กรุงเทพธุรกิจ

Life Style

วันที่ 8 กรกฎาคม 2553 01:00

เรื่องของไข่ กับ แม่ไก่อารมณ์ไม่ดี

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

จะไข่มาร์ค ไข่แม้ว ไข่ถูก หรือไข่แพง จริงๆแล้วการเมืองเป็นคนละเรื่องกับไข่ คนเลี้ยงไก่ยืนยันมาและไข่แพงจะไม่เป็นปัญหาถ้าเราเริ่มแก้ที่ตัวเอง

เรารู้ว่า โลกร้อน,อากาศแล้ง เป็นตัวการหนึ่งทำให้ไข่ราคาแพง แต่ถ้าถามว่า "ธรรมชาติ(ลงโทษ)เหล่านี้ ทำไข่แพงได้อย่างไร"  


 คงต้องวิ่งสวนขบวนการผลิต ไปย้อนถามแม่ไก่ ที่ตอนนี้น่าจะอยู่ในช่วงอารมณ์ไม่ดี เพราะถูกเหมาว่า บกพร่องในหน้าที่

 แต่เจ้าของฟาร์ม "แม่ไก่อารมณ์ดี" ยินดีตอบคำถามนี้ ผ่านเรื่องราวของแม่ไก่ ที่ใครๆ อาจยังไม่รู้


 "แม่ไก่ในเมืองไทย เป็นพันธุ์นำเข้าทั้งหมด ผ่านทางกรมปศุสัตว์ โดยธรรมชาติของเขาจึงชอบอาการเย็นทุกสายพันธุ์ อากาศ 17-20 องศาฯ เพราะเค้ามีขนไง เมื่อมาอยู่เมืองไทยจึงต้องปรับตัวเยอะ" ธนเดช แสงวัฒนกุล เจ้าของฟาร์มข้างต้น พ่วงด้วยตำแหน่งกรรมการเลขานุการสมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กำลังอธิบายให้เกี่ยวกับสถานการณ์โลกร้อน


 เช่นนั้น สัตว์มีขนจึงไม่ถูกกับอากาศเมืองไทยเป็นทุนเดิม โดยเฉพาะถ้าอยู่ในระบบ "โรงเลี้ยงเปิด" ยิ่งแล้วใหญ่ เมื่อมาเจอกับสภาพอากาศร้อนจัดช่วงก่อนหน้าที่ฟ้าจะรั่ว 3-4 สัปดาห์ ผลก็คือ แม่ไก่เกิดอาการช็อค บางตัวถึงตาย รายที่รอดก็กระปอดกระแปด ไข่ที่เคยได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยเลยหดหายไปตามสุขภาพ

 "พอไม่สบาย ก็กินอาหารน้อยลง ไข่ก็น้อยลง ราวๆ 20-30 เปอร์เซ็นต์"

 ส่วนรายที่เลี้ยงแบบ "โรงเรือนปรับอากาศ" ก็ต้องลดอุณหภูมิจากภายนอกที่ลุกลามเข้ามา ด้วยการฉีดน้ำลดความชื้น แต่พอฉีดเข้าไปมาก ความชื้นสูง ระบายความร้อนได้ไม่ดี ไก่จึงมีโอกาสเป็นหวัดได้ง่าย

 "บ้านเราอากาศสวิงหนัก กลางวัน 42-43 องศาฯ กลางคืน 30 องศาฯ ต่างกันเป็นสิบองศา เลยกลายเป็นว่า กลางคืนแทนที่จะได้พักผ่อน กินอาหารได้บ้าง ต้องหายใจถี่หอบเอาความร้อนออก บางตัวถึงกับช็อค"

 ที่ต้องหายใจเพื่อคายความร้อนออก เพราะแม่ไก่จะไม่มีเหงื่อเหมือนคน แต่จะใช้วิธีอ้าปากระบายความร้อน หรือไม่ก็สยายปีกกับพองขน เพื่อช่วยถ่ายเทอีกทาง แต่ก็ช่วยได้ไม่มากเพราะอากาศร้อนจริงๆ


 ผู้เชี่ยวชาญด้านแม่ไก่อย่าง ธนเดช อธิบายธรรมชาติของสัตว์โลกข้อหนึ่งว่า "สัตว์ที่ให้ผลผลิตดี ต้องอ่อนแอเป็นธรรมดา" ฉะนั้นแม่ไก่พันธุ์ดีจึงต้องได้รับการประคบประหงมเป็นพิเศษ แต่ถึงจะริ้นไม่ให้ไต่ ไรไม่ให้ตอม อย่างไร ก็อ่อนไหวต้องปัจจัยอื่นๆ อยู่ดี

 เพราะถ้าแม่ไก่อารมณ์ดีจริง เขาต้องมีพฤติกรรมอย่างนี้...

 "วิ่ง เดิน คลุกฝุ่น บางทีก็สยายปีก กระโดดขึ้นคอนบ่อยๆ คอนคือ เหล็กท่อนยาวที่จัดไว้สูงกว่าพื้นดิ เวลาอิ่ม หรือต้องการจะพักผ่อนเขาจะกระโดดขึ้นคอน เวลาเจอคนแปลกหน้า แรกๆ อาจจะกลัว ไม่กล้ามาหา แต่สักพักเขาเดินเข้ามาหาเอง มาทักทาย มาจิกเบาๆ" 


 สรุปว่า ณ ตอนนี้ แม่ไก่อารมณ์ไม่ค่อยดี เราจึงต้องมี "ไข่แพง" ติดตู้เย็น แต่เว้นระยะการกินไปอีกสักหน่อยก็ดี

 

 

ไข่ชุดไทย(ไม่)เข้มแข็ง

 สถิติปี 2553 คนไทยบริโภคไข่คนละ 160 ฟอง/ปี เฉลี่ย ทอด ต้ม เจียว ตุ๋น ดาว เดือนละ 13 ฟอง/คน เปรียบเทียบกับเมื่อปี 2545 ที่ยอดรายปีอยู่ที่ 130ฟอง/คน และแม่ไก่ 1 ตัวให้ไข่ได้ 290 ฟอง/ปี 


 แม้จะยอดบริโภคจะเพิ่มขึ้นแต่ก็ยังถือว่าน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับ จีน ที่กินไข่ 320-330 ฟอง/คน/ปี ฮ่องกงกินไข่ 270 ฟองต่อคนต่อปี ญี่ปุ่นสูงถึง 390 ฟอง/คน/ปี เรียกว่ากินกันเกือบทุกวัน

 ถึงอย่างนั้น ในมุมมองธนเดช ยังเชื่อว่า ยอดการบริโภคไข่ที่เพิ่มขึ้น มีส่วนไม่มากก็น้อย ด้วยกฎของ Demand - supply

 "เพราะไข่เป็นโปรตีนราคาถูกที่สุด คิดดู มาม่าใส่ไข่ 2 ฟอง ยังไงก็ยังถูกกว่าไปทานก๋วยเตี๋ยวข้างนอก แถมไม่อิ่มอีกต่างหาก พูดอย่างนี้ไม่ใช่ว่า ผู้บริโภคต้องแบกรับปัญหา แต่อาจจะบริโภคให้น้อยลง ปรับวิถีชีวิต จากที่กินถี่ ก็หันไปหาอาหารอย่างอื่นบ้าง"

 เพราะถ้าสังเกต ราคาไข่จะขึ้นๆ ลงๆ ตลอดหลายสิบปีมานี้ และมักจะถูกโยงเข้าไปเป็นตัวประเมินผลงานของรัฐบาลของรัฐบาลอย่างสม่ำเสมอ

 ดัชนีไข่ไก่ เริ่มมาตั้งแต่สมัยไหนเป็นสมัยแรกไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจน ว่ากันว่า ดัชนีไข่ไก่เปรียบเปรยกันมาตั้งแต่ จอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี ไปตลาดซื้อไข่ไก่สมัยนั้น ใบละ 50-75 สตางค์ ถือว่าราคายังไม่แพงเกินไปนัก เศรษฐกิจไม่ลำบาก ไข่ยังเป็นอาหารหลักของคนจน

 ต่อมาสมัย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี ไข่ไก่ยังใบละ 75 สตางค์อยู่ แต่ไข่เบอร์ใหญ่ขายปลีกตามท้องตลาดราคาฟองละ 1.50 บาท สมัย พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี ถือเป็นยุคฟองสบู่ เศรษฐกิจอู้ฟู่ ผู้คนฟุ่มเฟือยทำให้อัตราเงินเฟ้ออยู่ในอัตราที่สูงขึ้นจากเดิม ไข่ไก่สมัย พล.อ.ชาติชาย จึงทะลุไปที่ใบละ 2 บาท ซึ่งถือว่าแพงมากในสมัยนั้น มารู้ตัวอีกทีไข่ในรัฐบาล นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี สถานการณ์ของไข่ไม่ได้ดีขึ้น ราคาไข่ฟองละ 2 บาท ถึง 2.50 บาท ก็ยังแพงอยู่

 มาสมัยนายหัวจากประชาธิปัตย์ นายชวน หลีกภัย ราคาข้าวของเครื่องใช้ยังพุ่งสูงไม่ลด โดยเฉพาะราคาไข่พุ่งขยับไปขายกันอยู่ที่ใบละ 2.70 บาท และยิ่งแพงขึ้นไปอีกสมัยของ นายบรรหาร ศิลปอาชา ตกอยู่ที่ใบละ 3 บาท เป็นรัฐบาลที่ไม่สามารถทำให้ราคาไข่ไก่ลดลงได้

 ส่วนสมัยที่ราคาไข่ถูกอย่างน่าใจหาย คือสมัยของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ราคาไข่ไก่ตกไปอยู่ที่ฟองละ 1 บาท แต่เมื่อหมดยุคนายบรรหาร เปลี่ยนรัฐบาลใหม่ ทำให้ราคาไข่ไก่พลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือ โดยขยับไปอยู่ที่ใบละ 4 บาท นั่นคือสมัยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร


 "ไข่แม้ว" ได้ทุบสถิติไข่แพงมหาโหดลบสถิติไข่คุณชวน จากราคาไข่ไก่ปี 2547 ซึ่งก่อนช่วงการระบาดของไข่หวัดนก ไข่ไก่ เบอร์ 0 ฟองละ 2.62 บาท เบอร์ 1 ฟองละ 2.47 บาท เบอร์ 5 ฟองละ 2.02 บาท

 พอถึงช่วงเดือนมีนาคม 2547 ที่เมืองไทยเจอโรคไข้หวัดนกเล่นงาน ไข่ไก่เบอร์ 0 เหลือแค่ฟองละ 2.40 บาท เบอร์ 1 ฟองละ 2.25 บาท เบอร์ 5 ฟองละ 1.77 บาท

 หลังจากนั้นช่วงเดือนพฤษภาคม 2547 ไข่ไก่เบอร์ 0 ราคาพุ่งขึ้นไปถึงฟองละ 3.20 บาท เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่คนไทยได้ลิ้มรสไข่ไก่ฟองละทะลุ 3 บาท โดยไข่เบอร์ 1 ฟองละ 3.10 บาท และเบอร์ 5 ฟองละ 2.70 บาท

 ยุค พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกฯ ปี 2550 "ไข่บิ๊กแอ๊ด" ถูกลง โดยที่เบอร์ 0 ราคาฟองละ 3 บาท เบอร์ 1 ฟองละ 2.80 บาท เบอร์ 2 ฟองละ 2.60 บาท และเบอร์ 6 (เล็กสุด) ฟองละ 1.90 บาท

 รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ราคาไข่ไก่ที่ชาวบ้านซื้อหาเอาเบอร์กลางๆ อย่างเบอร์ 3 ราคาใบละ 2.50 บาท เพราะเบอร์ 0 ยังอยู่ที่ฟองละ 3 บาท แถมยังมีเบอร์เล็กสุด (เบอร์ 6) ฟองละ 2.10 บาท ดังนั้น อนุมานได้ว่าอัตราเงินเฟ้อของรัฐบาลสมัคร เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน คือ 4.33 เปอร์เซ็นต์ สูงกว่าปีก่อน แต่ถือว่าเป็นอัตราเงินเฟ้อพองาม ยังรับได้

 จนยุคไข่มาร์คที่กำลังเป็นข่าว ราคาต่อฟองตก 3.30 บาท และกำลังเร่งแผน "ไข่ประชานิยม" อย่างสุดตัว
           

 

ไข่ไม่ฝักใฝ่การเมือง

 "เรื่องไข่ไก่ไม่น่าเอาไปโยงกับการเมืองเลย" ธนเดช ตอบคำถามกรณี ที่ราคาไข่มักถูกเอามาวัดกึ๋นรัฐบาล "แต่ผู้ที่หาประโยชน์พยายามโยงให้มันเกี่ยวกัน ราคาไม่ปกติก็โยงการเมือง จริงๆ คนเลี้ยงไก่โดยอาชีพจริงๆ จะเข้าใจและยืนอยู่บนขาตัวเองตลอด เพราะอาชีพเลี้ยงไก่ ไม่เคยขอความช่วยเหลือจากใคร"


 น้ำเสียงหนักแน่นของธนเดช สอดรับกับ กำนัน มาโนช ชูทับทิม นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ และ เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่มากว่า 3 ทศวรรษ


 "เวลาไข่ราคาแพง แล้วคนชอบเอามาเปรียบเทียบผลงานของแต่ละรัฐบาลนี่ จริงๆ มันก็ไม่แฟร์นะ เพราะค่าครองชีพแต่ละยุคมันเท่ากันที่ไหน แล้วที่ชอบคิดกันว่า ไข่แพง แปลว่ารัฐบาลไม่เก่ง ก็มีความจริงอยู่บ้าง เช่นสะท้อนได้ว่ารัฐบาลบริหารจัดการไม่ดีพอ ไม่สามารถควบคุมต้นทุนตั้งแต่ต้นทางได้ ซึ่งนั่นก็บ่งบอกถึงวิสัยทัศน์และฝีมือการทำงานของนายกฯ แต่ละคนได้พอสมควร แต่ถ้าถามว่า ราคาไข่สะท้อนการทำงานของรัฐบาลได้จริงหรือไม่ มันไม่ได้ตอบคำถามได้เบ็ดเสร็จขนาดนั้น เพราะราคาไข่มันมีอีกหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง"


 การเดินสายของกำนันมาโนช ในฐานะนายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่  เพื่อตอบคำถามและพบปะกับสื่อมวลชนหลากหลายสำนักในช่วง 1- 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา น่าจะเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่า ประเด็นเรื่องไข่ราคาแพงกำลังยึดพื้นที่ข่าวหน้าหนึ่งของสื่อมวลชนกระแสหลัก และกลายเป็นเรื่องประชานิยมแทบจะทันทีที่นายกฯ สั่งให้ผู้เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลปัญหานี้โดยด่วน

 แต่หากถามว่า ทำไมสื่อถึงชอบเอาราคาไข่มาวัดความสามารถของนายกฯ เพราะที่ผ่านมาแทบจะไม่มีนายกฯ คนไหนรอดพ้นจากการเป็นยี่ห้อไข่ได้เลยนั้น กำนันอธิบายง่ายๆ ว่าเป็นเพราะวงจรราคาไข่ไก่มีทั้งขึ้นและลงตลอดปีเป็นเรื่องปกติ ปีไหน (เกษตรกร)โชคดีไข่ได้ราคา ก็จะกลายเป็นโชคร้ายของนายกฯ ในปีนั้นๆ เพราะสื่อจะยกประเด็น "ไข่แพง" มาป่วนกันอีกรอบ

 "ทุกปีเกษตรเลี้ยงไก่ไข่จะพบกับระดับราคาไข่ไก่ทั้งขาดทุน เสมอตัว แล้วก็กำไร ทั้งสามอย่างในปีเดียวกันอยู่แล้ว โดยมากจะอยู่ที่ ขาดทุน3 เดือน เสมอตัว 4 เดือน แล้วก็กำไร 5 เดือน แต่ถ้าปีไหนโชคดีหน่อย ก็อาจจะขาดทุน 2 เดือน เสมอตัว 5 เดือน กำไร 5 เดือน แต่ปีที่ซวยก็มี อย่างกำไรแค่เดือนเดียว ก็ไม่ใช่ว่าไม่เคยเจอ" คือ ความจริงจากใจ กำนันมาโนช ที่พยายามจะอธิบายถึงกลไกราคาไข่ไก่ ว่ามีขึ้นก็ต้องมีลง แต่สำหรับปีไหนที่ราคาแพงขึ้นมาก ปีนั้นก็กลายเป็นความซวยของรัฐบาล ไป


 ว่ากันว่า ผู้เริ่มต้นสร้างบรรทัดฐานนำราคาไข่ไก่มาวัดกึ๋นนายกฯ คือ หนังสือหัวสียักษ์ใหญ่ ที่จุดกระแสปรากฏการณ์ "ไข่น้าชาติ" ให้ดังจน ไข่ กลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือการวัดความสามารถในการทำงานของนายกรัฐมนตรี


 "เวลาไข่ราคาถูกไม่เคยมีใครออกมาพูด ไม่เหมือนเวลาไข่แพง ที่มักจะกลายเป็นเรื่องฮือฮา ถามง่ายๆ ว่า ก่อนจะแพง มันต้องถูกมาก่อนใช่มั้ย?" กำนันมาโนชตั้งคำถาม


 "ไข่ราคาถูก เราไม่เคยออกมาโวยวาย หรือ เรียกร้องอะไรเลย ใครทนไหวก็ทนไป ใครทนไม่ไหว ยอมเจ๊งไปก็มี ช่วงปี 2541-2542 เป็นช่วงที่ราคาไข่ตกต่ำมาก คนเลี้ยงขาดทุนยับเยิน ไข่ราคาตกมาเหลือแค่บาทเดียวตั้ง 3 ครั้งในรอบปี มีขยับขึ้นบ้าง แต่ก็ยังอยู่ที่บาทกว่า เกษตรกรเจ๊งระนาว รายย่อยเลิกไปแบบไม่ได้ร่ำลากันก็เยอะ แต่เราก็ไม่ได้โวยวายกับใคร" กำนันเล่า เพื่ออธิบายถึงวัฏจักรของราคาไข่ ว่ามีทั้งถูกทั้งแพง ซึ่งไม่ว่าจะถูกไปหรือแพงไป ต่างก็คือ "ปัญหา" ทั้งนั้น 

 สำหรับความเดือดร้อนของคนเลี้ยงไก่ไข่ ที่จำยอมขาดทุนมาตลอด 3 ปีที่ผ่านมา โดยไม่ได้ออกมาเรียกร้องอะไรจากรัฐบาลนั้น บางคนอาจตั้งคำถามว่า "แล้วทนทำอยู่ทำไม ทำไมไม่เลิก" ในเมื่อหากเปรียบเทียบกับเกษตรกรประเภทอื่นๆ ที่ปลูกพืชไร่ พืชสวน ซึ่งมักจะเปลี่ยนพืชพรรณตามราคาที่ "น่าสน" ในตลาดขณะนั้น

 แต่สำหรับอาชีพคนเลี้ยงไก่ไข่อย่างกำนันมาโนช เมื่อถูกถามคำถามนี้ ที่ออกจากปากกำนัน คือ..

 "อยู่ดีๆ จะให้เลิกเลี้ยง แล้วเอาเขาไปฆ่าอย่างนั้นหรือ เขาอยู่กับเรามาเป็นปี มันคือชีวิตเขา แล้วมันก็เป็นอาชีพของเรา" คำตอบง่ายๆ แต่สะเทือนไปถึงหัวใจ เมื่อนึกถึงไก่แสนกว่าชีวิตในความดูแลของกำนันมาโนชที่อาจจะถูกฆ่าทิ้ง หากวันนั้นเจ้าของเกิดถอดใจ ยุติอาชีพนี้เสีย ก็คงจะนึกออกถึงชะตา(ขาด)ของเจ้าสัตว์มีหงอนเหล่านี้

 ถึงบรรทัดนี้ เจ้าของฟาร์มแม่ไก่อารมณ์ดี ชักจะอารมณ์เสียเมื่อชวนคุยถึงประเด็นดังกล่าง พร้อมทั้งเรียกร้องให้เลิกโยงไข่กับการเมืองเสียที พร้อมย้ำว่า ทางที่ดี รัฐบาลควรเลิกทำประชานิยมด้วยซ้ำ

 "คนเลี้ยงไก่ไม่ใช่ขอทาน เราต้องการแค่นโยบายที่ดี" ธนเดช ย้ำ

.....................................................

(หมายเหตุ : ข้อมูลส่วนหนึ่งจากบทความ "ไข่ดัชนีชี้วัด เศรษฐกิจไทย" โดย พงศ์ภัค อรมุต)
 


 
   

 

Tags : ไข่แพง ธนเดช แสงวัฒนกุล มาโนช ชูทับทิม

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

  • ความเห็นที่ 1

    change

    จากเรื่องไข่ไก่ถึงการยกเลิกภาษีบ้าน และรถ
    ผูกขาดทางการค้า หรือให้ค่าประโยชน์ประชาชน !!
    ไม่ว่าจะยุคไหนสมัยไหนดัชนีชี้วัดค่าครองชีพที่คลาสสิคที่สุดหนีไม่พ้นราคา “ไข่ไก่” ด้วยเพราะ “ไข่ไก่” เป็นวัตถุดิบสำคัญในการประกอบอาหารที่ทุกบ้านทุกชนชั้นไม่ว่าจะยากจนหรือร่ำรวยเพียงใดจะต้องมี “ไข่ไก่” สำรองไว้ในครัวอยู่เสมอแต่ใครเลยจะเชื่อว่าประเทศไทยที่เป็นทั้งประเทศเกษตรกรรม เป็นอู่ข้าวอู่น้ำ และ
    เป็นครัวของโลก แต่คนในประเทศกลับต้องควักกระเป๋าซื้อ “ไข่ไก่”ในราคาแพง โดยเฉพาะราคาไข่ ในช่วงรัฐบาลของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ที่พุ่งสูงถึงฟองละ 4 บาทกว่า จนนำไปสู่การออกมาตรการ “ชั่งไข่”และแม้ว่าขณะนี้จะมีรัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การบริหารงานของ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย
    ก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะแก้ไข ปัญหา “ไข่ทองคำ”ได้
    ก่อนหน้านี้ได้มีงานวิจัยของคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปอยู่หนึ่งชิ้นที่ได้จัดทำขึ้นเพื่อศึกษากลไกและกระบวนการของการผูกขาดทางการค้าไว้อย่างละเอียด โดย “กฤดิกร เผดิมเกื้อกูลพงศ์” ผู้วิจัย ได้ทำการศึกษา พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2542 และการผูกขาดในภาคเกษตร : กรณีศึกษาตลาดไข่ไก่” ซึ่งถือเป็นงานวิจัยที่ทำให้เห็นภาพของการกีดกันทางการค้าและการผูกขาดตลาดของภาคเอกชนเพิ่มมากขึ้น เพราะงานวิจัยชิ้นนี้เป็นต้นแบบของการชำแหละกฏหมายเรื่องการผูกขาดทางการค้าในหลากหลายธุรกิจ
    ในงานวิจัยของ“กฤดิกร” ระบุว่าปัจจัยสำคัญของการกีดกันและผูกขาดทางการค้ามาจากข้อบกพร่องของพระราชบัญญัติแข่งขันทางการค้าพ.ศ. 2542 ที่ไม่สามารถเข้าไปจัดการสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรมให้เกิดขึ้นในตลาดได้ เพราะแม้ว่าจะมีข้อกำหนดเพื่อกำกับและควบคุมพฤติกรรมที่เป็นการจำกัดแข่งขันทางการค้าทั้ง 4 กลุ่มประกอบด้วย 1.การใช้อำนาจเหนือตลาด 2.การควบรวมธุรกิจ 3.การกระทำการตกลงร่วมกัน และ 4.การกระทำที่เป็นการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมก็ตาม
    แต่กระนั้นพ.ร.บ.ฉบับนี้กลับมีปัญหาในทางปฎิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่มาของคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า มีปัญหาในเรื่องของการขัดกันแห่งผลประโยชน์ (Conflict of Interest) เนื่องจากโครงสร้างของคณะกรรมการชุดนี้ ถูกกำหนดให้มีจำนวนกรรมการทั้งสิ้น 18 คน มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธานกรรมการ และมีตัวแทนจากภาคเอกชนถึง 6 คน ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนเป็นผู้บริหารอยู่ในธุรกิจขนาดใหญ่ทั้งสิ้น แต่ในจำนวนกรรมการทั้งหมดกลับไม่มีตัวแทนของผู้บริโภคแม้แต่รายเดียว
    ด้วยเหตุนี้เองทำให้คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าถูกแทรกแซงจากการเมืองได้ง่าย ในอดีตพบกรณีบริษัทที่ถูกร้องเรียนมีความเกี่ยวโยงกับนักการเมืองที่ดำรงตำแหน่งในรัฐบาล ทั้งในรูปแบบของการที่ญาติของนักการเมืองเป็นผู้ถือหุ้นหรือกรรมการในบริษัท หรือการที่ผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทหรือตัวบริษัทเองบริจาคเงินให้แก่พรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาล
    ปัญหาราคาไข่ไก่ก็เช่นเดียวกัน ซึ่งอุปสรรคที่ทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาราคาไข่ไก่แพงได้ มาจากการ “ผูกขาด” ในตลาดไข่ไก่ โดยกลุ่มทุนขนาดใหญ่ โดยจุดเริ่มต้นของเรื่องดังกล่าวเริ่มขึ้นในปี 2544 ได้เกิดปัญหาไข่ไก่ล้นตลาดทำราคาไข่ไก่ตกต่ำ ซึ่งในขณะนั้นมีผู้ร้องเรียนไปยังคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าว่ามีการทุ่มตลาดในตลาดไข่ไก่โดยผู้ประกอบการรายใหญ่ กระทั่งเกิดการเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อย จนนำไปสู่การเกิดระบบโควตามาใช้จำกัดปริมาณพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่
    เพื่อลดจำนวนไก่สาวและปริมาณไข่ไก่ในตลาด โดยมีการคณะกรรมการกำหนดแนวทางการผลิตและการตลาดไก่ไข่และผลิตภัณฑ์
    ในการจัดสรรโควตาปรากฏว่ามีผู้ที่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่เพียง 9 รายเท่านั้น ประกอบไปด้วย บ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด(มหาชน) บ.อาหารเบทเทอร์ จำกัด ในเครือเบทาโกร บ.แหลมทองฟาร์ม จำกัด บ.ฟาร์มไก่พันธุ์เกิดเจริญ จำกัด บ.ฟาร์มกรุงไทย จำกัด บ.สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ชลบุรี จำกัด บ.ยูไนเต็ดฟิดดิ้ง จำกัด บ.ยุ่สูงอาหารสัตว์ จำกัด หจก.อุดมชัยฟาร์ม โดยบ.เจริญโภคภัณฑ์ ฯ ได้รับการจัดสรรโควตาถึงร้อยละ 41 จากจำนวนพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ที่สามารถนำเข้าได้ทั้งหมด
    พฤติกรรมเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุนยังไม่จบสิ้น เพราะในปีพ.ศ. 2549 ในสมัยพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีการออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ พ.ศ. 2549 โดยระเบียบดังกล่าวกำหนดให้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง คือ คณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ หรือที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า Egg Board ขึ้นเพื่อทำหน้าที่ดูแลตลาดไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ทั้งระบบโดยที่ยังคงโควตาให้เดิมเอาไว้ พร้อมทั้งแต่งตั้งตัวแทนบริษัททั้ง 9 มานั่งเก้าอี้ที่ปรึกษาของกรรมการชุดนี้อีกด้วย
    ปฎิเสธไม่ได้ว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้ง 9 รายมีอำนาจการผูกขาดในตลาดไข่ไก่ไว้ในมือ ซึ่งทำให้เกษตรกรรายย่อยไม่สามารถนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ได้ด้วยตนเอง ทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่คือการซื้อลูกไก่พันธุ์ไข่จากบริษัททั้ง 9
    ในสถานการณ์ดังกล่าวทำให้อำนาจการต่อรองตกอยู่ที่อยู่ที่ผู้ขาย(บริษัทยักษ์ใหญ่) ขณะที่ผู้ซื้อ(เกษตรกร)ไม่มีทางเลือก จึงเป็นที่มาของ “การขายพ่วง” (Tie-in Sales) คือการซื้อลูกไก่พ่วงอาหารสัตว์ แทนที่เกษตรกรจะมีช่องทางในการลดต้นทุนการผลิตโดยการผลิตอาหารสัตว์ใช้เอง แต่กลับต้องซื้ออาหารสัตว์พ่วงไปด้วย เพราะหากไม่ซื้ออาหารสัตว์กับทางบริษัทผู้ขายลูกไก่จะทำให้บริษัทนั้นไม่ยอมขายลูกไก่ให้กับเกษตรกรทำให้เกษตรกรไม่มีทางเลือกต้องตกอยู่ในสภาวะจำยอม
    ในขณะเดียวกันทั้งบริษัทยักษ์ใหญ่และเกษตรกรรายย่อยล้วนผลิตไข่ไก่เพื่อนำไปขายในตลาดไข่ไก่เช่นเดียวกัน กรณีนี้จึงถือเป็นการทำลายเกษตรกรรายย่อยให้ตายไปจากอาชีพนี้ เพื่อที่ตนเองจะสามารถแสวงหากำไรสูงสุดจากการผูกขาดในตลาดไข่ไก่ได้ ปมปัญหาดังกล่าวทำให้จำนวนเกษตรกรระหว่างปี 2543-2547 ลดลงอย่างน่าใจหาย จาก 7,000 ราย เหลือเพียง 3,000 รายเท่านั้น สถานการณ์ดังกล่าวทำให้กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่จำนวน 113 ฟาร์ม ในนามบริษัท เอ เอฟ อี จำกัด ขอนำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่
    จำนวน 58,100 ตัว โดยแบ่งโควตามาจากโควตาจำนวน 405,721 ตัว จากบริษัทยักษ์ใหญ่ 9 รายเดิม
    แต่กระนั้น Egg Board มีมติไม่อนุมัติคำขออนุญาต จนท้ายที่สุดบ.เอ เอฟ อี ฟ้องร้องต่อศาลปกครองว่า Egg Board ไม่มีอำนาจในการออกคำสั่งทางปกครองดังกล่าว อีกทั้งการกำหนดโควตายังไม่ชอบด้วยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ พ.ศ. 2549 จากการกดดันของสังคมทำให้ในที่สุดวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 คณะรัฐมนตรีได้มีมติยกเลิกระบบโควตาการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ รวมทั้งสั่งการให้ทบทวนบทบาทและแนวทางในการดำเนินงานของ Egg Board และให้กระทรวงพาณิชย์นำ พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2542 มาบังคับใช้ในเรื่องการตกลงร่วมกันลดปริมาณการผลิตลูกไก่ไข่ และพฤติกรรมที่ไม่เป็นธรรมทางการค้า เช่น การขายพ่วงลูกไก่กับอาหารสัตว์ ถือเป็นการสิ้นสุดยุคการผูกขาดตลาดไข่ไก่อันเกิดจากการใช้ระบบโควตาของรัฐบาล
    แม้ว่าระบบโควตาที่ถือเป็นกรงจองจำศักยภาพในการแข่งขันของเกษตรกรจะหมดไปแล้ว แต่ยังมีโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลชุดใหม่ จะต้องเข้ามาแก้ไข ซึ่งก็คือการปรับปรุงพ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้าพ.ศ. 2542
    ซึ่งในงานวิจัยของ “กฤดิกร” ที่นำเสนอต่อคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปนั้นได้นำเสนอทางออกในการแก้ไขปัญหาที่รัฐบาลชุดใหม่จะต้องเร่งดำเนินการคือ 1.ให้เพิ่มความผิดทางปกครองเพื่อให้สามารถเอาผิดกับพฤติกรรมการกีดกันทางการค้าซึ่งเกิดจากการใช้อำนาจรัฐได้ 2.ยกเลิกการจำกัดสิทธิในการฟ้องร้องกันเองของเอกชนเพื่อให้เอกชนสามารถหยิบกฎหมายฉบับนี้ไปบังคับใช้และส่งเสริมการแข่งขันในตลาดให้มากขึ้น 3. ให้กฎหมายฉบับนี้ครอบคลุมการกระทำขององค์กรของรัฐ 4.แก้ไขประกาศว่าด้วยหลักเกณฑ์ผู้มีอำนาจเหนือตลาด โดยลดสัดส่วนส่วนแบ่งตลาด 5.แก้ไขบทกำหนดโทษของพระราชบัญญัติฉบับนี้ ให้บทลงโทษในส่วนที่เป็นค่าปรับเป็นสัดส่วนกับขนาดของธุรกิจที่ทำการละเมิดกฎหมายฉบับนี้ 6.ยกเลิกการปกปิดข้อมูลที่สำนักแข่งขันทางการค้าได้มาจากผู้ประกอบการ 7.เปลี่ยนสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าให้เป็นองค์กรอิสระ โดยไม่ขึ้นกับการเมือง
    รวมถึงข้อเสนอเพื่อการส่งเสริมการแข่งขันในตลาดไข่ไก่ โดยขอให้เปิดให้มีการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่อย่างเสรีและไม่นำระบบโควตาจำกัดปริมาณการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่กลับมาใช้อีก และภาครัฐควรเข้าไปมีบทบาทส่งเสริมการแข่งขันและควบคุมการผูกขาดในตลาดอาหารสัตว์
    เรื่องนี้เป็นเรื่องท้าทายรัฐบาลว่าจะกล้าเดินหน้าปรับปรุงกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนขนาดใหญ่ที่มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่าเป็น “ทุน”สำคัญให้กับทุกพรรคการเมืองได้หรือไม่ เพราะนอกจาก “ไข่ไก่” แล้ว ยังมีสินค้าการเกษตรอีกหลายชนิดที่จะได้รับอานิสสงส์ด้วย อย่างไรก็ตามต้องไม่ลืมว่าความมั่นคงและเสถียรภาพของรัฐบาลจะอยู่ได้นานหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับการสร้างความกินดีอยู่ดีให้กับประชาชนอย่างยั่งยืนมากกว่าการลดภาษีสิ่งของเพียงชิ้นหรือสองชิ้นเท่านั้น!!

    http://www.facebook.com/weReformThailand

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

advertisement