ไทยอาจได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีเทศกาลดนตรีมากที่สุดในโลก เพราะทุกๆ กิจกรรมทั้งดีและเลว มักจั่วหัวขึ้นต้นเป็น เทศกาลดนตรี ทั้งนั้น
นัยว่าเพื่อยกระดับให้มีฐานะดีกว่าแค่ “มาร์เก็ตติ้ง อีเวนท์” ดาดๆ มิหนำซ้ำหลายงานที่จัดขึ้นยังป่าวประกาศถึงความยิ่งใหญ่ระดับโลกเลยทีเดียว แต่น่าแปลกตรงที่ว่า หลายปีที่ผ่านมา ยังไม่มีเทศกาลใดของไทยที่ก้าวไปถึงการรับรู้และการยอมรับในระดับนานาชาติเสียที เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ?
ภาพลวงตา
เทศกาลดนตรีหลายงานผ่านพ้นไปแล้ว ทั้งที่กรุงเทพฯ, พัทยา, หัวหิน และ ภูเก็ต ขณะที่อีกหลายงานกำลังจะมาถึง ไม่ว่ามันจะสร้างความประทับใจให้แก่กลุ่มผู้ชมมากน้อยต่างกันเพียงใด แต่วงจรธุรกิจนี้กำลังขับเคลื่อนอย่างเต็มกำลัง ด้วยเม็ดเงินที่อัดฉีดเข้ามา
มองดูเผินๆ เหมือนไทยเป็นประเทศที่มีประชากรผู้รักในเสียงดนตรีกันล้นหลาม เพราะมีกิจกรรมดนตรีให้ฟังกันตลอดเวลา
แต่นั่นอาจเป็นภาพลวง "ปริมาณ" อาจจะเดินสวนทางกับ "คุณภาพ" ก็เป็นได้ เพราะในวันนี้ มีหลายฝ่ายออกมาตั้งข้อสงสัยว่า เป้าหมายของการจัดกิจกรรมดนตรีเหล่านี้ มีขึ้นเพื่อเป้าหมายที่ตัวดนตรี หรือเพื่อเป็นช่องทางในการสร้างกิจกรรมทางการตลาดให้แก่สินค้าต่างๆ โดยใช้ "ดนตรี" เป็นเครื่องมือกันแน่
เพราะอย่างที่คนในแวดวงดนตรีต่างรู้กันดี ทุกวันนี้ คนไทยฟังเพลงฟรีแทบในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นตัวอัลบั้มที่ดาวน์โหลดหรือก็อปปี้กันทั่วบ้านทั่วเมือง ขณะที่ในส่วนของการแสดงดนตรี หลายงานก็มีบริษัทน้ำเมาจ่ายสตังค์ให้เรียบร้อย เรียกว่า "สปอยล์" กลุ่มลูกค้ากันสุดๆ
ด้วยวัฒนธรรมการฟังเพลงฟรีเช่นนี้ โดยขาดการวางพื้นฐานสร้างจิตสำนึกในเรื่องการสนับสนุนศิลปะและศิลปิน จึงเป็นเรื่องน่าคิดว่าเราจะพัฒนากิจกรรมทางดนตรีให้ดีขึ้นได้อย่างไรในอนาคต
ยิ่งไปกว่านั้น การจัดเทศกาลดนตรีที่เกิดขึ้นหลายงานในระยะหลัง ทางหน่วยงานที่จัดพยายามชูประเด็นด้านการท่องเที่ยว โดยมีการใช้ชื่อ Thailand International เข้ามานำหน้าชื่องาน แต่จนแล้วจนรอด ก็ยังเป็นการทำงานแบบ "ลวกๆ " ขาดการวางแผนล่วงหน้าอย่างดีพอ ทำให้ไม่สามารถสร้างการรับรู้ในระดับนานาชาติขึ้นได้
อย่าหวังถึงขั้นจะให้มีนักท่องเที่ยวเฝ้ารอมาร่วมงานเหมือนงานเทศกาลดนตรีในยุโรป หรือสิงคโปร์ ฮ่องกง และมาเลเซียเลย แค่หวังให้ศิลปินต่างชาติสนใจมาร่วมงานก็ยังยาก ยิ่งเมื่อบางรายต้องมาพบกับมาตรฐานการจัดงานของพี่ไทย ซึ่งทำให้มีเรื่องนำกลับไปเล่าต่อ หรือคุยกันลับหลังให้เพื่อนศิลปินฟังอย่างสนุกปาก
ในมุมมองของผู้สันทัดกรณีบางคน ทั้งหมดนี้เป็นเพราะ ...
"เราขาดคนทำเฟสติวัลแบบมืออาชีพ ที่มีจิตวิญญาณของความเป็นเฟสติวัลอย่างแท้จริง เราทำเพราะมองว่างานที่จัดเป็นโปรดักท์อย่างหนึ่ง เป็นเหมือนการลอนช์โปรดักท์ มากกว่าจะมองว่ามันเป็นเฟสติวัล บ้านเราให้ความสำคัญกับเทศกาลดนตรีไม่ต่างจากงานมหกรรมสินค้าเท่าใดนัก ... "
นั่นเป็นประโยคชุดแรกๆ ของ นรเศรษฐ หมัดคง ที่พร่างพรูออกมาอย่างต่อเนื่อง ในฐานะดีเจ, นักเขียนนักวิจารณ์ และผู้ผ่านเฟสติวัลมาหลายแห่งทั่วโลก รวมถึง "กลาสตันเบอรี" เทศกาลดนตรีชื่อดังของอังกฤษ ดีเจซี๊ด วิเคราะห์เรื่องนี้อย่างง่ายๆ ว่า เทศกาลดนตรีจะเป็นเช่นใด ขึ้นอยู่กับภาพแรกในความคิดของคนจัดงานที่มีต่อเฟสติวัลเป็นเช่นใด การจะไปถึงเวทีสากลได้ก็ขึ้นอยู่กับตรงนี้
"มันเป็นภาพแรกของการทำเฟสติวัลว่า คุณต้องการนำเสนออะไร เพราะเฟสติวัลไม่ใช่คอนเสิร์ตเดี่ยว แต่เป็นการทำให้คนจากทั่วทุกสารทิศมารวมตัวกัน อยู่ร่วมกันในระยะเวลาหนึ่ง อาจจะ 3-4 วัน เสพศิลปะ หลอมรวมเป็นพี่เป็นน้องกันด้วยเสียงเพลง"
นรเศรษฐ เสริมว่า การจะยกระดับเฟสติวัลให้ขึ้นสู่เวทีสากลนั้น ผู้จัดงานต้องอาศัยความร่วมมือจากท้องถิ่น ทำอย่างไรให้ชุมชนท้องถิ่นได้รับประโยชน์ ทำให้ทุกคนก้าวเข้ามามีส่วนร่วม ไม่มองข้ามรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ และถือว่านี่คืองานที่เป็นหน้าตาของคนในพื้นที่ เพื่อสร้างเสน่ห์เฉพาะตัวขึ้นมา เพราะเฟสติวัลที่ดีนั้น ไม่ควรเป็นสิ่งแปลกปลอมของคนในพื้นที่ด้วยซ้ำ
"อันนี้คือจุดแรกสุดของเรื่องความปรองดองที่คุยกันในเวลานี้ หากคุณไม่ให้เกียรติคนท้องถิ่น คนไม่เคารพต่อคุณค่าของศิลปิน ความปรองดองเกิดขึ้นยาก เฟสติวัลที่ดีย่อมไม่วันเกิดขึ้นได้ ดูจากเทศกาลฟูจิร็อคสิ นอกจากศิลปินระดับโลกที่ไปแสดงกันแล้ว ทางผู้จัดงานยังรู้จักให้เกียรติศิลปินท้องถิ่นอย่างเท่าเทียม มีเวทีที่เป็นหน้าเป็นตาพอกัน เพราะเขาถือว่านี่คือความภาคภูมิใจของพวกเขา"
เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบพื้นที่และสภาพภูมิศาสตร์ในการจัดเฟสติวัล นรเศรษฐ ชูเมืองภูเก็ตมาเป็นอันดับแรก ในฐานะเมืองที่มีศักยภาพ ขณะที่เกาะสมุย-พงัน เกิดวัฒนธรรม Full Moon ขึ้นอย่างเหนียวแน่นแล้ว ในเวลาเดียวกัน เขาไม่เห็นด้วยกับการจัดคอนเสิร์ตในพื้นที่เขาใหญ่ โดยเฉพาะงานที่จัดอยู่ใกล้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ หากจะทำเช่นนั้น ย้ายไปจัดที่เชียงใหม่ดีกว่า ขณะที่นักวิจารณ์คนนี้มอง "หัวหิน" มีกิจกรรมเหมือนรถที่จอดอยู่กับที่ มากกว่าจะเดินหน้าต่อไปให้ดีขึ้น
อุปสรรคคือ...
ไม่เพียงภูเก็ตเท่านั้น ในเวลาเดียวกันพื้นที่อย่าง หัวหิน น่าจะมีศักยภาพในการยกระดับสู่เทศกาลดนตรีระดับนานาชาติได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เทศกาลแจ๊สหัวหิน เพราะที่นี่มีความพร้อมในหลายด้านด้วยกัน แต่ผ่านมา 9 ปี เทศกาลแจ๊สหัวหิน ไม่ต่างจากงานที่จัดขึ้นเพื่อชื่นชมกันเอง หรือเป็นเวทีสำหรับให้เจ้าของลายเซ็น "ใบอนุญาต" มาเอาหน้าในวันเปิดงานเท่านั้น ขณะที่มีการเปลี่ยนแปลงทีมงานออร์แกไนเซอร์ที่จัดค่อนข้างบ่อย และขาดความต่อเนื่อง
"เทศกาลแจ๊สหัวหิน เป็นกิจกรรมที่เปิดให้ชมฟรี มีทั้งศิลปินต่างชาติและศิลปินไทย ทำให้ต้องใช้เงินเป็นจำนวนมากในการจัดงาน และเราหวังจะทำให้ยิ่งใหญ่ และดีที่สุด แม้จะมีความยากลำบากอยู่ไม่น้อยก็ตาม" วิลาสินี จิวานนท์ หนึ่งในคณะทำงานออร์แกไนเซอร์ เทศกาลแจ๊สหัวหิน เปิดเผยถึงแนวคิดในการจัดเทศกาลที่ผ่านมา แต่เมื่อได้รับการแต่งตั้งให้ทำงานนี้จากเทศบาลเมืองเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ทำให้มีระยะเวลาเตรียมงานค่อนข้างสั้น ทั้งการวิ่งหาสปอนเซอร์ และสรรหาศิลปินมาร่วมงาน ซึ่งดูเหมือนเธอเองจะยอมรับว่า หากวงจรการจัดงานเป็นไปเช่นนี้ ก็คงทำได้แค่บริหารจัดการหรือจัดระเบียบเฟสติวัลให้ดีที่สุดเท่านั้น
ในมุมมองของ เด่น อยู่ประเสริฐ ศิลปินรางวัลศิลปาธร และนักเปียโนแจ๊ส เห็นว่าเทศกาลแจ๊สหัวหินน่าจะพัฒนาต่อไปให้ดีกว่านี้ เพื่อปูทางไปสู่การยอมรับในเวทีสากล ด้วยการเพิ่ม Content ที่เป็นแจ๊สจริงๆ เพราะอย่างที่ทราบกัน ความเคลื่อนไหวของแจ๊สทั่วโลกนั้นมีความหลากหลาย อย่างน้อยๆ ควรมีรูปแบบของสไตล์แจ๊สที่ครบถ้วน เช่น สวิง บิ๊กแบนด์ บีบ็อพ ฮาร์ดบ็อพ เป็นต้น
"โดยส่วนตัว ผมเห็นด้วยที่จะมีการผสมผสานดนตรีเชิงพาณิชย์เพื่อเรียกความสนใจจากคนดูหมู่มาก แต่ในเวลาเดียวกัน เราต้องไม่ลืมว่าเรากำลังนำเสนอเทศกาลดนตรีแจ๊ส ดังนั้น จึงไม่ควรทิ้งสาระหลักของดนตรีที่ควรจะมี เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว จะมีใครมายอมรับ หรือมองเห็นคุณค่า นอกจากนี้ผมอยากให้ผู้จัดงานให้เกียรติแก่ศิลปินจริงๆ เห็นคุณค่าของศิลปินที่มาร่วมงาน ไม่ใช่ทำงานโดยอิงอยู่กับกระแสคลั่งไคล้ดารากันทั้งหมด"
เกี่ยวกับเรื่องนี้ สิทธิกุล บุญอิต ผู้บริหารแห่ง คาเดนซา เอ็นเตอร์เทนเมนต์ ซึ่งในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา เคยนำเข้าศิลปินแจ๊สอย่าง ไมค์ สเทิร์น, เคนนี การ์เร็ตต์, เบนนี โกลสัน, เอริค มาริเอนธัล, เดฟ เวคล์, คริส มินห์ โดกี ฯ เห็นว่าปัญหาของเรื่องนี้ อยู่ตรงการทำความเข้าใจในเนื้องานว่า เทศกาลดนตรี แตกต่างจากงานอีเวนท์ เพราะเป้าหมายคือเรื่องของศิลปะ และหากผู้จัดงานเลือกจุดยืนว่างานนี้คือการนำเสนอศิลปะ ความชัดเจนของงานจะทำให้ประชาคมภายนอกมองเห็นคุณค่านี้ได้ในที่สุด
"ไม่เพียงเรื่องของการทำความเข้าใจในด้าน content เท่านั้น เรื่องนี้ยังเกี่ยวข้องกับการสนับสนุนจากทั้งรัฐและเอกชน ผมไม่เข้าใจว่าทำไมอีเวนท์ทั่วไป ที่เกี่ยวข้องกับการขายสินค้าถึงได้รับการสนับสนุนเป็นตัวเงินอย่างมากมาย อีเวนท์ที่เป็นเพียงความบันเทิงชั่วครั้งชั่วคราวด้วยซ้ำ ทีเรื่องของศิลปะ เรื่องของความคิดสร้างสรรค์ เรื่องของจิตใจ กลับไม่มีใครในประเทศนี้แยแสสนใจ ผมว่ามันเป็นเรื่องน่าเศร้า" สิทธิกุล กล่าว
แสงสว่างที่ปลายทาง ?
คำตอบของทางออกนี้ มีหลากหลายด้วยกัน ประเด็นแรกๆ อยู่ตรงบทบาทของรัฐ ซึ่งเป็นได้ทั้งรัฐบาลส่วนกลาง ลงไปจนถึงองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ในอันที่จะผลักดันเป็นนโยบาย ให้เกิดเทศกาลดนตรีที่ได้รับการยอมรับบนเวทีโลก
"นอกจากความสามารถในการบริหารจัดการ ผมคิดว่ารัฐบาลน่าจะมีบทบาทในการสนับสนุนดนตรีที่เป็นศิลปะ เช่นเดียวกันกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้ ซึ่งมีเทศกาลดนตรีระดับนานาชาติ เพราะด้านหนึ่งมาจากการสนับสนุนของภาครัฐ " ความเห็นจาก วิชาติ จิราธิยุต แห่งค่ายฮิตแมน
แต่ดูเหมือนเราจะหวังบทบาทการสนับสนุนของภาครัฐได้ยาก เพราะแม้กระทั่งความพยายามของ ณรงค์ ปรางค์เจริญ ศิลปินรางวัลศิลปาธร นักประพันธ์เพลงที่มีเครดิตจากรางวัลบนเวทีนานาชาติหลายครั้ง ซึ่งหวังจะได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบโดยตรง อย่าง สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ในการที่จะจัด Composition Festival ครั้งล่าสุดยังล้มเหลว ทั้งที่ในปีนี้ เขามีแขกรับเชิญเป็นศิลปินระดับโลกมาร่วมงานหลายคน บางคนเคยได้รับรางวัลแกรมมี่ในสาขาดนตรีคลาสสิกด้วยซ้ำ
แม้เงินจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่ในมุมมองของ นรเศรษฐ เขาเห็นว่าเงินยังเป็นเรื่องรอง เพราะสิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือการมองเห็นคุณค่า และมีความเข้าใจในเนื้องานมากกว่า ทว่า ปัญหาอยู่ตรงที่ แม้กระทั่งคนกุมนโยบาย หรือส่วนหัวของการทำงาน ยังไม่รู้เลยว่า Essence อยู่ตรงไหน คืออะไร และยังไม่ appreciate หรือมี passion อย่างเพียงพอ แล้วเราจะหวังไปถึงส่วนหางได้อย่างไร
สอดคล้องกับความเห็นของ สิทธิกุล ว่า ถึงที่สุดคงหนีไม่พ้นการให้การศึกษาถึงคุณค่าของดนตรีเป็นสำคัญ
ท้ายที่สุด เมื่อถามถึงจังหวะก้าวไปสู่เวทีสากล ดีเจซี๊ด อธิบายเป็นฉากๆ แบบง่ายๆ แต่ปฏิบัติยาก ให้ฟังว่า
"อันดับแรกเลย อยู่ที่ภาพความคิดแรกของคนจัดงาน ร่วมกับเจ้าของสถานที่ ซึ่งต้องมาคุยให้ถึงภาพงานให้ชัด ตามด้วยงานด้านโปรดักชั่น และการจัดการ ส่วนงานโฆษณาและพีอาร์ ตามมาทีหลัง และไม่ควรโอเวอร์เคลมจนเกินงาม (ซึ่งมักเป็นกันมาก) ขอให้ส่วนของ centent ชัดเจนเสียก่อน ขอให้เราทำให้ดีเสียก่อน เมื่อถึงเวลานั้นเราจะไปขายเฟสติวัลให้ใครที่ไหนก็ได้ ถึงเวลาใครๆ เขาก็อยากจะมาร่วมงาน"
ไม่ต้องมองไปไกลถึงยุโรป หรือสหรัฐอเมริกาหรอก ขอแค่จัดงานให้มีมาตรฐานเทียบเคียงเพื่อนบ้าน อย่าง เทศกาลดนตรีโมเสคที่สิงคโปร์, เทศกาลฮ่องกงอาร์ตส์เฟสติวัลที่ฮ่องกง และเทศกาลจาวาแจ๊สที่อินโดนีเซีย เราก็อาจจะพอยืดอกอย่างสง่างามบนเวทีโลกได้
แต่อย่าหลอกตัวเองล่วงหน้า เพราะตอนนี้เรายังก้าวไปไม่ถึงตรงนั้น.
Tags : เทศกาลดนตรีในประเทศไทย • เด่น อยู่ประเสริฐ




ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น