จะไข่มาร์ค ไข่แม้ว ไข่ถูก หรือไข่แพง จริงๆแล้วการเมืองเป็นคนละเรื่องกับไข่ คนเลี้ยงไก่ยืนยันมาและไข่แพงจะไม่เป็นปัญหาถ้าเราเริ่มแก้ที่ตัวเอง
เรารู้ว่า โลกร้อน,อากาศแล้ง เป็นตัวการหนึ่งทำให้ไข่ราคาแพง แต่ถ้าถามว่า "ธรรมชาติ(ลงโทษ)เหล่านี้ ทำไข่แพงได้อย่างไร"
คงต้องวิ่งสวนขบวนการผลิต ไปย้อนถามแม่ไก่ ที่ตอนนี้น่าจะอยู่ในช่วงอารมณ์ไม่ดี เพราะถูกเหมาว่า บกพร่องในหน้าที่
แต่เจ้าของฟาร์ม "แม่ไก่อารมณ์ดี" ยินดีตอบคำถามนี้ ผ่านเรื่องราวของแม่ไก่ ที่ใครๆ อาจยังไม่รู้
"แม่ไก่ในเมืองไทย เป็นพันธุ์นำเข้าทั้งหมด ผ่านทางกรมปศุสัตว์ โดยธรรมชาติของเขาจึงชอบอาการเย็นทุกสายพันธุ์ อากาศ 17-20 องศาฯ เพราะเค้ามีขนไง เมื่อมาอยู่เมืองไทยจึงต้องปรับตัวเยอะ" ธนเดช แสงวัฒนกุล เจ้าของฟาร์มข้างต้น พ่วงด้วยตำแหน่งกรรมการเลขานุการสมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กำลังอธิบายให้เกี่ยวกับสถานการณ์โลกร้อน
เช่นนั้น สัตว์มีขนจึงไม่ถูกกับอากาศเมืองไทยเป็นทุนเดิม โดยเฉพาะถ้าอยู่ในระบบ "โรงเลี้ยงเปิด" ยิ่งแล้วใหญ่ เมื่อมาเจอกับสภาพอากาศร้อนจัดช่วงก่อนหน้าที่ฟ้าจะรั่ว 3-4 สัปดาห์ ผลก็คือ แม่ไก่เกิดอาการช็อค บางตัวถึงตาย รายที่รอดก็กระปอดกระแปด ไข่ที่เคยได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยเลยหดหายไปตามสุขภาพ
"พอไม่สบาย ก็กินอาหารน้อยลง ไข่ก็น้อยลง ราวๆ 20-30 เปอร์เซ็นต์"
ส่วนรายที่เลี้ยงแบบ "โรงเรือนปรับอากาศ" ก็ต้องลดอุณหภูมิจากภายนอกที่ลุกลามเข้ามา ด้วยการฉีดน้ำลดความชื้น แต่พอฉีดเข้าไปมาก ความชื้นสูง ระบายความร้อนได้ไม่ดี ไก่จึงมีโอกาสเป็นหวัดได้ง่าย
"บ้านเราอากาศสวิงหนัก กลางวัน 42-43 องศาฯ กลางคืน 30 องศาฯ ต่างกันเป็นสิบองศา เลยกลายเป็นว่า กลางคืนแทนที่จะได้พักผ่อน กินอาหารได้บ้าง ต้องหายใจถี่หอบเอาความร้อนออก บางตัวถึงกับช็อค"
ที่ต้องหายใจเพื่อคายความร้อนออก เพราะแม่ไก่จะไม่มีเหงื่อเหมือนคน แต่จะใช้วิธีอ้าปากระบายความร้อน หรือไม่ก็สยายปีกกับพองขน เพื่อช่วยถ่ายเทอีกทาง แต่ก็ช่วยได้ไม่มากเพราะอากาศร้อนจริงๆ
ผู้เชี่ยวชาญด้านแม่ไก่อย่าง ธนเดช อธิบายธรรมชาติของสัตว์โลกข้อหนึ่งว่า "สัตว์ที่ให้ผลผลิตดี ต้องอ่อนแอเป็นธรรมดา" ฉะนั้นแม่ไก่พันธุ์ดีจึงต้องได้รับการประคบประหงมเป็นพิเศษ แต่ถึงจะริ้นไม่ให้ไต่ ไรไม่ให้ตอม อย่างไร ก็อ่อนไหวต้องปัจจัยอื่นๆ อยู่ดี
เพราะถ้าแม่ไก่อารมณ์ดีจริง เขาต้องมีพฤติกรรมอย่างนี้...
"วิ่ง เดิน คลุกฝุ่น บางทีก็สยายปีก กระโดดขึ้นคอนบ่อยๆ คอนคือ เหล็กท่อนยาวที่จัดไว้สูงกว่าพื้นดิ เวลาอิ่ม หรือต้องการจะพักผ่อนเขาจะกระโดดขึ้นคอน เวลาเจอคนแปลกหน้า แรกๆ อาจจะกลัว ไม่กล้ามาหา แต่สักพักเขาเดินเข้ามาหาเอง มาทักทาย มาจิกเบาๆ"
สรุปว่า ณ ตอนนี้ แม่ไก่อารมณ์ไม่ค่อยดี เราจึงต้องมี "ไข่แพง" ติดตู้เย็น แต่เว้นระยะการกินไปอีกสักหน่อยก็ดี
ไข่ชุดไทย(ไม่)เข้มแข็ง
สถิติปี 2553 คนไทยบริโภคไข่คนละ 160 ฟอง/ปี เฉลี่ย ทอด ต้ม เจียว ตุ๋น ดาว เดือนละ 13 ฟอง/คน เปรียบเทียบกับเมื่อปี 2545 ที่ยอดรายปีอยู่ที่ 130ฟอง/คน และแม่ไก่ 1 ตัวให้ไข่ได้ 290 ฟอง/ปี
แม้จะยอดบริโภคจะเพิ่มขึ้นแต่ก็ยังถือว่าน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับ จีน ที่กินไข่ 320-330 ฟอง/คน/ปี ฮ่องกงกินไข่ 270 ฟองต่อคนต่อปี ญี่ปุ่นสูงถึง 390 ฟอง/คน/ปี เรียกว่ากินกันเกือบทุกวัน
ถึงอย่างนั้น ในมุมมองธนเดช ยังเชื่อว่า ยอดการบริโภคไข่ที่เพิ่มขึ้น มีส่วนไม่มากก็น้อย ด้วยกฎของ Demand - supply
"เพราะไข่เป็นโปรตีนราคาถูกที่สุด คิดดู มาม่าใส่ไข่ 2 ฟอง ยังไงก็ยังถูกกว่าไปทานก๋วยเตี๋ยวข้างนอก แถมไม่อิ่มอีกต่างหาก พูดอย่างนี้ไม่ใช่ว่า ผู้บริโภคต้องแบกรับปัญหา แต่อาจจะบริโภคให้น้อยลง ปรับวิถีชีวิต จากที่กินถี่ ก็หันไปหาอาหารอย่างอื่นบ้าง"
เพราะถ้าสังเกต ราคาไข่จะขึ้นๆ ลงๆ ตลอดหลายสิบปีมานี้ และมักจะถูกโยงเข้าไปเป็นตัวประเมินผลงานของรัฐบาลของรัฐบาลอย่างสม่ำเสมอ
ดัชนีไข่ไก่ เริ่มมาตั้งแต่สมัยไหนเป็นสมัยแรกไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจน ว่ากันว่า ดัชนีไข่ไก่เปรียบเปรยกันมาตั้งแต่ จอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี ไปตลาดซื้อไข่ไก่สมัยนั้น ใบละ 50-75 สตางค์ ถือว่าราคายังไม่แพงเกินไปนัก เศรษฐกิจไม่ลำบาก ไข่ยังเป็นอาหารหลักของคนจน
ต่อมาสมัย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี ไข่ไก่ยังใบละ 75 สตางค์อยู่ แต่ไข่เบอร์ใหญ่ขายปลีกตามท้องตลาดราคาฟองละ 1.50 บาท สมัย พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี ถือเป็นยุคฟองสบู่ เศรษฐกิจอู้ฟู่ ผู้คนฟุ่มเฟือยทำให้อัตราเงินเฟ้ออยู่ในอัตราที่สูงขึ้นจากเดิม ไข่ไก่สมัย พล.อ.ชาติชาย จึงทะลุไปที่ใบละ 2 บาท ซึ่งถือว่าแพงมากในสมัยนั้น มารู้ตัวอีกทีไข่ในรัฐบาล นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี สถานการณ์ของไข่ไม่ได้ดีขึ้น ราคาไข่ฟองละ 2 บาท ถึง 2.50 บาท ก็ยังแพงอยู่
มาสมัยนายหัวจากประชาธิปัตย์ นายชวน หลีกภัย ราคาข้าวของเครื่องใช้ยังพุ่งสูงไม่ลด โดยเฉพาะราคาไข่พุ่งขยับไปขายกันอยู่ที่ใบละ 2.70 บาท และยิ่งแพงขึ้นไปอีกสมัยของ นายบรรหาร ศิลปอาชา ตกอยู่ที่ใบละ 3 บาท เป็นรัฐบาลที่ไม่สามารถทำให้ราคาไข่ไก่ลดลงได้
ส่วนสมัยที่ราคาไข่ถูกอย่างน่าใจหาย คือสมัยของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ราคาไข่ไก่ตกไปอยู่ที่ฟองละ 1 บาท แต่เมื่อหมดยุคนายบรรหาร เปลี่ยนรัฐบาลใหม่ ทำให้ราคาไข่ไก่พลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือ โดยขยับไปอยู่ที่ใบละ 4 บาท นั่นคือสมัยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
"ไข่แม้ว" ได้ทุบสถิติไข่แพงมหาโหดลบสถิติไข่คุณชวน จากราคาไข่ไก่ปี 2547 ซึ่งก่อนช่วงการระบาดของไข่หวัดนก ไข่ไก่ เบอร์ 0 ฟองละ 2.62 บาท เบอร์ 1 ฟองละ 2.47 บาท เบอร์ 5 ฟองละ 2.02 บาท
พอถึงช่วงเดือนมีนาคม 2547 ที่เมืองไทยเจอโรคไข้หวัดนกเล่นงาน ไข่ไก่เบอร์ 0 เหลือแค่ฟองละ 2.40 บาท เบอร์ 1 ฟองละ 2.25 บาท เบอร์ 5 ฟองละ 1.77 บาท
หลังจากนั้นช่วงเดือนพฤษภาคม 2547 ไข่ไก่เบอร์ 0 ราคาพุ่งขึ้นไปถึงฟองละ 3.20 บาท เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่คนไทยได้ลิ้มรสไข่ไก่ฟองละทะลุ 3 บาท โดยไข่เบอร์ 1 ฟองละ 3.10 บาท และเบอร์ 5 ฟองละ 2.70 บาท
ยุค พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกฯ ปี 2550 "ไข่บิ๊กแอ๊ด" ถูกลง โดยที่เบอร์ 0 ราคาฟองละ 3 บาท เบอร์ 1 ฟองละ 2.80 บาท เบอร์ 2 ฟองละ 2.60 บาท และเบอร์ 6 (เล็กสุด) ฟองละ 1.90 บาท
รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ราคาไข่ไก่ที่ชาวบ้านซื้อหาเอาเบอร์กลางๆ อย่างเบอร์ 3 ราคาใบละ 2.50 บาท เพราะเบอร์ 0 ยังอยู่ที่ฟองละ 3 บาท แถมยังมีเบอร์เล็กสุด (เบอร์ 6) ฟองละ 2.10 บาท ดังนั้น อนุมานได้ว่าอัตราเงินเฟ้อของรัฐบาลสมัคร เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน คือ 4.33 เปอร์เซ็นต์ สูงกว่าปีก่อน แต่ถือว่าเป็นอัตราเงินเฟ้อพองาม ยังรับได้
จนยุคไข่มาร์คที่กำลังเป็นข่าว ราคาต่อฟองตก 3.30 บาท และกำลังเร่งแผน "ไข่ประชานิยม" อย่างสุดตัว
ไข่ไม่ฝักใฝ่การเมือง
"เรื่องไข่ไก่ไม่น่าเอาไปโยงกับการเมืองเลย" ธนเดช ตอบคำถามกรณี ที่ราคาไข่มักถูกเอามาวัดกึ๋นรัฐบาล "แต่ผู้ที่หาประโยชน์พยายามโยงให้มันเกี่ยวกัน ราคาไม่ปกติก็โยงการเมือง จริงๆ คนเลี้ยงไก่โดยอาชีพจริงๆ จะเข้าใจและยืนอยู่บนขาตัวเองตลอด เพราะอาชีพเลี้ยงไก่ ไม่เคยขอความช่วยเหลือจากใคร"
น้ำเสียงหนักแน่นของธนเดช สอดรับกับ กำนัน มาโนช ชูทับทิม นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ และ เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่มากว่า 3 ทศวรรษ
"เวลาไข่ราคาแพง แล้วคนชอบเอามาเปรียบเทียบผลงานของแต่ละรัฐบาลนี่ จริงๆ มันก็ไม่แฟร์นะ เพราะค่าครองชีพแต่ละยุคมันเท่ากันที่ไหน แล้วที่ชอบคิดกันว่า ไข่แพง แปลว่ารัฐบาลไม่เก่ง ก็มีความจริงอยู่บ้าง เช่นสะท้อนได้ว่ารัฐบาลบริหารจัดการไม่ดีพอ ไม่สามารถควบคุมต้นทุนตั้งแต่ต้นทางได้ ซึ่งนั่นก็บ่งบอกถึงวิสัยทัศน์และฝีมือการทำงานของนายกฯ แต่ละคนได้พอสมควร แต่ถ้าถามว่า ราคาไข่สะท้อนการทำงานของรัฐบาลได้จริงหรือไม่ มันไม่ได้ตอบคำถามได้เบ็ดเสร็จขนาดนั้น เพราะราคาไข่มันมีอีกหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง"
การเดินสายของกำนันมาโนช ในฐานะนายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ เพื่อตอบคำถามและพบปะกับสื่อมวลชนหลากหลายสำนักในช่วง 1- 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา น่าจะเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่า ประเด็นเรื่องไข่ราคาแพงกำลังยึดพื้นที่ข่าวหน้าหนึ่งของสื่อมวลชนกระแสหลัก และกลายเป็นเรื่องประชานิยมแทบจะทันทีที่นายกฯ สั่งให้ผู้เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลปัญหานี้โดยด่วน
แต่หากถามว่า ทำไมสื่อถึงชอบเอาราคาไข่มาวัดความสามารถของนายกฯ เพราะที่ผ่านมาแทบจะไม่มีนายกฯ คนไหนรอดพ้นจากการเป็นยี่ห้อไข่ได้เลยนั้น กำนันอธิบายง่ายๆ ว่าเป็นเพราะวงจรราคาไข่ไก่มีทั้งขึ้นและลงตลอดปีเป็นเรื่องปกติ ปีไหน (เกษตรกร)โชคดีไข่ได้ราคา ก็จะกลายเป็นโชคร้ายของนายกฯ ในปีนั้นๆ เพราะสื่อจะยกประเด็น "ไข่แพง" มาป่วนกันอีกรอบ
"ทุกปีเกษตรเลี้ยงไก่ไข่จะพบกับระดับราคาไข่ไก่ทั้งขาดทุน เสมอตัว แล้วก็กำไร ทั้งสามอย่างในปีเดียวกันอยู่แล้ว โดยมากจะอยู่ที่ ขาดทุน3 เดือน เสมอตัว 4 เดือน แล้วก็กำไร 5 เดือน แต่ถ้าปีไหนโชคดีหน่อย ก็อาจจะขาดทุน 2 เดือน เสมอตัว 5 เดือน กำไร 5 เดือน แต่ปีที่ซวยก็มี อย่างกำไรแค่เดือนเดียว ก็ไม่ใช่ว่าไม่เคยเจอ" คือ ความจริงจากใจ กำนันมาโนช ที่พยายามจะอธิบายถึงกลไกราคาไข่ไก่ ว่ามีขึ้นก็ต้องมีลง แต่สำหรับปีไหนที่ราคาแพงขึ้นมาก ปีนั้นก็กลายเป็นความซวยของรัฐบาล ไป
ว่ากันว่า ผู้เริ่มต้นสร้างบรรทัดฐานนำราคาไข่ไก่มาวัดกึ๋นนายกฯ คือ หนังสือหัวสียักษ์ใหญ่ ที่จุดกระแสปรากฏการณ์ "ไข่น้าชาติ" ให้ดังจน ไข่ กลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือการวัดความสามารถในการทำงานของนายกรัฐมนตรี
"เวลาไข่ราคาถูกไม่เคยมีใครออกมาพูด ไม่เหมือนเวลาไข่แพง ที่มักจะกลายเป็นเรื่องฮือฮา ถามง่ายๆ ว่า ก่อนจะแพง มันต้องถูกมาก่อนใช่มั้ย?" กำนันมาโนชตั้งคำถาม
"ไข่ราคาถูก เราไม่เคยออกมาโวยวาย หรือ เรียกร้องอะไรเลย ใครทนไหวก็ทนไป ใครทนไม่ไหว ยอมเจ๊งไปก็มี ช่วงปี 2541-2542 เป็นช่วงที่ราคาไข่ตกต่ำมาก คนเลี้ยงขาดทุนยับเยิน ไข่ราคาตกมาเหลือแค่บาทเดียวตั้ง 3 ครั้งในรอบปี มีขยับขึ้นบ้าง แต่ก็ยังอยู่ที่บาทกว่า เกษตรกรเจ๊งระนาว รายย่อยเลิกไปแบบไม่ได้ร่ำลากันก็เยอะ แต่เราก็ไม่ได้โวยวายกับใคร" กำนันเล่า เพื่ออธิบายถึงวัฏจักรของราคาไข่ ว่ามีทั้งถูกทั้งแพง ซึ่งไม่ว่าจะถูกไปหรือแพงไป ต่างก็คือ "ปัญหา" ทั้งนั้น
สำหรับความเดือดร้อนของคนเลี้ยงไก่ไข่ ที่จำยอมขาดทุนมาตลอด 3 ปีที่ผ่านมา โดยไม่ได้ออกมาเรียกร้องอะไรจากรัฐบาลนั้น บางคนอาจตั้งคำถามว่า "แล้วทนทำอยู่ทำไม ทำไมไม่เลิก" ในเมื่อหากเปรียบเทียบกับเกษตรกรประเภทอื่นๆ ที่ปลูกพืชไร่ พืชสวน ซึ่งมักจะเปลี่ยนพืชพรรณตามราคาที่ "น่าสน" ในตลาดขณะนั้น
แต่สำหรับอาชีพคนเลี้ยงไก่ไข่อย่างกำนันมาโนช เมื่อถูกถามคำถามนี้ ที่ออกจากปากกำนัน คือ..
"อยู่ดีๆ จะให้เลิกเลี้ยง แล้วเอาเขาไปฆ่าอย่างนั้นหรือ เขาอยู่กับเรามาเป็นปี มันคือชีวิตเขา แล้วมันก็เป็นอาชีพของเรา" คำตอบง่ายๆ แต่สะเทือนไปถึงหัวใจ เมื่อนึกถึงไก่แสนกว่าชีวิตในความดูแลของกำนันมาโนชที่อาจจะถูกฆ่าทิ้ง หากวันนั้นเจ้าของเกิดถอดใจ ยุติอาชีพนี้เสีย ก็คงจะนึกออกถึงชะตา(ขาด)ของเจ้าสัตว์มีหงอนเหล่านี้
ถึงบรรทัดนี้ เจ้าของฟาร์มแม่ไก่อารมณ์ดี ชักจะอารมณ์เสียเมื่อชวนคุยถึงประเด็นดังกล่าง พร้อมทั้งเรียกร้องให้เลิกโยงไข่กับการเมืองเสียที พร้อมย้ำว่า ทางที่ดี รัฐบาลควรเลิกทำประชานิยมด้วยซ้ำ
"คนเลี้ยงไก่ไม่ใช่ขอทาน เราต้องการแค่นโยบายที่ดี" ธนเดช ย้ำ
.....................................................
(หมายเหตุ : ข้อมูลส่วนหนึ่งจากบทความ "ไข่ดัชนีชี้วัด เศรษฐกิจไทย" โดย พงศ์ภัค อรมุต)
Tags : ไข่แพง • ธนเดช แสงวัฒนกุล • มาโนช ชูทับทิม



ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น