กรุงเทพธุรกิจ

Life Style

วันที่ 30 มิถุนายน 2553 01:00

'เฟื้อ หริพิทักษ์' ในสายตาเทพศิริ สุขโสภา

อ.เฟื้อ หริพิทักษ์

อ.เทพศิริ สุขโสภา

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ครบ 100 ปี อ.เฟื้อ หริพิทักษ์ มีคนบอกว่าเขาคือวีรชนคนกล้า ต่างแต่เพียงว่า ดาบที่เขาใช้ ภาษาไทยเราอ่านว่า "พู่กัน"

จากศิลปินหนุ่มอนาคตไกล ฝีมือจัดจ้านในแนวทางจิตรกรรมแบบตะวันตกและมีแววจะก้าวสู่การเป็นศิลปิน "ระดับโลก" อาจารย์เฟื้อ หริพิทักษ์ เลือกที่จะหันหลังให้กับเส้นทางของชื่อเสียงและเงินทอง มุ่งหน้าทุ่มเททั้งชีวิตให้กับงานอนุรักษ์จิตรกรรมฝาผนัง เพื่อยืนยันว่าคนในแผ่นดินนี้เคยสร้างงานเขียนภาพที่ลึกซึ้งวิเศษอัศจรรย์ซึ่งเป็นสิ่งที่คนไทยควรจะภูมิใจ เป็นการทำงานอย่างที่อาจารย์เฟื้อเองกล่าวไว้ว่า “ข้าพเจ้าทำศิลปะด้วยใจรัก เลื่อมใส และจริงใจ มิได้ทำไปเพราะใยแห่งอามิส”

 

 ประวัติชีวิตและผลงานของอาจารย์เฟื้อ หริพิทักษ์ เท่าที่มีพอหาอ่านได้ไม่ยาก แต่มีน้อยคนที่จะเล่าเรื่องราวของอาจารย์เฟื้อได้ดีไปกว่า อาจารย์เทพศิริ สุขโสภา ศิษย์ก้นกุฎิที่ยังไม่หยุดยั้งการค้นคว้าเรื่องราวของ อาจารย์เฟื้อ หริพิทักษ์

 

 

อาจารย์ได้เรียนกับอาจารย์เฟื้อโดยตรงเลยนะครับ

 ได้เรียนสิ ผมเรียนแบบใกล้ชิดที่สุดแล้ว เพราะตอนผมเรียนผมเป็นพวกไม่กินเหล้า วิ่งเข้าวิ่งออกรับใช้ครูบาอาจารย์ แล้วอาจารย์เฟื้อเนี่ยผมเอาเทปไปแอบสัมภาษณ์เป็นเดือนน่ะ สัมภาษณ์ทุกเรื่องทุกอย่าง เทปที่ได้มานั่งถอดเทป เพราะอยากจะเรียนรู้เรื่องศิลปะ


 ความน่าสนใจของอาจารย์เฟื้อ อาจารย์เป็นคนที่วิเศษมาในทางศิลปะสองทางคือ วาดแบบสากลก็ได้ วาดแบบไทยก็ได้

 

เส้นทางศิลปะของอาจารย์เฟื้อนี่ต้องเรียกว่าหล่อหลอมมาตั้งแต่วัยเด็ก?

 อาจารย์เฟื้อเป็นลูกคนจน กำพร้า ไม่มีพ่อ ไม่มีแม่ แม่ตายเมื่ออาจารย์เฟื้ออายุ 7 ขวบ ยิ่งน่าสนใจขึ้นไปอีกเมื่อยายซึ่งเป็นคนแก่ๆ เลี้ยงดูเฟื้อมา ก็ส่งเรียน ในสมัยนั้นเขายังไม่บังคับเรียน จะไม่เรียนก็ได้ แต่คุณยายเห็นว่าสมบัติอะไรที่จะมอบให้ก็ไม่มี สิ่งเดียวที่เฟื้อจะมีได้ก็คือการเรียน...ก็เอ้า...ลูกเรียนเลย...อยากเรียนยายจะส่ง เฟื้อก็ได้เรียน

 ขณะที่เรียนเนื่องจากว่าบ้านเช่าของคุณยายเนี่ยอยู่แถววัดสุทัศน์ อาจารย์เฟื้อก็เป็นเด็กที่เติบโตมาในสิ่งแวดล้อมที่ดีมาก เพราะวัดสุทัศน์นี่รูปเขียนที่ผนังสวยอยู่แล้ว ประตูก็วิจิตร พระพุทธรูปใหญ่จากสุโขทัยพระศรีศากยมุนีเป็นพระประธานอยู่ในวิหาร อาจารย์เฟื้อก็ได้อิทธิพลทางพุทธศาสนามา

 คุณยายมีลูก 7 คน ตายหมด เมื่อย้ายเข้ามากรุงเทพฯ มาอยู่เรือนแพหน้าวัดเลียบพายเรือขายน้ำตาล ตอนที่อยู่หน้าวัดเลียบก็ยังมีลูกช่วย เมื่อลูกตายหมดก็ย้ายมาอยู่หลังวัดสุทัศน์ แกก็สนใจเข้าวัดฟังเทศน์ฟังธรรมมากขึ้นตามธรรมดาของคนอยู่ตัวคนเดียว เฟื้อก็ตามคุณยายไป ก็จะเห็นรูปเขียนที่ผนัง  ในฐานะที่เป็นเด็กช่างสังเกตก็เห็นว่าภาพที่ผนังนั้นเป็นยักษ์คุยกัน ยักษ์สนทนากัน ซึ่งภาพผนังตามวัดต่างๆ ไม่ค่อยมีแบบนี้ ยักษ์ก็ต้องรบกัน

 

 

เป็นช่วงไหนที่อาจารย์เฟื้อฉายแววความ "นอกครู"

 ต่อมาเมื่อเฟื้อเรียน "เพาะช่าง" ความสามารถพิเศษของเฟื้อก็คือการมองเห็นอย่างที่ครูไม่เห็น เป็นการมองเห็นอย่างที่เรียกว่า "นอกครู" การนอกครูในสมัยนั้นเป็นปัญหามาก การมองสิ่งหนึ่งสิ่งใดเราจะไปเขียนละเอียดหมดไม่ได้ แต่เนื่องจากที่เพาะช่างสอนให้เป็นครู สอนให้เก็บทุกอย่างละเอียดหมด เขียนคนก็เก็บปาก จมูก ตา คิ้ว ทุกชนิด แล้วจึงใส่โครงหน้า ซึ่งเฟื้อมองว่าผิด ควรจะเขียนโครงหน้าให้ถูกต้องก่อนแล้วจึงขยับลงรายละเอียดในโครงหน้านั้น
 

ความคิดแหกคอกผ่าเหล่าเช่นนี้สมัยโน้นเขาก็ถือว่านอกครู ครูก็โกรธ แท้ที่จริงเฟื้อน่ะพูดถูก แต่โรงเรียนเพาะช่างก็ไม่ผิดเพราะเขาสอนให้ไปเป็นครู นี่ก็คือปัญหาใหญ่ทำให้เฟื้อเรียนไม่จบ ทั้งๆ ที่สอบทฤษฎี สอบวิชาครูได้ที่หนึ่ง แต่วาดเขียนกลับตก อันนี้เหลือเชื่อ

 มุมมองอันนี้ คือ การแหกคอก การผ่าเหล่า เป็นลักษณะที่คนที่เป็นศิลปินมักจะทำได้ดี คือ ไม่เดินตามครู ศิลปะจะหาสิ่งใหม่ๆ ได้เสมอถ้าเราไม่เดินตามครู นี่เป็นคติหนึ่งซึ่งจะว่าผิดก็ผิด จะว่าไม่ผิดก็ได้ ศิลปะถ้าทำซ้ำๆ ก็น่าเบื่อ ศิลปะควรจะมีวิถีทางของตัว มีลักษณะพิเศษเฉพาะตัว ซึ่งเฟื้อมี

 

 

เรียกได้ว่าอาจารย์เฟื้อผ่านการเรียนศิลปะทั้งอย่างไทยและสากล?

 ต่อมาเมื่อเฟื้อไปเรียนศิลปากร ก็อยากจะเรียนอยู่คนเดียวคือเรียนกับอาจารย์ศิลป์ พีระศรี ซึ่งเป็นครูฝรั่ง สอนแบบฝรั่ง ยกตัวอย่างเช่น ถ้าปั้นพระพุทธรูปเนี่ย สมัยก่อนหน้านั้นเราไม่เรียนกายวิภาค แต่ที่ อ.ศิลป์มาสอนกายวิภาค ให้เราเรียนเรื่องกระดูก เรื่องกล้ามเนื้อ ที่จะปั้นจะวาดอย่างคนจริงๆ ซึ่งเมืองไทยเราไม่เคยเรียนมาก่อน

 ในช่วงนั้นการเรียนแบบสากล เรียนแบบของจริง แต่คนไทยเรียนแบบอุดมคติ จากการคิดฝันขึ้น เช่น ยักษ์เนี่ยเราเขียนหน้าตาเป็นลายไทย ยักษ์คือความโกรธ คือโทสะจริต เวลาเราโกรธเราจะแยกเขี้ยวยิงฟัน ตัวเราจะใหญ่ เราจะถือกระบองพร้อมจะทุบตีทำลาย คติเก่าเป็นแบบนั้น นี่คือแบบอุดมคติ ต่อมาเราเรียนแบบฝรั่งแบบสากล เราก็เรียนกายวิภาค กระดูกทุกชิ้น กล้ามเนื้อทุกมัดที่ประกอบเป็นคน

 

 

แนวคิดที่จะทำงานอนุรักษ์จิตรกรรมไทยของอาจารย์เฟื้อมาจากไหน

 ขณะเดียวกันเฟื้อแม้เรียนสากลแล้ว ชะตาชีวิตผกผันให้ไปเรียนที่ "ศานตินิเกตัน" ที่อินเดีย ที่นั่นสอนว่า เราคนเอเชียจะลืมรากเหง้าของเราไม่ได้  เพราะอินเดียมีปัญหาฝรั่งมายึดครองเป็นเมืองขึ้น ผู้คนก็เป็นฝรั่งมากขึ้น สมัยนั้นจะเป็นห่วงมากเรื่องลักษณะเฉพาะของประเทศตัว เฟื้อก็ได้ความคิดนี้มา


 กลับมาเมืองไทยก็ไปลอกภาพไทย ซึ่งเวลานั้นภาพไทยเหมือนคนป่วยใกล้ตาย ทุกวัดภาพหลุดร่อน ถูกฝนชะ โดยเฉพาะที่อยุธยามีวัดที่ทิ้งร้างเยอะไม่มีใครดูแล ภาพไทยเหมือนคนไข้ที่ป่วยใกล้ตาย แต่เฟื้อเนี่ยไปประคองไว้เหมือนหมอที่ไปเยียวยาโดยการไปลอกภาพเอาไว้ ทีนี้อาจารย์ศิลป์ อาจารย์ใหญ่ของศิลปากรก็ไม่เห็นด้วย เพราะเชื่อว่าเฟื้อสามารถจะไปเป็นศิลปินสากลได้

 เฟื้อไปลอกภาพไทยก็หลงใหลคลั่งใคล้ และก็เชื่อประจักษ์เลยว่าในแผ่นดินนี้เคยมีคนสร้างงานศิลปะ มีคนวาดรูปที่ "ถึง" หรือ "หลุดพ้น" ในทางศิลปะ พูดอย่างนี้ ไม่ใช่รูปธรรมดา เป็นรูปที่ต้องเขียนอย่างช่ำชอง การตวัดเส้น การสะบัดพู่กัน เหมือนคนที่หลุดพ้น

 เฟื้อมีความสามารถที่จะเห็นตรงนี้ซึ่งคนอื่นไม่เห็น ในยุคนั้นคนเห็นภาพไทยก็เหมือนๆ กันหมด แต่เฟื้อเหมือนมีตาทิพย์ แยกแยะตรงนี้ได้ แล้วอาจารย์เฟื้อก็ชื่นชมอย่างสุดตัว อยากให้คนอื่นได้เห็น แล้วก็เสียดายว่าภาพเหล่านั้นจะถูกลืมจะหายไป

 

 

ทำไมทั้งที่มีแววจะรุ่งในทางศิลปะตะวันตก แต่กลับเลือกงานอนุรักษ็จิตรกรรมไทย

 ต่อมาเมื่อเฟื้อมีโอกาสไปเรียนยุโรป เฟื้อสามารถเขียนในทางสากล วาดทิวทัศน์ บ้านเรือน ผู้คน เฟื้อทำได้อย่างสุดๆ เป็นที่เลื่องลือ เฟื้อเหมือนกับเห็นบันไดทอง คือถ้าก้าวขึ้นไปก็มีสิทธิเป็นศิลปินโลก เฟื้อทำอย่างสุดๆ งานชุดนั้นเป็นชุดใหญ่มาก พอกลับมาเมืองไทยคนตื่นเต้น วงการศิลปะตื่นเต้นมาก


 กลับมาเมืองไทยได้ 3-4 ปีกลับไปยุโรปอีกครั้ง คราวนี้ผลงานเฟื้อสุดๆ เป็นลักษณะของตัวเอง คนทั่วไปก็จะติดใจงานอิมเพรสชั่นนิสม์แต่เฟื้อไม่ได้ติดอยู่แค่นั้น เฟื้อยังไปไกลกว่านั้น

 เมื่อกลับมาเมืองไทยแล้วก็ยังไปลอกภาพอยู่ จะว่าเป็นเวรกรรมหรืออะไรก็บอกไม่ได้ เฟื้อได้ใช้ชีวิตเช่นนี้ ไปค้นคว้าวัดทางเหนือ รูปเขียนทางเหนือเฟื้อไปหมดเป็นร้อยวัด ไปเห็นมาหมด เห็นความแตกต่าง เห็นความวิเศษอัศจรรย์ของรูปเขียนเมืองเหนือเช่นวัดภูมินทร์ วัดลำปางหลวง

 เฟื้อเป็นคนที่เอามาพูด เอามาบอกกล่าว นี่เป็นเรื่องที่น่าภูมิใจสำหรับคนในแผ่นดินนี้ เฟื้ออยากชี้ให้ดูว่าคนในแผ่นดินนี้สร้างงานวิเศษอัศจรรย์มาแล้วในทางเขียนภาพ เฟื้อยอมสละไม่เขียนเรื่องสากลนอกจากยามว่างบางครั้งบางคราว

 เป็นแบบอย่างให้คนรุ่นหลังในการเสียสละ การอุทิศ เฟื้อเป็นคนซื่อ เวลาได้ทุนไปเมืองนอก ไปในนามราชการเฟื้อจะจดไว้หมดแล้วเอาเงินมาคืน ยากที่ใครจะทำ

 เฟื้อเนี่ยควรจะเกิดในยุคที่ถ้าอยากไปสมัยใหม่ก็ไปเลย เฟื้อไม่ควรจะเหลียวหลัง แต่ในสมัยนั้นมีคนเดียวเท่านั้นที่จะคิดและจะทำอย่างเฟื้อได้  คุณคิด คุณหวงแหนเท่านั้นไม่พอ คุณต้องมีฝีมือในการวาดด้วย และคนที่เสียสละยิ่งใหญ่ขนาดนั้นมันหายาก การจะเข้าถึงศิลปะไทยระดับเฟื้อเนี่ย ไม่เคยเห็นในบ้านเรา

 

 

หอไตรวัดระฆังฯ ต้องถือว่าเป็นงานมาสเตอร์พีซของอาจารย์เฟื้อ?

  กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เป็นอีกท่านที่เข้าใจสิ่งเหล่านี้ บันทึกของท่านที่บอกว่าฝีมืออาจารย์นาคที่วัดระฆังถือว่าเป็นสุดยอด นี่ก็เป็นแรงดลใจให้อาจารย์เฟื้อตามค้นหาแล้วก็อนุรักษ์หอไตรวัดระฆัง เป็นงานมาสเตอร์พีซชิ้นใหญ่ หลังจากเฟื้อค้นคว้า ลอกภาพ ทำทุกอย่างมาจนช่ำชองแล้ว นี่ก็เป็นงานชิ้นสุดท้ายที่เหมือนกับว่ารอให้เฟื้อช่วยอนุรักษ์ทั้งสองด้าน เพราะตอนนั้นตัวหอไตรก็ทรุดโทรมมาก งานนั้นจึงไม่ใช่การอนุรักษ์ภาพอย่างเดียว เป็นการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมด้วย อนุรักษ์อาคารด้วย แต่คนก็ไม่ค่อยเห็นอยู่ดี


 เฟื้อเชื่อว่าคนที่ไม่มีภูมิหลัง ไม่มีอดีตจะไปสู่อนาคตยาก อันนี้จะจริงหรือเปล่าก็แล้วแต่ใครจะคิดเอา ผมเองเชื่อว่าเฟื้อถูก

 เฟื้อแม่นมาก ขอย้ำว่าทั้งไทยและสากลไม่มีใครที่ดรออิ้งได้มีชีวิตชีวาเท่ากับเฟื้อในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของบ้านเรา จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีใครทำได้

 

 

ทั้งที่อาจารย์เฟื้อมีผลงานสำคัญมากแต่ทำไมเราไม่รู้จักท่านมากเท่าที่ควร

 เพราะว่าการโฆษณาประชาสัมพันธ์น่ะนะ เราเห็นคนดีๆ เรามองข้ามนั่นก็อย่างหนึ่ง และเนื่องจากศิลปะก็เคลื่อนไปสู่สมัยใหม่ ผู้คนรุ่นหลังอยากทำงานสมัยใหม่ การหันไปมองอดีตถือว่าเป็นเรื่องล้าสมัย คร่ำครึ นี่คือปัญหาของมนุษย์ทั่วไป โลกมันเปลี่ยนไป เรามีสื่อผสม มีศิลปะเชิงการแสดง ทุกคนวิ่งไปข้างหน้าโดยไม่เหลียวหลัง แต่ถ้าหากเฟื้อไม่ลอกภาพจากวัดต่างๆ ไว้ ทุกวันนี้รูปเหล่านั้นก็สูญไปหมดแล้ว

 


ปีนี้ก็เป็นวาระ 100 ปีชาตกาลของอาจารย์เฟื้อ เราจะทำอะไรได้บ้าง

 อย่างแรกคือการประกาศให้ผู้คนเห็นความสำคัญในชีวิตและงานของอาจารย์เฟื้อ ชีวิตและของคนๆ หนึ่งที่เสียสละขนาดนั้น เสียสละเพื่อแผ่นดินอย่างมหาศาลแล้ว


 ส่วนผลงานของเฟื้อเราทำได้หลายวิธี อย่างในจังหวัดที่มีรูปเขียนผนังที่สำคัญๆ เช่น น่าน อยุธยา สุโขทัย เพชรบุรี อีสานก็มี ทำอย่างไรจะให้เด็กหรือผู้คนในเมืองนั้นหันไปสนใจ

 การพาเด็กเข้าไปวาดเล่นๆ วาดจิตรกรรมฝาผนัง หรือประกวดประขันอะไรก็ได้ ให้เด็กได้เข้าไปเห็นกับตา หรือจะพาเข้าไปเพื่อให้เขียนบทความ แรงดลใจที่ได้จากภาพนั้น เด็กก็จะซึมซับเอาไว้ในใจ

 การเผยแพร่มีปัญหาเพราะคนที่รู้เรื่องอดีตมีน้อย ทำอย่างไรเราจะให้คนในแผ่นดินภูมิใจในแผ่นดินเกิด เสียสละ สร้างสรรค์ ทำงานจริง เฟื้อนี่แหละเป็นเหมือนกับวีรชนคนกล้าคนหนึ่งเพียงแต่ถือพู่กันเท่านั้นแหละ คนกล้าไม่ใช่คนที่ยืนชูธง ที่จะรบ ที่จะทำศึก แต่เฟื้อชูธงศิลปะ

 

 

อาจารย์เองกำลังรวบรวมชีวิตอาจารย์เฟื้ออยู่ด้วย?

 ผมกำลังเขียนเป็นเล่มอยู่ ตั้งแต่ชีวิตวัยเด็กของอาจารย์เฟื้อ ชีวิตการทำงาน พัฒนาการในการเขียนรูป การเดินทางไปเห็นโลกกว้าง ทั้งอินเดีย ยุโรป และก็ไทย จนกระทั่งป่วยและจากไป คุณจะได้เห็นชีวิตที่ลงลึก ลงรายละเอียดโดยยึดคำพูดของอาจารย์เฟื้อเองที่ได้พูดไว้


 ผมเป็นศิษย์สายตรงคนหนึ่ง มีการสัมภาษณ์ บันทึกไว้ ผมเอามาคั้นใหม่เพื่อให้คนนอกวงการศิลปะได้อ่านแล้วซาบซึ้ง

 ตอนนี้เกือบจะผ่านร่างแรก ต้องเก็บข้อมูลมาก อ่านทุกคนที่เขียน ผู้คนที่รู้จักอาจารย์เฟื้อที่ยังมีชีวิตอยู่

 ผมพยายามเอาความจริงของเฟื้อออกมาให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ผมทำเพื่อที่จะเป็นของขวัญไม่ใช่สำหรับคนในวงการศิลปะอย่างเดียว แต่คนภายนอกอ่านแล้วจะสนุก ปลายปีนี้คงได้ออกมา

 เฟื้อมาจากคนที่จนมาก เพราะฉะนั้นคนที่จน คนที่มาจากครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ อ่านประวัติของเฟื้อจะเกิดกำลังใจ จะมั่นใจว่าแม้ฉันมือเปล่าเนี่ย ดินสอด้ามเดียวฉันจะก้าวไปสู่ความเป็นศิลปินได้

 ไม่ว่าใครก็ตามถ้ามีหัวใจรักในสิ่งที่ตัวเองเชื่อมั่น ถึงจะมีแค่พู่กันด้ามเดียวก็จะก้าวไปสู่ความเป็นศิลปินได้

Tags : เฟื้อ หริพิทักษ์ เทพศิริ สุขโสภา

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

advertisement