โซเชียลเน็ตเวิร์คขยับใกล้ ใครๆ ก็สื่อข่าวได้ คำถามต่อไปจึงอยู่ที่ เราจะแยก"ขยะ"ออกจาก"ข้อเท็จจริง"ได้อย่างไร จะได้ไม่เสพแต่กากไปวันๆ
วันนี้เราคงไม่จำเป็นต้องอ้างอิงถึงประสิทธิผลของไซเบอร์สเปซกันให้เสียเวลา เพราะหลายครั้งหลายคราวที่สังคมออนไลน์ได้สร้างปรากฎการณ์ใหม่ๆ ให้กับผู้คนได้เห็นอยู่เสมอ โดยเฉพาะในแง่ของ "ข้อมูล" และ "ข่าวสาร"
เครื่องมือที่ปักธงเป็นไฮไลท์อย่าง "ทวิตเตอร์" และ "เฟซบุค" กลายเป็นฟันเฟืองสำคัญที่พลิกโฉมการ "เข้าถึง" ของประชาชนทั่วไปเป็นอย่างมากในวันนี้ รวมทั้งการเกิดขึ้นของเหล่า "นักข่าวพลเมือง" หรือ "นักข่าวอาสา" ด้วย
มาถึงวันนี้ โลกอินเตอร์เน็ตไม่ได้มีเพียงการไหลบ่าของข้อมูลข่าวสารเท่านั้น มันยังถูกใช้เป็นพื้นที่ของการแสดง "จุดยืน" ทางความคิด กระทั่งกลายเป็นเครื่องมือ "โฆษณาชวนเชื่อ" ของคนบางกลุ่ม
การมองถึง "วิธีคัดกรอง" และ "ความเท่าทัน" จึงนับเป็น "ก้าวต่อไป" ที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อไม่ให้ บรรดาผู้ใช้ (User) "ตกหลุมพราง" ของความเป็น "อิสระ" ในโลก 2.0 นี้
โลกเสมือนบนเรื่องจริง
จากคำพูดของ เอริค เซลดิน โปรดิวเซอร์โทรทัศน์อิสระ ที่รายงานข่าวช่วงวิกฤติการณ์การเมืองไทยได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเอพีว่า เทคโนโลยีการสื่อสาร อย่างการรายงานสดผ่านดาวเทียมด้วยความช่วยเหลือของคอมพิวเตอร์แล็บท็อป รวมถึงระบบเครือข่ายโซเชียลเน็ตเวิร์ก อย่างยูทูบและทวิตเตอร์ ได้ก่อให้เกิดการปฏิวัติการรายงานข่าวไปอย่างสิ้นเชิงนั้น คงไม่ใช่เรื่องเกินจริง
ยอดผู้อ่านที่ทะลุ 128 เปอร์เซ็นต์ จากจำนวนยูนีคไอพี (UIP) 213,509 และเพจวิว (PV) 988,713 ครั้ง เฉพาะช่วงเหตุการณ์ทางการเมือง รวมทั้งภาพเหตุการณ์ในสนาม และข้อความข่าวของเหล่า "ผู้ติดตาม" (Follower) ที่ส่งเสียงไปมาผ่านทวิตเตอร์ไม่ต่ำกว่า 3 แสนคนจากผลสำรวจของเว็บไซด์ iao.in.th/thailand ได้ชี้ให้เห็นว่า ผู้คนให้ความสำคัญกับ "พื้นที่ออนไลน์" มากน้อยแค่ไหน
คนข่าวภาคสนามอย่าง เสถียร วิริยะพรรณพงศา จากสำนักข่าวเนชั่นเองก็ยืนยันว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับสังคมออนไลน์ในช่วงเวลาดังกล่าวคือ "พลังที่จับต้องได้"
"กระแสข่าวที่ไหล่บ่าอยู่ในออนไลน์ช่วงนั้นเยอะมาก เพราะมันเป็นเครื่องมือที่ใหม่ และต่างคนต่างเพิ่งเรียนรู้ เลยรู้สึกสนุกกับมันใหญ่เลย ใช้ทุกกลุ่ม ทั้งแดง เหลือง หลากสี แล้วมันก็มีพลังจริงๆ แต่เดิมจากที่เป็นที่ระบายอารมณ์ จบแล้วจบกัน แต่วันนี้ มันมีพลังจริงๆ มีจัดตั้ง ระดมมวลชน แล้วไปโผล่เป็นคนชุมนุมจริงๆ ที่อนุเสาวรีย์ชัยฯ มันจึงเป็นปรากฏการณ์ที่ใหม่มาก เห็นชัดเลยว่า ระหว่างโลกออนไลน์กับโลกจริงมันกำลังผนวกเข้ามาด้วยกัน จนตอนนี้มันแยกกันไม่ออกแล้ว"
ด้านความรู้สึกของผู้รับสาร วีระวัฒน์ วีระประเสิรฐศักดิ์ เจ้าของทวิตเตอร์ @phz ก็มองเห็นแบบเดียวกัน
"ทวิตเตอร์มันคล้ายๆ กับวงสนทนาที่มีประเด็นพูดคุยได้ไม่รู้จบ" เขาให้คำจำกัดความ
นับตั้งแต่เริ่มทำความรู้จักกับอินเตอร์เน็ตเมื่อตอนอายุ 13 ปี จนวันนี้ 15 ปีเต็มที่สื่อสารมวลชนอย่าง หนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ถูกตัดออกไปจากชีวิตของวีระวัฒน์โดยสิ้นเชิง ความเคลื่อนไหวต่างๆ ที่เกิดขึ้นของบ้านเมืองเขาเลือกรับจาก "ออนไลน์" เป็นหลัก
"2-3 ปีแล้วที่ทางทวิตเตอร์รู้กันก่อนข่าวทีวีจะออก อย่างตอนไฟไหม้ซานติก้าผับ ทวิตก็มาก่อนเลย เพราะคนที่อยู่แถวนั้นเขาเห็นรถดับเพลิงก็ทวิตบอกต่อๆ กันมา ทุกวันนี้ผมติดตามข่าวจากทวิตลิงค์ข่าวทั้ง ประชาไท มติชน ไทยรัฐ เดลินิวส์ คมชัดลึก กรุงเทพธุรกิจ เป็นแหล่งข้อมูลที่เชื่อมถึงกันได้ทั้งนั้น"
ในสถานการณ์ทางการเมืองที่ "ไม่ปกติ" พื้นที่ตรงนี้ก็เหมือนเป็น "ช่องว่าง" ที่ "เปิดกว้าง" จาก "ข้อมูล" ของทุกฝ่าย
"มันมีประโยชน์มากโดยเฉพาะในรัฐที่มีการบล็อกความเห็น เพราะนี่ถือเป็นแหล่งเดียวที่จะได้ข้อมูลในทางตรงข้ามกับรัฐบาล กว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของข้อมูลที่ได้ก็จะได้ทางนี้" วีระวัฒน์ยืนยัน
"ข้อมูลจริง" จริงของใคร
ถึงแม้โลกออนไลน์วันนี้จะได้รับการยอมรับว่าเป็นพื้นที่อิสระสำหรับทุกความเห็นก็ตาม แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ด้านที่สองของเหรียญที่มีชื่อว่า "เสรีภาพ" นั้น ค่อนข้างอ่อนไหวต่อการถูกปลุกปั่นจาก "ความลวง" และ "ข่าวลือ" ที่ปะปนอยู่ในคลื่นข้อมูลจำนวนมหาศาลที่ลอยอยู่ในอากาศ
"มันขึ้นอยู่กับ logic ของแต่ละคนนะ" วีระวัฒน์ให้ความเห็น
เขาคิดว่า ในโลกออนไลน์นั้นข้อมูลที่เกิดขึ้นมา และถูกเผยแพร่ไปไม่ได้มีความหมายแค่น่าเชื่อถือ หรือไม่เชื่อถือ แต่มันหมายถึงจิตสำนึกที่จะให้ความช่วยเหลือด้านข้อมูลในฐานะ "เพื่อนมนุษย์" ด้วยกัน
"บางครั้งเราไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่เราได้มามันคือเรื่องจริงหรือไม่จริง เพียงแต่มันคือการกระจายข่าวออกไป เพื่อทำให้เกิดการตรวจสอบขึ้น แต่เราก็ไม่ได้หยิบเรื่องไหนขึ้นมาส่งก็ได้นะ เพราะมันก็ต้องขึ้นอยู่กับความสำคัญของข้อมูลด้วย เหมือนอย่างกรณีข่าวในวัดปทุมวนาราม เป็นข้อมูลความตายที่ใครอยู่แถวนั้นอาจจะสามารถเข้าไปช่วยปฐมพยาบาลได้ หรือใครสักคนอาจจะยืนยันข้อมูลได้ว่านี่เป็นความจริงที่กำลังเกิดขึ้นหรือเปล่า ไม่ว่ามันจะถูกหรือผิด แต่อย่างน้อยมันก็เป็นข้อมูลหนึ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น แล้วเราก็ไม่อาจมองข้าม"
ในสายตาคนทำสื่อเอง เสถียร คิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งถือเป็นความท้าทายใหม่สำหรับคนในวิชาชีพ และตรงนี้เองจะเป็นตัวชี้วัดความแตกต่างของสื่อกระแสหลัก กับสื่อพลเมือง
"เพราะบนนั้นมีทั้งผู้เชี่ยวชาญทุกเรื่อง มีประสบการณ์ตรง อยู่ในเหตุการณ์ อย่างตอนที่ผมอยู่ศาลาแดง มีระเบิดที่ศาลาแดง คนตอบกลับมา มีคนบาดเจ็บ 2 คน คุณเร็วกว่าผมอีก คนที่ใช้เครื่องมือมันมีอยู่ทุกจุดน่ะ ต่อไปนักข่าวจะไม่ใช่ผู้ทรงอิทธิพล ตามเครื่องมือที่ผู้คนสามารถเข้าถึงได้ นักข่าวเองก็ต้องปรับตัวเยอะ สื่อก็เหมือนถูกท้าทายด้วยเครื่องมือเหล่านี้ มันไปถึงทุกคน ทุกคนส่งสารได้หมด แต่ผมไม่คิดว่าจะทำให้วิชาชีพมันหายไป เราก็ต้องให้สังคมเห็นว่า แม้ทุกคนจะมีเครื่องมือชนิดเดียวกัน แต่สารที่ออกมาจากสื่อมวลชนเอง มันจะต้องเที่ยงตรง รอบคอบ และเป็นกลาง"
นอกจากความเห็นที่หลากหลายจะถูกปล่อยออกมาอย่างไร้ขีดจำกัดแล้ว เรื่องความปลอดภัยของระบบก็ถือเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนเรามักตกเป็นเครื่องมือบนโลกเสมือนใบนี้
ดีมิทรี วิทาเวียพ (Dmitri Vitaliev) project manager Tactical Technology Collective NGO-in-a-Box Security Edition ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบความปลอดภัย และการเข้าถึงข้อมูลยอมรับว่า สาเหตุหนึ่งที่ทำให้บนไซเบอร์สเปซเต็มไปด้วยเรื่องจริง และเรื่องหลอกลวงส่วนหนึ่งมาจากการละเลยระบบรักษาความปลอดภัยบนอินเตอร์เน็ต
"ส่วนหนึ่งคนเรามักจะละเลย ในการเปิดตัวเองอย่างเต็มที่ในอินเตอร์เน็ต ซึ่งจริงๆ มันก็มีประเด็นย่อยอื่นๆ วันนี้ระดับความตระหนักก็ถือว่าต่ำมาก แม้ว่าจะเป็นบุคลากรสายงานไอทีโดยตรงก็ตาม ก็ยังไม่รู้ว่าจะจัดการอย่างไรในเรื่องของความปลอดภัย และบางครั้งคนที่ได้รับความเสียหายจากระบบก็ต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง จริงๆ ในโลกออนไลน์ มันรุกรานเราได้มากกว่านั้น"
จัดระเบียบด้วยสำนึก
"เราก็ต้องทำให้การสื่อสารบนอินเตอร์เน็ตเป็นแบบที่ไม่แบ่งแยก คือเปิดโอกาสให้หมด ใครอยากจะพูดอะไรก็พูด แล้วขึ้นอยู่กับผู้รับสาร ประชาชน จะเป็นคนตัดสินใจเอง ว่าสิ่งไหนคือข้อมูลที่ผิด สิ่งไหนคือข้อมูลที่ถูก"
ประโยคดังกล่าวเป็นความเชื่อของ แดเนียล เมอริดิช (Daniel Meredith) Staff Technology open initiative จาก New America Foundation ที่ทำงานรณรงค์ด้านสื่อแถบทวีปอเมริกาเหนือว่า กระบวนการเรียนรู้แบบเปิดกว้างจะทำให้คนทั่วไปสามารถแยกแยะระหว่างข้อเท็จจริง กับคำโกหกได้ในที่สุด
เมื่อพูดถึงเส้นแบ่ง ระหว่างความเห็น และข้อเท็จจริง กระทั่งเรื่องของจรรยาบรรณของผู้คนที่จะโพสต์อะไรบางอย่างเผยแพร่ไปในออนไลน์ ดูจะกลายเป็นคำถามต่อที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ ถึงแม้จะมีกฎหมายเกี่ยวกับอินเตอร์เน็ต หรือจัดตั้งองค์กรขึ้นมาดูแลจากฟากรัฐบาลก็ตาม
"มันหมายถึงสิ่งที่รัฐพยายามจะเข้ามาควบคุมข้อมูลของประชาชน ขณะเดียวกันตัวรัฐเองก็พยายามปกปิดการเข้าถึงข้อมูลของประชาชนด้วยนะผมว่า" สิ่งที่ อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล จากเครือข่ายพลเมืองเน็ต ที่ทำงานเกี่ยวกับการรณรงค์ สิทธิและเสรีภาพบนอินเตอร์เน็ต พูดถึงความไม่โปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูลออกสู่สาธารณะของภาครัฐตลอดเวลาที่ผ่านมาด้วย
วีระวัฒน์ แสดงความเห็นเกี่ยวกับการหา "เครื่องมือ" มาช่วยสร้างคุณภาพให้กับโซเชียลเน็ตเวิร์กนั้น อันดับแรกที่ควรทำก็คือ สร้างดุลยพินิจให้กับคนทุกคน
"เรื่องที่จะเชื่อ หรือไม่เชื่อนั้น มันก็ขึ้นอยู่กับความรู้สึกส่วนตัว คนส่วนใหญ่ที่ใช้ความรู้สึกนำทาง เวลามีข่าวออกมาก็ตัดสินไปแล้ว มันจึงเป็นเรื่องของ logic ของแต่ละคน แล้วก็พิจารณาจากแหล่งข่าวหลายๆ แหล่งตรงนี้ผมว่าสำคัญ"
เสถียร บอกว่า กลไกการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติตอนนี้ถือเป็นสิ่งที่ช่วยคัดกรองข้อมูลได้ดีที่สุด และยังส่งผลถึงความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูลในทันที
"ผมว่าอยู่ที่ตัวคนใช้ เป็นส่วนใหญ่ ต้องมีสำนึก เข้าใจ และเลือกรับผิดชอบสังคม มันยากที่จะมีใครมาบอกให้คุณโพสต์อะไร ไม่โพสต์เรื่องอะไร ต้องรู้เอง อย่างผมเป็นนักข่าว มีคนติดตามเยอะมากแล้ว ถ้าเราแสดงความเห็น หรือชักนำในทางที่ผิด บิดเบือน ผมก็จะถูกตรวจสอบจากคนที่รับข้อมูลของผมไป จะมีระบบตรวจสอบที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ เพราะต้องอย่าลืมว่า คนที่ใช้โซเชียลมีเดียมันหลากหลาย มีผู้เชี่ยวชาญเต็มไปหมด ถ้าเราไปโพสต์งูๆ ปลาๆ เรื่องที่เราไม่ถนัดนะ เละ (ยิ้ม) โลกโซเชียลมีเดีย ถึงจะไม่มีกฎข้อบังคับ แต่จะมีกลไกเหล่านี้คอยตรวจสอบ ถ่วงดุลไม่ให้มันเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง หรือบิดเบือนข้อมูลมากเกินไป"
ไม่ว่ากลไก หรือระบบควบคุมข้อมูลจะถูกออกแบบมาอย่างยอดเยี่ยมเพียงใดก็ตาม สำหรับวีระวัฒน์แล้ว แค่การมองเห็นถึง "ความเป็นคน" ของกันและกัน น่าจะเพียงพอแล้ว
"จริงๆ แยกไม่ได้หรอก เพราะทวีตมีความเห็นมากกว่า อย่างคนที่ทวีตเขาก็ไม่มานั่งคิดว่าสิ่งที่โพสต์ขึ้นไปจะส่งผล หรือกระทบอะไรกับใครหรอก อันที่จริง ยังไม่ต้องถึงกับร่างจรรยาบรรณหรอก อย่างน้อยๆ แค่ความเป็นคนก่อน บางคนก็ลืมไปว่าคนที่เราโพสต์ตอบโต้อยู่นี่คือเพื่อนเรา คืออย่างน้อยถึงมองคนละด้านแต่เราก็ไม่ได้โกรธกันจะดีกว่า" เขาบอก

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น