สำรวจแหล่งท่องเที่ยว การเที่ยวแนวผจญภัยย้อนอดีตเมืองยุคตื่นทองในแอฟริกาใต้ รับบรรยากาศฟุตบอลโลก
"Tsamina Mina Zangalewa
Anawa aa
Tsamina Mina eh eh
Waka Waka eh eh
Tsamina Mina Zangalewa
This Time for Africa"
เสียงร้องเพลงท่อนฮุก WAKA WAKA (Time for Africa) ของนักร้องสาวสุดเซ็กซี่ ชากีร่า กับวงดนตรีชื่อดังของแอฟริกาใต้ Freshlyground ดังกระหึ่มอยู่ในใจตลอดเวลา เหมือนรู้ว่าฉันจะได้เป็นหนึ่งในสิบเจ็ดชีวิตที่ได้มีโอกาสเดินทางไปเยือนดินแดน Rainbownation หรือประเทศแอฟริกาใต้ ตามคำเชิญของเครื่องดื่มโค้ก กลุ่มธุรกิจบริษัท โคคา-โคลา (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการใน "ฟุตบอลโลกฟีฟ่า เวิลด์ คัพ 2010"
เพราะเป็น "ครั้งแรกในชีวิต..." พอถึงวันนัด 25 มิ.ย. 2553 หัวใจยิ่งพองโต ฉันตะโกนบอกตัวเองดังๆ ว่า "จะได้ไปดูฟุตบอลโลกที่แอฟริกาใต้แล้ว" ใจจดใจจ่อรอให้ถึงเวลานัดหมายเร็วๆ เพราะฟุตบอลแมทช์ที่จะได้ไปดูแบบจะ..จะ..ด้วยสองตาของตัวเอง เป็นแมทช์ที่ 52 ทีมที่ลงฟาดแข้ง ถือได้ว่าเป็น Big Match ระหว่าง "อาร์เจนตินา" กับ "เม็กซิโก" ซึ่งล้วนเป็นทีมที่ฉันแอบเชียร์ (แบบไม่ออกนอกหน้า)
โดยเฉพาะทีมอาร์เจนตินา ฉันทั้งแอบเชียร์และแอบชื่นชอบ "ดิเอโก มาราโดนา" มานานแล้ว ทำให้ระหว่างการเดินทางยาวนานหลายชั่วโมงสู่กรุงโยฮันเนสเบิร์ก (Johannesburg) ประเทศแอฟริกาใต้ ฉันต้องแอบหยิกตัวเอง เพื่อยืนยันว่า "นี่ไม่ใช่ฝัน ฉันกำลังจะได้เห็นมาราโดนาตัวเป็นๆ"
เสียงล้อเครื่องบินแตะพื้นแบบนุ่มนวล เมื่อถึงเวลา 07.00 น. เวลาตามท้องถิ่น แต่เวลาในประเทศไทยใกล้เที่ยงพอดี ฉันบอกตัวเองว่าต้องปรับตัวให้มีวิถีชีวิตแบบคนเมืองโยฮันเนสเบิร์ก แม้ท้องจะส่งเสียงร้องทักออกมาเป็นช่วงๆ ก็ตาม ไม่รอช้าฉันและเพื่อนร่วมก๊วนตะลุยสู่จุดหมายแรกตามโปรแกรมที่ เหมืองทองโกลด์ รีฟ ซิตี้ (Gold Reef City) ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อฉลองครบรอบ 100 ปี ของการค้นพบทองคำในแอฟริกาใต้
ณ เหมืองทองโกลด์ รีฟ ซิตี้ เราเดินชมอาคารบ้านเรือนในยุคตื่นทองที่ถูกจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ จากนั้นจึงเริ่มผจญภัยในเหมืองทองใต้ดินความลึกจากพื้นดินประมาณ 250 เมตร ซึ่งถือว่าเป็นชั้นผิวๆ เท่านั้นเอง เพราะหากต้องการใบรับรองจะต้องลงลึกไปถึง 3 กิโลเมตร ซึ่งทุกคนร้องเป็นเสียงเดียวกันว่า "ไม่เอาดีกว่า"
การผจญภัยในเหมืองทองใต้ดินครั้งนี้มีไกด์นำทางท้องถิ่นคอยให้ความรู้เกี่ยวกับวิถีการขุดทอง พร้อมบอกเล่าถึงสภาพความเป็นอยู่ของกรรมกรเหมืองทอง ซึ่งต้องใช้ชีวิตใต้ดินกินอยู่หลับนอน เพื่อทำงานขุดแร่ทองคำภายในเหมืองเป็นสัปดาห์ และสลับขึ้นมาพักข้างบนอีกหนึ่งสัปดาห์ ต้องยอมรับว่าคนงานเหมืองเหล่านี้มีความอดทนสูง เพราะแค่ชั้นใต้ดินที่พวกเราอยู่อากาศก็หนาวเย็นและมีลมแรงมากจนแทบไม่สามารถยืนนิ่งอยู่ได้ ทุกคนเร่งฝีเท้าเดินดุ่ยๆ เพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้แก่ตัวเอง เพราะเครื่องนุ่งห่มที่ขนกันลงไปไม่อาจยับยั้งความหนาวเย็นที่ถาโถมเข้าใส่ได้เลย
แต่ถึงแม้ใต้เหมืองจะเหน็บหนาวเพียงใด ก็ไม่สามารถหยุดความอยากรู้อยากเห็นของเราได้ ไกด์พื้นเมืองนำทางไปชื่นชมและสัมผัสสายแร่ทองที่ฝังอยู่ในเนื้อหินตามผนังเหมืองทองใต้ดิน จนอดใจไม่อยู่อยากจะยืนขูดสายแร่ทองคำติดมือกลับมาฝากเพื่อนคนไทย
กระทั่งไกด์พื้นเมืองบอกว่า ถ้าลูบสายแร่แล้วเอามาลูบหน้าและเก็บเข้ากระเป๋าจะทำให้มีโชคลาภ เท่านั้นแหละทั้งสิบเจ็ดชีวิตต่างทั้งลูบทั้งถู หวังร่ำหวังรวย เรียกว่าถูผนังเหมืองสึกไปเป็นแถบเลยทีเดียว
ออกจากเหมืองใต้ดิน เราได้ตื่นตากับกรรมวิธีการหลอมทองคำให้เป็นทองคำแท่ง และการทำเหรียญกษาปณ์ซึ่งต้องใช้ไฟร้อนแรงอย่างมาก อากาศที่กำลังหนาวเหน็บแปรเปลี่ยนเป็นความอบอุ่นทันที ช่วยประทังความหนาวให้แก่คนจากเมืองร้อนได้ไม่น้อย
เหมืองทองใต้ดินแห่งนี้ ปัจจุบันนอกจากจะเป็นแหล่งให้ความรู้เกี่ยวกับวิถีการทำเหมืองทองคำแล้ว ยังเป็นแหล่งทองคำที่สำคัญของประเทศแอฟริกาใต้ เพราะสามารถสร้างรายได้ต่อปีให้แก่แอฟริกามากถึง 67.9 ล้านแรนช์ และเพื่อให้สถานที่แห่งนี้ยังคงมีชีวิตชีวาอยู่เคียงคู่กับกรุงโยฮันเนสเบิร์ก เมืองแห่งอุตสาหกรรม เหมืองทองโกลด์ รีฟ ซิตี้ จึงได้พัฒนาพื้นที่ด้านบนเป็นสวนสนุกของเมือง เพื่อเป็นที่พักผ่อนของชาวแอฟริกันและนักท่องเที่ยว ซึ่งนอกเหนือจากความรู้เรื่องอุตสาหกรรมเหมืองทองคำแล้ว ยังได้ส่งเสียงกรี๊ดสนุกสนานแบบหลุดโลกกับเครื่องเล่นหวาดเสียวนานาชนิด
หลังจากเต็มอิ่มกับภูมิความรู้เกี่ยวกับเรื่องทองคำของประเทศแอฟริกา ดูเหมือนว่าท้องเริ่มส่งสัญญาณเตือนอีกครั้งว่า
"ถึงเวลาอาหารเที่ยงแล้ว" (ตามเวลาท้องถิ่น) ซึ่งถ้าเทียบกับเวลาในประเทศไทย ตอนนั้นก็ปาเข้าไป 5 โมงเย็น ทุกคนรีบสาวเท้าก้าวขึ้นรถบัสอย่างรวดเร็วพร้อมเสียงท้องร้องที่ดังขึ้นเรื่อยๆ
ทันทีที่รถบัสจอด ณ Nelson Mandela Square ซึ่งเป็นแหล่งรวมโรงแรมและร้านอาหาร พร้อมมอลล์หรูหรา ฉันและเพื่อนก็ตรงรี่ไปที่ร้านอาหารไทยชื่อ "The Lai Lai Gardens Restaurant" ด้วยความหิวต่างคนต่างไม่รอช้ากับอาหารมื้อแรกบนผืนป่าซาฟารี เมื่อได้รับอาวุธครบมืออาหารที่วางอยู่ตรงหน้าก็ถูกจัดการในพริบตา จนตากล้องประจำทริปลืมทำหน้าที่บันทึกภาพอาหารไทยไปเสียสนิท แต่ยังดีที่ทุกคนจดจำรสชาติอาหารมื้อนี้ได้อย่างแม่นยำ โดยเฉพาะ "ต้มข่าไก่"
เพราะเมื่อพนักงานเสิร์ฟวางอาหารจานนี้ลงบนโต๊ะ ทุกคนร้องถามกันยกใหญ่ว่า มันคืออะไร หน้าตาไม่คุ้นชินเลย ลองนึกตามกันดู...น้ำซุปสีขาวข้นๆ มีเนื้อไก่อยู่ในชาม เมื่ออยากรู้ก็มีผู้กล้าลองชิม แล้วร้องอ๋อทันทีว่า ต้มข่าไก่ นั่นเอง ที่แปลกเพราะต้มข่าไก่ชามนี้ ไม่มีแม้แต่ใบมะกรูด หรือข่าให้เห็นในชาม มีแต่น้ำสีขาวข้นๆ ที่หน้าตาไม่ใช่กะทิเลย เหมือนซุปครีมมากกว่า แต่พอได้ลิ้มลอง...รสชาติใช้ได้ทีเดียว จะออกเปรี้ยวนำแต่ไม่โดดมากนัก หวานนิดๆ ใช้ได้ ยืนยันว่ารสชาติดี ไม่ใช่เพราะความหิว แต่ถือว่าฝีมือพ่อครัวใช้ได้ทีเดียว
ส่วนแกงเขียวหวาน แม้จะเป็นอาหารที่คุ้นเคย แต่พอมาชิมแกงเขียวหวานร้านนี้ ต้องบอกว่ารสชาติแปลกอยู่เหมือนกัน น้ำแกงจะมีรสชาติและมีกลิ่นประมาณผงแกงกะหรี่ จึงทำให้รู้สึกแปลกแต่ก็อร่อยดี ส่วนทีเด็ดกว่านั้นก็คือ หม้อข้าว ที่พนักงานเสิร์ฟผิวดำยกมาวางลงบนโต๊ะ ทุกคนจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "ไปยืมโถข้าวมาจากวัดไหนเนี่ย"
ที่ต้องถามไถ่กันเช่นนั้น เพราะโถข้าวเป็นอะลูมิเนียมมีลวดลายเหมือนที่ใช้ในวัดบ้านเรา ที่สำคัญบุบบี้มาเชียว แถมข้างโถยังมีคราบสีเหลืองติดอยู่ ฉันไม่คิดว่าเขาจะนำใช้เสิร์ฟบนโต๊ะอาหารในร้านหรูแบบนี้ เพราะมันทำให้เสียลุคร้านอาหารไทย จากการสอบถามผู้เชี่ยวชาญในกลุ่มบางท่านได้รับคำตอบว่า เจ้าของไม่น่าจะใช่คนไทย เพราะร้านอาหารไทยส่วนใหญ่จะใช้ชื่อดอกบัว หรือดอกไม้ไทย ชื่อไทยๆ มากกว่า จึงโล่งอกว่าอาหารมื้อนี้ไม่ใช่แมดอินไทยแลนด์ฮันเดรดเปอร์เซ็นต์
หลังจากท้องอิ่ม หนังตาก็เริ่มตึงๆ แต่เมื่อนึกถึงเรื่องชอปปิง อะดินาลีนในร่างกายก็วิ่งพล่านขึ้นมาทันที สินค้าแอฟริกาสามารถสลัดทิ้งทั้งความล้าและความง่วง ความกระปรี้กระเปร่าเข้ามาแทนที่ฉันเร่งฝีเท้าเพื่อทำเวลา เพราะเข็มนาทีจี้เตือนว่าเวลาเลือกช้อปสินค้าของฝากมีไม่มากนักกับมอลล์หรูหรา Nelson Mandela Square ที่ไม่คุ้นชินแห่งนี้
ด้วยอารมณ์ฮึกเหิมเลยขอลุยเดี่ยว แต่พอจับสินค้าพลิกราคาดู ถึงกับต้องแตะเบรก เพราะสินค้าต้องใจ แต่ราคาไม่ต้องจิตเลย ขอบอกว่าแพงมากเมื่อเทียบกับคุณภาพ เช่น วูวูเซลา ของฝากยอดฮิตของทริปบอลโลก ราคาขั้นต่ำ 100 แรนช์ ตกประมาณอันละ 500 บาท
วูวูเซลา ที่ Nelson Mandela Square มีหน้าตาหลากหลาย หลากไซส์หลายราคา ตั้งแต่ถูกที่สุด 20 แรนช์ หน้าตาออกจะขี้เหร่ เพราะเป็นพลาสติกสีเดียว ส่วนราคาแพงที่สุดเกือบ 400 แรนช์ หรือเกือบ 2,000 บาท เป็นวูวูเซลาตกแต่งด้วยลูกปัดเม็ดเล็กๆ หลากสี ลวดลายสีสันสมกับการเป็นดินแดนแห่งสายรุ้งจริงๆ
เดินวนไปเวียนมาหวังหาของฝากราคาย่อมเยากว่านี้ แต่เท่าที่เห็นหน้าตาไม่ค่อยดีสมราคา เลยยอมตัดใจปล่อยวาง ถามไถ่พี่ไกด์คนไทยได้รับคำบอกเล่าว่า ราคาข้าวของที่นี่ราคาพุ่งปรู๊ด...เพราะสี่ปีมีหน ฉันเลยต้องถอยกรูดมานั่งพักที่อนุสาวรีย์ Nelson Mandela จุดนัดพบ งานนี้ไม่เสียสตางค์สักแดง แต่ได้ชอปปิงทางสายตาแทน ดูผู้คนหลากหลายเชื้อชาติเดินขวักไขว่ แต่งตัวอวดกันเพื่อเตรียมไปเชียร์ทีมฟุตบอลในดวงใจ ซึ่งนอกจากจะสร้างสีสันให้แก่จัตุรัสแห่งนี้แล้วยังเป็นของที่ระลึกชั้นเยี่ยมอีกด้วย
จาก Nelson Mandela Square เราต้องเดินทางต่อไปยัง Graceland Hotel Casino Country Club ที่พักตลอดสามคืนในแอฟริกาใต้ ระยะเวลาก็พอๆ กับกรุงเทพฯ ไปจังหวัดระยองหรือจันทบุรี ทุกคนต่างหาที่เหมาะๆ สำหรับซุกตัวเพื่อหลับเอาแรง ตุนพลังสำหรับวันใหม่ที่จะต้องส่งเสียงเชียร์และทนรับพลังเสียงจากวูวูเซลาที่บางคนขู่ว่า เสียงนี้โหดร้ายมากถึงขั้นทำให้หูดับได้
เช้าวันใหม่ ฉันรีบปัดเจ้าขี้เซาให้พ้นตัวโดยไม่รอช้า อาบน้ำเรียกพลังแห่งความสดใส เตรียมตัวพบกับนักเตะในดวงใจอย่าง ดิเอโก มาราโดนา, ลิโอเนล เมสซี และ คาร์ลอส เตเวซ แบบตัวเป็นๆ พร้อมด้วยเครื่องห่อหุ้มร่างกายแบบเต็มยศ ไม่ประมาทและไม่ให้เสียแรงหอบหิ้ว เพราะได้รับคำยืนยันว่าอากาศในสนามหนาวได้ใจจริงๆ
ในที่สุดเวลาแห่งการรอคอยก็มาถึง ฉันผ่านเข้าสู่ด้านในสนามด้วยใจระทึก แม้ว่าจะหนาวเข้ากระดูกและเทียบเวลาในไทยก็เป็นเวลาตีหนึ่งแล้ว แต่ทั้งความง่วงและความหนาวก็ไม่เป็นอุปสรรค เพราะเมื่อเข้าสู่สนาม SOCCER CITY STADIUM ตาฉันลุกโพลง รู้สึกตัวตื่นตลอดเวลา ผู้คนเรือนแสนทยอยเข้าสู่สนามเพื่อส่งเสียงเชียร์ทีมโปรดใน BIG MATCH นี้
ฉันรู้สึกอึ้งกับความยิ่งใหญ่ของสนาม SOCCER CITY STADIUM และผู้คนที่พกพาสีสันมาสร้างชีวิตชีวาให้กับการแข่งขันตลอดระยะเวลา 90 นาที ขณะที่ในสนาม นักฟุตบอลทั้งอาร์เจนตินาและเม็กซิโกต่างวาดลวดลายสมราคานักเตะระดับโลก กองเชียร์แต่ละฝ่ายผุดลุกผุดนั่ง เมื่อบอลกลมๆ กลิ้งไปฝ่ายตรงกันข้าม ทั้งยังได้เห็นอารมณ์ของคนเชียร์ที่ดุดันด้วยสีหน้าแดงก่ำ การกอดรัดฟัดเหวี่ยงเมื่อข้างตัวเองทำแต้มได้ จนบางคนได้รับบาดเจ็บจากอาการลืมตัวระหว่างการแสดงความดีใจ ใบหน้ามีบาดแผลโดยไม่รู้ตัว
ฉันรู้สึกว่าเวลาของการแข่งขันช่างสั้นเหลือเกิน อาจเพราะยังเก็บภาพประทับใจได้ไม่จุใจเท่าที่ควร แต่ถ้าถามถึงความคุ้มค่าแล้ว ต้องบอกว่า...สุดยอดมากสำหรับค่ำคืนนี้
และนี่คือ...ครั้งหนึ่งในชีวิตกับเวลาเพียง 90 นาที ณ สนาม SOCCER CITY STADIUM ประเทศแอฟริกาใต้ ที่อาจมีไม่บ่อยครั้งนักแต่จะอยู่ในความทรงจำตลอดไป
/////////////////
การเดินทาง
การเดินทางไปประเทศแอฟริกาใต้ สามารถเลือกสายการบินได้หลากหลาย ถ้าจะบินตรงกรุงเทพฯ-โยฮันเนสเบิร์ก ควรเลือกบินโดยสายการบินไทย รักคุณเท่าฟ้า และหากจะไปเคปทาวน์ ก็นั่งเครื่องบินเล็กจากโยฮันเนสเบิร์กต่อไปอีกทอดหนึ่ง
แต่ถ้าบินโดยสายการบินคาเธ่ย์ แปซิฟิค ก็ขึ้นเครื่องที่สุวรรณภูมิเช่นกัน เครื่องออกเวลา 18.40 น. จากนั้นแวะเปลี่ยนเครื่องที่ฮ่องกง ก่อนบินต่อไปยังโยฮันเนสเบิร์ก หรือชื่นชอบสายการบินเอมิเรตส์ บินไปลงที่ดูไบก่อน และเปลี่ยนเครื่องบินตรงสู่โยฮันเนสเบิร์กได้เช่นกัน ส่วนสายการบินกาตาร์แอร์เวย์สก็ต้องไปเปลี่ยนเครื่องที่โดฮา ก่อนจะเลือกบินตรงไปยังโยฮันเนสเบิร์ก หรือเคปทาวน์
Tags : แอฟริกาใต้ • บอลโลก • รอยเท้านักเดินทาง • เสาร์สวัสดี



ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น