กรุงเทพธุรกิจ

Life Style

วันที่ 1 กรกฎาคม 2553 01:00

ศาลากลาง รุ่นทนไฟ (เผายาก)

แบบใหม่จากกรมโยธาธิการและผังเมือง

อีกแบบจากกรมโยธาธิการฯ

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ศาลากลางเมืองอุบล ที่ถูกเผาวอดไปทั้งหลัง มีคนนอกวงการอาสาเข้ามาช่วยออกแบบใหม่ คุณสมบัติ "ทนไฟ(เผา) เพราะเน้นให้ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วม

ถ้าเป็นไปตามระบบราชการ ตอนนี้ "ศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี" ที่ถูกเผาวอดไปทั้งหลัง น่าจะอยู่ในระหว่างการก่อสร้างอย่างรีบเร่ง


 แต่จู่ๆ ก็มี "มือดี" เข้ามาดึงเรื่องให้ช้าลง จนป่านนี้ แค่ "แบบ" ยังไม่สรุปทุบโต๊ะกันเลย

 "มือดี" ที่ว่า ไม่ได้ตั้งใจจะมาป่วนให้วุ่นกันอีกรอบ ตรงกันข้าม มาพร้อมกับเจตนาดีที่อยากจะเห็นศาลากลาง ในรูปแบบแตกต่างออกไปบ้าง ไหนๆ โอกาสก็มาถึงมือแล้ว แม้จะต้องชนกับยักษ์ใหญ่ก็ตามที

 "มือดี" ของเวทีนี้คือ สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมป์ นำทีมมาโดย ทวีจิตร จันทรสาขา นายกสมาคมฯ ส่วน "ยักษ์ใหญ่" คือ กรมโยธาธิการและผังเมือง ที่ให้บริการออกแบบศาลากลางจังหวัดมาตั้งแต่รุ่นแรก

 ประมาณ 1 เดือนถัดจากนี้ คือ การฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย ไม่สรุปสุดท้ายว่าใครแพ้-ชนะ เพราะผู้ชนะมีเพียงฝ่ายเดียว คือ  85,000 คน ชาวอุบลราชธานี

 

 

รับประกัน "เผายาก"  

 เรื่องของเรื่องต้องเริ่มจากไอเดียของ นายกสมาคมสถาปนิกฯ คนปัจจุบัน ที่อยากเห็นคนใน 4 จังหวัด คือ อุบลราชธานี อุดรธานี ขอนแก่น และ มุกดาหาร ที่ถูกเผาศาลากลางฯ เมื่อ 19 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ได้มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นเลือกแบบสร้างศาลากลางใหม่ เพราะเชื่อว่าเป็นจุดเริ่มต้น ในการสร้างความร่วมมือและลดช่องว่างระหว่างภาครัฐและประชาชน อย่างเป็นรูปธรรม


 โดยตั้งต้นที่อุบลราชธานี เพราะเสียหายมากที่สุด...

 "สมาคมฯ หวังผลอะไร" คำถามนี้ ตัวตั้งตัวตีอย่าง ทวีจิตร เตรียมคำตอบมาพร้อม

 "โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การกระจายอำนาจจากส่วนกลางสู่ท้องถิ่นมีมากขึ้น คนในท้องถิ่นปัจจุบันมีทั้งคุณภาพ การศึกษาดี และมีบทบาท อำนาจตัดสินใจเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวกับตัวเองมากขึ้น เห็นได้จากโครงการรัฐบาลหลายๆ ชิ้น"

 โดยขนาด ศาลากลางอาจเป็นโปรเจคท์ระดับเล็กๆ แต่ถ้าคนในท้องถิ่นได้มีส่วนร่วม จะเกิดความภูมิใจ รู้สึกถึงความเป็นเจ้าของและผูกพันกับสิ่งที่ร่วมสร้างมา จนไม่อยากทำให้เสียหาย โดยเฉพาะศาลากลางที่เป็นเสมือนสัญลักษณ์การปกครองจากส่วนกลาง พอมีปัญหาจึงกลายเป็นเป้าอันดับแรกๆ

 "แม้เรื่องเผาจะเกิดขึ้นไม่บ่อยก็ตาม แต่มันก็มาจากไม่มีความรู้สึกร่วมนั่นเอง" ทวีจิต วิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้น พร้อมอธิบายต่อว่า ศาลากลางจังหวัดในปัจจุบัน เป็นแบบของกรมโยธาธิการที่ใช้มาไม่ต่ำกว่า 30 ปี ในยุคที่ไทยยังต่อสู้กับระบอบคอมมิวนิสต์ ซึ่งจะใช้เหมือนกันหมดทุกจังหวัดคือ มีมุขอยู่ด้านบน สร้างบันไดทางขึ้นไว้ตรงกลาง และมีปีกขยายไปทางด้านซ้ายและขวา

 ในมุมมองสถาปนิกยุคโลกาภิวัฒน์ ทวีจิตร ถือเป็นการออกแบบ แบบ one point perspective เน้นให้ตัวอาคารดูสง่างาม ขณะเดียวกันก็ให้ความรู้สึกไม่ต้อนรับ และไม่เชื้อเชิญให้เข้าใกล้ แต่ก็ไม่ถือว่าผิด เพียงตั้งคำถามว่า ตอบรับกับสภาพสังคมปัจจุบัน มากน้อยแค่ไหน

 โดยขั้นตอนถัดจากนี้ สมาคมสถาปนิกฯ จะคิดแบบออกมาทั้งหมด 5 แบบ ภายใต้ 4 แนวคิด คือ 1.ตอบสนองความต้องการของภาคราชการ 2.อยู่ภายใต้งบประมาณที่ภาครัฐสร้างได้ 3.มีเทคโนโลยีสอดรับกับยุคปัจจุบัน และ 4. มีเอกลักษณ์ของจังหวัดนั้นๆ

 วันที่ 5 กรกฎาคม นี้ สมาคมสถาปนิกฯ จะเปิดเวทีรับฟังความเห็นจากท้องถิ่น ก่อนจะนำมาสรุปเป็น 5 แบบภายใน 1 เดือน หลังจากนั้นประชาชนจะโหวตแบบที่ชอบที่สุด

 แต่ถ้าดูจากระเบียบราชการแล้ว แนวความคิดดีๆ เช่นนี้อาจเกิดขึ้นได้ยาก ทวีจิตเองก็ทราบดี

 "การทำสิ่งดีๆ มีประโยชน์ ถ้าไม่กล้าลอง ไม่กล้าเสนอ เราก็จะไม่มีวันประสบความสำเร็จเลยตลอดกาล" อย่างไรก็ตาม เขาไม่กล้ารับประกันว่า ศาลากลางฯ แบบประชาพิจารณ์นี้จะไม่โดนเผา (อีก)

 "แต่ผมเชื่อว่า โอกาสจะน้อยลง เพราะคนที่มีความภูมิใจ มีส่วนร่วม จะลุกมาต่อต้านหรือห้ามไม่ให้เผามากขึ้น"  

 

 

"ศาลา" แทน "ใจ"

 "มันคือภาพสะท้อนปัญหาระหว่างประชาชนกับศูนย์กลางบริหารของจังหวัด" คำพูดดังกล่าวของ จำนงค์ จิตรนิรัตน์ ที่ปรึกษาเครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง จ.อุบลราชธานี สะท้อนถึง "นัยยะสำคัญ" ว่าทำไม ศาลาว่าการจังหวัดอุบลฯ หลังใหม่ ควรจะมาจากการระดมสมองของคนอุบล


 "เพราะส่วนหนึ่งของการเผา ถือเป็นการสะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างจังหวัดกับประชาชนที่ยังมีช่องว่างอยู่มาก"
 "ช่องว่าง" ในความหมายของเขาก็คือ สายตาของส่วนราชการในจังหวัดที่มักมองชาวบ้านเป็น "ฝ่ายตรงข้าม"
 

"ที่ผ่านมาจังหวัดมีการตอบสนองคำร้องเรียนของชาวบ้านน้อยมาก ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่ทำกิน ปัญหาอุทยานทับที่ชาวบ้านในเขตอ.โขงเจียม อ.โพธิ์ไทร อ.เขมราฐ กว่า 40 หมู่บ้าน การห้ามทำประมงในแม่น้ำมูลฤดูวางไข่ แต่ก็ไม่ได้หาช่องทางทำกินอื่นให้ชาวบ้าน ปัญหาต่างๆ เหล่านี้พวกเขาเผชิญกันมา 20-30 ปี สะสมมาเรื่อยๆ มันจึงนำไปสู่การรวมกลุ่มในที่สุด ศาลากลางหลังใหม่จึงน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการลดช่องว่าง"

 นอกจากการสร้างอัตลักษณ์ที่จะออกมาจากประชาชนในพื้นที่เองแล้ว ห้องทำการของ "สภาประชาชน" ที่หาไม่ได้ในแปลนของกรมโยธาฯ ถือเป็นหัวใจสำคัญสำหรับการเคลื่อนไหวเรียกร้องที่ชาวอุบลฯ จะทำคลอดแปลนอาคารหลังใหม่นี้เอง

 "ไปเชียงใหม่ก็เห็นศาลากลางแบบหนึ่ง มาอุบลก็เห็นศาลากลางแบบหนึ่ง ตรงนี้มันถือเป็นอีกจุดขายของการท่องเที่ยวด้วยนะ จริงๆ แล้ว สถาปัตยกรรมเราก็มองเป็นเพียงรูปแบบหนึ่ง แต่เนื้อหาข้างในสำคัญกว่า พื้นที่ในการเชื่อมระหว่างราชการกับชาวบ้านอย่างสภาประชาชนเราใส่เข้าไปไว้ในแปลนอาคารหลังใหม่นี้ด้วย เพราะในแบบของทางกรมโยธาฯ นั้นไม่มีห้องนี้ ยิ่งในสถานการณ์ที่บ้านเมืองเพิ่งหลุดจากความแตกแยกออกมาได้ไม่นาน เรื่องนี้ถือเป็นเงื่อนไขที่สำคัญในการสร้างความร่วมมือ เห็นได้ชัดว่ามีคนให้ความสนใจเยอะ ลูกหลานชาวอุบลที่มีฝีมือต่างก็มาร่วมด้วยช่วยกันเพื่อให้เกิดศาลากลางจังหวัดของพวกเราขึ้นมา...

 ...เรามีบทเรียนหลายๆ อย่างร่วมกันมาแล้ว เชื่อว่าทุกคนคงไม่อยากกลับไปสู่รูปแบบการเมืองแบบเดิมๆ อีกต่อไป การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น เพื่อที่ทุกปัญหาจะได้ไม่ต้องรอแต่ส่วนกลาง หรือรัฐบาลอย่างเดียวทั้งๆ ที่หน่วยงานของจังหวัดก็สามารถทำได้ ซึ่งตรงนี้ศาลากลางจะเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อน น่าจะฟังเสียงของประชาชนได้แล้ว" เขายืนยัน  

 

 

แบบเก่า "เราก็ไม่ได้ขี้เหร่" 

 สำหรับขาประจำอย่างกรมโยธาธิการ ที่วันนี้แบบเสร็จสิ้นพร้อมออกสู่สายตาประชาชนแล้ว แต่ก็ถูกประวิงเวลาไว้ คนในอย่าง  สุพล ศรีพันธุ์ รองอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง เข้าใจเรื่องนี้ดี


 "ทางสมาคมสถาปนิกสยามฯ อยากมาช่วยออกแบบ เราก็เห็นดีด้วย ใครค้านก็พิกลแล้ว แต่ก็ต้องดูว่า สิ่งที่เสนอมานั้นรับได้แค่ไหน ใช้ได้หรือไม่ นั่นก็อีกประเด็นหนึ่ง" พร้อมกับย้ำว่า สถาปนิกของกรมโยธาฯ ก็เป็นสมาชิกของสมาคมสถาปนิกสยามฯ เช่นกัน ส่วนประเด็น "อัตลักษณ์ไทย" สุพล ยืนยันว่าแบบเดิมมีอยู่แล้ว และเพิ่มประโยชน์ใช้สอยใหม่ๆ เข้ามาให้ผสมกลมกลืนกับปัจจุบัน

 "ส่วนมุมมองทางศิลปะ มันก็ประยุกต์ไปได้เรื่อยๆ ตามรสนิยมของแต่ละคนนะ แต่อย่าลืมว่า ของสวยๆ มักจะแพง" งบประมาณที่ได้รับอนุมัติอยู่ที่ 300 ล้านบาท (รวมค่าถมดิน) 

 หากรายละเอียดการออกแบบ สุพลส่งไม้ต่อไปให้ ดวงขวัญ จารุดุล สถาปนิกใหญ่ ระดับทรงคุณวุฒิ กรมโยธาธิการและผังเมือง ที่ยืนยันว่า ศาลากลางจังหวัดรุ่นหลัง โดยเฉพาะแบบของอุบลฯ ล่าสุด มีครบทั้งอัตลักษณ์และความทันสมัยในประโยชน์ใช้สอย

 "เราใช้ผนังชนิดอนุรักษ์พลังงาน กระจกหน้าต่างเดิมเป็นไม้ ก็ใช้อลูมิเนียมเคลือบสีแทน ส่วนเอกลักษณ์ไทย เราใส่วัสดุท้องถิ่น เช่น ไม้ เข้าไปตกแต่ง แต่ยังไม่ลงดีเทลละเอียด" ส่วนพิมพ์นิยมทรงไทยทั่วประเทศ สถาปนิกใหญ่ บอกว่า "จำเป็น" ชนิดคนเห็นแล้วรู้ได้ทันทีว่านี่คือศาลากลาง - สำนักงานใหญ่ที่สุดของจังหวัด

 "ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 23 (พ.ศ.2533) สำหรับอาคารขนาด 100,000 ตร.ม.ขึ้นไป ต้องอำนวยความสะดวกให้คนพิการ เราก็มี ต้องมีระบบป้องกันอัคคีภัย เราก็มี" ฟังก์ชั่นอื่นๆ นอกจากนี้ จะมีห้องประชุม ที่ศาลากลางเดิมขาดไป พร้อมกับลานกว้างด้านหน้า สำหรับทำกิจกรรมต่างๆ  

 "ก็ไม่ขี้เหร่นะ" ดวงขวัญ เปรยถึงผลงานที่ลูกทีมเพิ่งออกแบบสดๆ ร้อนๆ   

  
 ดวงขวัญยอมรับว่า การออกแบบศาลากลางจังหวัดอุบลฯ ต้องทำอย่าง "รีบมาก" เพราะโดนเผาวอดไปทั้งหลัง ข้าราชการเจ้าหน้าที่ไม่มีที่ทำงาน กว่าจะผ่านขั้นตอนทางราชการไปจนถึงแล้วเสร็จ ใช้เวลาร่วม 2 ปี


 สำหรับการเปิดทางให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ดวงขวัญบอกตามตรงว่า ในขั้นตอนการออกแบบ ได้ดำเนินการไปเยอะแล้ว ซึ่งกว่าจะเริ่มสร้างก็ต้องรออีกหลายขั้นตอน นั่นหมายถึงการยืดเวลาให้ล่าช้าเข้าไปอีก

 "ถ้าประชาชนอยากเข้ามาช่วยออกแบบ ในส่วนที่ไม่กระเทือนโครงสร้างหลัก น่าจะดีกว่า" สถาปนิกใหญ่ แนะนำ
 แต่สุดท้ายแล้ว เมื่อแบบของราชการและเอกชน มาชนกันจริงๆ ถามว่า อำนาจการตัดสินใจ อยู่ที่ใคร

 "ก็ต้องเจ้าของเงิน จริงๆ ก็คือประชาชนนั่นแหละ แต่โดยกลไกแล้ว คือกระทรวงมหาดไทย" คำตอบชัดเจนจาก รองอธิบดีกรมโยธาฯ

 

....................................................

 ไม่ว่า "พิมพ์เขียวชนะเลิศ" จะไปตกที่ฝ่ายใด แต่ "ใจ" ที่อยากเข้ามีส่วนร่วมกับภาครัฐ ถือเป็น ฟ้าหลังฝนที่สดใส

 ...ต้องขอบคุณเปลวไฟ ที่ทำให้คนไทยเริ่มขยับตัว 
 

 

 

........................................


อัตลักษณ์หมู่เฮา


 สำหรับอัตลักษณ์พื้นถิ่นของอุบลราชธานี ดร.กิติรัตน์ สีหบัณฑ์ ผู้อำนวยการสำนักศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี บอกว่า เป็นแบบเดียวกับสถาปัตยกรรมอีสาน โดดเด่นเรื่องศาสนาและที่อยู่อาศัย ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการออกแบบอาคารสมัยใหม่ได้ไม่ยาก


 "บ้านเรือนอีสานมีความน่าสนใจตรงลักษณะการสร้างแบบใต้ถุนสูง บ้านสองชั้น พบได้ทั่วไปในอุบลฯ หรือหากเราไม่ติดใจตรงที่จะเอาศาสนามาใช้ สิม (พระอุโบสถ) อีสาน ก็ถือเป็นรูปแบบเฉพาะที่ไม่รกรุงรัง มีความสวยงามและเป็นเอกลักษณ์ ทั้งหมดสามารถนำมาประยุกต์ให้เข้ากับอาคารสมัยใหม่ได้ตามประโยชน์ใช้สอยได้เป็นอย่างดี"

 สถานที่ "ต้นแบบ" ศิลปะท้องถิ่นในความคิดของเขามีอยู่ 4 แห่ง คือ สิมวัดแจ้ง ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมอีสานแบบดั้งเดิม ขณะที่ หอไตรวัดทุ่งศรีเมือง จะสะท้อนส่วนผสมระหว่างศิลปะล้านช้างและล้านนา ส่วน พระวิหารวัดศรีอุบลรัตนาราม (วัดศรีทอง) นำเสนอรูปแบบศิลปะอีสานประยุกต์กับภาคกลาง และหอไตรกลางน้ำหนองขุหลุ ที่ตั้งอยู่ในอำเภอตระการพืชผล 

 "ทั้งหมดสามารถนำมาใช้ประยุกต์ออกแบบได้ แต่ตัวสถาปนิกก็ต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมอีสานด้วยเช่นกัน ซึ่งจะเกี่ยวพันไปถึงเรื่องของความสามารถในการสะท้อนตัวตน หรือความเป็นอัตลักษณ์ท้องถิ่นออกมาได้แค่ไหนด้วย"

 

 

บทเรียนจาก "กัลยาณิวัฒนา"

 เหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในอุบลราชธานี เคยเป็นบทเรียนของ อ.กัลยาณิวัฒนา จ.เชียงใหม่  มาแล้ว


 อำเภอใหม่หมาด อย่าง อ.กัลยาณิวัฒนานั้น 100 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่เป็นที่อยู่อาศัยของกลุ่มชาติพันธุ์ ในการก่อสร้างศาลาประชาคม และศูนย์ราชการเมื่อมีมติให้ตั้งเป็นอำเภอใหม่ขึ้นมานั้น ชาวบ้านได้มีการเสนอแนวคิดขอมีส่วนร่วมในการออกแบบที่ว่าการอำเภอเพื่อแสดงถึงอัตลักษณ์ และความหลากหลายของชนเผ่าในพื้นที่ โดยทางส่วนราชการได้ลงพื้นที่ รับฟังความคิดเห็น ก่อนจะสังเคราะห์แบบออกมาให้ชาวบ้านเลือก 5 แบบ

 "เราติเขาว่า แบบที่ทำมาไม่ใช่ปกาเกอญอ แต่เป็นของไทลื้อ เขาตีความว่าเราเป็นคนกลุ่มเดียวกัน ซึ่งมันไม่ใช่ อย่างแค่การสร้าง เบลอะ (อาคารสาธารณะ) กับเดอ (อาคารอยู่อาศัย) ก็ต่างกันจะเอาแบบบ้านมาใช้สร้างไม่ได้ เขาก็บอกว่าจะเอากลับไปแก้ไข พอกลับมาดูอีกครั้งแบบก็ยังเหมือนเดิม เขาไม่ได้ฟังเสียงของชาวบ้านเลย" ชิ สุวิชาน ผู้ประสานงานสภาเอะมือเจะคี (สภาชุมชน) และประธานมูลนิธิภูมิปัญญาชาติพันธุ์ อ.กัลยาณิวัฒนา เล่า

 มีเวทีสาธารณะรับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย เพื่อสรุปแบบอาคาร ไปเมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา  แต่ ชิ ถือว่านี่คือ "ละครฉากใหญ่" ที่รัฐพยายามมัดมือชก


 "เขาให้พวกเราจัดคนมา 20 คน แล้วทางเขาก็เอาคนอีก 2 ชนเผ่ามาอีกอย่างละ 20 คน ให้มาตกลงกัน พอตกลงกันไม่ได้ ทางอำเภอตัดบทเราให้เอาแบบที่ทำมาแต่เดิม แล้วก็มีคนที่เขาเกณฑ์มายกมือให้ แบบนี้คือรัฐพยายามกีดกันอัตลักษณ์ของชนเผ่าด้วยการสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นในชุมชน"

 ก้าวต่อไปของการเคลื่อนไหวเพื่อยืนยันเจตนาเดิมจะถูกนำเสนอบนเวทีครั้งต่อไปในวันที่ 6 กรกฏาคมนี้ ซึ่งเขาก็ได้แต่หวังว่าวันนั้นจะถือเป็นจุดเริ่มต้นของการรอมชอมสำหรับทุกฝ่ายได้ในที่สุด

  ...แต่หากไม่เป็นผล

 "ถ้ารัฐไม่ได้สนท้องถิ่น สังคมก็คงต้องลุกขึ้นทำอะไรสักอย่าง ซึ่งผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น" เขาให้คำตอบ

Tags : ศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

advertisement