กรุงเทพธุรกิจ

Life Style

วันที่ 3 กรกฎาคม 2553 01:00

นิฮงโกะกุ... ใต้เงาซากุระ บนหิมะภูเขาไฟ

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

เยือนแดนอาทิตย์อุทัย ชมธรรมชาติฤดูสีสันแห่งดอกไม้

ดูเหมือน ท่ามกลางสายฝนและม่านหมอก จะไม่ได้ทำให้ รอยยิ้ม และท่าแอ็คชั่นเก๋ๆ ดูจืดลงไปเท่าไหร่ ถึงเมฆครึ้มและฝนก็ยังคงหนาเม็ดอยู่ จนทำให้หลายคนต้องกระชับเสื้อคลุมเพื่อกันลมที่เริ่มทำท่าจะแรงขึ้น ...แต่อีกมือก็ยังไม่วายกดชัตเตอร์บันทึกภาพ "ญี่ปุ่น" ตรงหน้าอย่างเมามัน
 

ลานจอดรถตรงนี้ ถูกแปรสภาพให้กลายเป็นสนามเด็กเล่นกลายๆ จากสีหน้าท่าทางของแต่ละคนที่ "ออกอาการ" อย่างเห็นได้ชัด หิมะก้อนโตๆ กับตัวอักษรฮิราคานะบนป้ายถูกใช้เป็น "พร็อพ" บ่อยพอๆ กับถุงมือไหมพรม หมวก ผ้าพันคอ เสื้อโค้ท และรองเท้าบูธที่งัดมาอวดกันแบบไม่มีออมมือ
 

หลังปล่อยให้ความชุ่มฉ่ำ และเยือกเย็นบรรเลงเพลงอยู่นาน ในที่สุดแสงแรกของวันก็แย้มออกมาให้เหล่าผู้มาเยือนได้เห็นทัศนียภาพรอบๆ ถนัดตาขึ้นบ้าง
 "... ... ..." เสียงจอแจจากนักเดินทางอีกกลุ่ม ที่ส่งสัญญาณชี้บอกไปยังอีกฟากของสายตาของพวกเขา
 ...มีความเคลื่อนไหวบางอย่างที่เกิดขึ้น ตรงนั้น!
 
ซามูไรโตเกียว

ประกาศสำเนียงแปลกหูสะกิดให้รู้ตัวว่า ตอนนี้เครื่องบินใกล้ถึงจุดหมายเต็มทีแล้ว ถึงเข็มนาฬิกาจะบอกว่ายังไม่ได้เวลาทำงานของดวงอาทิตย์ แต่ดูเหมือนท้องฟ้านอกหน้าต่างจะไม่ได้เป็นแบบนั้น ไล้ผิวเมฆตรงเส้นขอบฟ้า แสงสีทองอร่ามกำลังย้อมฉากตรงหน้าให้สว่างขึ้นทุกที

ตอนเด็ก เมื่อไหร่ที่ถามถึงประเทศญี่ปุ่น ดินแดนตะวันออกไกลมักส่งท่าพลังคลื่นเต่าสะท้านฟ้า บรรดาของวิเศษจากกระเป๋ามิติที่ 4 หรือไม่ก็อีกสารพัดตัวละครจากจอโทรทัศน์ และจอคอมพิวเตอร์มาแทนคำอธิบายเสมอ

พอโตขึ้นมาอีกหน่อย แดนปลาดิบได้แปรความหมายไปเป็น "แหล่ง" ของแฟชั่นนิสต้า ความคิขุอาโนเนะ เสียงดนตรีกระชากความรู้สึก ทั้งร็อคแบนด์ร่วมสมัย และบอย-เกิร์ลแบนด์หน้าละอ่อน หรือกระทั่งเหล่าดาราแนวเซ็กซี่ (ชั่วโมงนี้คงไม่มีใครปฏิเสธว่าไม่รู้จัก น้องอ้อย อาโออิ หรือมิยาบิ อย่างแน่นอน)    

ยิ่งมีหลายส่วนประกอบ ยิ่งทำให้มองญี่ปุ่นเปลี่ยนไปต่างๆ นานา จนมาถึงชั่วโมงที่ 6 ของการเดินทาง ผ่านพิธีการศุลกากรมายืนอยู่ตรงหน้าอาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานนานาชาตินาริตะ โดนสายลมแรกของวันปะทะผิวนั่นแหละ ถึงได้รู้สึกตัวว่าตอนนี้ เราจะได้พบกับ "ถิ่นซามูไร" ตัวจริงเสียงจริงแล้ว

นอกจากศูนย์รวมของชอปปิ้งและเทรนด์แฟชั่นอย่าง อากิบาฮาร่า ฮาราจูกุ ชิบุยะ ภูเขาไฟฟูจิ หรือดอกซากุระเป้าหมายของแฟนนิปปอนนิสต้าพันธุ์แท้ โตเกียวยังคงมีเรื่องเล่าถึงวีรกรรมของซามูไรอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะ "ศูนย์รวมแห่งจิตวิญญาณชาวญี่ปุ่นยุคใหม่" ปราสาทอิมพีเรียล (Imperial Palace) ที่ประทับของสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ

พระราชวังแห่งนี้มีชื่อเรียกในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า คกเคียว (Kokyo) แต่คนไทยจะคุ้นหูในชื่อปราสาทเอโดะมากกว่า โดยปราสาทแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ.1457 โดย โอตะ โดกัน แห่งตระกูลอุเอสุงิ ทวีความสำคัญในฐานะศูนย์กลางการปกครองของญี่ปุ่นในสมัย โทกุกาวะ อิเอยะสึ ก่อนจะถูกไฟไหม้ 2 ครั้งใหญ่ในเวลาต่อมา จนเมื่อปี ค.ศ.1888 จึงได้มีการสร้างใหม่เป็นพระราชวังแห่งนี้ขึ้นมาแทน

นอกจากทิวทัศน์ปราสาทญี่ปุ่นแบบโบราณ จะกลายเป็นจุดบันทึกภาพของบรรดานักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศแล้ว สวนสนบริเวณฝั่งตรงข้ามถนนใกล้ๆ กับประตูทางเข้าพระราชวังก็ยังมีเรื่องราวที่น่าสนใจไม่แพ้ตัวปราสาท

พิทักษ์ เทพคงสิริพันธุ์ มัคคุเทศก์ประจำทริปที่ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่มากว่า 20 ปีอธิบายถึงความเป็นมาของกลุ่มต้นสนบริเวณดังกล่าวนั่นคือ ป้ายหลุมฝังศพของบรรดาเหล่าขุนศึกผู้จงรักภักดีสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ภายหลังจากสมเด็จพระจักรพรรดิประกาศยอมแพ้สงคราม เหล่าทหารหาญก็พากันมาทำฮาราคีรี (คว้านท้อง) ที่นี่ เพื่อเป็นเกียรติให้กับความภักดีของพวกเขาจึงได้มีการปลูกต้นสนเอาไว้เป็นอนุสรณ์

ไม่ห่างจากลานสน เป็นอีกอนุสรณ์แห่งความภักดีต่อองค์พระจักรพรรดิที่ชาวญี่ปุ่นยกย่อง คุสุโนกิ มาซาชิเงะ ผู้รักษาป้อมอาคาซากะ วีรกรรมของเขาเกิดขึ้นในช่วงรัชสมัยของจักรพรรดิ โก-ไดโกะ มีนายทหารชื่อ อาชิคากะ ทาคาอุจิ ก่อกบฏขึ้น มาซาชิเงะ และทหารคู่ใจจำนวนเพียง 600 คนเข้าต่อสู้กับกองกำลังทาคาอุจิที่มีมากกว่าหลายเท่าทั้งที่รู้ตัวว่าจะต้องตาย แต่เขาก็ยินดีทำตามพระบัญชาขององค์จักรพรรดิ  

คำพูดสุดท้ายก่อนเขาคว้านท้องฆ่าตัวตาย ขณะตกอยู่ในวงล้อมศัตรูบอกไว้ว่า "แม้มีอีกเจ็ดชีวิต ก็ขอสละเพื่อแผ่นดิน"    

มาซาชิเงะได้รับการยกย่องเป็นวีรบุรุษในยุคของโทกุกาวะ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ชื่อของเขาเป็นเหมือนกับเทพพิทักษ์ของนักบินกามิกาเซ่ ผู้สละชีวิตเพื่อองค์จักรพรรดิเช่นกัน 

"ที่ญี่ปุ่นมีอนุสาวรีย์ของวีรบุรุษแบบนี้อยู่ทั่วไปเลยนะ" พิทักษ์บอก
 "ต้นแบบ" มากมายขนาดนี้ จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมคนญี่ปุ่นถึงขึ้นชื่อเรื่อง "การร่วมแรงร่วมใจ" ขนาดนี้   

วูบไหวในสายฝน

แม้จากสนามบินมุ่งหน้าสู่ตัวเมือง ภาพต้นไม้เขียวๆ แซมสีชมพูของซากุระที่ยังพอมีให้เห็นบ้าง จะถูกเปลี่ยนเป็นดงตึกสูงหลากดีไซน์ ที่ถูกยึดโยงเป็นกลุ่มด้วยถนนสายต่างๆ พาดไปมาแทน แต่สิ่งที่ยังไม่มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเลยก็คือ สภาพอากาศที่ครึ้มฟ้าครึ้มฝน ทำให้หลายคนอดใจประหวั่นไม่ได้
 "เราจะเจอฝนบ่อย เพราะเป็นช่วงเปลี่ยนฤดูพอดี" พิทักษ์คะเนความเป็นไปได้

เขาไม่แน่ใจว่าซากุระจะยืนชูช่อเหลือรอให้นักท่องเที่ยวไปชมหรือเปล่า เพราะด้วยความที่ซากุระเป็นดอกไม้กลีบบาง สายฝนจึงถือเป็นศัตรูตัวฉกาจอย่างยิ่ง
 "ปีหน้าค่อยบินกลับมาดูใหม่นะ" เสียงหัวเราะดังคลอประโยคอำติดตลก

ที่ วัดอาซากุสะ หรือ วัดเซ็นโซจิ แลนด์มาร์กอีกแห่งของโตเกียว ถึงจะเป็นวันธรรมดา (และครึ้มฟ้าครึ้มฝน) แต่ก็ยังมีผู้คนแวะเวียนมาอย่างไม่ขาดสาย นั่นก็เพราะความศักดิ์สิทธิ์ของอาซากุสะคันนง (พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร)
พิทักษ์เล่าถึงความเป็นมาขององค์คันนงว่า ถูกพบโดยชายหาปลา 2 คน จึงสร้างวัดขึ้นใน ค.ศ.628 เพื่อประดิษฐาน ในช่วงเวลาเดียวกันกับที่พบรูปปั้นก็มีคนเห็นภาพปรากฏเป็นมังกรทองเลื้อยลงมาจากสวรรค์ เสียงเลื่องลือนี้เองทำให้บรรดาโชกุน และซามูไร ต่างนิยมมาสักการะวัดนี้

"มีเรื่องเล่าต่อมาว่า องค์จริงของคันนงถูกเก็บรักษาไว้หลังผ้าม่าน 5 ชั้น ทุกวันปีใหม่จะมีการเปิดผ้าม่านออก 3 ชั้นให้ผู้คนได้มาสักการะ ซึ่งก็ยังไม่มีใครรู้ว่าหลังม่านมีองค์คันนงอยู่หรือไม่"

ข้อสังเกตอย่างหนึ่งสำหรับวัดในญี่ปุ่นก็คือ มักจะมีศาลเจ้าอยู่ในวัดด้วยเสมอ และที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ วิธีการสักการะพระในวัดนั้นจะต้องทำการชำระร่างกาย และจิตใจให้สะอาดโดยจะมีตะบวยตักน้ำ และบ่อน้ำ (บางที่อาจทำเป็นน้ำพุ) เพื่อตักน้ำราดมือทั้งสองข้าง และล้างปากก่อนเข้าไปภายในวิหาร

"การไปขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มือถือเป็นตัวแทนของร่างกาย ปากเป็นตัวแทนของจิตใจ กายสะอาดใจสะอาดไปขอพรก็จะประสบผล กายกับใจต้องประสานกันเป็นหนึ่ง ถือเป็นการฝึกสมาธิอย่างหนึ่ง การไปทำสิ่งใดก็ตามถ้าเรามีสมาธิก็จะสำเร็จ เป็นประเพณีโบราณของญี่ปุ่น"

สิ่งที่จะขาดไม่ได้สำหรับทุกวัด ก็คือ เครื่องรางประเภทต่างๆ ทั้ง องค์เจ้าแม่กวนอิม เครื่องรางของขลัง โดยจะแยกส่วนตามความประสงค์ ไม่ว่าจะเป็นการงาน ความสำเร็จ สุขภาพ อุบัติเหตุ ความรัก คลอดลูก เป็นต้น นอกจากนี้ก็ยังมีแบบรวมทุกอย่างเอาไว้ให้บูชาอีกด้วย

"คนญี่ปุ่นจะนิยมทำบุญด้วยเหรียญโกะเอ็นดามะ หรือเหรียญ 5 เยน ที่มีความหมายว่าสวนสาธารณะที่ยิ่งใหญ่มากมาย ทำบุญแล้วจะโชคดีมหาศาล" พิทักษ์ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

นอกจากเหรียญ และเครื่องรางแล้ว ตามความเชื่อของชาวญี่ปุ่นยังมี ของนำโชคแบบอื่นๆ อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น เนโกะ (แมวกวัก) หรือกระจก เพื่อสะท้อนสิ่งชั่วร้ายออกไปจากตัว กระทั่งเซียมซีก็มีให้เลือกใช้กันตามแต่กำลังศรัทธา
 "อ่ะ ซากุระ" ใครบางคนส่งเสียงทักเมื่อเห็นต้นยืนสยายไม้กิ่งสีชมพูอยู่กลางสนามเด็กเล่นที่อยู่ข้างๆ วัด
 "ของเขาดีจริงๆ " อีกคนเผยรอยยิ้มพร้อมชี้ให้เพื่อนดูเครื่องรางที่เพิ่งถอยมาจากวัดในมือ

หลังจากชักภาพเก็บซากุระของจริงใส่ไฟล์ดิจิทัลเรียบร้อย สายฝนแรกของญี่ปุ่นก็ร่วงฟ้าลงมาทักทาย บนถนนสายหลักจากโตเกียวมุ่งหน้าสู่คาวะคูจิโกะ 1 ใน 5 ทะเลสาบของภูเขาไฟฟูจิล้วนแต่ถูกปูด้วยน้ำฝนจนทำให้ "เจ้าถิ่น" ไม่แน่ใจว่า ฟูเขาไฟฟูจิสำหรับทริปนี้จะมีโอกาสมากน้อยแค่ไหน เพราะภายหลังจากฝนตกนั้นทัศนวิสัยระหว่างทางขึ้นตัวภูเขาไฟจะค่อนข้างแย่ เนื่องจากหมอกลงหนา และถนนลื่น ซึ่งอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุกับผู้ที่จะขึ้นไปชมความสวยงามของยอดภูเขาไฟ

ตกกลางคืน ฟ้าฝนก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะยอมเลิกรา เหมือนรู้ว่า ผู้มาเยือนกลุ่มนี้คงไม่ได้มีโอกาสมาเยือนบ่อยๆ ใต้ชุดยูกาตะ แสงแฟลช และรอยยิ้มจากบรรดานายแบบ และนางแบบที่พากันออกแอ็คชั่นอย่างสนุกสนานหลังอาหารเย็น ก็ยังมีบางความกังวลถึงยอดภูเขาในวันพรุ่งนี้ให้ได้ยินอยู่บ้าง

"ไปนอนแช่ออนเซ็นให้สบายตัวดีกว่า แล้วพรุ่งนี้ค่อยว่ากัน" ถือเป็นประโยคปิดการสนทนาประจำวันไปโดยปริยาย 

แสงแรกบนฟูจิ

หลังอาหารเช้า ฟ้าฝนก็ยังคงเป็นความกังวลอันดับแรกในการก้าวออกจากโรงแรมเพื่อมุ่งหน้าไปยังภูเขาไฟฟูจิ หนึ่งในสัญลักษณ์ของแดนอาทิตย์อุทัย ข้อมูลที่ได้มาก็คือมีความเป็นไปได้ที่จะขึ้นไปถึงชั้นที่ 4 จาก 5 ชั้นของตัวภูเขาไฟ แต่ภาพบรรยากาศข้างบนจะเป็นอย่างไรนั้น...เดาไม่ได้

ภูเขาฟูจิ มีชื่อในภาษาญี่ปุ่นว่า "ฟุจิซัง" ซึ่งในหนังสือในสมัยก่อนจะเรียกว่า ฟุจิยะมะ (ฟูจิยาม่า) เนื่องจากตัวอักษรคันจิตัวที่ 3 สามารถอ่านได้สองแบบทั้ง ยะมะ และ ซัง

ฟูจิ ถือว่าเป็น ภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ราว 3,776 เมตร (12,388 ฟุต) ตั้งอยู่บริเวณจังหวัดชิซึโอะกะ และจังหวัดยะมะนะชิ ซึ่งอยู่ทางตะวันตกของจังหวัดโตเกียว โดยในวันที่อากาศแจ่มใสสามารถมองเห็นจากโตเกียวได้ นักวิทยาศาสตร์ได้จัดประเภทให้อยู่ในลักษณะของภูเขาไฟที่มีโอกาสปะทุต่ำ โดยภูเขาไฟระเบิดครั้งล่าสุดในสมัยเอโดะ (ค.ศ. 1707)

ผู้เชี่ยวชาญเชื่อกันว่าภูเขาฟูจิเกิดขึ้นในช่วง 8,500 ปีก่อนคริสต์ศักราช แม้จะยังไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับการเกิดขึ้นของภูเขาชื่อดังแห่งนี้ ทว่า ได้มีเรื่องเล่าและตำนานต่างๆ เกี่ยวกับการเกิดขึ้นของภูเขาแห่งนี้ หนึ่งในนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับ วิซู คนตัดไม้ชาวญี่ปุ่น คืนหนึ่งก็ได้เกิดเหตุมหัศจรรย์ขึ้น เสียงดังสนั่นที่มาจากใต้ดิน ปลุกให้เขาและครอบครัวตกใจตื่น

วิซูคิดว่าเกิดแผ่นดินไหวขึ้น จึงพากันเร่งเก็บข้าวของเพื่ออพยพออกจากบ้าน ขณะที่ วิ่งออกจากบ้าน เขาก็พบกับสิ่งประหลาด นั่นก็คือ แผ่นดินที่ราบเรียบและแห้งแล้ง บริเวณใกล้บ้าน ได้กลายมาเป็นภูเขาสูงที่งดงาม โดยวิซูก็ได้ตั้งชื่อภูเขาแห่งนี้ว่า “ฟูจิ-ยามา” ซึ่งแปลว่า "ภูเขาที่ไม่มีวันตาย"

หลายต่อหลายคนมักเปรียบภูเขาฟูจิเป็นเสมือนหญิงงามและเป็นที่อาศัยของเหล่าเทพธิดาต่างๆ ในความเชื่อดั้งเดิมของชาวญี่ปุ่น ซึ่งรวมถึงเทพธิดาแห่งไฟอย่าง โคโนฮันซากูยาฮิเมะ ด้วยเช่นกัน
 "ที่ชาวญี่ปุ่นเปรียบภูเขาไฟฟูจิกับหญิงสาวก็เพราะความเอียงอายของเธอ" พิทักษ์บอก

บางวันที่อากาศเป็นใจอาจได้เห็นภาพของเทพธิดาองค์นี้อย่างเต็มๆ ตา แต่หากบางวันแม้แต่เนินเขาก็ยังไม่มีโอกาสได้เห็น
 "แม้แต่คนญี่ปุ่นเองบางทีที่มาก็ยังไม่ได้เห็นเลย" น้ำเสียงนั้นยืนยัน

เครื่องยนต์ค่อยๆ ไต่ระดับความสูงขึ้นไปบนเนินเขา นอกจากฟูจิจะกลายเป็นหัวข้อหลักในวงสนทนาแล้ว "หิมะ" ก็ถูกหยิบขึ้นมาตั้งเป็นคำถามถึงโอกาสว่าจะมีมากน้อยขนาดไหน เหมือนกัน
 "อาจจะ" คำตอบเป็นแบบนั้น

เมื่อผ่านถนนสายดนตรีที่บรรเลงเพลงฟูจิต้อนรับผู้มาเยือนแล้ว ม่านหมอก และสายฝนทำท่าจะออกลายให้ลุ้นกันอีกครั้ง ไม่ทันถึง 5 นาทีจากเสียงทัก ฝนระลอกใหม่ก็ละลายฟ้าลงมา พร้อมๆ กับสีขาวโพลนของหิมะบนลานจอดรถชั้นที่ 4

ลมฝนเริ่มทวีแรงจนทำให้ใครหลายคนปล่อยมือจากชายเสื้อ และคันร่มไม่ได้ แต่อีกมือที่ว่างก็ไม่ละความพยายามที่จะเก็บภาพประทับใจจากญี่ปุ่นกลับไปให้ได้มากที่สุดเช่นกัน ท่าทาง และเครื่องประดับต่างๆ ถูกงัดขึ้นมาใช้อย่างไม่มีใครยอมใคร

ไม่นานนัก ฟ้าก็เริ่มหมาดฝน เปิดโอกาสให้มองเห็นทัศนียภาพโดยรอบได้เต็มตาขึ้น รวมทั้งแสงแดดแรกของวัน

เสียงฮือฮาจากอีกฟากดังขึ้น หลายคนต่างยกกล้องภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหวขึ้นมาบันทึกอย่างพร้อมเพรียง เมื่อเมฆก้อนใหญ่เริ่มเคลื่อนตัวผ่านไป เผยให้เห็นยอดภูเขาไฟฟูจิ ที่กำลังสะท้อนแสงเป็นประกายต่อหน้าทุกคนอยู่ในขณะนี้

"ซากุระ หิมะ แล้วก็ยอดภูเขาไฟ ตกลงเรามาถึงญี่ปุ่นแล้วใช่ไหมเนี่ย" ใครบางคนเอ่ยถามพร้อมเสียงหัวเราะ ขณะกำลังกลั้นใจบังคับมือซีดๆ ไม่ให้สั่นกดชัตเตอร์
 

Tags : ซากุระ หิมะ ญี่ปุ่น ภูเขาไฟ

advertisement

advertisement

advertisement