กรุงเทพธุรกิจ

Life Style

วันที่ 9 กรกฎาคม 2553 01:00

ฟุตบอลโลกให้อะไร (เอ่ย?)

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

แมตช์หยุดโลกใกล้เข้ามาทุกที มีใครลองคิดสนุกๆ ดูบ้างว่า นอกจาก (ลิง)โลด เศร้า เหงา เซ็ง แล้ว เราคนดูธรรมดาๆ ได้อะไรมากกว่านั้นอีก

ฟุตบอลโลก 2010 กำลังจะปิดฉากลงอย่างเป็นทางการแล้วในคืนวันอาทิตย์ที่ 11 กรกฎาคมนี้ แต่หลังการโรมรันในสงครามลูกหนังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกมนุษย์นั้น มีหลายสิ่งหลายอย่างได้ตอบคำถามผู้ที่เกี่ยวข้องเสมอ ไม่ว่าจะเป็นแฟนบอล โค้ช นักเตะ สมาคมฟุตบอลฯ สปอนเซอร์ ไปจนถึง “ฟีฟ่า”   

 

นิตยสาร “เอสไควร์” เล่มล่าสุด มีรายงานว่า หลังจากจบการแข่งขันบอลโลกปี 1978 ที่อาร์เจนติน่านั้น “ฟีฟ่า” ผู้จัดงานช้าง อย่างเวิลด์คัพพบว่า ฟุตบอลโลกจะต้องมีการขยายและเพิ่มจำนวนทีมจาก 16 เป็น 24 ทีม ถ้ายังอยากจะให้มันเป็นเกมลูกหนังของคนทั้งโลก

 แต่ในเวลาเดียวกันนิตยสาร TIME เล่มพิเศษก็มีสกู๊ปวิเคราะห์ว่า หลังจากจบบอลโลกปี 1990 นั้น พวกเขาต้องทำอะไรสักอย่าง ที่ไม่ใช่ให้บอลโลกจัดอยู่แค่ยุโรปและอเมริกาใต้ นั่นจึงเป็นคำตอบว่า ทำไมหวยไปออกการเป็นเจ้าภาพในปี 1994 ที่สหรัฐอเมริกา อันเป็นนัยยะของ “การกระจายรายได้”


 จากการไม่ใช้นโยบาย “ไม่กระชับพื้นที่” อีกต่อไป  ผลก็คือ ฟีฟ่าได้เงินจากการขึ้นราคาถ่ายทอดสดมหาศาล และมันนำมาซึ่งการมอบการเป็นเจ้าภาพแบบ “ทดลอง” ให้กับแอฟริกาใต้ในปีนี้

 นั่นคือภาพกว้างๆ ของการจัดงานที่แต่ละฝ่ายจะได้คำตอบกันเองเมื่อบอลโลกจบไป แต่คำถามของ “จุดประกาย” ก็คือ 1 เดือนเต็มของเวิลด์คัพ บอกอะไรกับเรา และเราได้อะไรจากการดูบอลโลกบ้าง (อย่างที่ไม่มี ต่อลูกครึ่ง หรือ ลูกครึ่งควบ เข้ามาเกี่ยว)


 เนวิน ชิดชอบ “มิดฟิล์ดตัวรับ” ของฝ่ายรัฐบาล ให้สัมภาษณ์กับ “จุดประกาย” ที่สนามบอลย่านบางบ่อว่า สำหรับเขาบอลโลกครั้งนี้ให้อะไรกับเขาแน่นอน


 “มันอาจจะไม่สนุกมากนะ แต่ในแง่ของการเป็นผู้บริหารทีมฟุตบอลบุรีรัมย์ PEA นั้น ผมว่าทีมที่จะประสบความสำเร็จมันจะต้องไปด้วยกันหลายๆ ส่วน ทั้งการตลาด นายทุนและนักบอล ที่สำคัญ ทีมจะไปได้ดีต้องมีประธานสโมสรที่ใจกล้า” อดีตเด็กนักเรียนที่บ้าบอลของโรงเรียนสวนกุหลาบ บอกต่อว่า เขาเป็นแฟนอาร์เจนติน่าและเชลซี
 

“ผมรู้สึกว่าตัวเองเหมือนเป็นโรมัน อบราโมวิช ของเชลซี ถามว่าผมได้อะไรจากการดูบอลโลกทุกวัน ผมได้เห็นระบบการเล่นของแต่ละทีม คุณรู้ไหมว่าผมมีจอกี่จอในการดูบอลโลก ผมมี 4 จอ และดูทุกคู่พร้อมกัน” เขาพูดพลางหัวเราะชอบใจ พร้อมทั้งทำนายว่า อาร์เจนติน่าจะต้องเจอกับสเปน ซึ่งตอนนี้เขาคงทราบแล้วว่า ผลเป็นอย่างไร

 เนวิน ชิดชอบ อาจจะมีเวลาคุมทีมบอลบุรีรัมย์ลุยไทยลีก และดูบอลโลกทุกวัน แต่ผู้กำกับหนังอย่าง เป็นเอก รัตนเรือง ที่กำลังจะขับรถไปอ่านบทหนังเรื่องใหม่ของเขา ให้สัมภาษณ์กับ “จุดประกาย” ว่า บอลโลกครั้งนี้ของเขา ไม่ได้ให้อะไร ยกเว้นสิ่งเดียว

 “สิ่งนั้นก็คือ การที่ทำให้เราเห็นว่า ทุกๆ อย่างในโลกนี้กำลังทำเหมือนๆ กันหมด บอลโลกครั้งนี้คล้ายๆ วงการรถยนต์ คือเราดูไม่ออกว่ารถแต่ละค่ายมีอะไรแตกต่างกันบ้าง คุณดูออกมั้ยว่า ดีไซน์ BMW แตกต่างไปจากดีไซน์ของค่ายอื่นๆ อย่างไร” เขาถามให้ตอบ

 

“มันดูไม่ออกใช่ไหม เพราะดีไซน์รถเดี๋ยวนี้คล้ายๆ กันหมด ฟุตบอลโลกครั้งนี้หลายๆ ทีมก็หันมาปรับสไตล์การเล่นเหมือนกันหมด จนผมยังคิดตลกเลยว่า งั้นดูทีมเดียวก็ได้ เพราะว่ามันเล่นเหมือนกันหมด บราซิลหรือฮอลแลนด์ก็เล่นเหมือนทีมอื่นอย่างที่คุณว่า ผมยังบอกกับเพื่อนเลยว่า บอลโลกครั้งนี้ ผมพลาดแมทช์ต่างๆ ได้ เพราะไม่น่าเสียดาย”
 

เมื่อถามว่า ถึงกระนั้นในความไม่รู้สึกว่าบอลโลกน่าสนใจเท่ายุคก่อน มีทีมใดบ้างที่คนดูบอลมามากอย่างเขา จะยอมอดนอนเพื่อได้ดูตอนดึก
 

“สเปนกับอาร์เจนติน่า ผมยังชอบดูสองทีมนี้ ส่วนบราซิลกับฮอลแลนด์ไม่แล้ว ยิ่งอังกฤษนะไม่ต้องพูดถึงเลย แม่งเล่นอะไรไม่รู้” พูดจบแล้วก็หัวเราะขำๆ

 นิหน่า สุฐิตา เรืองรองหิรัญญา เป็นสาวอีกคนหนึ่ง ที่บรรดาแฟนๆ ของเธอจะทราบดีจาก twitter รายวันว่า บัณฑิตสาขาภาพยนตร์ จากคณะวารสารศาสตร์ รั้วเหลืองแดงคนนี้บ้าบอลแค่ไหน เธอบอกว่า ถ้าไม่ใช่ในมุมของเกมลูกหนัง วิเคราะห์แทคติคอะไรนั้น สิ่งหนึ่งที่บอลโลกได้ให้กับเธอแน่ๆ ก็คือ แง่มุมของการทำงาน

 “บอลโลกครั้งนี้ ได้เรียนรู้อะไรเกี่ยวกับอดีตของบอลโลกมากขึ้น เพราะนี่เป็นปีแรกที่ทำงานในฐานะคนข่าวกีฬาและได้สนุกกับการค้นคว้าข้อมูลมากๆ ถ้าถามว่า ชอบอะไรในบอลโลก โดยส่วนตัวชอบเพลง wakawaka และท่าเต้นมากๆ ชอบที่มีหลายชาติสร้างเกมพลิกล็อค ทำให้ไม่น่าเบื่อ และชอบสีสันกองเชียร์เจ้าภาพ”


 “สิ่งที่ไม่ชอบก็คือ มาตรฐานของกรรมการตัดสิน ที่คุณภาพต่ำเอามากๆ”เมื่อเธอแตะประเด็นเรื่องกรรมการและการตัดสินที่มีข้อผิดพลาดหลายครั้ง “จุดประกาย” โยนแง่มุมนี้ให้ “บิ๊กหอย” วนัสธนา สัจจกุล อดีตผู้จัดการทีมชาติไทยตอบบ้าง

 "ผมเรียนรู้ได้อย่างหนึ่งจากบอลโลกว่า แม้ฟุตบอลจะมีการตัดสินผิดพลาด และตอนนี้ใครต่อใครก็ออกกันมาพูดถึงการใช้เทคโนโลยี หรือ innovation เข้ามาช่วย แต่ผมขอยืนยันว่า มันเป็นไปได้ยากมาก เพราะว่ามีปัจจัยหลายอย่าง ที่จะทำให้ไม่เป็นแบบนั้น”


 “บิ๊กหอย” แจกแจงให้ฟังที่รายการ mango café ว่า  “บอลโลกเป็นมหกรรมใหญ่มาก และฟีฟ่าคือตัวคุมเกมในเรื่องนี้ ถ้าฟีฟ่าออกกฎอะไรมา ทุกสนามฟุตบอลก็ต้องทำตาม นั่นหมายความว่า การลงทุน การใช้จ่ายที่จะปรับสนามให้มีเทคโนโลยีเข้ามานั้น ต้องมีการใช้เงินสูงมาก”


 “ถามว่าฟุตบอลโลกบอกอะไรกับเรา ผมจะตอบว่าฟุตบอลคือเกมที่มีความต่อเนื่อง ไม่ใช่เรื่องกีฬาที่จะต้องเล่นๆ หยุดๆ และผมก็คิดว่า สิ่งนี้จะต้องเป็นแบบนี้ต่อไป มันเป็นเรื่องของการตัดสิน ที่ทุกทีมก็ต้องยอมรับว่า มันก็เป็นแบบนี้แหละ”


 แม้จะเห็นด้วยกับเรื่องไม่ควรมีเทคโนโลยีมาเบรกเกมแล้วเสียการชมไป แต่เมื่อจุดประกายถามจริงจังว่า เพราะอะไรกันแน่ การจะนำเทคโนโลยีแบบเทนนิส ที่เรียกว่าฮอวค์ อายส์ (Hawk eyes)มาใช้จึงไม่สามารถเกิดขึ้นได้


 “มันมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก และอีกมากมายหลายสนามไม่มีปัญญาทำหรอก อีกอย่างหนึ่ง กรณีลูกยิงแบบของ แฟรงค์ แลมพาร์ดนั้น มันไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ ใน 10 เกมจะมีแบบนี้สักครั้งหรือเปล่าก็ไม่รู้” 

 

 

นอกสนาม มันส์กว่า

 เรื่องเทคโนโลยีในสนามอาจจะร้อนแรงในช่วงเวลาหนึ่ง แต่เรื่องที่ดูเหมือนจะเร่าร้อนยิ่งกว่า เพราะเป็นข่าวทุกวันก็คือ “ปลาหมึกพอล” ที่ทำนายผลการแข่งขันถูกเกือบหมด


 “จะเห็นว่าบอลโลกยุคใหม่นี้ไม่ใช่เรื่องในสนามแล้ว แต่มีเรื่องนอกสนามเยอะ เพราะแม้แต่ปลาหมึกยังเข้ามาเกี่ยวข้อง กลายเป็นมีคนติดตามมากกว่านักบอลบางคนเสียอีก” นี่คือทัศนะของ อ.สกุล บุญยทัต นักวิจารณ์วรรณกรรม ที่ประกาศตัวว่าเป็นแฟนของทีมลิเวอร์พูลยุค 70’s เขาบอกในงานประชุมกรรมการวิจารณ์หนังที่โรงแรม เรมแบรนด์ ย่านสุขุมวิท ว่า ฟุตบอลโลกก็เหมือนวัฒนธรรมโลก มันมีเรื่องต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้องได้รอบด้าน   มุมมองของบอลโลกที่มีต่อคนทำงานแต่ละสาขาอาชีพแตกต่างกันไป 


 สาวออฟฟิศอาจพึงใจกับเพลงบอลโลกและมิวสิควิดีโอ  โค้ชหรือผู้จัดการทีม อาจเห็นเทรนด์ของการเล่นบอลระบบเดียวคือ 4-3-3   นักวิจารณ์วรรณกรรมและอาจารย์มหาวิทยาลัยอาจชมชอบการเข้ามารุมล้อมของวัฒนธรรม  และถ้าเป็นนักแปลอิสระอย่าง นพนันท์ อริยะวงศ์มณี ล่ะ บอลโลกบอก message อะไรกับเขา   

 
 “ผมรู้สึกสนุกกับบอลโลกครั้งนี้เป็นพิเศษ เพราะได้เห็นการยกระดับของนักเตะจากทีมเอเชียและแอฟริกาอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นฝีเท้าหรือทักษะการเล่นของทีม มันทำให้บอลทุกคู่สูสีกันมากขึ้นและเดาผลได้ยาก ไม่เหมือนสมัยก่อนที่แค่ดูชื่อทีมก็รู้แล้วว่าใครจะชนะ มันไม่ใช่การแข่งขันชิงดีชิงเด่นระหว่างยักษ์ใหญ่ของทวีปยุโรปและอเมริกาใต้อีกต่อไป”


 นพนันท์ บอกว่า การแข่งขันครั้งนี้ ทำให้มองเห็นว่าฟุตบอลโลกในอีกสี่ปีข้างหน้านั้นต้องสนุกและน่าตื่นเต้นไปกว่านี้
 “และผมก็มั่นใจว่าอีกไม่นานทีมจากทวีปเอเชียและแอฟริกาก็จะมีโอกาสได้สัมผัสถ้วยบอลโลกเหมือนกัน”


 อีกสิ่งหนึ่งที่ฟุตบอลโลก 2010 ที่แอฟริกาใต้ครั้งนี้บอกกับเราด้วยก็คือ นี่ไม่ใช่เรื่องที่นักบอลจะกลับไปเรียนรู้ข้อผิดพลาดของตัวเอง เพราะฟีฟ่าก็ทำในเรื่องที่ผิดพลาดในสายตาของบริษัททัวร์ด้วย มีข่าวลือหนาหูออกมาหลายครั้งว่า บริษัททัวร์ฟุตบอลขายตั๋วการไปดูบอลโลกแทบไม่ได้ และยิ่งถ้ามองภาพในสนามจะเห็นว่า แทบทุกนัดสนามจะมีที่ว่างอยู่หลายหย่อม


 ธนกร รติสิน ผู้บริหารของ real fan sports ที่ขนาดพาแฟนบอลไปดูบอลมาแล้วทั่วโลก ยังยอมรับกับจุดประกายเมื่อบ่ายวันอังคารที่ 6 กรกฎาคม ที่ร้านสตาร์บัคส์ สีลมว่า การจัดการหรือคาดหวังเรื่องยอดขายตั๋วบอลโลกคราวนี้ ไม่มีประสบความสำเร็จนัก


 “อย่างที่เคยบอกไปแล้วว่า ความเป็นแอฟริกาใต้มันทำลายความรู้สึกอยากจะไปของคนดูบอลเอง บางคนเขารู้สึกว่ามันไกลความเจริญ และเขาก็ไม่รู้อะไรมากเกี่ยวกับที่นั่น ผมว่านะ ถ้าจะให้ดี บอลโลกมันควรจะจัดในชาติที่มีความนิยม อย่างในยุโรป หรือแม้แต่ตอนจัดที่เอเชียก็ยังประสบความสำเร็จมากกว่า” 


 อีก 3 วันเศษๆ ฟุตบอลโลกที่ทำให้คนมีเงินและหมดตัว ที่ทำให้คนร้องไห้และหัวเราะ  ที่ทำให้คนพลาดหวังและสมหวัง ที่ทำให้ปลาหมึกพอลแจ้งเกิด และมาสคอต “ซาคูมิ” แจ้งดับ  กำลังจะปิดฉากลง สินค้าที่ทั้งเกี่ยวและไม่เกี่ยวกับบอลโลก ก็จะค่อยๆ ถอนตัวออกไป ก่อนที่อีก 4 ปีข้างหน้าจะถึงทีของแซมบ้า-บราซิล


 2014 Goodbye  oh Africa !

 

 

.......................................................

ลงแขกเพราะแพ้บอล


  สืบเนื่องจากแมตช์หยุดโลก บราซิล-ฮอลแลนด์ เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ชาวนาเขาเล่นพนันกัน
  

ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อย่าเพิ่งไปล้อมวงจับ เพราะเดิมพันครั้งนี้ไม่ใช่เงิน แต่เป็น "การลงแขกดำนา" ต่างหาก

  เรื่องมีอยู่ว่า ชาวบ้านนาอ้อ ต.นาอ้อ อ.เมือง จ.เลย เขาพนันกันสนุกๆ ในแมตช์แซมบ้ากับกังหันสีส้มว่า ถ้ากองเชียร์ทีมไหนแพ้ จะต้องไปดำนาช่วยฝ่ายชนะ แทนการจ้างแรงงานวันละ 200 บาท

  วันนั้น ฝ่ายชาวบ้านที่เชียร์บราซิลจะสวมเสื้อสีเหลือ ส่วนฝ่ายฮอลแลนด์จะสวมเสื้อสีส้ม อภิรักษ์ มนตรี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 เผยว่า กิจกรรมดังกล่าวเป็นการตกลงกันเองของชาวบ้าน เพื่อให้การเชียร์ฟุตบอลโลกปีนี้มีสีสัน สนุกสนานมากขึ้น ซึ่งโดยส่วนตัว ก็ชื่นชอบกีฬาฟุตบอลอยู่แล้วจึงสนับสนุน ถือเป็นการจูงใจให้ชาวบ้านหันมาฟื้นฟูประเพณีลงแขกดำนาที่เคยมีมาตั้งแต่ในอดีต ที่ปัจจุบันเริ่มไม่มีให้เห็นแล้ว
  

"แถมยังเป็นการลดต้นทุนการทำนา ซึ่งขณะนี้ต้นทุนจากค่าปุ๋ย ค่าน้ำมันรถไถนาเพิ่มสูงขึ้น"  โดย กฏ กติกานอกเหนือจากนี้ คือ ผู้ว่าจ้างต้องเลี้ยงอาหารกลางวันให้กับแรงงานด้วย


  พนันด้วยหยาดเหงื่อแรงงานแบบนี้ เข้าข่ายพลเมืองดี ตำรวจไม่จับ

Tags : ฟุตบอลโลก 2010

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

advertisement