กรุงเทพธุรกิจ

Life Style

วันที่ 30 กรกฎาคม 2553 01:00

บาบ๋า ปู่ย่าแห่งจีนอันดามัน

นายแบบ-นางแบบสาธิตงานแต่งงานของบาบ๋ารุ่นใหม่

จังหวะพักผ่อนอิริยาบทของบาบ๋ารุ่นใหม่

ขบวนแห่ส่งตัวเจ้าสาวถึงบ้านเจ้าบ่าว

พิธีผ่างเต๋ (ยกน้ำชา) ตามประเพณีบาบ๋า

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ไข่มุกอันดามันที่นับวันจะแวววาวบนแผนที่โลก กำลังอยู่ในช่วงรื้อฟื้นวัฒนธรรมมีราก อย่าง"บาบ๋า"ให้รู้ว่า "ภูเก็ต" ไม่ใช่แค่ผืนดินที่โผล่พ้นน้ำ

เรียวตาคู่นั้น สะท้อนประกายผ่านกระจกบานสีเงินขนาดกระทัดรัด ขณะมือบอบบางกำลังบรรจงเกลี่ยโทนสีจากรองพื้นให้เข้ากับผิวหน้า ขณะที่ใครอีกคนสาละวนกับ "หูเตี๊ยบ" และ "เฟิ้นหวง" บนมวยผมให้เข้าที่เข้าทาง


 ความวุ่นวายเล็กๆ จากการแต่งองค์ทรงเครื่อง "เจ้าสาว" ให้สวยที่สุดในวันสำคัญอย่างนี้ ถือเป็นเรื่องปกติสำหรับงานแต่งงานทั่วไป แต่เพื่อจะให้ถูกต้องตามประเพณีของบรรพชนชาว "บาบ๋า" ทุกกระเบียดนิ้ว งานนี้คงต้องอาศัยความพิถีพิถันกันพอสมควร 

 "นั่งแต่งตัวมา 3 ชั่วโมงแล้วค่ะ" รอยยิ้มของเธอเผยขึ้นหลังให้คำตอบ

 ใช้เวลาอีกไม่นานนัก หญิงสาวในชุดเสื้อลูกไม้แขนจีบสีชมพู คลุมด้วยชุดครุยสีขาว ก็พร้อมที่จะเข้าสู่พิธีวิวาห์โดยสมบูรณ์ เมื่อเสียงดนตรีประโคมคลอเสียงประทัดส่งสัญญาณการเคลื่อนขบวนขันหมาก และมี อึ่มหลาง (แม่สื่อ) เดินนำขบวน เป็นการประกาศให้ผู้คนทั่วอาณาบริเวณได้ทราบพร้อมกันว่า งานแต่งงานของลูกสาวบ้านนี้ได้เริ่มขึ้นแล้ว
 

 

เริ่มต้น... จากโพ้นทะเล

 ย้อนกลับไปเมื่อหลายร้อยปีก่อน พ่อค้าและลูกเรือชาวจีนซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ชายมักจะข้ามน้ำข้ามทะเลมาสู่อาณาจักรแห่งเครื่องเทศที่บริเวณคาบสมุทรมลายูที่รู้จักกันในชื่อว่า "เกอปูเลาวัน มลายู" (Kepulaun Melayu) หรือ “นูซันตารา” (Nusantara) ในสมัยมัชปาหิต (อาณาจักรในชวาตะวันออก มีอำนาจอยู่ระหว่าง ค.ศ.1293 ถึง ค.ศ.1500) ภายหลังจากได้ตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนกลายเป็นชุมชนชาวจีนในเมืองท่าต่างๆ


 "เพอรานากัน" เป็นภาษามาเลย์ที่ใช้เรียกลูกผสมที่เกิดจากพ่อเป็นชาวจีนกับแม่ที่เป็นคนท้องถิ่นที่เดินทางเข้ามาอาศัยอยู่ในแถบนี้ โดยจะเรียกลูกผสมผู้ชายว่า บาบ๋า (Baba) ส่วนลูกผสมผู้หญิงที่เรียกว่า Nyonya อ่านว่า ‘โญญา’; ny=ญ อ่านออกเสียงขึ้นจมูกคล้ายในภาษาไทยถิ่นใต้เวลาออกเสียงคำว่า ‘ญิ๋ง’ (หญิง) หรือ ‘ใญ๋’ (ใหญ) แต่ไทยอ่านว่า ‘ย่าหยา’ หรือ ยอนย่า แบบไทยๆ ที่ชอบใส่วรรณยุกต์ ใช้เรียกกันทั่วไปในอินโดนีเซีย มะละกา และปีนัง ขณะที่ประเทศไทยนั้นจะเรียกทั้งผู้ชาย และผู้หญิงว่า บาบ๋า โดยกระจายตัวอยู่ตามภาคใต้ของประเทศไทย อาทิ ตรัง พังงา ระนอง กระบี่และปัตตานี เป็นต้น


 สำหรับภูเก็ตเองชาวจีนเพิ่มจำนวนมากขึ้นจากการขยายตัวของเหมืองดีบุกในสมัยรัชกาลที่ 3 ตามแหล่งการทำเหมืองในพื้นที่ อ.กระทู้ อ.ถลาง และทั่วทั้งทุ่งคา หรือ อ.เมือง ซึ่งต่อมาในช่วงการปฏิรูปการปกครองสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ชุมชนชาวจีนก็ทวีความหลากหลายไม่ได้จำกัดอยู่แค่กลุ่มกงสีกุลีเหมืองเท่านั้น


 "คนจีนทะลักจากปีนังเข้ามามาก เพราะทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ ผู้สำเร็จราชการที่นี่ก็ไปชวนพ่อค้าชาวจีนปีนังเข้ามา พวกนั้นก็ขยัน ทรัพยากรสมบูรณ์ เขาก็ร่ำรวย ก็เกิดการผสมผสานกับคนในถิ่นเดิม" จรินทร์ นีรนาทวโรดม กรรมการสภาวัฒนธรรม อ.ตะกั่วป่า และสมาชิกสมาคมพาราเนอกันภูเก็ตเล่าถึงการถ่ายเททางวัฒนธรรมที่เกิดขึ้น

 การผสมผสานดังกล่าวได้กลายมาเป็นเอกลักษณ์ของบาบ๋า เพอรานากัน สอดแทรกอยู่ในทุกช่วงจังหวะชีวิตไม่ว่าจะเป็นการแต่งกาย ภาษา อาหารการกิน  ที่อยู่อาศัย หรือประเพณีแต่งงานก็ตาม

 "เสื้อเจ้าสาวจะเป็นคอสูงที่ได้มากจากจีน แต่ตัวสั้นๆ ลอยๆ ได้มาจากพม่า แขนจีบเหมือนแขก ลักษณะอย่างนี้ถือเป็นการหลอมรวมวัฒนธรรมจากหลายๆ ชาติ" เขาตั้งข้อสังเกต

 จรินทร์อธิบายเพิ่มเติมถึงลักษณะพิเศษของเจ้าสาวบาบ๋านั้นจะต้องสวมมงกุฏประดิษฐ์จากดิ้นเป็นดอกไม้ต่างๆ โดยสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ คือ ผีเสื้อเล็กๆ ตัวหนึ่งอยู่บนดอกไม้ ที่เรียกว่า หูเตี๊ยบ แทนความรักกับชีวิตการแต่งงานที่ยืนยาว ติดอยู่ ขณะที่บนมวยผมก็จะมีหงส์ หรือ เฟิ้งหวง แซมเอาไว้โดยเฉพาะ

 "บาบ๋าจากมะละกา ปีนัง หรือสิงคโปร์ จะเรียกว่า ฟินิกซ์ มีทั้งหมด 5 สายพันธุ์ แต่ที่เอามาติดบนหัวเจ้าสาวก็คือ หงส์ฟ้า เพราะมีความแวววาวในตัวเอง มีเสียงร้องกังวานเหมือนเสียงขลุ่ย และเป็นใหญ่สุดในหมู่มวลสัตว์ปีก ไม่กินสิ่งมีชีวิตกับพืชที่มีสีเขียว แล้วจะไม่บินตามนกอื่นๆ แต่เมื่อใดก็ตามที่หงส์ขยับปีกจะมีนกอื่นบินตาม อีกทั้งหงส์ฟ้ามักปรากฏตัวเมื่อแผ่นดินมีความสงบร่มเย็น ถือเป็นสัตว์มงคล จึงนำมาติดบนผมเจ้าสาว"
 

 

ปรับตัวและเปลี่ยนแปลง

 รอยยิ้ม และความครึ้นเครงทำให้การยกน้ำชา หรือ "ผ่างเต๋" ของคู่บ่าวสาวเต็มไปด้วยความชื่นมื่น หลังจากสิ้นสุดขั้นตอนนี้จึงถือว่าเป็นอันเสร็จพิธี


 "ร้อนค่ะ" เจ้าสาวคนเดิมยิ้มพลางปาดเหงื่อขณะกำลังเดินไปชักภาพที่ระลึกร่วมกับคู่ "แต่งงานสาธิต" คู่อื่นๆ 

 ทั้งหมดเป็นการจำลองบรรยากาศประเพณีแต่งงานของบาบ๋า สำหรับ โปรโมตงานส่งเสริมการท่องเที่ยวที่สมาคมเพอรานากันภูเก็ต ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจัดขึ้นโดยเปิดรับสมัครให้คู่แต่งงานที่สนใจอยากสัมผัสประสบการณ์งานแต่งงานแบบชาวบาบ๋า เพอรานากันเข้ามาร่วมด้วย

 "เราอยากจัดให้ถูกต้องตามประเพณีวัฒนธรรมดั้งเดิมให้มากที่สุด เลยแบ่งเป็น 2 วัน วันเลี้ยงขนมสด และวันแต่งงาน" นพ.โกศล  แตงอุทัย นายกสมาคมเพอรานากันภูเก็ตเผยถึงลักษณะงานที่วางเอาไว้

 ผลตอบรับจากรายชื่อของคู่แต่งงานใหม่ในภูเก็ตเอง นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย ชาวต่างชาติ ถือเป็นหลักฐานสำหรับการปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยที่กำลังเปลี่ยนไปได้เป็นอย่างดี


 "เราเห็นสิ่งเหล่านี้มาตั้งแต่เด็ก เมื่อมีโอกาสเราก็อยากเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาสิ่งที่ดีเหล่านี้เอาไว้" สมเกียรติ หาญศึกแคล้ว แสดงความเห็นในฐานะคนภูเก็ตรุ่นใหม่อีกคู่ที่ตัดสินใจเข้าร่วมงานมงคลนี้ ซึ่งทั้งหมดในสายตาของนายกสมาคมฯ สิ่งที่ทำลงไปนั้น "ได้" มากกว่า "เสีย"

 "จุดเสียน้อยมาก อยู่ที่เราต้องควบคุม จำกัด ยังไงมากกว่า เพราะเวลาเรามีกิจกรรมการท่องเที่ยว ก็ต้องเข้าใจว่าเขามาในลักษณะชั่วคราว ในแง่ของการจัด หรือการให้เขาสัมผัสมันจะต้องแม่นยำไม่อย่างนั้นก็จะเกิดการแปลกปลอมไป ว่าวัฒนธรรมอันนี้ไม่ใช่ของจริงแล้วมานำเสนอเขาซึ่งตัวผู้จัดอาจจะกำกับไม่ทั่วถึง นี่คือปัญหาของทุกที่ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม มันเพี้ยนไปได้ง่าย ถ้ามีไกด์ หรือคนนำทางที่บิดเบือนข้อมูลไป

 "ขณะที่ประโยชน์ ได้เยอะมาก ที่สำคัญคือ มีนักท่องเที่ยวเข้ามาก็จะมี รายได้สู่ชุมชน ผู้คนก็จะมีกำลังใจ หรือแรงจูงใจ ที่จะหันมาสนใจเรื่องวัฒนธรรม ทำให้การศึกษาวัฒนธรรมออกไปในเชิงกว้าง และลึกมากขึ้น และมีทุนสำหรับค้นคว้า วิจัย มีทุนสำหรับมาจัดกิจกรรม เพราะอย่างที่เราทำทุกวันนี้ เราก็ยังต้องอาศัยทุนจากหน่วยต่างๆ ซึ่งยังไม่ใช่ทุนที่อาศัยจากการท่องเที่ยวโดยตรง แต่ถ้าเมื่อไหร่มีการท่องเที่ยวเข้ามาเป็นหลักเป็นฐาน ทางส่วนราชการ หรือผู้ที่ดูแล ก็จะมีทุนมาส่งเสริมสมาคม ชมรม ที่ทำเรื่องของการศึกษาวัฒนธรรม และทำให้การอนุรักษ์วัฒนธรรมเข้มแข็งขึ้น" คุณหมอโกศลอธิบาย

 เหมือนกับที่ผู้เชี่ยวชาญอย่างจรินทร์รู้สึกว่าการถ่ายเทวัฒนธรรมไม่ใช่เรื่องผิดบาปอะไร ในทางกลับกัน การผสมผสานเหล่านี้ยิ่งทำให้เกิดความหลากหลายเพิ่มมากขึ้นด้วยซ้ำ

 "คนเริ่มหันมาเห็นความสำคัญว่าจริงๆ แล้วเรามีอัตลักษณ์ เรามีรากเหง้าของบรรพชน บางคนจะเสียตรงที่มัวกังวล ใครทำไม่เหมือนตัวเองก็จะผิดไปหมด อย่าไปตัดสินว่าใครผิดใครถูก เพราะความผิดพลาดต่างๆ มันเกิดจากการเคลื่อนย้ายชาติพันธุ์ สภาพแวดล้อม และนวัตกรรมของคนในพื้นถิ่นทำให้เกิดความแตกต่างกัน" เขาให้แนวคิด

 

 

ปลายทางเพื่อสานต่อ

 "เราต้องการทำให้ภูเก็ตมีจุดขายใหม่ โดยการขายวัฒนธรรม โดยเราเริ่มเปิดตัวถนนถลาง เมื่อเปิดตัวถนน เทศบาลก็ให้ความร่วมมือ เอาสายไฟฟ้าลงใต้ดิน อบรมบรรดาแม่บ้านจาก 2 ฟากฝั่งถนน เป็นย่านการเรียนรู้ของบาบ๋าจุดแรกของภูเก็ต และมีแผนขยายไปยังเขตเมืองเก่า อย่างถนนพังงา ถนนเยาวราช ถนนดีบุกในอนาคต" ฤดี ภูมิภูถาวร ที่ปรึกษาฝ่ายวิชาการสมาคมเพอรานากันภูเก็ตเล่าถึงการขยายโครงการในอนาคตเพื่อให้ภูเก็ตกลายเป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมบาบ๋าเพอรานากันอย่างครบวงจรที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค


 ความมุ่งหวังดังกล่าวถ่ายทอดเป็นการบูรณะบ้านเรือนแบบชิโน-โปรตุกีสในย่านเมืองเก่าให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง นอกจากนี้ มันยังสะท้อนให้เห็นว่าวันนี้ ทรัพยากรธรรมชาติอย่างหาดทราย และชายทะเลของภูเก็ตวันนี้เริ่มร่อยหรอลงไปทุกทีเช่นกัน ในความเห็นของนพ.โกศล ทางเดินนี้ถือว่าค่อนข้างตรงจุด

 "วันนี้ธรรมชาติเริ่มเสื่อมโทรมลง มีน้ำเสีย ขยะ หาดไม่ขาวเหมือนเดิม การท่องเที่ยวภูเก็ตทำมาหากินกับสิ่งเหล่านี้มากว่า 20 ปีแล้ว เราก็ไม่ได้พัฒนาคุณภาพสินค้า แต่เราไปพัฒนาเรื่องมาร์เก็ตติ้ง ตอนนี้ถ้ามองว่าเราพัฒนาเรื่องวัฒนธรรมขึ้นมาเป็นสินค้าอีกอย่างหนึ่งมันก็ถือเป็นการตอบโจทย์ที่ค่อนข้างตรง"

 อีกแง่หนึ่ง นั่นยังหมายถึงเขายอมรับถึงความเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมที่จะตามมาด้วย ซึ่งทางป้องกันที่ได้ผลที่สุดก็คือการหาข้อมูลอ้างอิง และเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง

 "ต้องยอมรับข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งว่า ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงตลอด วัฒนธรรมที่จะสามารถดำรงความเป็นวัฒนธรรมของตนเองได้นั้น ต้องมีการปรับตัวได้ เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นสำหรับคนรุ่นใหม่ที่จะสืบสาน จุดสำคัญอยู่ที่แก่นของวัฒนธรรม คือ จิตวิญญาณ หรือปรัชญาของวัฒนธรรมเหล่านั้นจะต้องคงอยู่ไม่ว่าจะเป็น ความบริสุทธิ์ ความกตัญญู หรือความซื่อสัตย์ เราต้องมีการศึกษาว่าของแท้เป็นอย่างไรก่อน จากนั้นก็สรุปออกมาเป็นหนังสือ สามารถอ้างอิงได้ เราจะเอาหนังสือนี้เป็นคัมภีร์ เป็นแม่แบบที่จะมาปฏิบัติต่อ จากนั้นเราก็ต้องประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ สิ่งต่างๆ เหล่านี้มันจะป้องกันการผิดเพี้ยนทางวัฒนธรรมได้อย่างเป็นระบบ" เขาบอก

 อย่างไรก็ตาม ความเปลี่ยนแปลงยังต้องอาศัยความใจกว้าง เพื่อก่อให้เกิดการยอมรับร่วมกัน และจะทำให้การสืบสานตามบรรพชนเป็นไปได้อย่างดีด้วย

 "เราก็ไม่ใช่ศูนย์กลางจักรวาล เราต้องมาช่วยกันให้ลูกหลานสืบทอดเจตนารมณ์ของบรรพชน ให้อยู่คู่เมืองตลอดไป อย่าไปตัดสินว่าใครผิดใครถูก" จรินทร์ยืนยัน

Tags : บาบ๋า ย่าหยา ภูเก็ต

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

advertisement