออกตรวจตามหมู่บ้านรวมๆกันแล้วน่าจะมากกว่า 3,000 คน
เท่าที่สัมผัสจากการลงพื้นที่ตามหมู่บ้านห่างไกล ต้องบอกว่าชาวบ้านค่อนข้างจะปิดกั้นจากโลกข่าวสารภายนอก น้อยมากที่จะเปิดดูทีวีดูละครเหมือนที่อื่นๆ ส่วนใหญ่วิถีชีวิตคนในหมู่บ้านมักจะนั่งจิบน้ำชาคุยกันเองได้ทั้งวัน
อีกความแตกต่างที่เห็นได้ค่อนข้างชัดระหว่างหมู่บ้านสีเขียวกับสีแดง นั่นคือ ความร่วมมือและการรวมกลุ่มของประชาชน ในหมู่บ้านสีเขียวจะค่อนข้างเข้มแข็งกว่า ส่วนหมู่บ้านสีแดงมักจะเป็นลักษณะแบบต่างคนต่างอยู่
“ตัวผมเองเป็นแพทย์ก็คือทำหน้าที่แพทย์ รักษาคนไข้เท่านั้น เรื่องอื่นๆจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว เพราะถ้าเอาแพทย์ไปเกี่ยวข้องกับยุทธการเมื่อไหร่อาจจะเกิดปัญหา ประชาชนอาจจะไม่ยอมรับ จึงต้องรักษาระยะห่างในการเข้าถึงชุมชน ห้ามล้ำเส้น”
ชีวิตของแพทย์ทหารประจำหน่วยที่นี่จะทำงาน 30 วันสลับพัก 10 วัน ไม่มีวันหยุดเสาร์อาทิตย์ตายตัว
อุณหภูมิความรู้สึกของเจ้าหน้าที่ทำงานอยู่ในพื้นที่ หมอยอมรับว่า เจ้าหน้าที่แต่ละคนมีความเครียด ความกดดัน ความกลัว ครบทุกอารมณ์
“อยากบอกว่าเจ้าหน้าที่ทุกคนทำงานกันเต็มที่เต็มความสามารถ ผมเคยถามกำลังพลเจ้าหน้าที่ว่าอะไรที่เขาต้องการมากที่สุด เขาขอแค่เรื่องเดียวคืออยากให้ช่วยดูแลครอบครัวที่อยู่แนวหลังให้ดีที่สุด ถ้าผ่านจุดนี้ได้เขาพอใจแล้ว ทำงานด้วยความสบายใจไม่มีอะไรให้ต้องห่วง”
ถ้าจะให้พูดถึงอุดมการณ์หรือคำพูดสวยๆ หมอบอกว่าพูดไม่เป็น พร้อมออกตัวว่า ไม่ใช่คนมีอุดมการณ์อะไรนักหนา เพียงแต่พอไปเห็นสภาพจริงๆ แล้ว ได้แต่คิดว่าถ้าพวกเราไม่ลงไปช่วยกันแล้วใครมาจะช่วย เมื่อถูกถามจากผู้บังคับบัญชาว่าจะย้ายมาทำงานที่นี่ไหม? จึงไม่มีคำว่าปฏิเสธ
นี่แหละ...คุณหมอเสื้อเกราะ
------------------------------------------
เสียงจากหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี 24
ถึงแม้เหตุการณ์จะยุติไปหลายปีแล้ว แต่ฟอร์เวิร์ดเมล์ขอรับความช่วยเหลือบริจาคยาและเวชภัณฑ์ช่วยทหารใต้โดยระบุถึง“หน่วยเฉพาะกิจปัตตานี 24”ที่ยังคงถูกส่งต่อกันไปเรื่อยๆ ยังคงสร้างความสับสนจนถึงวันนี้ซึ่งแพทย์ทหารหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี 24 คนปัจจุบันยังต้องคอยรับโทรศัพท์จากผู้หวังดีวันละไม่ต่ำกว่า 3-4 ราย
“ทุกวันนี้ยังมีโทรศัพท์มาถามตลอด ต้องปฏิเสธไปว่าไม่ได้มีการรับบริจาคอย่างที่เข้าใจ” ร้อยตรีนายแพทย์พีรุทย์ พิพัฒน์วัฒนะกุล ตอบคำถามถึงฟอร์เวิร์ดเมล์เจ้าปัญหา ซึ่งเจ้าตัวเพิ่งจะทราบเรื่องเมื่อลงมาประจำการที่นี่ เท่าที่สอบถามผู้บังคับบัญชาเล่าว่าเคยมีฟอร์เวิร์ดเมล์ขอรับความช่วยเหลือจริงเมื่อหลายปีก่อน แต่สถานการณ์ปัจจุบันที่หน่วยมียามากพอ ได้รับจัดสรรงบประมาณจากกองทัพอย่างเพียงพอกับภารกิจซึ่งครอบคลุมถึงการออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่
ต้องขอบคุณคนไทยที่ยังมีน้ำใจดี เพราะนอกจากยาและเวชภัณฑ์แล้ว ยังมีโปสการ์ดที่ส่งจากนักเรียนโรงเรียนต่างๆ ช่วยกันล่าลายเซ็นต์เขียนข้อความให้กำลังใจถึง“แนวหน้า”ด้วยความเป็นห่วงอยู่เรื่อยๆ ถือเป็น“ยาใจ”ชั้นดีที่ทำให้เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานมีขวัญและกำลังใจขึ้นอีกเยอะ
หมอพีรุทย์เป็นแพทย์ทหารหนุ่มอีกคนที่สมัครใจย้ายจากนครสวรรค์ สับเปลี่ยนลงมาช่วยงานที่ปัตตานีได้ 4 เดือน สังกัดหน่วยปัตตานี 24 หลังจากได้รับการชักชวนจากรุ่นพี่
“สภาพที่ลงมาอยู่ดีกว่าที่คิดไว้ ตอนแรกความรู้สึกคือกลัวมากกว่า เพราะปกติเคยแต่นั่งตรวจคนไข้อยู่ในโรงพยาบาล แต่มาอยู่ที่นี่เราต้องออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ มีโครงการแพทย์เดินเท้าเข้าไปในพื้นที่ ซึ่งก่อนมาได้ยินข่าวปะทะกันเรื่อยๆ คนรอบข้างครอบครัวก็กังวล ตัวผมไม่ถึงขนาดมีอุดมการณ์มากมายแต่รู้สึกว่าที่นี่ขาดแคลนหมอจริงๆ เพราะแพทย์สาธารณสุขก็คงไม่มีใครกล้าลงไปในพื้นที่เสี่ยงขนาดนี้โดยไม่จำเป็น เลยคิดว่าคงต้องลงมาช่วยๆ กัน”
สมัยก่อนแพทย์ทหารที่เสียสละลงมาทำงานที่ชายแดนใต้อาจมีภาษีดีกว่าคนอื่นๆในการพิจารณาโอกาสเรียนต่อเป็นลำดับแรกๆ แต่เดี๋ยวนี้แทบไม่มีความแตกต่างเพราะทุกคนล้วนเคยผ่านประสบการณ์ลงมาอยู่ที่ใต้เหมือนๆ กันหมด
หมอพีรุทย์เล่าว่า มาอยู่ที่นี่การทำงานหนักคนละแบบ ออกแนวสมบุกสมบันใช้แรงเยอะ ปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศที่ต้องเดินเท้ากลางแดดเปรี้ยง อาศัยความอึดตระเวนตรวจรักษาคนไข้ตามหมู่บ้านในชุดเครื่องแบบพร้อมเสื้อเกราะหนักเกือบสิบกิโล เรียนรู้การสร้างมนุษยสัมพันธ์กับชาวบ้านในพื้นที่
ออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ ตั้งโต๊ะตรวจตามจุดแต่ละครั้ง เฉพาะช่วงเช้าถึงเที่ยงมีคนไข้ต้องตรวจเฉลี่ยตั้งแต่ 60-100 คนต่อวัน ส่วนแพทย์เดินเท้าจะเป็นการวางแผนกำหนดหมู่บ้านปลายทาง แล้วเดินเท้าเข้าไป
4 เดือนที่ผ่านมาหมอพีรุทย์เดินเท้าเข้าไปแล้วประมาณ 14-15 หมู่บ้าน ส่วนใหญ่ประชาชนที่ทราบข่าวจะให้การต้อนรับค่อนข้างดี และคอยช่วยเป็นหูเป็นตาช่วยดูแลความปลอดภัยอีกทางหนึ่ง บางคนเห็นหมอเดินมาไกล รีบวิ่งเอาน้ำเอาผ้าเย็นมาให้ บางบ้านก็จะมานั่งล้อมไม่อยากให้รีบไป สัมผัสได้ถึงความรู้สึกดีๆ ที่ชาวบ้านมีต่อแพทย์
“ก่อนมาอยู่ยอมรับว่ากลัว แต่มาอยู่แล้วไม่ได้น่ากลัวเหมือนอย่างในข่าวที่ออกทุกๆ วันซึ่งมักนำเสนอแต่ด้านความรุนแรง บางครั้งแง่มุมดีๆ ที่เกิดขึ้น เช่น การแข่งขันกีฬาไทย-มุสลิม ข่าวอย่างนี้จะไม่ค่อยได้ถูกนำเสนอเท่าไหร่” คุณหมอให้ความเห็น
4 เดือนที่อยู่ที่นี่คุณหมอยังไม่เคยประสบเหตุระทึกขวัญจังๆ ถ้าไม่นับเหตุการณ์ที่จอดรถลงไปช่วยพยาบาลที่ถูกลอบยิงเสียชีวิตระหว่างขี่มอเตอร์ไซค์ไปทำงาน รอยเลือดที่เพิ่งไหลใหม่ๆ บอกให้รู้ว่าเหยื่อเคราะห์ร้ายเพิ่งถูกคนร้ายซุ่มยิงได้ไม่นาน
"วันหนึ่งจะเป็นเราไหม? คำถามนี้เคยคิดบ้างนิดๆ แต่หมอเชื่อในการมองโลกแง่ดีอยู่อย่างหนึ่งว่า ถ้าลองตั้งใจจริงที่จะทำสิ่งดีๆ ช่วยเหลือผู้ป่วยแล้ว เรื่องร้ายๆ ย่อมแคล้วคลาดไปจากเรา" ร.ต.นพ.พีรุทย์ เชื่ออย่างนั้น
Tags : แพทย์ทหาร



ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น